590201_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อัมพัฏฐสูตร ตอน๑.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข20 ตุลาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

590201_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อัมพัฏฐสูตร ตอน 1

พ่อครู ว่า...วันนี้ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ บวร ราชธานีอโศก คนที่เห็นคุณค่าความสำคัญที่เราจะ ใช้เวลาทำอะไร ให้เกิดการพัฒนาชีวิตที่สำคัญ คนที่รู้ความสำคัญในความสำคัญ ก็พยายามทำเอา พากเพียรเอา ส่วนคนที่ไม่รู้จักความสำคัญในความสำคัญนั้น นี่เป็นสำนวนของพระพุทธเจ้า ผู้ที่เห็นความสำคัญในความสำคัญ เป็นสาระแห่งชีวิตจึงเป็นผู้มีปัญญามีความเฉลียวฉลาดในชีวิต ไม่มีชีวิตเป็นโมฆะ แต่ละวันเวลาวินาทีให้เป็นไปเพื่อความละหน่ายคลาย อยู่กับมิตรสหาย ที่จะประพฤติปฏิบัติโดยกรรมของเรา ให้เป็นไปเพื่อความละหน่ายคลายเสมอเสมอ จนจบเป็นอรหันต์ ผู้นั้นคือผู้รู้จักสาระสำคัญ เห็นความสำคัญในความสำคัญของชีวิตจริงๆ ชีวิตก็วนเวียนตกหลุมนรกหลงสวรรค์ มีแต่ยิ่งหนักขึ้น ถลำตัวไปใหญ่ขึ้นตลอดเวลา ถ้าไม่มีมิตรดีสหายดีไม่มีสัตบุรุษที่คอยกระตุ้นเตือน แนะนำ คอยนำพากันจริงๆ ยิ่งทุกวันนี้เป็นยุคใกล้กลียุค เดินทางเข้าสู่ความเสื่อมของโลกีย์ เป็นกัปที่ออกปลายแล้ว สนามแม่เหล็กของโลกีย์นั้นจัดจ้าน แม้แต่เรื่องของศาสนาก็เลวร้ายจัด แต่เราก็ตัวเราก็เท่านี้ ทำก็ได้ผลเท่าที่เห็น ไม่มีสิทธิ์ใช้ ม.44 กับเขาเลย เราก็หวังพึ่งผู้ใช้ ม.44 ควรใช้อาญาสิทธิ์นั้น จะทำให้สังคมประเทศไทยเจริญขึ้นจริงๆ ไม่ใช่พูดปะเหลาะ ถ้าท่านใช้ความกล้าหาญ อาสโภ อย่างจริงจังได้นะ จะเป็นบุญคุณแก่โลกเลย โดยเฉพาะประเทศไทยอย่างสำคัญยิ่งเลย

สื่อธรรมะพ่อครู (โพธิปักขิยธรรม 37_สติปัฏฐาน 4) ตอน เรียนรู้เวทนาในเวทนา มาอ่าน sms _ 0893867xxx พ่อครูเคยสอน เคหสิตเวทนา18 เนกขัมภสิตเวทนา ถ้ารู้แจ้งเวทนา36 ในกาลทั้ง3 ก็จักรู้แจ้งรู้จริงเวทนา36 อดีตปัจจุบันอนาคต เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา! การปฏิบัติธรรมขั้นอน

อ่านต่อ

ัตตาธรรมที่เห็นความเป็นจริงของอนาคต36 ซึ่งความเป็นอนาคตนั้นไม่เคยมีในโลก!มี แต่อดีต36 กับปัจจุบัน36 ซึ่งความเป็นอนาคตที่เที่ยงแท้แน่นอน! พ่อครูเคยบอกไว้ พ่อครูว่า...เราต้องวิจัย เวทนา 3 นี้เป็นหลัก ที่จะตกนรก ขึ้นสวรรค์ ก็อยู่ตรงนี้ คือ ทุกขเวทนา สุขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ที่จมหลงว่ามันมีจริงเป็นอัตตา หลงว่ามันเที่ยง หลงว่าเป็นสุข แทนที่จะเห็นเป็น ทุกขอริยสัจ กลับกลายเป็นเห็นทุกข์โลกีย์ การอยากได้เมื่อไหร่ก็ทุกข์ แต่ไม่ได้หาว่าเป็นทุกข์แท้นะ มันทุกข์จริงมากกว่าสุขที่เป็นปัจจุบันเดี๋ยวเดียว แต่ทุกข์นี้ฝังในอนุสัย มันอยู่กับเราเที่ยงกว่า แต่สุขไม่อยู่กับเราเที่ยงเท่าไหร่ เดี๋ยวก็วนไปเวียนมา ส่วนอทุกขมสุขก็เป็นบ้างในบ้างครั้งเรียกว่าไม่ทุกข์ไม่สุขแบบพักยก เต็มอิ่มแล้วก็ขอพัก ว่างไป ไม่สุขไม่ทุกข์เฉยๆ ไม่ได้เป็นเนกขัมมะที่ชัดเจน นอกจากเวทนา 3 ก็มี เวทนา 5 อันนี้เป็นดีกรี หรือ อินทรีย์ของสุขทุกข์ อินทรีย์ที่ทั้ง อ่อน หยาบ ละเอียด ถ้าหยาบก็ภายนอก เรียกสุข ทุกข์ แต่ถ้าเป็นภายใน เรียกว่า โสมนัส หรือ โทมนัส ถ้าละเอียดลึกเข้าไป แล้วมีอุเบกขาอีกอย่าง เป็น 5 เวทนา 6 เกิดทางทวาร 6 กระทบสัมผัสแล้ว เกิดธรรมะสองขึ้นมา มันเกิดอาการจริง เราก็สัมผัสแล้วอ่านอาการออกให้ได้จริง เห็นอาการแล้วสามารถบัญญัติเข้าใจตรงภาษาที่ท่านบัญญัติไว้ นี่คือการเรียนรู้ปรมัตถธรรมของพระพุทธเจ้า คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เวทนา 6 เกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตากระทบรูป เป็นสุขก็ได้ทุกข์ก็ได้ หรือเฉยๆก็ได้ หูกระทบเสียงก็เช่นกัน จมูกลิ้นกายสัมผัส หรือในใจปรุงแต่งขึ้นมาเอง 6 ทวาร อายตนะ 6 เมื่อสัมผัสก็เกิดอายตนะ เชื่อมต่อมีภาวะอาการ เป็น สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ พยัญชนะเหล่านี้ บอก ให้อ่านอาการให้ออก ถ้าเข้าใจได้ตรงคือ การเรียนรู้ปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิตให้เป็นหนึ่ง แล้วคิดว่านี่คือเอกัคคตา ไปหลงแบบเดียรถีย์ที่เขาติดยึดกันนานแล้ว เป็นธรรมะตื้นๆที่ครองโลกอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าอุบัติ ก่อนนั้น ก็หลงไปติดกับเขา แล้วท่านก็พบว่าไม่ใช่ทาง สุดท้ายก็พบพระพุทธศาสนา ทวนกระแสกับเขาเลย 180 องศา ประเด็น เวทนา 3 กับเวทนา 6 นี่แหละ เมื่อสัมผัสแล้วเกิดเวทนา สุขก็ได้ ทุกข์ก็ได้ ไม่ทุกข์ไม่สุข ก็ได้ แจกเป็นทวาร 6 รวมเป็น 18 เวทนา รากฐานของ สุข คือ สุ=ดี ข=ว่าง ที่จริง ว่างนี่แหละดี แต่นี่มันไม่ว่าง ต้องว่างจากสุขทุกข์นี่คือ สุขโลกุตระ สมบูรณ์แบบ เป็น ปรมังสุขัง ถ้าคนเรียนรู้ แล้วลดละได้ สงบสุขจากโลกีย์ได้ ก็ค่อยๆลดลงไป การแยกอาการของ เนกขัมมสิตเวทนา ออกจากรสโลกีย์ได้ จากเคหสิตะ ออกมาก็เป็นเนกขัมมะ ทำให้กิเลสจางคลายได้อ่านอาการกิเลสออกว่า จางคลายหรือหมดได้

มีผู้ถามมาจากแฟนเพจ ผมปฎิบัติธรรมตามคำสอนของพ่อท่านมาได้ระยะหนึ่งแล้ว สิ่งที่ผมเจออยู่ตอนนี้คือ ผมจับความคิดทัน จับอาการเวลาเกิดกิเลสทัน กำหนดอุเทศ แต่ผมเห็นไม่ชัดในอนุปัสสี 4 ได้ ผมอยากทราบว่ายังขาด ตก บกพร่อง ธรรมส่วนไหน ครับ? พ่อครูว่า … อนุปัสสี 4 ปฏิบัติแล้ว ต้องตามเห็น 4 อย่างนี้ คือ ตามเห็นความไม่เที่ยง ของอาการกิเลสเรียกว่า อนิจจานุปัสสี ตามเห็นความจางคลาย ได้คือ วิราคานุปัสสี ตามเห็นความดับ ได้ของกิเลส ก็ นิโรธานุปัสสี ตามเห็นที่ทำซ้ำทำทวน ให้นิโรธอีกเรียก ปฏินิสสัคคานุปัสสี คนที่ปฏิบัติธรรมต้องตามเห็นความจริงอันนี้ จะเห็นถึงความไม่เที่ยง แยกเป็นสองอย่าง หนึ่ง ไม่เที่ยงแบบโลกีย์ คืออาการจิตเรา ไม่เที่ยงแบบมากขึ้น หนาขึ้น ใหญ่ขึ้น ปุถุขึ้นนั้นเอง เห็นความเป็นปุถุชนของตน นี่ก็เห็นอนิจจัง สอง แต่เมื่อเราทำแบบทฤษฎีพระพุทธเจ้าถูกต้อง ก็จะเห็นว่ากิเลสมันลดลง สมมุติว่ามันมีร้อย อาการมันลดลงสิบ ก็คือวิราคานุปัสสี กิเลสตัวเล็กลง ดีกรีน้อยลง แรงมันน้อยลง รสชาติมันเบาบางลง รู้กิเลส ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ มันมีอาการที่ให้เรารู้ได้ ทำให้กิเลส ลดได้เป็นอุบัติเทพ จนมัน ดับได้ ก็เป็น วิสุทธิเทพ เป็นนิโรธานุปัสสี เห็นความเกิดดับ ของกิเลส ที่เป็นอกุศลจิต ไม่ใช่เดา หรือ ตรรกะ คิดเอา ไม่ใช่ แต่เห็นอาการจริงๆเลย อาการกิเลสจางคลาย อกุศลจิตดับ รู้จักความเกิดดับ ไม่ใช่ตรรกะ ขบคิดเอาตามเหตุผล ซาโตริเองไม่ใช่ แต่ เห็นความจริงตามความเป็นจริง จนทำได้ นิโรธานุปัสสี ทำซ้ำทำทวนให้ชำนาญ มั่นคงแข็งแรง ปฏินิสสัคคานุปัสสี ทำให้หมดสวรรค์โลกีย์นี่แหละ จนเป็นนิสสรณะ จนมันไม่มีเป็นที่พึ่งเลย ไม่มีสิ่งนี้ สมบูรณ์แบบ หรือสลัดออกอย่างสำเร็จเลย แตะปั๊ปก็หลุดเลยๆ รู้เวทนา ในเวทนา ปฏิบัติทุกปัจจุบัน 36 สั่งสมเป็นอดีต 36 ส่วนอนาคตก็ไม่มาถึงสักทีหรอก ในวิชชา 8 ต้องรู้ อาริยสัจ 4 เป็น 4 ข้อแรกของ 8 ส่วน 5 คือส่วนอดีต 6 ก็ส่วนอนาคต 7 ก็ส่วนอดีตส่วนอนาคต เราทำปัจจุบันให้หมดกิเลส สั่งสมเป็นอดีตที่ 0 ไปตลอดเวลา ทั้งอดีต อนาคตก็ย่อม 0 ตลอดแน่นอน ให้เป็น นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) อนาคตคือ ปัจจุบัน+อดีต มันไม่เที่ยงหรอก อดีตกับอนาคต ทั้งปุถุชนและอรหันต์ แต่ส่วนที่มัน 0 นี่และเที่ยง 0+0 = 0 จะบวกลบคูณหารอย่างไรกับ 0 ก็ 0 เสมอ ถ้าเข้าใจสภาวะจะไม่งง

มาสู่บทเรียน สื่อธรรมะพ่อครู(สามัญญผลสูตร) ตอน สมณะ 4 สามัญญผล แปลว่าอะไร แปลว่า ผลที่ทำให้เป็นสมณะ สมณะ คือ ผู้ปฏิบัติแล้วมีมรรคผล เป็น อาริยบุคคล ผลเบื้องต้นคือโสดาบัน สมณะที่ ๑ คือ โสดาบัน นั้นรู้จักหลักเกณฑ์ รู้จักตัวตนเรียกว่า สักกายะ อ่านตัวตน อ่านอัตตา (ตัวเราเอง) ตัวอะไร? ก็ตัวของนามธรรมของจิตเจตสิกต่างๆ ที่มัน มีอาการของกิเลส ตัวตนของจิตทั้งหมด ก็ยังไม่ครบ ยังไม่ใช่ตัวตนของทุกข์ของสมุทัย ไม่ใช่ว่าไปอ่านสุข อันไหนสุข ท่านก็ให้เว้นขาด เมื่อเว้นขาดจิตมันก็จะดิ้น ก็ทุกข์ เมื่ออยากแล้วหามาบำเรอก็สุข ก็หลงกับของหลอกอันนี้ สุขเกิดจากการบำบัด ตัณหา คือตัวการ คือสมุทัย แล้วทำอย่างไรมันจะจางคลาย เพราะความจริงมันไม่เที่ยง แต่คุณก็หลงให้มันอยู่ยาวนาน เป็นอายุทิพย์ พระพุทธเจ้าว่ามันไม่จริง ต้อง เห็นให้ได้ว่ามันไม่ใช่ตัวจริง เป็นตัวเก๊ ตัวผีปลอม เห็นความจางคลาย จนดับมันได้ ทำได้ชั่วคราว ก็ทำต่ออีกจนทำได้แข็งแรงถาวรมั่นคง เป็น กิจญาณ เสร็จแล้ว กตญาณ มันทำได้สมบูรณ์ อย่างนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง(ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ผล โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ สี่ฐานเรียกว่า สมณะ 4 สามัญญผล ทำให้เกิดสี่อย่างนี้เป็นของจริง เรียกว่าสามัญญผล คำว่าสามัญนี้ แปลไทยว่าเป็นของดาษดื่น แต่ของพุทธนี้ลึกเข้าไปคือของจริง คือสมณะ นี่คือสามัญญผล พระเจ้าอชาตศัตรูก็มาถามพระพุทธเจ้า เมื่อได้ฟังก็เข้าใจ เบื้องต้นให้เอาศีลเป็นหลัก เริ่มต้นด้วยจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ตั้งแต่ข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ทำร้ายสัตว์ใด ในธรรมนูญพุทธ พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นปราชญ์ก็เข้าใจได้ ปฏิบัติแล้วลดละหน่ายคลาย มาเข้ารีตของพระพุทธเจ้า สมบูรณาญาสิทธิราชไม่ว่าของแคว้นไหน ท่านก็จัดการของท่านไป แต่นี่ของพระพุทธเจ้าก็บอกหลักเกณฑ์ให้ เขาทำแล้วได้ผล ท่านก็ถามว่าถ้าข้าทาสของท่านที่ใกล้ชิดมาก เป็นคนโปรดของท่านเลย ถ้าเขาจะมาเข้ารีตแบบนี้ ไม่อยากไปอย่างเดิมแล้ว ยุคนั้นยุคทาสนะ พระเจ้าอชาตศัตรูก็บอกว่าได้เลย ให้ไปเลย และต้องเคารพเขาด้วย นี่คือผลที่พิสูจน์ได้ จึงมีคนมาทำตาม เมื่อมีศีล ก็ทำตามกรอบ ปริตตัง เกิดผลเป็นสำรวมอินทรีย์ สติสัมปชัญญะ สันโดษอันเป็นอาริยะ มีจิตที่มีฌาน 1- 4 แล้วเป็นวิชชา 8 ซึ่งเกิดผลที่ต่างจากทั่วไปเขาทำกัน ไม่ว่าจะเป็นพวก ตักกีวิมังสี นั่งนึกคิดเอา ก็ไม่เกิดผล หรือไปนั่งหลับตาสมาธิ ก็ไม่เกิดผลแบบนี้ ไม่ใช่ทางของพุทธเป็น มิจฉาทิฏฐิ ใน 62 ทิฏฐิ ของพรหมชาลสูตร เป็น meditation แต่ที่อาตมาอธิบายเป็นแบบ ของพระพุทธเจ้าคือ supra concentration พระพุทธเจ้าท่านประกาศอย่างประนีประนอม แต่อาตมานี้มารื้อเอาของพระพุทธเจ้ามาประกาศ อาตมาก็ค่อยพูดมาเรื่อย แล้วก็ตอนนี้แรง เพราะไปว่าสิ่งผิด คนที่ผิดก็กระเทือนมาก

สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอน อัมพัฏฐสูตร ว่าด้วยศากยวงศ์ มาเข้าสู่อัมพัฏฐสูตร [141] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป บรรลุถึงพราหมณคาม แห่งชาวโกศล ชื่ออิจฉานังคลคาม ได้ยินว่า สมัยนั้นพระองค์ประทับอยู่ ณ ราวป่า อิจฉานังคลวัน เขตอิจฉานังคลคาม [142] ก็สมัยนั้น พราหมณ์โปกขรสาติอยู่ครองนครอุกกัฏฐะ ซึ่งคับคั่งด้วยประชาชน และหมู่สัตว์ อุดมด้วยหญ้า ด้วยไม้ ด้วยน้ำ สมบูรณ์ด้วยธัญญาหาร ซึ่งเป็นราชสมบัติ อันพระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชทานปูนบำเหน็จให้เป็นส่วนพรหมไทย พราหมณ์โปกขรสาติได้สดับข่าวว่า พระสมณโคดมศากยบุตร ทรงผนวชจากศากยสกุล แล้ว เสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป ถึงอิจฉานังคลคามโดยลำดับ ประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคลวัน เขตอิจฉานังคลคาม ก็เกียรติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้นแล ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้วทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วย พระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลาย เห็นปานนั้น ย่อมเป็นการดีแล

อาการ คือ ลักษณะที่มันเคลื่อนที่ เป็น อาการในใจ ใจเราโกรธก็ผี ใจเราโลภก็ผี แต่ก่อนเรา ไม่เคยอ่านอาการมัน เลย มีแต่ ส่งเสริมสนับสนุนมัน มันอยากโกรธ ก็โกรธสมใจ มันอยากโลภ ก็ให้มันโลภสมใจ อยากเสพรส ก็ให้มัน เรา เป็นทาสของกิเลส ใครไม่เคยเป็นทาสยกมือขึ้น? ไม่มีละเว้นหรอก แม้แต่อาตมาก็ยังเคย พระพุทธเจ้าก็ยังเคย อันนี้คือ ทาสร้ายแรง พระพุทธเจ้า มาปลดแอกทาส พระพุทธเจ้าเป็นนักประชาธิปไตยสูงสุด ก่อนใครเลย สองพันหกร้อยกว่าปี ท่านปลดทั้งทาสทั้งวรรณะ นี่คือนักประชาธิปไตยมือเอกเลย นัก ประชาธิปไตยแท้มีแต่ช่วยเหลือรับใช้เขา รับใช้สังคม อาตมามั่นใจว่าพวกเรานี้นักประชาธิปไตย แ ท้พวกเราสีน้ำตาล มีสุญญตาอยู่กลาง เทวดาบำเรอกิเลส เรียกว่า สมมุติเทพ รู้ได้ทั่วกันหมด หลงกันหมด แต่ของพระพุทธเจ้านี้ให้มาลด พอลดได้คือ อุบัติเทพ ให้กิเลสจางคลาย เป็นเทวดาแท้ แยกให้ออกระหว่าง เคหสิตเวทนา กับ เนกขัมมสิตเวทนา นี่คือเทวดาแท้ สัตว์นรกแท้ ทำได้หมดกิเลสสะอาดบริบูรณ์เรียกว่า วิสุทธิเทพ ทำได้ชั่วคราว ก็ได้ชั่วคราว เราก็รู้เทวดา มาร พรหม เห็นเทวดาจริง เปิดโลกในจิตเราที่วนเวียนนี่แหละ หลงเสพอบายโลกีย์ จนมารู้ทางออกได้ ค่อยปฏิบัติลดละมา

เรื่องอัมพัฏฐมาณพ [143] สมัยนั้นแล อัมพัฏฐมาณพ ศิษย์ของพราหมณ์โปกขรสาติ เป็นผู้เล่าเรียนทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุ [เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยชื่อของสิ่งต่างๆมีต้นไม้เป็นต้น] คัมภีร์เกตุภะ [เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยกิริยาเป็นประโยชน์แก่กวี] พร้อมทั้งประเภทอักษร มีคัมภีร์อิติหาสเป็นที่ 5 [เป็นคัมภีร์ที่กล่าวถึงพงศาวดาร มีภารตยุทธเป็นต้น ซึ่งประพันธ์ไว้แต่บุราณกาล นับเป็นคัมภีร์ที่ 5 คือ นับคัมภีร์อิรุพเพทเป็นที่ 1 คัมภีร์ยชุพเพทเป็นที่ 2 คัมภีร์สามเพทเป็นที่ 3 คัมภีร์อาถรรพณเพทเป็นที่ 4 คัมภีร์อิติหาสนี้เป็นที่ 5] เป็นผู้เข้าใจตัวบทเป็นผู้เข้าใจไวยากรณ์ชำนาญในคัมภีร์โลกายตะ [เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยเรื่องไม่น่าเชื่อต่างๆ] และ มหาปุริสลักษณะ อันอาจารย์ยกย่องและรับรองในลัทธิปาพจน์ คือ ไตรวิทยา อันเป็นของอาจารย์ของตนว่า ฉันรู้สิ่งใด เธอรู้สิ่งนั้น เธอรู้สิ่งใด ฉันรู้สิ่งนั้น ครั้งนั้นแล พราหมณ์โปกขรสาติ เรียกอัมพัฏฐมาณพมาเล่าว่า พ่ออัมพัฏฐะ พระสมณะโคดมศากยบุตร พระองค์นี้ทรงผนวชจากศากยสกุล แล้วเสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ 500 รูป ถึงอิจฉานังคลคามโดยลำดับประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคลวันใกล้อิจฉานังคลคาม ก็เกียรติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้นแล ขจรไปอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้วทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัด ด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลาย เห็นปานนั้น ย่อมเป็นการดีแล พ่ออัมพัฏฐะ พ่อจงเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับ แล้วจงรู้ว่าเกียรติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นที่ขจรไป จริงตามนั้นหรือไม่ ท่านพระโคดมพระองค์นั้นทรงคุณเช่นนั้นจริงหรือไม่ เราทั้งหลายจะได้รู้จักท่านพระโคดมพระองค์นั้นไว้ โดยประการนั้น อัมพัฏฐมาณพถามว่า ท่าน ก็ไฉนเล่า ข้าพเจ้าจึงได้รู้ว่าเกียรติศัพท์ของท่านพระโคดม พระองค์นั้นที่ขจรไป จริงอย่างนั้นหรือไม่ ท่านพระโคดมพระองค์นั้นทรงคุณเช่นนั้นจริงหรือไม่? พราหมณ์โปกขรสาติตอบว่า พ่ออัมพัฏฐะ มหาปุริสลักษณะ 32 ประการมาแล้วในมนต์ของเรา ซึ่งพระมหาบุรุษประกอบแล้ว ย่อมมีคติเป็นสองเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ถ้าครองเรือน จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร 4 เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว 7 ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว เป็นที่ 7 พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชำนะโดยธรรม มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศาตรา ครอบครองแผ่นดินมีสาครเป็นขอบเขต ถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิตจะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก พ่อครูว่า... เป็น บุญญาบารมี มิใช่ อาชญาบารมี พ่ออัมพัฏฐะ เราเป็นผู้สอนมนต์ พ่อเป็นผู้เรียนมนต์ อัมพัฏฐมาณพรับคำพราหมณ์โปกขรสาติแล้ว ลุกจากที่นั่ง ไหว้พราหมณ์โปกขรสาติกระทำประทักษิณ แล้วขึ้นรถม้าพร้อมด้วยมาณพหลายคน ขับตรงไปยังราวป่าอิจฉานังคลวัน ตลอดภูมิประเทศเท่าที่รถจะไปได้ ลงจากรถเดินตรงไปยังพระอาราม [144] สมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปกำลังจงกรมอยู่กลางแจ้ง ลำดับนั้น อัมพัฏฐมาณพเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่จงกรม ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะภิกษุเหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญ เวลานี้ท่านพระโคดมพระองค์นั้นประทับอยู่ที่ไหน พวกข้าพเจ้าพากันเข้ามาที่นี่เพื่อจะเฝ้าพระองค์ท่าน ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นคิดเห็นร่วมกันเช่นนี้ว่า อัมพัฏฐมาณพผู้นี้ เป็นคนเกิดในสกุลที่มีชื่อเสียง ทั้งเป็นศิษย์ของพราหมณ์โปกขรสาติผู้มีชื่อเสียงอันการสนทนาปราศรัยกับพวกกุลบุตร เห็นปานนี้ ย่อมไม่เป็นการหนักพระทัยแก่พระผู้มีพระภาคเลยดังนี้แล้วจึงตอบอัมพัฏฐมาณพว่า อัมพัฏฐะ นั่นพระวิหารมีประตูปิดอยู่ ท่านจงสงบเสียงเข้าไปทางพระวิหารนั้น ค่อยๆเข้าไปที่เฉลียง กระแอมไอแล้วเคาะบานประตูเถิด พระผู้มีพระภาคจักทรงเปิดประตูรับท่าน ลำดับนั้น อัมพัฏฐมาณพสงบเสียง เข้าไปทางพระวิหารซึ่งมีประตูปิดอยู่นั้น ค่อยๆ เข้าไปยังเฉลียง กระแอมไอแล้ว เคาะบานประตู พระผู้มีพระภาคทร งเปิดประตู อัมพัฏฐมาณพ เข้าไปแล้ว แม้พวกมาณพก็พากันเข้าไปปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง [145] ฝ่ายอัมพัฏฐมาณพ เดินปราศรัยบ้าง ยืนปราศรัยบ้าง กับพระผู้มีพระภาค ผู้ประทับนั่งอยู่ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า อัมพัฏฐะ เธอเคยสนทนาปราศรัยกับพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์เหมือนดังเธอ เดินบ้างยืนบ้าง สนทนาปราศรัยกับเราผู้นั่งอยู่ เช่นนี้หรือ? อัมพัฏฐะ ข้อนี้หามิได้ พระโคดมผู้เจริญ เพราะว่าพราหมณ์ผู้เดิน ก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้เดิน พราหมณ์ผู้ยืนก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้ยืน พราหมณ์ผู้นั่งก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้นั่ง พราหมณ์ผู้นอนก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้นอน ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ แต่ผู้ใดเป็นสมณะโล้น เป็นคฤหบดีเชื้อสายกัณหโคตร เกิดจากพระบาทของท้าวมหาพรหม ข้าพเจ้าย่อมสนทนาปราศรัยกับผู้นั้น เหมือนกับที่สนทนาปราศรัยกับพระโคดมผู้เจริญนี้ อัมพัฏฐะ ก็เธอมีธุระจึงได้มาที่นี้ ก็พวกเธอมาเพื่อประโยชน์อันใดแล พึงใส่ใจถึงประโยชน์นั้นแหละไว้ให้ดี ก็อัมพัฏฐมาณพ ยังไม่ได้รับการศึกษาเลย สำคัญตัวว่าได้รับการศึกษาดีแล้ว จะมีอะไรอีกเล่า นอกจากไม่ได้รับการศึกษา ลำดับนั้น อัมพัฏฐมาณพถูกพระผู้มีพระภาคตรัสตำหนิด้วยพระวาจาว่า เป็นคนไม่ได้รับการศึกษา โกรธ ขัดใจ เมื่อจะด่าข่มว่ากล่าวพระผู้มีพระภาค คิดว่าเราจักต้องให้พระสมณโคดมได้รับความเสียหาย ได้กล่าวคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ท่านโคดม พวกชาติศากยะดุร้าย หยาบช้า มีใจเบา พูดพล่าม เป็นแต่พวกคฤหบดี แท้ๆ ยังไม่สักการะพวกพราหมณ์ ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์ ท่านโคดม การที่พวกศากยะเป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ แต่ไม่สักการะพวกพราหมณ์ ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์ นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย อัมพัฏฐมาณพ กดพวกศากยะว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ นี้เป็นครั้งแรก ด้วยประการฉะนี้ [146] อัมพัฏฐะ ก็พวกศากยะได้ทำผิดต่อเธออย่างไร? ท่านโคดม ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้ไปยังนครกบิลพัสดุ์ด้วยกรณียกิจบางอย่างของ พราหมณ์โปกขรสาติผู้อาจารย์ ได้เดินเข้าไปยังสัณฐาคารของพวกศากยะ เวลานั้นพวกศากยะ และศากยกุมารมากด้วยกัน นั่งเหนืออาสนะสูงๆในสัณฐาคารเอานิ้วมือสะกิดกันและกันเฮฮาอยู่ เห็นทีจะหัวเราะเยาะข้าพเจ้าเป็นแน่ ไม่มีใครเชื้อเชิญให้ข้าพเจ้านั่งเลย ท่านโคดม ข้อที่พวกศากยะเป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ แต่ไม่สักการะพวกพราหมณ์ ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์ นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย อัมพัฏฐมาณพกดพวกศากยะว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆนี้ เป็นครั้งที่สอง ด้วยประการฉะนี้ [147] อัมพัฏฐะ แม้นางนกไส้ก็ยังเป็นสัตว์พูดได้ตามความปรารถนาในรังของตน ก็พระนครกบิลพัสดุ์เป็นถิ่นของพวกศากยะ อัมพัฏฐะไม่ควรจะข้องใจเพราะการหัวเราะเยาะเพียงเล็กน้อยนี้เลย ท่านโคดม วรรณะ 4 เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ เวสส์ ศูทร บรรดาวรรณะ 4 เหล่านี้ 3 วรรณะคือ กษัตริย์ เวสส์ ศูทร เป็นคนบำเรอของพราหมณ์พวกเดียวโดยแท้ ท่านโคดม ข้อที่พวกศากยะเป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ แต่ไม่สักการะพวกพราหมณ์ ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์ นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย อัมพัฏฐมาณพกดพวกศากยะว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ นี้เป็นครั้งที่สาม ด้วยประการฉะนี้ [148] ค รั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริเช่นนี้ว่า อัมพัฏฐมาณพผู้นี้ กล่าวเหยียบย่ำพวกศากยะอย่างหนัก โดยเรียกว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ ถ้ากระไร เราจะพึงถามถึงโคตรเธอดูบ้าง แล้วพระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้กับอัมพัฏฐมาณพว่า อัมพัฏฐะ เธอมีโคตรว่าอย่างไร? กัณหายนโคตร ท่านโคดม อัมพัฏฐะ ก็เธอระลึกถึงโคตรเก่าแก่อันเป็นของมารดาบิดาดูเถิด พวกศากยะเป็นลูกเจ้า เธอเป็นลูกนางทาสีของพวกศากยะ ก็พวกศากยะเขาพากันอ้างถึงพระเจ้าอุกกากราชว่าเป็นบรรพบุรุษ

ว่าด้วยศากยวงศ์ [149] อัมพัฏฐะ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระเจ้าอุกกากราชทรงพระประสงค์จะพระราชทานสมบัติให้แก่พระโอรสของพระมเหสี ผู้ที่ทรงรักใคร่โปรดปราน จึงทรงรับสั่งให้พระเชฏฐกุมาร คือพระอุกกามุขราชกุมาร พระกรกัณฑุราชกุมาร พระหัตถินีกราชกุมาร และพระสีนิปุระราชกุมาร ออกจากพระราชอาณาเขต พระกุมารเหล่านั้น เสด็จออกจากพระราชอาณาเขตแล้ว จึงไปตั้งสำนัก อาศัยอยู่ ณ ราวป่าไม้สากะใหญ่ริมฝั่งสระโปกขรณีข้างภูเขาหิมพานต์ พระราชกุมารเหล่านั้นทรงสำเร็จการอยู่ร่วมกับพวกพระภคินีของพระองค์เอง เพราะกลัวพระชาติจะระคนปนกัน อัมพัฏฐะ ต่อมาพระเจ้าอุกกากราชตรัสถามหมู่อำมาตย์ราชบริษัทว่า บัดนี้พวกกุมารอยู่กัน ณ ที่ไหน? พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ขอเดชะ มีราวป่าไม้สากะใหญ่อยู่ริมฝั่งสระโบกขรณี ข้างภูเขาหิมพานต์ บัดนี้ พระราชกุมารทั้งหลายอยู่ ณ ที่นั้น พระราชกุมารเหล่านั้นทรงสำเร็จการอยู่ร่วมกับพวกพระภคินีของพระองค์เอง เพราะกลัวพระชาติจะระคนปนกัน อัมพัฏฐะ ทีนั้นพระเจ้าอุกกากราชทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านทั้งหลาย พวกกุมาร สามารถหนอ พวกกุมารสามารถยอดเยี่ยมหนอ อัมพัฏฐะ ก็พวกที่ชื่อว่าศากยะปรากฏตั้งแต่กาลครั้งนั้นเป็นต้นมา และพระเจ้าอุกกากราชพระองค์นั้น เป็นบรรพบุรุษของพวกศากยะ และพระเจ้าอุกกากราชมีนางทาสีคนหนึ่งชื่อทิสา นางคลอดบุตรคนหนึ่ง ชื่อกัณหะ กัณหะพอเกิดมาก็พูดได้ว่า แม่จงชำระฉัน จงให้ฉันอาบน้ำ แม่จ๋า ขอแม่จงปลดเปลื้องฉันจากสิ่งโสโครกนี้ ฉันเกิดมาเพื่อประโยชน์แก่แม่ อัมพัฏฐะ มนุษย์สมัยนี้เรียกปีศาจว่า ปีศาจ ฉันใด มนุษย์สมัยนั้นก็ฉันนั้น เรียกปีศาจ ว่า คนดำ มนุษย์เหล่านั้นจึงกล่าวกันเช่นนี้ว่า ทารกนี้พอเกิดมาก็พูดได้ คนดำเกิดแล้ว ปีศาจเกิดแล้ว อัมพัฏฐะ ก็พวกที่ชื่อว่ากัณหายนะ ปรากฏตั้งแต่กาลครั้งนั้นเป็นต้นมา และกัณหะนั้นเป็นบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ อัมพัฏฐะ เธอระลึกถึงโคตรเก่าแก่อันเป็นของมารดาบิดาดูเถิด พวกศากยะเป็นลูกเจ้า เธอเป็นลูกทาสีของพวกศากยะ ด้วยประการฉะนี้แล

ว่าด้วยวงศ์ของอัมพัฏฐมาณพ [150] เ มื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว มาณพเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระโคดมผู้เจริญ ขอพระองค์อย่าทรงเหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพด้วยพระวาทะว่า เป็นลูกทาสีให้หนักนักเลย ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐมาณพมีชาติดี เป็นบุตรผู้มีสกุล เป็นพหูสูตเจรจาไพเราะเป็นบัณฑิต และเธอสามารถจะโต้ตอบในคำนี้กับพระโคดมผู้เจริญได้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน