590209_พุทธศาสนาตามภูมิ อัมพัฏฐสูตร ตอน ๖.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข6 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

590209_พุทธศาสนาตามภูมิ อัมพัฏฐสูตร ตอน 6

พ่อครูว่า ….วันนี้ วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 ปีมะแม หรือปีวอก ที่ บวร ราชธานีอโศก แล้วแต่ใครจะชอบ เราไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นปีอะไรก็ไม่ว่ากัน วันนี้เราก็มาต่อ ที่เราได้เรียนกันไป อาตมาก็สอนไปตามภูมิ ก็สอนมา 46 ปีจะเต็มแล้ว ไม่ช้าเลยก็ดูเร็วเพราะฉะนั้นจะต้องเร่ง ยังมีเรื่องจะต้องสาธยายอีกเยอะ บางอย่างมีสภาวะ แต่ไม่เก่งเรื่องภาษาที่จะสื่อออกไป ภาษาไทยอย่างเดียวก็ไม่พอแน่นอน ไม่ลึกไปถึงปรมัตถธรรมของพระพุทธเจ้า บางที่ต้องใช้หลายภาษา บาลี อังกฤษ ละติน แล้วก็ได้ขึ้นมาเรื่อยๆ ให้ติดตามฟังให้ดี ตอนนี้กำลังเชื่อมโยงให้เห็นถึงความจริงจากที่เขาศึกษา ไม่ว่าทางฟิสิกส์ ทางชีววิทยา ฟิสิกส์ก็ไปถึงอย่างที่ไอน์สไตน์เขาทำเอาไว้ แต่อาตมากำลังเห็นถึงความต่อเนื่องระหว่าง อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม ส่วนคนเรามีกรรมเป็นของๆตน มีกรรมเป็นทายาท เราต้องรับมรดกกรรมของตน กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เป็นเชื้อแท้ ต้องมา ศึกษากรรมที่เป็นองค์รวม รูปนาม เกิดปฏิกิริยาขึ้น ถ้ามีปัญญา ก็สามารถควบคุมจัดสรรรูปนามอย่างเป็นกุศล ให้ชำระกิเลสไปในตัว หากไม่เข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิ ก็ไม่เป็นบุญที่ชำระกิเลสได้ จะดีหรือไม่ดีก็อยู่ที่ผลของกรรมวิบาก ตนต้องรับมรดกกรรมของตน ตนก็ได้อาศัยกรรมของตนเป็นที่พึ่ง พระพุทธเจ้าท่านค้นพบว่า มนุษย์ทุกคนมีกรรมปัจจุบัน แล้วก็ต้องมาปฏิบัติเพื่อลดละกิเลสให้สิ้น ต้องปฏิบัติขณะปัจจุบัน ดับกิเลสในปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีตที่ตั้งมั่น เหมือนเสาระเนียดที่มั่นคงแข็งแรง ไม่มีอะไรมาล้มล้างได้ ในทุกอดีต อนาคตก็สูญตลอดกาล จะมีอนาคตที่มีเรี่ยวแรงขนาดไหนก็มาล้มล้างหักโค่นไม่ได้ เป็นสัจจะที่แต่ละคนต้องพิสูจน์ อาตมาถึงวันนี้ 46 ปีแล้ว ก็ต้องใช

อ่านต่อ

้คำที่ตรงและแรงแบบนี้ ก็สาธยายพุทธศาสนาตามภูมิ การเปรียบเทียบก็เพื่อให้เห็นดำเห็นขาวชัด ไม่ต้องหาเรื่องไปเคลื่อนเขา อาตมาก็หนักไปทางพรหมทัณฑ์แล้ว

SMS 8ก.พ.59 0816956xxx ผมพบชาวอโศกประมาณเกือบยี่สิบปี เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า เลิกไหว้เจ้า เลิกไหว้ทุกอย่างที่ไม่ใช่พุทธ เชื่อพระพุทธเจ้าไม่ตกนรก ก ท ม พ่อครูว่า...เราเลิกไหว้เจ้าแล้วก็ไม่จำเป็นต้องไปรุกรานเขา เขาก็ต้องอาศัยตามภูมิของเขา สถานะเขาเป็นสายศรัธา เทวนิยม แล้วพวกเขามีมากกว่าสายปัญญาด้วย ถึงต้องมีแท่นมีที่ให้เขาอาศัย เราต้องเข้าใจอันนี้แล้วอยู่กันอย่างดี ขัดเกลากันบ้าง

0816956xxx ทักษิณก็เสียเพราะเงิน ก ท ม

0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูฯสอนเรื่องกายคือ องค์ประชุมของจิตดังท่านเคยอ่านในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ตถาคตเรียกกายว่าจิตบ้างมโนบ้างวิญญาณบ้าง! เล่ม16 ข้อ230 สาธุ พ่อครูว่า...เรื่องกายนี้เรื่องใหญ่ ติดตามฟังให้ดี อย่านึกว่าฟังครบแล้วนะ

0893867xxx ขอบคุณญาติธรรม บุญนิยมTV ที่ เผยแพร่ธรรมที่สร้างสำนึกดีๆให้เกิดขึ้นในจิตใจมนุษย์ ไม่เหมือนอลัชชี กินปัจจัยคอรัปชั่น ไร้สำนึกจริยธรรม เอวัง พ่อครูว่า….พูดถึงบุญนิยมทีวี อาตมาเห็นถึงอานิสงส์ เห็นเนื้อบารมี บุญนิยมทีวี อยู่ได้ด้วยบารมี ธรรมเป็นธรรมะที่อุ้มชูอยู่ เป็นทีวีที่อยู่ท่ามกลางทุนนิยม เค้าลงทุนกันเป็นร้อยล้านพันล้าน ทีวีดาวเทียมก็ตาม จนเป็นหนี้เป็นสินกัน จะล้มละลายกันหลายเจ้า เขาแข่งกันทั้งโลก ที่แม้แต่ทีวีดาวเทียมของสายธรรมะ ก็ไม่ออกนอกกรอบของโลกีย์ ไม่ได้สื่อสารเรื่องโลกุตระที่เป็นของพระพุทธเจ้า แม้จะมีคนรู้น้อย แต่ก็เป็นโลกุตระ มีเหตุปัจจัยของคน ที่พวกเราช่วยกันทำ ไม่ว่าตัวเล็กตัวน้อยตัวใหญ่ คนละเล็กละน้อย ตามกำลังวังชาความรู้ความสามารถทำงานที่หลุดพ้นมิจฉาชีพห้า หลุดพ้ นการทำงานที่ไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยน ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ทำงานไม่เอาลาภแลกลาภ ถ้าเป็นยุคประชาธิปไตย ก็เรียกว่าเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากในโลก ที่ประเทศไหนๆ ก็ทำไม่ได้ ของเราเป็นประเทศเล็กๆที่ซ้อนในประเทศไทย แต่ไม่ใช่จะมาขบถประเทศไทย ชาวอโศกไม่ขบถต่อประเทศไทย เพราะขบถหมดแล้วไม่รู้จะหนีไปไหน มิจฉาอาชีวะเราพ้นได้ดี ทำอาชีพถึงขนาดเสียภาษี 100 % เป็นสาธารณโภคี มีมิจฉาสังกัปปะ 3 เราก็ทำได้ดี มิจฉากัมมันตะ 3 เราก็พ้นได้ดี อาจมีบกพร่องบ้าง มดปลวกบ้างสุดวิสัย หรือใครมีกิเลสบ้างก็น้อย ระมัดระวังสังวรจริง ไม่เอาของคนอื่น ไม่เกิดคดีฟ้องร้องกันมาเลย พูดโกหกก็ไม่มีอะไรมากมาย อบายมุขนี่ดีมากเห็นชัดเลย ไม่ไปอย่างโลกเขาที่แย่มากแล้ว แต่เขาไม่เข้าใจ ศีล 5 ก็เยี่ยม ได้สังกัปปะก็สามารถเข้าใจ สามารถรู้ จิตเจตสิก รู้จักปรมัตถ์ สามารถรู้จัก กาย เวทนา จิต ธรรม แจกถึง เวทนา 108 แยกเคหสิตะ เนกขัมมะได้ และพยายามทำกันได้ อยู่ในร่องร่อยศาสนาพุทธแท้ เป็นไปได้ เราตั้งหน้าตั้งตาสร้างสิ่งเหล่านี้กัน มันเกิดเชื้อเกิด DNA ของพุทธแล้วในเมืองไทย จะต้องมีสถานที่ บ้านราชฯก็ลงหลักปักแหล่งกันพอสมควรไปเรื่อย มีเสนาสนะสัปปายะ บุคคลสัปปายะ มีการสร้างบ้านหลังแรก ก็ยังไม่เสร็จ แต่บ้านราชฯ ก็เป็นถิ่นที่อาศัย ของชาวบ้าน มาทำงานกันพอเลี้ยงชีวิตได้ พึ่งพากันไป เป็นไปได้ที่อบอุ่น สามัคคี แต่ก็มีวิบาก มีคนรวนคนกวน ก็ไม่หนักหนาสาหัส พอให้เราตื่นตัวไม่เย็นใจ ไม่ประมาท กำลังดี ไม่มีเสียเลย เราจะไม่ประมาท ไม่ปล่อยปละละเลย แม้แต่ที่สุดธรรมะที่อาตมาพาทำถึงแยกโลกียะ โลกุตระ ออกทางจิตวิญญาณ มโนปวิจาร 18 เป็นแกนเลย หากอ่านอาการลิงคนิมิต แยกโลกียะ โลกุตระมันมีนิมิตต่างกันอย่างไร อาการต่างกันอย่างไร อาตมาอธิบาย อุเทศ จนให้พวกเราทำได้ จนเกิดคนจริง อาตมาไม่ได้ใช้อามิสล่อ ไม่ได้มีโลกธรรมล่อเลย อันนี้เป็นดัชนีชี้ค่าที่เป็นของจริง อาตมาไม่กังวลว่าอันนี้จะล้มละลาย คนกลัวว่าอโศก หากโพธิรักษ์ตายไปก็ล้มละลาย เขาก็เชื่อเช่นนั้นก็แล้วแต่ ส่วนคนที่เห็นดีก็อย่าช้า ต้องพากเพียร พระพุทธเจ้าว่า ความสำเร็จก็ด้วยความเพียร ให้ตลอดรอดฝั่งถึงเป้าหมายได้แท้จริง นี่คือสัจจะที่อาตมาก็ทั้งพยายามยืนยัน ปรากฏการณ์

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ทำไมกลัวผีพ่อ ทั้งที่รักพ่อ 0846110xxx พ่อตายแล้วทำไมถึงกลัวผีพ่อทั้งที่รักพ่อ พ่อครูว่า ...ที่ กลัวเพราะคนเราไม่รู้ เช่น เรากลัวที่ตรงนั้นมืดๆ เพราะว่าไม่รู้ว่ามีงูมีเสืออะไรอยู่ ไปเหยียบมันได้ ลึกเข้าไปมันก็มีตัวที่หลอกเราได้ เป็นผีอยู่ที่มืด รวมแล้วคือกลัวความไม่รู้ นี่คือคำตอบ กลัวเพราะคุณไม่รู้ ไม่รู้คำว่าผี ผีคือจิตวิญญาณ จิตวิญญาณเป็นผี ในตัวคนเป็นก็เป็นผี ตายไปก็เป็นผี แต่จิตวิญญาณที่หลังตายไปแล้ว มาหลอกใครไม่ได้ ไปรับวิบากอย่างเดียว ถ้าวิญญาณเป็นผี ก็ต้องเป็นตัวร้ายเลว ถ้าเป็นเทวดา ก็เป็นวิญญาณดี ถ้าวิญญาณดีมาจะไปกลัวทำไม ถ้าวิญญาณร้ายมา จะมาได้อย่างไร มาไม่ได้หรอก เพราะเจ้าหน้าที่ยมบาลไม่ยอมให้มาหรอก ต้องติดคุกในนรก ออกมาไม่ได้หรอก ผีร้ายพวกนี้ เช่นเดียวกับคนติดคุกออกมาไม่ได้ นี่ก็มีศพในโลงเย็นตั้งอยู่ที่นี่ คนก็เดินไปเดินมากัน ไม่เห็นผีในโลงนี้ มีตั้งหลายศพแล้ว ไม่เห็นออกมาหลอกกันสักที พวกเราเข้าใจแล้ว ที่เห็นผีนั้นอุปาทาน ตาเราหลอกเอง แล้วคุณไม่เชื่อว่า วิญญาณที่หลังตายแล้ว มาในโลกปัจจุบันไม่ได้ มันต้องไปตามวิบากของมัน มาไม่ได้

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน วิชชา 8 ญาณข้อ 2-8 เรามาต่ออัมพัฏฐสูตร มโนมยิทธิญาณ [9.2] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง เปรียบเหมือนชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง หรือชักดาบออกจากฝัก หรือชักงูออกจากคราบฉะนั้น ข้อนี้ก็เป็นวิชชาประการหนึ่ง ที่มา: อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ [163] 104 พ่อครูว่า... ทำให้เวทนารวมลงเป็นหนึ่งเป็น ปุริสภาวะ เป็น ปุงลิงค์ จาก อิตถีลิงค์ เมื่อทำได้แล้ว จะสามารถทำให้เป็น นปุงสกลิงค์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ มโนมยิทธิ คือ มีฤทธิ์อำนาจในการทำจิตให้บรรลุธรรมได้สำเร็จ ไม่ได้หมายถึงอิทธิปาฏิหาริย์ หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์เป็นหลัก ต้องศึกษาอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ก่อน ถึงค่อยมีปาฏิหาริย์อื่น เพราะจะมีหลักประกัน สัพพปาปสอกรณัง กุสลสูปสัมปาแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาเพิ่มวิบากด้วย ไม่ต้องกังวล และได้ดี ได้เร็วด้วย เป็นทางโปร่ง ถ้าไม่ตั้งตนเป็นโพธิสัตว์ที่ต้องสืบทอดพระพุทธเจ้า บางองค์ท่านไม่ต้องรับภาระหนักอย่างอาตมาก็ทำพวกนี้ได้มาก ส่วนอาตมาทิ้งไปหมดแล้ว ต้องตามดูให้ดีกว่าอาตมาคือใคร อาตมามาทำงานอันนี้ก็เปิดตัวแล้วว่า อาตมาเป็นสยังอภิญญา ก็ค่อยๆเปิด อวดอย่างต้องมีฐานรองรับไปตามเวลาลำดับ ไม่ใช่มีจิตอยากอวด ฟังธรรมให้ดี คุณก็พิจารณาว่าจะอยู่ข้างนอกหรือควรมารวมกันให้เป็นปึกแผ่นบนแผ่นดินพุทธนี้

อิทธิวิธญาณ [๙.๓] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี และบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายก็ได้ ทะลุฝากำแพง ภูเขาไปได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ เปรียบเหมือนช่างหม้อ หรือช่างงา หรือช่างทองผู้ฉลาด เมื่อต้องการภาชนะ หรือเครื่องงา หรือทองรูปพรรณอย่างใด ก็ย่อมทำสำเร็จได้ฉะนั้น ข้อนี้ก็เป็นวิชชาประการหนึ่ง. ที่มา: อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ [163] 105 ??? พ่อครูว่า... คือมีความหลากหลาย มากมายในการลดละกิเลสได้ คำว่า เอโก นี้ไม่ได้หมายถึงคน เอโกแปลว่า หนึ่งเดียว พหุ แปลว่า หลากหลาย เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ ไม่ใช่หมายถึงตัวตนบุคคล แต่ เป็นนามธรรม นามธรรมของอาตมามี แล้วก็พาพวกคุณรู้ พวกคุณเอาไปทำจนเกิดผลเป็นอาริยบุคคล จนโพธิสัตว์มีลูกจำนวนพันเป็นอเนก เป็นลูกทางจิตวิญญาณทั้งนั้น มีนามธรรมเป็นหลัก ไม่เอาตัวตนบุคคลเป็นหลัก แต่ก็มีเกิดตามหลังจิตที่เกิดก่อน จิตพามา ไม่ได้เอาโลกธรรมอามิสล่อ แต่นามธรรมพามา ทำให้ปรากฏ หรือ ทำให้หาย ได้ ผู้สามารถจริงอย่างอรหันต์ เราจะอนุโลมได้ สร้างจิตไปอย่างเขาก็สร้างได้ แล้วพอเสร็จงานก็หายไป เป็นนามธรรม จิตเป็นตัวให้มี หรือไม่ให้มี ทำให้เกิด ทำให้ตายก็ได้ ทำให้เกิดหรือทำให้หายได้ ไม่ใช่ที่ร่างกายนะ แต่ อยู่ที่นามธรรม เราจะสร้างอารมณ์ หัวเราะสนุกสนานก็ได้ จะทำให้หายก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ ไม่ติดขัด เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ถ้าไม่เข้าใจของจริงนามธรรม ก็ไชหัวทะลุกำแพงภูเขาก็ตายพอดี แต่ถ้าเอาสว่านไปเจาะไม่ใช่อิทธิฤทธิ์นะ ทะลุภูเขา ตอนนี้ กิเลสในโลกมันกองเป็นภูเขา ใหญ่กว่า มากกว่าเอเวอเรสต์แสนเท่าแล้ว กำแพงกิเลสแข็งหนากว่าเพชรแสนกะรัต แต่เราก็เดินผ่านกองภูเขากำแพงหนา เหมือนเดินในที่ว่าง ใครเห็นภูเขาของตนที่เดินผ่านได้เฉย ของใครของมัน บางคนก็ภูเขาเล็กๆ บางคนก็ภูเขาใหญ่ เราเดินผ่านกองกิเลส กองกระแสโลกีย์ ที่เขาแย่งโลกธรรมมอมเมาเป็นอบายจัดจ้าน แต่เราก็เฉยไม่สะดุ้งสะเทือนไม่หวั่นไหว ไม่ได้อยากได้อยากมีอยากเด่นอะไร คือสิ่งที่มีได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดิน เหมือนในน้ำ นี่เก่งกว่าไส้เดือนอีก เดินบนน้ำได้ เหมือนเดินบนแผ่นดิน นี่เก่งนะ มันปฏิโสตังทวนกระแสโลก คนโลกๆทำไม่ได้ ต้องคนโลกุตระ เท่านั้น แต่คนไม่ค่อยเชื่อ อาตมาไม่มีอลังการไม่มีสำนักรับรองเลย ว่าของตนเองเขาก็ไม่เชื่อ ไม่มีหลักฐานที่เขายอมรับเลย อาตมาออกมานี่ไม่ได้พ่ายแพ้ทางโลกเลย เงินเดือนสองหมื่นกว่ามากกว่านายกฯสมัยนั้นอีก แต่อาตมาทำได้ เหาะไปในอากาศได้ เหมือนนก มันเบาก็ลอยไปได้ เหมือนพระพุทธเจ้าว่าจะไปไหนก็ไปได้ ไปด้วยปีกแข็งมีบาตรบริหารท้อง มีจีวรบริหารกาย จะไปไหนก็ได้เหมือนนกปีกแข็ง บินไปได้ทั่วสารทิศ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ ด้วยฝ่ามือ แต่ใครจะมีมือแม่นาคยาวไปถึงพระอาทิตย์ได้แต่ไม่ใช่ แต่คือพลังโลกีย์แรงขนาดไหนในโลกเราก็อยู่ได้ อยู่ลูบหัวล้านโลกธรรมได้ ลูบคลำพลังงานโลกีย์ได้ ไม่ได้หนีไปไหน เป็นนามธรรมนี้ไปได้ตลอดพรหมโลก ไม่ว่าจะเป็นพรหมโลก 16 อรูปโลกอีก 4 เป็นพรหมโลก 20 รูปพรหม 16 ชั้น 1. พรหมปาริสัชชาภูมิ 2. พรหมปุโรหิตาภูมิ 3. มหาพรหมาภูมิ 4. ปริตตาภาภูมิ 5. อัปปมาณาภาภูมิ 6. อาภัสราภูมิ 7. ปริตตสุภาภูมิ 8. อัปปมาณสุภาภูมิ 9. สุภกิณหาภูมิ 10. เวหัปผลาภูมิ 11. อสัญญีสัตตาภูมิ 12. อวิหาสุทธาวาสพรหมภูมิ 13. อตัปปาสุทธาวาสพรหมภูมิ 14. สุทัสสาสุทธาวาสพรหมภูมิ 15. สุทัสสีสุทธาวาสพรหมภูมิ 16. อกนิฏฐสุทธาวาสพรหมภูมิ อรูปพรหม 4 ชั้น 1. อากาสานัญจายตนภูมิ 2. วิญญาณัญจายตนภูมิ 3. อากิญจัญญายตนภูมิ 4. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ รูปพรหม 16 และ อรูปพรหม 4 ชั้น เราก็รู้แจ้ง รู้ว่า มาร คืออะไร พรหม คืออะไร เทวดา คืออะไร จะเป็น เทวดากามาวจร 6 เทวดา สมมุติเทพ เทวดา วิสุทธิ์เทพ ก็ตาม คือพรหม รูปพรหม 16 อรูปพรหม 4 ก็ได้ใช้พลังงานที่เป็นพรหมนี้จริง ตรวจสอบเกิดมีเป็น ตามฐานะของแต่ละคน อย่างน้อยก็เข้าใจบัญญัติปริยัติที่ขยายให้ฟัง เราก็จะศึกษาพรหม ตั้งแต่ อรหันต์ เป็น พรหมบริสุทธิ์ จนเป็น อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ แต่ มีจริงได้

ทิพโสตญาณ [๙.๔] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่อทิพยโสตธาตุ สามารถได้ยินทั้งเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งไกลและใกล้ เกินโสตของมนุษย์ เปรียบเหมือนคนที่ได้ยินเสียงกลอง เสียงตะโพน ฯลฯ แต่ไกล ๆ ก็รู้ได้ว่านั่น เป็นเสียงกลอง เสียงตะโพน ฯลฯ ฉะนั้น ข้อนี้ก็เป็นวิชชาประการหนึ่ง. ที่มา: อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ [163] 105 - 106 พ่อครูว่า...ได้รสทิพย์ กลิ่นทิพย์ เย็นร้อนอ่อนแข็งทิพย์ ทิพย์ คือ เกินกว่ามนุษย์สัมผัส คนสัมผัสเห็นอันนี้ก็ว่าเห็นแล้ว เราอยากได้ แม้จะเกิดเล็กน้อย ไกลอย่างไรก็จับอ่านทัน จะเป็น กามคุณ 5 ละเอียด เล็กน้อยอย่างไร ก็อ่านได้ เสียงนี้ไกล เสียงนี้แยกแยะได้ด้วย เหมือนได้ยินเสียงแล้ว กำหนดนิมิตแยกแยะได้ว่า นี่เสียงบัณเฑาะว์อันนี้เปิงมาง อันนี้ตะโพน แม้เสียงนี้เบามากไกลมากก็รู้ได้ คือรู้กิเลสหยาบ กลาง ละเอียดได้

เจโตปริยญาณ [๙.๕] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่อเจโตปริยญาณ สามารถกำหนดรู้ใจของสัตว์หรือบุคคลอื่นด้วยใจ เช่น จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ ฯลฯ หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น เปรียบเหมือน หญิงชาย ที่ชอบการแต่งตัว เมื่อส่องกระจกดูเงาหน้าของตน ถ้าหน้ามีไฝ ก็รู้ว่าหน้ามีไฝ หรือหน้าไม่มีไฝ ก็รู้ว่าหน้าไม่มีไฝฉะนั้น ข้อนี้ก็เป็นวิชชาประการหนึ่ง. ที่มา: อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ [163] 106 พ่อครูว่า... รูปนามคือ สภาวะธรรมะสอง มีปฏิกิริยากัน เกิดสภาวะสามหรือมีอะไรห่อหุ้มเป็น Cytoplasm ถ้าอยู่ในอวกาศ ก็เป็นอวกาศ ถ้าอยู่ในเชื้อชีวะก็เป็นเซลล์ ตั้งแต่โปรโตพลาส ก็เป็นน้ำ ตั้งแต่ระดับกลละ อัพพุทะ เปสิ ฆนะ ปัญจสาขา แยกแยะลักษณะที่เป็นผี เป็นมาร เทวดา เป็นพรหม พระพุทธเจ้าแยกแยะได้ ไม่มีวิทยาศาสตร์ไหนจะทำได้อย่างนี้ อาตมาก็เอาของไอน์สไตน์มาเชื่อมต่อ เป็นฟิชชั่นหรือฟิวชั่น มันแตกตัวในจิตเราก็จับเอามาทำงานได้ แม้นิวเคลียร์ฟิชชั่น ทางโลกเขาจับเอามาไม่ได้ เป็นกัมมันตรังสี ส่วนที่เขาจับได้เป็นฟิวชั่น ก็เอามาใช้ได้ แต่ของพระพุทธเจ้าเอามาใช้ได้ทั้งสองแบบ เก่งกว่าฟิสิกส์ อาตมาไม่ได้เก่งเอาฟิสิกส์ทางจิตวิญญาณมาใช้ จะต้องมาทำทางอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ รื้อขนสัตว์ เป็นเรื่องยาก ทำมา 46 ปีแล้ว คุณว่าน่าเหนื่อยไหม มันเหนื่อยอยู่ แต่ท้อไม่ได้ ต้องพากเพียรต่อไปทำให้ทะลุปรุโปร่ง ทุกวันนี้อยากเห็นโพธิสัตว์ผู้พี่ แต่ก็ไม่มีมา เอาผู้น้องก็ได้ แต่ตอนนี้ก็เห็นไรๆอยู่บ้างก็มาช่วยกันรวมตัวกันคนละไม้คนละมือ นี่คือเรื่องจริงที่พิสูจน์ยืนยันได้ ก็อย่าเพิ่งรีบตายกันนะ รักษาสุขภาพด้วย 8 อ. ด้วยดี จะได้เห็นสิ่งดี สิ่งจริงนี้ต่อไป เจโตปริยญาณสามารถทำได้ถึง ภาวะสอ ง ฟิชชั่น คือ วิกขิตตังจิตตัง ฟุ้งกระจาย ส่วนที่จับตัวกันได้คือ สังขิตตังจิตตัง หรือ ถีนมิทธะ ที่ตีไม่แตก แต่ของพระพุทธเจ้าจะตีแตกไปได้เรื่อยๆ แล้วตีกระเทาะต่อก็จะดีขึ้นๆ เป็น มหรรคตะ ถ้าทำได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ อมหรรคตะ ดีขึ้นเป็นสอุตระ เราจะรู้ว่าดีกว่านี้ยังมีอีก พระอาริยะจะไม่ประมาท ทำให้มากเผื่อพอ จน อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ปักมั่นครบบริบูรณ์จน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้ ) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ผู้ใดรู้ว่าตนเป็นสายศรัทธาแล้วมี เจโตวิมุติ แล้วรู้มีปัญญาด้วยเป็น ปัญญาวิมุติ ก็เป็น อุภโตภาควิมุติ เป็น อนุตตรังจิตตัง เป็นชื่อคลุมใหญ่เหมือน cytoplasm ส่วนในมีนิวเคลียส มีฟิวชั่น ฟิชชั่นอยู่

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ [9.6] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง ... จนกระทั่งตลอดสังวัฏฏกัปวิวัฏฏกัปบ้าง ว่าในภพโน้นเราเป็นอย่างนั้น ๆ เมื่อสิ้นอายุแล้ว จุติจากภพโน้นไปเกิดในภพนั้น เป็นอย่างนั้น ๆ จนสิ้นอายุ จึงจุติจากภพนั้นมาเกิดในภพนี้ เปรียบเหมือนคนที่ะลึกได้ว่า ได้จากบ้านตนไปบ้านโน้น ในบ้านนั้น ได้ทำอย่างนั้น ๆ แล้วได้จากบ้านนั้นไปยังบ้านโน้น ได้ทำอย่างนั้น ๆ แล้วกลับจากบ้านนั้น มาสู่บ้านของตนตามเดิมฉะนั้น ข้อนี้ก็เป็นวิชชาประการหนึ่ง. ที่มา: อัมพัฏฐสูตร 9[163.12]107 พ่อครูว่า... ที่ไม่รู้ก็เกิดไปตามภพโน้นภพนี้ พอรู้แล้วว่าภพนี่อบาย กาม รูปโลก อรูปโลก เป็นภพโลกีย์ เรารู้แล้วก็ไม่ไปหลงติดภพนั้นๆ แต่ก่อนเป็นคนโคตรโกง ก็หยุดโกงแล้ว โคตรตลบแตลง ก็เลิกแล้วพร้อมอาการ อาการเป็นตัวสำคัญ ที่ ต้องอ่าน อาการของรูป ของนาม จะรู้รูปกาย นามกายต้องรู้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ นิมิตตัวนิ่ง พอแตกตัวก็แตกไปอีก ก็แยกได้อีก ถ้าไม่เคลื่อนไหว ก็ตีไม่แตก ต้องทำให้แตก ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย จนมันสูญ ตีไม่แตก กระทบกระแทกอย่างไรก็ไม่แตก อสังหิรัง ไม่มีอะไรทำร้ายได้อีก ก็จนกระทั่ง ไปมาหมดทุกบ้าน ครบทุกบ้าน รู้หมด ซ้อนอีก ขนาดพระพุทธเจ้าอธิบาย ท่านยังไม่เหน็ดเหนื่อย ซ้ำซากนั้นแหละ แสนมัน ไม่ใช่น่าเบื่อหน่าย ต้องเอาเพลงความซ้ำซากของอาตมามาขยาย อีก

จุตูปปาตญาณ [9.7] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่อรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ รู้ชัดว่าหมู่สัตว์ย่อมเป็นไปตามกรรม ผู้ที่ประกอบอกุศลกรรมด้วย มิจฉาทิฏฐิ ตายแล้วย่อมไปสู่ทุคติ นรก ส่วนผู้ที่ประกอบกุศลกรรมด้วยสัมมาทิฏฐิ ตายแล้วย่อมไปสู่สุคติโลกสวรรค์ เปรียบเหมือนคนที่ยืนอยู่บนปราสาทตั้งอยู่ ณ ทาง 3 แพร่งกลางพระนคร ย่อมมองเห็นหมู่ชนเบื้องล่าง รู้ได้ว่าคนเหล่านั้นกำลังไปไหนทางไหนอย่างไรฉะนั้น ข้อนี้ก็เป็นวิชชาประการหนึ่ง. ที่มา: อัมพัฏฐสูตร 9[163]108 พ่อครูว่า... อะไรที่หลุดพ้นแล้ว ก็ทิ้ง ไม่ต้องไปดับอีก ไม่มีการถอยหลัง จุติแล้ว ก็ผ่านไปสูงขึ้นเรื่อยๆ ผิวพรรณ ถ้าดู ข้างนอก ก็เป็นผิวพรรณ ข้างใน ก็เป็น ยศชั้น คำว่าติเตียนพระอาริยเจ้านั้น แทนที่เขาจะมากราบไหว้พระอาริยะ แต่เขาเฉยๆ ไม่ไปติ ไม่ไปด่าว่าอะไรตอบ เขาก็ไม่เป็นไร แต่นี่เห็นพระอาริยะแล้วไม่มาเงี่ยโสตสดับไม่มานั่งใกล้ ผู้ติเตียนพระอาริยะ เพราะเขาโง่ เขาไม่รู้ไม่เชื่อ ถ้ารู้แล้วไม่มาจะถือว่ารู้จริงไหม ขนาดคุณรู้ว่านี่บ่อเพชรนะ แต่คุณก็ว่าไปทำอย่างอื่นก่อน วันหลังค่อยมาเอา คุณจะทิ้งไหม ก็ไม่ทิ้ง แต่นี่ยิ่งกว่าเพชรอีกนะ ผู้มิจฉาทิฏฐิเห็นรู้พระอาริยะแล้วไม่มา เป็นไปไม่ได้ แต่ที่ไม่มาเพราะเขาโง่ เขาต้องตกนรกโดยสัจจะ เขาติพระอาริยะเจ้าจริง ก็เป็นกรรมที่ทำแล้ว ดูถูกดูแคลน ไม่มาก็คือโง่แล้ว ไม่เชื่อก็โง่แล้ว เชื่อแล้วไม่มาก็โง่ ยิ่งติเตียนพระอาริยะเขาก็ต้องตกนรก คนจะไปสุคติโลกสวรรค์นั้น ไม่ใช่ว่าเอาน้ำเอาข้าวเอาทองไปให้ แล้วบอกว่าขอให้ไป สู่สุคติ มันไม่ได้หรอก การเอาไปให้ใครก็เป็นคุณค่าของคนให้ เป็นสังคมศาสตร์ ไม่ใช่สัจศาสตร์ ไม่ใช่ญาณวิทยา ไม่ใช่ Epistemology เป็นไสยศาสตร์ เดรัจฉานศาสตร์ ไปโน่น ผู้จะไปสวรรค์หรือตกนรก ก็ ขึ้นอยู่กับกรรม ของเขาเองทั้งนั้น

อาสวักขยญาณ [9.8] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่ออาสวักขยญาณ รู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง มีญาณรู้ชัดว่าหลุดพ้นแล้ว ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว เปรียบเหมือนคนที่ยืนอยู่บนขอบสระที่มีน้ำใสสะอาด ย่อมเห็นสิ่งต่าง ๆ ใต้น้ำในสระนั้นได้ชัดเจนฉะนั้น ข้อนี้ก็เป็นวิชชาประการหนึ่ง อัมพัฏฐะ ภิกษุผู้ปฏิบัติดังกล่าวมานี้เรียกว่าผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะอันยอดเยี่ยม ไม่มีวิชาและจรณะอื่นใดจะยิ่งกว่า ที่มา: อัมพัฏฐสูตร 9[163]109 พ่อครูว่า...ผู้ที่จะรู้อาสวะ หรือ อาสวสมุทัย ก็ต้องรู้ไล่มา ตั้งแต่หยาบ ผ่านสังโยชน์ 3 ไล่มาจนหมดโลกกาม หมดรูปภพ อรูปภพ จนหมดมานะ อุทธัจจะ หมดอวิชชา จนสิ้นเกลี้ยงอนุสัย ผู้จะพ้นอวิชชา ต้องพ้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือกำหนดรู้ทุกรูปสัญญา อรูปสัญญา ทวนแล้วทวนอีก ไม่มีอะไรที่ต้องรู้อีก เคล้าเคลียสัญญา ใช้สัญญาทำงานไม่ใช่ดับเวทนา ดับสัญญา แต่ดับสิ่งที่ควรดับ จนหมดเวทนาที่ควรดับในเวทนา 108 ไม่ใช่ดับเวทนา ดับสัญญาดื้อๆ

สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอน อัมพัฏฐสูตร ทางเสื่อม4ประการ ทางเสื่อมวิชชาและจรณะ 4 [10] พ. อัมพัฏฐะ ทางเสื่อม [ทางที่ไม่นำไปสู่ หรือทางที่ห่างไกลจาก] วิชชาและจรณะอันยอดเยี่ยม มีอยู่ 4 ประการ คือ 1. ไปอยู่ป่า บริโภคเพียงผลไม้หล่น (ข้อนี้ยังมีวินัยอยู่ เพื่อรอผู้บรรลุวิชชาจรณะ) 2. ไปอยู่ป่า บริโภคเหง้าไม้ รากไม้ และผลไม้ ที่ขุดหาและสอยเก็บมาได้ 3. สร้างเรือนไฟไว้ใกล้บ้าน และเฝ้าบูชาไฟ[อัคคนีเทพ] 4. สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่สี่แยก คอยบูชาสมณะพราหมณ์ที่จะมาจากทิศทั้ง 4 สมณพราหมณ์บางคน เมื่อไม่บรรลุวิชชาและจรณะอันยอดเยี่ยม ก็จะเลือกปฏิบัติตามทางเสื่อมแต่ละประการที่กล่าวนั้น ซึ่งไม่ทำให้บรรลุผลอันใด นอกจากจะเป็นได้เพียงคนปรนนิบัติผู้ที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเท่านั้น พระพุทธเจ้า: อัมพัฏฐะ เธอกับอาจารย์ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะอันยอดเยี่ยมนี้บ้างหรือไม่? อัมพัฏฐะ: ข้าพเจ้ากับอาจารย์ ยังห่างไกลจากวิชชาและจรณะอันยอดเยี่ยมนั้น พระพุทธเจ้า: อัมพัฏฐะ เมื่อเธอกับอาจารย์ไม่บรรลุวิชชาและจรณะอันยอดเยี่ยมเช่นนี้แล้ว เธอกับอาจารย์ได้ปฏิบัติตามทางเสื่อมทั้ง 4 นั้นหรือเปล่า อัมพัฏฐะ: ไม่ได้ปฏิบัติแม้แต่ประการใดเลย พระพุทธเจ้า: อัมพัฏฐะ เธอกับอาจารย์ไม่เพียงแต่ไม่มีวิชชาและจรณะอันยอดเยี่ยมเป็นสมบัติเท่านั้น แม้คุณสมบัติอันพึงได้จากการปฏิบัติตนตามทางเสื่อมนั้นก็ยังไม่มีอีกด้วย อัมพัฏฐะ เธอเห็นหรือไม่ว่าอาจารย์ของเธอได้สำคัญผิดเพียงใด ทั้งๆ ที่แม้แต่ทางเสื่อมอาจารย์ของเธอก็ไม่ได้บำเพ็ญ ยังกล่าวว่า สมณะโล้น เชื้อสายคฤหบดี เป็นชนชั้นต่ำ เกิดจากพระบาทของท้าวมหาพรหม ไม่คู่ควรที่พราหมณ์ผู้ทรงไตรวิชาจะสนทนาด้วย นอกจากนั้นแม้อาจารย์ของเธอจะได้ครองเมืองที่พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทาน แต่พระองค์ก็ไม่ทรงโปรดให้เข้าเฝ้าต่อหน้าพระที่นั่งเลย เวลาจะทรงปรึกษาด้วย ก็ทรงปรึกษาโดยมีพระวิสูตรกั้น ที่มา: อัมพัฏฐสูตร 9[163 - 168]109 - 112 HYPERLINK "http://www.navy.mi.th/newwww/code/special/budham/tps/tps0903.htm#top1" ทางเสื่อมวิชชาและจรณะ 4 ดูกรอัมพัฏฐะ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แล มีทางเสื่อมอยู่ 4 ประการ 4 ประการเป็นไฉน? 1. ดูกรอัมพัฏฐะ สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านทีถึงพร้อมด้วยวิชชาและจร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน