590210_เทศก่อนฉันศีรษะอโศก เรื่อง กายคือธรรมะสอง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข7 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

590210_เทศก่อนฉันศีรษะอโศก เรื่อง กายคือ ธรรมะสอง

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กายแบบพุทธ พ่อครูว่า...วัน นี้ 10 กุมภาพันธ์ 2559 ขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 วันนี้ได้วาระมาสู่ ศีรษะอโศก อโศก แปลว่าไม่โศก อโศก ตั้งแต่หัวตั้งแต่สมองไม่โศก แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ที่สมองอยู่ที่หัว ทางชีววิทยาเข้าใจว่าสมองเป็นที่เก็บแต่แท้จริงไม่ใช่ที่เก็บ พุทธก็เข้าไปรู้ความจริงอันนี้ สมอง เป็นแค่แหล่งอาศัยให้ธาตุจิตวิญญาณ เข้าไปทำงาน จิตวิญญาณเหมือนกระแสไฟฟ้า ส่วนสมองนี้เหมือนสายไฟ สมองทำงานเหมือนสายไฟ วิญญาณเหมือนไฟฟ้าที่เข้าไปทำงาน ทำงานเสร็จแล้ว ก็ไม่ใช่จะอยู่คงที่ ทำงานเสร็จก็หายไป เป็นอย่างนี้ไม่ใช่ค้างอยู่ที่ไหน ทำงานแล้วก็หายวับไป เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งมาก ทางวิทยาศาสตร์ยากที่จะรู้ ทางพุทธศาสนาจะรู้ได้ก็อาศัยอุปกรณ์ อาศัยร่างที่มีอวัยวะ 32 ประการ นี้เรียนรู้ ธาตุลมกับธาตุไฟ สังเคราะห์จนเป็นน้ำ อาจจะเป็นไฮโดรเจนกับออกซิเจนรวมกันจนเป็นธาตุน้ำ เป็นธาตุที่มันจับไม่ติด มองไม่เห็น ละเอียดลึกซึ้งมาก เป็นธาตุรวมกันเรียกว่า กาย ธรรมกาย ต้องมี 2 ธาตุคือ ธรรมะ 2 เทวธัมมา หากมีแต่วัตถุ ไม่มีนามธรรม ไม่เรียกว่า กาย คำว่า กาย จะ ต้องมีธาตุของนามธรรม จะต้องมี ธาตุรู้ มี จิตวิญญาณ มโน นี้ร่วมด้วย ถ้าไม่มีจิตร่วมด้วย ไปร่วมกับวัตถุหรือร่วมกับน้ำเอง น้ำเองร่วมกับน้ำเอง เป็นสองอัน เทวธัมมา เป็นธัมมะสอง สังเคราะห์ทำงานร่วมกันเรียกว่า กาย น้ำกับน้ำก็เรียกว่า กาย พาลปัณฑิตสูตร เล่ม 16 ข้อ 57-59 ตายไปแล้วมีกาย ถ้าไม่รู้ ไม่บรรลุกาย ตายไปก็มีกาย ไม่ว่าพาลหรือบัณฑิต เพราะไม่ได้แยกธาตุสองนี้ออก โดยเฉพาะแยกนามธรรมนี้ออกไป ดับนามธรรมนี้จากสองให้เหลือหนึ่งได้ แม้เหลือหนึ่งได้ ก็ไม่ใช่กาย ธัมมะสองนี้ ธรรม

อ่านต่อ

ทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เมื่อมีการปรุงแต่งเป็นเวทนาแล้วก็เป็นธรรมะสอง ถ้าสามารถทำให้เป็นหนึ่งเดียว เวทนาเดียว กลายเป็นหนึ่งเดียวนี้แหละจึงไม่ใช่กาย ถ้าเผื่อว่าสภาพนามธรรมนี้ถูกดับไม่ได้ ก็เป็นกายอยู่ กายนี้เราเอานามเป็นหลัก กายคือ จิต มโน วิญญาณ เล่ม 16 ข้อ 230 หากไม่เรียนรู้กายอย่างสัมมาทิฏฐิ จึงปฏิบัติธรรมไม่บรรลุ ทุกวันนี้คำว่ากายในคำไทยนี้คือ ร่าง สรีระนอก แม้กายแตกตายแล้ว จิตกับกายแยกกันแล้ว แทนที่กายจะไปอยู่กับร่างที่เน่าตายไป แต่กายนี้กลับไปอยู่กับจิต ถ้าสุดแล้วเหลือแต่นามธรรมคือกาย แต่ ภาษาไทยกายเหลือแต่วัตถุ มหาภูตรูป ไม่เกี่ยวกับนามธรรม ศาสนาพุทธเลยล้มเหลวล้มละลาย ถ้าแยกกาย แยกจิตไม่ได้ ไปไม่ออกเลย คำว่า กายแบบพุทธต้องรู้จัก อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ โดยมีธรรมะสอง เสมอ

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน รู้แจ้งวิชชา 8 เมื่อตาเรากระทบก็เกิดพลังงาน ทำงาน โคจระ ตากระทบรูป ถ้าพลังงานประสาทไม่ทำงาน ไม่ดำเนิน ไม่โคจร มันนิ่งเลย มีเหตุกับปัจจัยร่วมกันเป็นสมุทัย แล้วเวียนมาเป็นปัจจัยใหม่ ของพระพุทธเจ้าต้องกำจัดเฉพาะอัตตา แยกธรรมะสอง ในวิทย์ก็แยกนิวเคลียส รวมกันเป็นหนึ่ง แต่ในนั้นระเบิดเป็นสอง นิวเคลียร์ฟิวชั่นกับฟิชชั่น นิวเคลียสก็คืออัตตา ที่อาตมาเรียบเรียงยาก ถึงขั้นป่วยเลย ก็เพราะใช้พลังงานมากไป พระพุทธเจ้าให้เลือก กำจัดเฉพาะอกุศลของธาตุรู้ นี้ ดับเฉพาะอันนี้อย่าไปทำลายทิ้งหมด ดับได้ ดับตัวอกุศลเจตสิก ให้สิ้นไปอย่างถาวร เพราะจับถูกตัวสภาพ ถูกตัวเชื้อแห่งการเรียนรู้ เชื้อที่ต้องกำจัดให้หมด ไม่ผิดพลาด เริ่มตั้งแต่ พีชนิยาม ระดับพืช ก็อันเดียวกัน ก็มาเป็นชีวะ จากพีชนิยามมาเป็น จิตนิยาม ก็นัยสองธาตุรู้นี้เช่นกัน ที่มีกรอบขอบเขตรวมตัว จากรูปนี้เป็นกลละก่อนจากกลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น 5 ปุ่ม (ปัญจสาขา) พยายามแยกให้เห็น เกิดวิปัสสนาญาณ เห็นจริงไม่ใช่นึกคิดเอา แต่มีเหตุปัจจัยทั้งในและนอกกระทบตั้งแต่มหาภูตรูปสี่ มีกายครบ ปรุงแต่งเป็นเรื่องราว รูปร่าง ตัวตน แม้เป็นธาตุระดับจิตวิญญาณ ก็สามารถแยกแยะได้ พระพุทธเจ้าสามารถ แยกธาตุในจิตวิญญาณ นี้ออกได้ ขณะมันเกิดอาการก็แยกได้ อาการละเอียดปรุงแต่งอย่างไร ก็แยกได้ ท่านแยกได้ถึง สังกัปปะ 7 แล้วก็เข้าใจจนถึง อภิญญา 5 รู้เห็นอันนี้ ก็วิเคราะห์วิจัย แยกอกุศลเจตสิก ได้ เป็นกามหรือพยาบาทสังกัปปะ เป็นเหตุ ก็ดับมันได้ เริ่มมี จิตคิดปรุงเรียกว่าตักกะ ก็แยกแยะวิเคราะห์ จับเฉพาะเหตุ ได้ ฆ่าได้ก็เป็นวิตักกะ วิ แปลว่า ไม่ คือวิเศษ นิวเคลียร์ฟิวชั่น คือ สังขิตตังจิตตัง แต่ ฟิชชั่น คือ วิกขิตตังจิตตัง ของพระพุทธเจ้านี้เก็บรวบรวมพลังงานได้ยิ่งกว่าทางฟิสิกส์ รู้ว่าอะไรควรทำลาย ก็ทำลายความร้าย ทำลายความเลว พฤติที่ชั่วเลวออกไป หรือ เปลี่ยนพลังงานตัวเลวให้กลายเป็นพลังงานดี ไม่ใช่ทำให้หายไป ไม่ได้สูญเสียเลย มีแต่ทับทวีดีขึ้นๆ พฤติกรรมที่เคยร้ายกลายเป็นพลังงานดี มันเลิกรับใช้สิ่งชั่ว เลิกทำปฏิกิริยาแบบชั่วแล้ว เช่น แต่ก่อนเป็น พลังงานร้อนก็ทำให้เป็นพลังงานเย็น แต่มันไม่ไหม้ กลายเป็นเย็นจับตัว ถ้าไหม้นี้สลายละลาย ผู้ปฏิบัติ สัมมาสังกัปปะ 7 ได้ผลจะมี วิชชา 5 เป็น ผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง สังขาร 3 ได้จริง อย่างสัมมาทิฏฐิแท้ ตั้งแต่ วิปัสสนาญาณ เป็นญาณหลัก แล้วจึงจะสามารถทำ มโนมยิทธิญาณ - อิทธิวิธญาณ - ทิพพโสตญาณ - เจโตปริยญาณ เจริญขึ้นไปตามลำดับ อย่างที่อธิบายไปเมื่อวันก่อน เช่น กองกิเลสเท่าภูเขาหนาแข็งเหมือนกำแพง ก็เหมือนเดินไปในที่ว่างทะลุผ่านได้หมด มโนมยิทธิ มีฤทธิ์ เช่น สามารถเดินบนน้ำไม่ตกลงไป ดำดินได้เหมือนว่ายในน้ำได้ ประหลาด นานาลีลา นานาแบบหลากหลายทำได้เรียกว่าอิทธิวิธญาณที่เก่ง ทำให้ชนะสิ่งชั่วเลวทั้งหลาย ที่คนอื่นเขาทิ้งไม่ได้ แต่เราทำได้ ทิพยโสตญาณ คือลึกละเอียด บางเบาขึ้นเรื่อยๆ ไกลเท่าไหร่ก็ตามไปได้ถึงที่ จับเอามาทำให้ดีขึ้นได้ทุกสภาพ ไม่ว่าจะเล็กละเอียดไกล รู้ได้ยากอย่างไรก็ตามได้ ไม่เหลือไม่หลุดไม่ค้าง ทำได้หมดเกลี้ยง นี่คือ ทิพยโสตญาณ มาถึง เจโตปริยญาณ เมื่อทำได้ก็เกิดมาตรวัด สิ่งที่เราทำได้สี่นัยแรกนี้ คือ การ กำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน- ปรสัตตานัง ) รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆ ในจิตอาริยของตน ( ปรปุคคลานัง ) เป็นปรมัตถ์ 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตตังจิตตัง (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) 8. วิกขิตตังจิตตัง (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) ต้องเห็นความแตกต่าง ของอาการว่ามันลดลงไม่เท่าเดิม ต้องเข้าใจคุณภาพและปริมาณของมัน ทั้งคุณภาพความเลวร้ายลดลง หรือปริมาณก็น้อยลง สามารถรู้อาการเหล่านี้ได้ 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) อัคคะคือ ยอดเยี่ยมสามารถ มหะคือมาก 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) เจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ มันสูญๆๆ เท่านี้เอกสโมสรณา หนึ่งไม่เป็นสองอย่างนี้ แม้ถูกยั่ว กระแทกกระทบอย่างไร ปฏิฆสัมผัสโส แรงอย่างไร ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อสังหิรังตลอดกาลนาน จึงมั่นใจว่าเป็นยอดแล้วหนึ่งเดียว ทั้งแข็งแรงทั้งไม่มีโรค โรคเข้ามาไม่ได้ พลังเลวแทรกไม่ได้ แข็งแรงตั้งมั่นยิ่งกว่าเสาระเนียด ภูเขาเพชร เลย ๑๒. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) ผู้นั้นก็ปฏิญาณตนได้ ไม่มีอะไรเหนือกว่านี้อีกแล้ว อุตระคือเหนือ อนุตระคือไม่มีอะไรเหนือกว่านี้อีก อนุตตระจิต พลังงานจิตที่เหนือ ตนจะเป็นผู้รู้เอง คนประมาทไม่ถ้วนรอบดี ตนเองตัดสินก็พลาดเอง เจอของแข็งกว่า ก็ยุ่ยไปเอง ต้องเผื่อพอไว้ไม่ประมาท ความที่จะไปเป็นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่าไม่มีใครไล่ท่านทันหรอก ท่านตรัสไว้ว่าไม่เป็นฐานะที่จะมีพระพุทธเจ้าเกิดพร้อมกันสององค์ ไม่มีทางใกล้เคียงเลย เพราะลักษณะไม่ประมาท พยายามเผื่อพอไว้ๆ แล้วมีความสามารถมากกว่าเขาแล้ว ก้าวๆหนึ่งของผู้ที่มีความสามารถจะก้าวได้ยาวกว่า จึงสามารถชนะผู้อื่นได้อย่างปฏิภาคทวี 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 135)

วิชชาอีก 3 ข้อนี้คือ เตวิชโช ตรวจสอบว่าทำได้ขนาดไหนอย่างไร สะอาดขึ้นถึงอุบัติเทพ หรือวิสุทธิเทพอย่างไร จิตที่ตั้งมันแข็งแรงขนาดไหน หรือจิตเคลื่อนไหวได้เร็วแรงเป็นมุทุภูตธาตุ ทั้งเจโตและปัญญา อุภโตภาค ทั้งสองอย่าง เป็นอุภโตภาควิมุติ สายปัญญา สัมมาทิฏฐินั้น ไม่ต้องไปย้ำอีกว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เพราะว่าเขาได้ปฏิบัติมาตั้งแต่ต้นแล้ว ส่วน สายศรัทธา คือสัทธานุสารี นั้นพระพุทธเจ้าว่าต้องให้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ต้องมีกายสักขีครบนะ เพราะอาสวะบางอย่างนั้นดับได้แต่ไม่สิ้นหมด แต่สายปัญญานั้นอาสวะสิ้นเลยนะ เป็น อรหันต์ ถึง ปุงลิงค์ ก็ทำให้ถึง อนุสัย เป็น นปุงสกลิงค์ เลย สูญเลย ทำถึงอนุสัยอีกที ดับอนุสัยนี่ถึงนปุงสกลิงค์เลย

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กลไกโพธิปักขิยธรรม 37 เริ่มต้นเรื่องใหญ่ๆ ที่หัวเลยศีรษะฯ แต่ตอนนี้วิญญาณกำลังรวนเร ตีกันในหัวนี่ เอาให้ดีรวมตัวกันให้ดี เป็นหนึ่ง ไม่เช่นนั้นตีกันมาก ทำให้อวัยวะอื่นแตกได้นะ ผู้สามารถเข้าใจนี้ได้ ดับอาสวะได้ ดับอนุสัยสิ้นได้ วิธีปฏิบัติที่จะรู้แจ้งรู้จริงได้ต้องเริ่มที่ โพธิปักขิยธรรม 37 ตั้งแต่กายในกาย วิเคราะห์วิจัยธรรมะสอง เอาตัวโจร เชื้อโรคพิษภัยแท้ให้ออกไป แยกจิต แยกกาย แยกองค์ประชุมสอง ใน ธรรมะสอง นี้ที่เราวิจัย ก็มี กุศล กับ อกุศล ต้องแยกตัวอกุศลตัวเดียวนี้ไปทำลาย ต้องมีธาตุรู้ส่วนเหลือที่เป็นของเรา ตัวไม่ใช่ของเราคืออาคันตุกะที่ต้องทำลาย มันปลอมมาเป็นตัวเรา ก็สะอาดจัดการสำเร็จ เหลือพลังงานกุศลอย่างเดียว ทำให้กายเหลือหนึ่งได้ เป็นเอกสโมสรณา ดับอิตถีภาวะได้ เพศแปลกปลอมได้เพศที่รวน วุ่นวายได้ เหลือแต่ตัวสะอาดถาวร กายคือองค์รวม ในกายก็มีเวทนา ในเวทนาก็มีสองอีก ในเวทนาสองนี้มีผีซ่อนแทรกในนั้น ที่เป็นเวทนา สุขทุกข์ ก็มีผีหลอกไว้ แท้จริงเป็น ผีแท้คือเหตุแห่งทุกข์ ก็ฆ่าตัวนี้เหลือเวทนาตัวสะอาด ไม่มียึดตัวผีไว้ กลายเป็นสัญญาสะอาด ตัวกำหนดรู้สะอาด สังขารก็สะอาด ปรุงแต่ง อย่างไม่มีเศษเชื้อโรคเลย เพราะล้างสิ่งผิดออกไป เมื่อเวทนา สัญญา สังขาร สะอาด วิญญาณจึงสะอาด เพราะ วิญญาณ คือ องค์ประชุมของ เจตสิก 3 คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือ องค์รวมใหญ่เต็มๆ คือผี แยกอกุศลจิต หรือเจตสิก ฆ่าแต่อาการจิตไม่ดี เหลือแต่อาการจิตสะอาดที่เป็นอาการดี อาการจิตบริบูรณ์เรียกว่าเล็กสุดคือ มโน ทรงอยู่เรียกว่า ธรรมะ จะทำงาน ก็มีแต่มโนกับธรรมะ ต่อกันเป็นมนายตนะ กับธรรมายตนะ เป็นคู่สุดท้ายเลย เมื่อแยกกายแยกจิตได้ แยกธรรมะที่ทรงไว้สมบูรณ์ จึงเป็นผู้บริบูรณ์ สามารถทำโพธิปักขิยธรรม กาย เวทนา จิต ธรรมได้ หรือ สัมมัปปธาน 4 ได้ ตาหูจมูกลิ้นกาย แยกแยะได้ตลอดเวลา เมื่อมีสิ่งกระทบเกิดอกุศลจิตก็ฆ่าได้เป็น สัมมัปปธาน สังวรปธาน ระวังจนจับกิเลสได้แล้ว ทำ ปหานปธาน เกิดผลเป็น ภาวนาปธาน ทำได้ก็รักษาผลภาวนาที่ได้แล้วไป ทุกวันนี้เพี้ยนคำว่าภาวนาเป็นมรรคท่องมนต์ ภาวนาคือทำสำเร็จแล้ว รักษาแล้วทำซ้ำอีก ทำอย่างที่ทำได้ ทำให้มากทำให้บ่อย อนุรักขนาปธาน ทำพหุลีกัมมัง ได้ผลถูกต้องแล้ว จนชำนาญแคล่วคล่องเป็นเอง ตถตา เข้าฝัก ลงตัว ไม่ต้องทำก็เป็นของมันเองโดยอัตโนมัติ วิธีการของพระพุทธเจ้าสูงสุดสุดยอดในทุกศาสตร์แล้ว สัมมัปปธานนี้ ทำด้วย อิทธิบาท 4 ได้เพชรพลอยแล้วก็ต้องอยากหาอีกต่อไป ยิ่งเพียรบุกใหญ่ เอาใจใส่ มีจิตตะทุ่มโถมใส่เลย ไม่ไปเอาอย่างอื่นแล้ว แต่ระวังต้องมีพักมีเพียรบ้าง แล้วก็ได้วิมังสาคือ ได้เนื้อแท้วิเศษเลย สิ่งไม่ใช่เนื้อก็เอาออก เหลือแต่เนื้อทีโบน เมื่อได้เต็มอิทธิบาท 4 และเต็มโพธิปักขิยธรรม สั่งสมเป็นปีติ เหมือนได้ยอดเพชร เพชรของเราคือ กิเลสสงบ คือปัสสัทธิ ทำให้กิเลสสงบได้ ไม่ใช่ว่ากิเลสยิ่งบำเรอใหญ่อ้วนไม่ใช่ แต่กิเลสยิ่งตายลงๆ สมาธิ ธรรมะสองนี้ทำให้เป็นหนึ่งได้นี่สุดยอดวิเศษแล้ว เมื่อทำได้เป็น โพชฌงค์ 7 เป็น สติ ธัมวิจัย วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา สมบูรณ์แบบได้ธรรมะนี้เต็มสภาพ สั่งสมเป็นอินทรีย์พละเป็นพลังงานโลกุตระ เป็นกำลังแรง เป็น Power หรือ Authority เป็นพลังงานยิ่งใหญ่ มีชีวะเราควบคุม จัดการเองได้ให้เป็นตามต้องการได้ เจริญขึ้นไปตามลำดับ การเจริญของอุเบกขาคือปฏิบัติซ้ำเข้าไปอย่างถูกต้องจึงเกิดผลเจริญอย่าง องค์ 5 อุเบกขา เจริญซ้อนยิ่งบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ทำงานได้อย่างมีความวิเศษยิ่งยอดของจิต มุทุธาตุ ทำงานอย่างประมาณได้ดีเหมาะควร ทำได้อย่างกัมมัญญตา เป็นองค์ประชุมรูปนาม ที่ผู้จัดสรรรูปนามจะทำได้อย่างดีเยี่ยม เพราะเรามี กายปาคุญญตา มีองค์ประชุมที่แคล่งคล่องของ เวทนา สัญญา สังขาร ทำงานส่งให้วิญญาณ เป็นการทำงานที่วิเศษแคล่วคล่อง ผ่านการทำงานยิ่งผุดผ่อง ยิ่งใสสว่าง ยิ่งว่าง ไม่มีขุ่นมัว สูงขึ้น ปภัสสรา เกิด อินทรีย์พละ เกิดกำลังหรือพลังงาน จนจบสูงสุดเป็นอินทรีย์ 5 พละ 5 คุณสมบัติของศรัทธารู้ดี ยิ่งแม่นมั่นขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมีวิริยะ ยิ่งเป็นคนตื่นมีสติ ธาตุรู้ข้างนอกยิ่งละเอียดยิ่งดูดีขึ้นเรื่อยๆ มีสติ สั่งสมตกผลึกเป็นค่ายใหญ่ มวลใหญ่ แน่นเข้าเป็นสมาธิ ทุกอย่างไม่รอดสายตาปัญญา ปัญญาเป็นยาดำรู้ทุกอย่างแทรกทุกอย่าง ปัญญารู้กับเขาไปทั่วเลย ในตัวของศรัทธาก็มีปัญญา วิริยะก็มีปัญญา สติก็มีปัญญา สมาธิก็ยอดปัญญา จนเป็นตัวปัญญายอดใหญ่ ครบหมด ถ้วนรอบ เป็นพลังของปัญญา พลังงานปัญญามีประสิทธิภาพ มันมีกำลังพากเพียร เอาพลังยอดเยี่ยมที่ทั้งมีแรง รู้แสนรู้ และมีแรงอย่างมาก พร้อมกัปตันและต้นหนที่เห็นรอบร่วมกันเลย เอาไปทำงานอนวัชชะ ทั้งรู้ทั้งแรงทำงานตามควรเกื้อกูลผู้อื่นจึงเกิดพลังงาน 4 นี้สมบูรณ์แบบ เป็นผู้กัมมัญญา ทำงานที่เหมาะดีที่สุดแก่โลกเพราะมีพลัง 4 เต็มศรัทธาพละ เต็มสูงสุด ทั้งศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาก็เต็มสุดยอด อินทรีย์ห้าพละห้า โพชฌงค์ 7 คือขา ก้าวไปเรื่อย อะไรที่เป็นสิ่งผิดอกุศลก็จัดการ ยุคนี้ไม่ใช่ยุคไว้หน้าอย่าไว้หน้า ถ้าขืนไว้หน้า อยู่ไม่ได้หรอก หน้าด้านๆนี้ไม่เอา โพชฌงค์ 7 คืออาการ ก้าวหน้า อย่าหวั่นไหว ไปทางนี้ อย่าเอาแรงไปเสียแวะเด็ดดอกไม้ข้างทาง มุ่งสู่ข้างหน้าเลยเต็มรูป รับรองว่า Roadmap สำเร็จภายใน 60 แน่นอน แต่ต้องกำจัดขยะให้เกลี้ยงอย่าให้เหลือไว้นะ พอถึงที่สุดท้ายจะไม่มีอะไรตลบหลังเลย เวทนากับวิญญาณเกิดไม่ได้ หากไม่มีสังขาร ต้องเกิดในวิญญาณที่มี DNA สุดยอดนี้ได้ ต้องทำลายพลังงานกิเลสให้หมดไป จึงเหลือธาตุที่สะอาดไปประกอบพลังงานอย่างจริงวิเศษได้ พลังงานวิเศษนี้จะต้านพลังงานชั่วได้โดยสัจจะ ไม่มีอะไรที่จะล้างสัจจะนี้ได้ สัจจะชนะทุกอย่าง ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก...ในที่สุด เอาไปปฏิบัติด้วย อย่าจำอย่างเดียว โพชฌงค์ 7 กับ มรรค 8 นี้เป็น ของพระพุทธเจ้าองค์เดียว ใน ตลอดกาล และนานไม่มีใครมาแย่งมาแบ่งได้ อาตมานำโพชฌงค์ 7 กับมรรค 8 นี่มาขยายได้ก็มีความเป็นลูกพันธุ์แท้ ไม่ใช่ลูกพันธุ์ทาง อยากเห็นผู้พี่ที่มีความสามารถมากกว่าอาตมา ไม่เจอพี่ เจอน้องก็ยังดี องค์ประชุม ธรรมะ 2 ต้องมี ตัวรู้ และ ตัวถูกรู้ เสมอ รู้ ตักกะ ทำให้เกิด วิตักกะ สำเร็จ เป็น สังกัปปะ สั่งสมเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นฐานหลักตัวแน่นตัวเข็ม ส่วนตัวคล่องตัวแววไวคือ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เป็นธรรมะสองเจโตกับปัญญา ร่วมกันทำงาน เป็นขั้วลบขั้วบวก อาการนี้ อุเบกขา มีความเอกเป็นหนึ่ง คุณก็รู้ได้ในใจเป็น อธิวจนสัมผัสโส ถูกรู้บัญญัตินี้ในใจ เริ่มต้นหากไม่มีผัสสะแล้วเกิดนามกาย แล้วรู้อธิวจนสัมผัส ที่จะใช้เรียกสภาวะ นามหรือรูปก็แล้วแต่ จนเกิดรู้เป็นรูปกาย เพราะ เกิดนามกายก่อนจึงเกิดรูปกาย เกิดชื่อ อธิวจนะ วจีสังขาร ต้องระดับอาริยะจึงทำได้ ไม่เป็นอาริยะจะทำไม่ได้ ต้องไตร่ตรองคัดเฟ้นแล้วจะปล่อยวจีสังขารเป็นวจีกรรมได้อย่างแรงเบา พูดครึ่ง หรือเต็มก็ได้ ….. จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน