590214_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ทุติยปาราชิกกัณฑ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

590214_ วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ทุติยปาราชิกกัณฑ์

สมณะเดินดินว่า...วันนี้วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ บวร ราชธานีอโศก วันนี้เป็น วันแห่งความรัก แต่ก็มีเรื่องที่เป็นความลักด้วย มีวัยรุ่นอยากได้เอาของไปฝากสาว ขอเงินแม่แล้วแม่ไม่ให้ ก็เลยไปลักขโมยของ ก็น่าสงสารที่ไม่มีความเข้าใจ วันนี้พ่อครูต้องจัดเตรียมข้อมูลมาในวันแห่งความรักนี้ มีมากมายเลย มีเรื่องที่จะให้โลกให้สังคมได้รับรู้ วิถีโลกที่เขามีเราจะเปลี่ยนให้เป็นวิถีอารยธรรมได้อย่างไร พ่อครูเป็นเหมือนพระมาลัย ที่จะพาพวกเราไปท่องนรก ได้ให้รู้ว่าสวรรค์ที่สูง ที่ดี ที่มนุษยชาติควรจะเป็น เป็นอย่างไร พ่อครูว่า... วันนี้อาตมาแบกค้อนปอนด์มา พระไตรปิฎก เล่ม 1 เล่มใหญ่ จำเป็นต้องเอาคำสอนที่ เป็นหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า วันนี้เตือนให้ทราบก่อนเลย เป็นวันที่เขาหลงใหลกันว่าเป็นวันแห่งความรักวันที่ 14 กุมภาพันธ์ แล้วตรงกับวันอาทิตย์ด้วยวันอาทิตย์ที่ขึ้น 7 ค่ำด้วย เป็นเลขที่ทะลุทะลวง ก็เลยกลายเป็นเรื่องที่สนุกสนานกันใหญ่ วันแห่งความรัก และอาตมาจะพูดถึงความลัก เขามาลักขโมยศาสนาเราไป มาปลอมบวช มาปล้นธรรมะ มาหลอกมนุษยชาติปลอมแปลงในวงการศาสนาพุทธ เรียกว่า ผู้ปลอมบวช หากินในวงการศาสนาจนร่ำรวย ไม่ใช่เรื่องน่าริษยาอะไร สำหรับคนที่เขาได้ตำแหน่งสังฆราช ได้เป็นเศรษฐีใหญ่ ที่จริงคือ กฎุมพี คำว่าเสฏโฐแปลว่าผู้ประเสริฐ อาตมาเห็นว่าเป็นอุจจาระ เรื่องอุจจาระ เมืองไทยจะเจริญด้วยธรรม ถ้าเสื่อมด้วยธรรมแล้วไม่ว่าสังคมประเทศไหน ไปไม่ออกหรอก โดยเฉพาะเมืองพุทธเมืองไทยนี้ ต้องทำให้ดีให้ถูกตรง ให้มีมรรคผลในสัจจะพระพุทธเจ้า ขณะนี้ในประเทศไทยหลายๆด้าน ในด้านบริหาร ในเรื่องธรรมะก็ตาม พูดแล้วจะเข้าตัวว่าธรรมะของอโศก เกิดเป็นอารยธรรมของพระพุทธเจ้าจริงแล้

อ่านต่อ

ว ส่วนคณะใหญ่นั้น ของประเทศเลยเสื่อมอย่างหนักมากแล้ว บรรลัยจักร พังไปหมดแล้ว ต้องพูดตรงๆ เอาประเด็นในพระไตรปิฎกคือ ปาราชิก มีปรากฏการณ์ยืนยัน phenomenal ยืนยันกัน เอา ทุติยปาราชิกกัณฑ์ เลย เอามายืนยันคำตรัสของพระพุทธเจ้าเลย ขณะนี้เมืองไทยเรามีนายกฯคนที่ 29 นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ที่มีอำนาจเต็ม และเป็นอำนาจเต็มที่ดีที่สุด เท่าที่เคยมีนายกฯมา 28 คนนี่ คนที่ 29 เป็นนายกฯ ที่ได้อำนาจเต็มและงดงามที่สุด เพราะได้มาอย่างประชาชนเห็นด้วย ประชาชนไม่ขัดแย้ง ทุกอย่างสุกงอม เหตุปัจจัยครบ ปฏิวัติอย่างมีรูปลักษณ์มีบทบาท บอกว่า ขอยึดอำนาจ ไม่ได้ยึดอำนาจโดยไม่บอกไม่กล่าว หรือยึดด้วยอำนาจบาตรใหญ่ ขออภัยที่ขอยกตัวอย่างผู้ได้ปฏิวัติแล้วได้อำนาจเต็มคือ จอมพลสฤษดิ์ ใช้ม.17 ได้อำนาจเด็ดขาด ได้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์สั่งฆ่าสั่งอะไรได้ เต็มรูปเลยทำอย่างไม่มีใครกล้าแย้งเลย คืออำนาจบาตรใหญ่อันหนึ่ง แต่อำนาจที่นายกฯ ประยุทธ์คนที่ 29 ที่ได้มานี้เป็นอำนาจที่มีธรรม เป็นประชาธิปไตยอย่างมีอาริยะ ขอยืนยันว่าเป็นประชาธิปไตยอาริยะ แต่คนเข้าใจประชาธิปไตยยังไม่พร้อม ยังไม่ครบรอบไม่สมบูรณ์ ที่ยืนยันว่าประชาธิปไตยอาริยะคือ แบบของพระพุทธเจ้า เป็นประชาธิปไตยที่มีธรรมาธิปไตย เอาธรรมะเป็นอธิปไตยพร้อมไปด้วย สัปปุริสธรรม 7 มหาประเทส 4 อย่างเพียงพอ ที่พลเอกประยุทธ์ประพฤติอยู่นี้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ใช้อำนาจประชาธิปไตยแบบ พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ทำได้ เกิดความสงบเพราะอำนาจกดข่ม ไม่มีใครกล้าแอะเลย แอะมาเดี๋ยวตาย มาตรา 17 แต่พลเอกประยุทธ์ได้มาตรา 44 มีอำนาจเท่ากัน มีอำนาจเด็ดขาดในรัฏฐาธิปัตย์เต็ม แต่เป็นคุณสมบัติอันเป็นธรรม ประกอบไปด้วยธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่ากัน ทั้งเหตุปัจจัยทั้งโอกาสทั้งเวลา เหตุทุกอย่างพร้อมสุกงอมอย่างดีที่สุดเลย แล้วก็ทำการปฏิวัติได้จริงเต็มรูป เป็นการปฏิวัติยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่จะหาสังคม ประเทศไหนไหนในโลกปฏิวัติได้งดงามเท่านี้ ไม่ได้อีกแล้ว แล้วพลเอกประยุทธ์ก็ใช้ สัปปุริสธรรม 7 ประการ ใช้มหาประเทส 4 คงไม่มีโอกาสขยายความธรรมะ 2 บทนี้ แต่ก็ขอพูดคลุมไปเลยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้คุณธรรมอันนั้นจริงๆ ทำให้เกิด sufficience คือความพอเหมาะพอดี หรือพอเพียงอย่างแท้จริงได้สัดส่วนอย่างแท้จริง จึงเรียกว่าใช้สัปปุริสธรรม 7 มหาประเทศ 4 อย่างครบพร้อม ถ้าคนเข้าใจสัปปุริสธรรม 7 ครบหลักการคือ องค์ประกอบการจัด คอมโพซิชั่นของมนุษยชาติแล้ว แล้วก็มีการประมาณมัตตัญญุตาได้อย่างพอเหมาะ ทำออกไปนั่นแหละเป็นสัดส่วนที่ทำได้และมีมหาประเทศ 4 มีหลักเกณฑ์อย่างจะเป็นกฎมณเฑียรบาล จะเป็นหลักเกณฑ์ของสังคม จะเป็นธรรมาภิบาล อะไรก็แล้วแต่ ครบพร้อมอะไรที่มีบัญญัติไว้ อะไรที่ห้ามอะไรที่อนุญาตอย่างมหาประเทศ 4 ก็มีพร้อมด้วยความถูกต้อง อะไรควรไม่ควรทำ ตามที่เห็นควรแล้วทำ ตามหลักมหาประเทศ 4 สิ่งเหล่านี้ทำเสร็จแล้วได้สัดส่วนที่เป็น sufficience คือได้พอเหมาะพอดี ที่เป็นสัดส่วน จึงเกิดคุณภาพของ ความพอเพียงจริงๆเลย มีความอดทนมีความอดกลั้นอย่างเก่งสุดยอด แข็ง ไม่ละลาย ไม่สลาย แน่นดี แล้วลงมือจัดการ มีภาวะ 2 อย่างเป็นปฏิภาค ทั้งส่วนตัวก็แน่นแข็งดี ถึงได้ปฏิวัติได้สวย แล้วก็จัดการออกไปได้อย่างเหมาะสม ทั้งนิ่มนวลทั้งดูแข็งๆ เพราะฉะนั้นเป็นการปฏิวัติที่ เด็ดขาดยิ่งใหญ่ที่สุด ในวันที่ปฏิวัติคือ 22 พฤษภาคม 2557 มีความนิ่มเบา แต่ทุกวันนี้แสดงออกดูรูปย่อยที่ทำแสดงออกอย่างไม่นิ่มอย่างนั้น มีภาวะที่แข็งแข็งมีเหลี่ยม เป็นหมัดฮุก หมัดตรง หมัด swing มีหมด ออกไปแต่ละหมัดแต่ละหมัดได้ประโยชน์ เป็นกัมมัญญตา เส้นทางการแสดงออก เป็นกรรมกิริยา Acting มีความพอเพียง มีความทนอดกลั้นแข็งแรง เป็นคุณสมบัติอีกด้านหนึ่ง ทั้งทั้งที่มีภาวะเต็มรอบเลย อะไรมีเลอะเทอะขยะเต็ม ทั้งภาวะและภาระเต็มรอบถล่มอัดลงไป แต่รักษาความอดกลั้น รักษาความอดทน Sufferance คือสามารถที่จะรับความอดทน รับสภาพที่แรงเป็นความกดดัน ก็สามารถทนความสาหัส เท่าที่มีอยู่นักหนานี่ได้ แล้วก็จัดการมีนัจจะ คีตะ วาทิตะ จะสามารถที่จะมีภาวะท่าทีลีลาการแสดงออก บางทีก็ดูอย่างนั้นอย่างนี้ อาตมาว่า สุดยอดของนัจจะ คีตะ วาทิตะ เท่าที่อาตมาเห็นมานายกฯ 29 คนของไทย เบอร์ 1 ที่จะไม่มีใครทำลายสถิติพฤติกรรมนายกที่ทำได้เท่านี้ ดีไม่ดีร้องเพลงให้ฟังด้วยบางครั้ง เอากับท่านสิ สมณะเดินดินว่า...สิ่งที่พ่อครูมอง บางทีสังคมก็มองแต่ภาพที่เขาน็อตหลุด พ่อครูว่า...ทุกอย่างมีทางลบและบวก อยู่ร่วมกันเป็นพลังงานที่ได้สัดส่วน เมื่อรวมกันเสร็จแล้ว ก็เป็นองค์รวมที่มีคุณค่า ที่พอเหมาะพอดีที่สุด sufficience แต่คนเข้าใจในรายละเอียดของคอมโพซิชั่นขององค์ประกอบไม่ได้ เป็นองค์รวมที่มีน้ำหนักออกไปเหมาะสมที่สุด เมื่อคนมองไม่ออกครบถ้วน องค์ประกอบรายละเอียดของมันที่ผสมส่วนกันดูไม่ออก ดูไม่เป็น ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ ก็ไม่รู้ในลักษณะออกไปแล้วกลายเป็น suffer ความทุกข์ไปเลย ความทนไม่ไหว ความทนไม่ได้ เดือดร้อนไปเลย มันไม่เกิดความพอเพียง sufficience sufferance ไม่มีน้ำหนักพอ ที่พยายามอธิบายดัดจริตใช้ภาษาฝรั่งมาประกอบ ก็ไม่ได้เป็นผู้ที่มีความรู้ในภาษาฝรั่งอะไรมากมาย แต่อาตมาเข้าใจและมั่นใจว่าไม่ได้พูดผิด เอาภาษาเหล่านี้มาประกอบการอธิบายอย่างเข้าใจ ยังเชื่อว่ามันเป็นประโยชน์ต่อผู้มีภาษา mother tongue เป็นภาษาพ่อภาษาแม่ ที่จะมีความเข้าใจละเอียด เค้าฟังแล้วจะเข้าใจ ที่อาตมาพูด อาตมาให้คะแนน a บวกสิบ สำหรับพลเอกประยุทธ์ ที่ดำเนินอะไรต่ออะไรมานี่ ใครจะมองไปในค่ารวมแล้วอาตมาให้คะแนน a บวกสิบ เป็นผู้ที่มีความสามารถ ขอท้าวความ เป็นผู้ที่ใช้ความอดทนอดกลั้น เป็นผบ.ทบ. มีอำนาจเต็มในอำนาจของประเทศ ใช้ความอดทนอดกลั้นยาวนานเลย สำหรับพล.อ.ประยุทธ์ นี่อดทนมาเรื่อยๆ เขาทำกันไป จะร้องประกาศเผาบ้านเผาเมืองทำอะไร ก็ที่จริงแล้วมันน่าจะลุแก่อำนาจจัดการในทุกระดับ แต่ก็อดทนไว้ในใจ สุดท้ายไม่ต้องใช้อาวุธ ไม่ต้องเสียเลือดเนื้ออะไรเลย ใช้คำเบาๆ เพราะๆ ประโยคเดียวยึดอำนาจประเทศได้เลย Best record ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการการเมืองของโลก ไม่มีใครจะมา Beat record นี้ได้ง่ายเลยขอยืนยันเลย เพราะฉะนั้น จึงเป็นคนที่มีพร้อม ทั้งความอดกลั้นความอดทน เหตุปัจจัยต่างๆ พยายามดูเวลา และพยายามใช้เวลาจนถึงวาระที่ดีที่สุด พร้อมก็เกิดขึ้น จัดการลงมือปฏิบัติได้อย่างงดงามที่สุด ตอนนี้ปฏิบัติงานทำงานไปก็ค่อยๆจัดการกันไป จะเรียกว่ากวาดล้าง กวาดอย่างนิ่มนวล เหมือนพวกเชนที่ใช้ไม้ปัด ปัดอย่างพวกเชน ไม่ได้ปัดอย่างรุนแรง ปัดทีละคนสองคน ไล่ไปทีละคนสองคนสามคน ขณะนี้ก็เหลืออยู่อีกก็หลายคนอยู่ ทีละคนสองคนก็ยังเหลืออีกหลายคนอยู่ รออีกสักนิดเถอะน่า ประชา พูนวิวัฒน์ พันตำรวจโทประชา พูนวิวัฒน์ ชื่อเรื่องของแก รออีกนิดเถอะน่า แล้วอาตมาก็ให้คะแนนพล.อ.ประยุทธ์นี้ว่า เป็นผู้ที่ใช้มาตรา 44 หรือรัฏฐาธิปัตย์ดาบอาญาสิทธิ์นี้ ที่เป็นประชาธิปไตยได้เยี่ยมยอดที่สุด ใช้ดาบอาญาสิทธิ์รัฏฐาธิปัตย์ของประเทศนี้ เป็นอำนาจเด็ดขาด ในแต่ละยุคแต่ละกาละที่จะเกิด แม้ตอนนี้รู้สึกว่าเกิดอยู่ในคนคนเดียวก็ตาม เยี่ยมที่สุดแล้ว เป็นประชาธิปไตยได้อย่างดีที่สุด สวยงามที่สุด เป็นความเป็นประชาธิปไตยที่นักรัฐศาสตร์ทั้งหลายต้องศึกษาประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เลือกตั้ง ซึ่งเป็นองค์ประกอบนิดเดียวของประชาธิปไตย ที่อาศัยประชาชนในระยะเวลาเดียว ลงคะแนนเสียงแล้วก็หมด อะไรที่จะประพฤติในความเป็นประชาธิปไตยมีอีกเยอะแยะ ก็เรียนมาหัวผุหัวพัง จบแล้วประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ใครก็เรียนจบอย่างนี้ ถ้าบอกว่าประชาธิปไตยคือ การเลือกตั้งอย่างเดียว จะไปยากอย่างไร เป็นความคิดที่แคบตื้นอะไรขนาดนั้น นี่คือคำวิจารณ์พวกที่บกพร่อง ออกหมัดตรงๆ ไม่เอี้ยวไม่โค้ง เป็นหมัดตรง ไม่ใช่หมัดโค้ง ไม่ใช่หมัด swing นี่หมัดตรงผสมอัพเปอร์คัท

มหาเถร...อุ้มธัมมชโย นั่งทับพระลิขิต? กวนน้ำให้ใส ...สารส้ม 10 ก.พ. 2559 การประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) อันมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานการประชุม พิจารณาหนังสือของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำหนังสือถึง มส. ลงวันที่ 8 ม.ค. ให้พิจารณาดำเนินการให้พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เจ้าอาวาสวัดต้องอาบัติปาราชิก เรื่องเงินและที่ดินวัดพระธรรมกาย ตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อปี 2542 โดยใช้เวลาประชุมกว่า 2 ชั่วโมง

นายชยพล พงษ์สีดา รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แถลงภายหลังการประชุม

จับความได้ว่า ภายใต้การปกครองคณะสงฆ์นับแต่ปี 2542 – ปัจจุบัน คณะสงฆ์ได้ดำเนินการกับกรณีของธัมมชโย ในประเด็นยักยอกทรัพย์นั้น อย่างไรบ้าง ดังนี้

1.กรณีที่มีนายสมพร เทพสิทธา และนายมานพ พลไพรินทร์ ยื่นคำร้อง คณะสงฆ์ได้ใช้ กฎ มส.ฉบับที่ 11 มอบหมายให้เจ้าคณะภาค 1 เป็นองค์ประธานในการพิจารณาเรื่องชั้นต้นไปดูแล ตอนแรกไม่รับ แต่หลังจากนั้น เจ้าคณะหนสั่งปลดเจ้าคณะภาค 1 ออก เพื่อจะดำเนินการสนองต่อพระลิขิต และก็ได้ตั้งเจ้าคณะภาค 1 ใหม่เข้ามาดำเนินการรับเรื่องที่นายสมพรและนายมานพฟ้อง

2.เมื่อมีการยื่นฟ้องอาญา เป็นคดีทางโลก ต่อกองปราบปราม คดีทางสงฆ์หยุดดำเนินการตั้งแต่ปี 2542

3.กระทั่งปี 2549 อัยการขอถอนฟ้อง คดีทางโลกยุติ เมื่อการดำเนินทางโลกยุติ ทางสงฆ์ก็ไม่ได้หยุดตาม เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีรูปใหม่ก็หยิบเรื่องมาพิจารณาต่อ นายมานพได้ถอนข้อกล่าวหาไปแล้ว พิจารณาคำฟ้องของนายสมพรรายเดียว โดยพิจารณาว่าไม่เป็นไปตามหลัก ทำให้คณะผู้พิจารณาไม่รับคำฟ้อง แต่เป็นคดีครุกาบัติ จึงไม่อยู่ในอำนาจของเจ้าคณะจังหวัดเพียงรูปเดียว นำเรื่องเสนอต่อเจ้าคณะภาคและรองเจ้าคณะภาคด้วย ซึ่งเห็นด้วยในการสั่งไม่รับฟ้อง ส่งหนังสือไปยังนายสมพร ไม่ได้อุทธรณ์ ดังนั้น คดีนี้จบตั้งแต่ชั้นต้น มส.ไม่ได้ลงไปพิจารณาด้วยตนเอง

4. คดีฟ้องนับว่าจบไปตั้งแต่ชั้นต้นแล้ว และการพิจารณาชั้นต้นก็ไม่ได้บอกว่าปาราชิกหรือไม่ แต่ท่านไม่รับข้อกล่าวหาไว้พิจารณา... จบข่าว

ทั้งหมดมีแค่นี้? ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปี ตั้งแต่เกิดเรื่องอื้อฉาว คณะสงฆ์ดำเนินการเท่านี้?

เนื้อข่าวปรากฏถ้อยแถลงที่เป็นเนื้อหาสาระแห่งการปฏิบัติ เท่านี้จริงๆ

1) ตกลงว่า ที่ผ่านมา 17 ปี มหาเถรสมาคมดำเนินการแต่เฉพาะเรื่องร้องของฆราวาส 2 คนเท่านั้นหรือ?

แล้วพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชที่ชี้ชัดว่าธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกแล้ว ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระ ปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสียให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา โดยทรงมีพระลิขิตถึง 6 ฉบับ ซึ่งพระลิขิตดังกล่าวก็ได้เสนอต่อมหาเถรสมาคมแล้ว ดังปรากฏมติมติมหาเถรสมาคม มติที่ 193/2542 ให้สนองพระดำริโดยตลอดให้ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม

ตกลงว่า มหาเถรสมาคมดำเนินการเฉพาะกรณีร้องเรียนของฆราวาส แล้วไม่ได้สนองตอบพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชที่เป็นองค์ประมุขแห่งคณะสงฆ์อย่างนั้นหรือ?

เพราะการสรุปสุดท้าย อ้างว่าเรื่องร้องยุติไปในชั้นต้น ไม่ถึงชั้นพิจารณาว่าธัมมชโยปาราชิกหรือไม่ เนื่องจากผู้ร้องที่เป็นฆราวาสไม่ยื่นอุทธรณ์ ก็แล้วพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชที่เป็นยิ่งกว่าคำร้องของฆราวาส ยังคงยืนยันอยู่เป็นหลักแน่น ประทับรับรองด้วยมติมหาเถรสมาคมเองอยู่ตรงนั้น ทำไมไม่ดำเนินการต่อไป?

มหาเถรหูอื้อ ตาบอด มัวเมา หรืออย่างไร?

โปรดตอบมา บัดเดี๋ยวนี้!

2) หนังสือที่ดีเอสไอส่งไปถึง มส. ลงวันที่ 8 ม.ค. ท้ายหนังสือระบุชัดเจนว่า จะต้องพิจารณาดำเนินการต่อไปใน 2 กรณี 1.การดำเนินการให้พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกตามลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ที่มีมติมหาเถรสมาคมรับรองให้ถือเป็นคำสั่งที่ชอบและจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วน ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2.การพิจารณาความผิดและการดำเนินการกับเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการตามข้อ 1

ชัดเจนว่า ดีเอสไอต้องการทราบว่า การดำเนินการให้พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกตามพระลิขิตไปอย่างไร? ดีเอสไอไม่ได้ถามเรื่องการดำเนินการตามเรื่องร้องของฆราวาส 2 คนนั้น

แต่เมื่อฟังจากที่มหาเถรประชุมวันก่อน สรุปก็คือ มหาเถรไม่ได้ทำอะไรตามพระลิขิต

ทำเฉพาะคำร้องของฆราวาส เมื่อฆราวาสไม่อุทธรณ์ จึงอ้างยุติเรื่อง

กระทั่ง 17 ปีผ่านไป มหาเถรก็ยังไม่เห็นทำอะไรตามพระลิขิตที่เป็นมากกว่าคำร้องของฆราวาส เพราะเมื่อคดีทางโลกยุติแล้ว คดีทางสงฆ์จะต้องเดินต่อตามพระลิขิตที่ไม่ได้ยุติเรื่อง

การไม่ยื่นอุทธรณ์ของฆราวาส ไม่ใช่เหตุที่มหาเถรจะละเว้น ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระลิขิต!

พูดง่ายๆ ว่า อย่างน้อยที่สุด มหาเถรที่ควรจะให้ค่ากับพระลิขิตของประมุขแห่งสงฆ์ เสมือนเป็นอีกหนึ่งผู้ร้องบ้าง มิใช่ทำเป็นมองไม่เห็นเสียอย่างนี้

3) ระยะเวลากว่า 17 ปี นับว่าเนิ่นช้า เกินปกติวิสัย

ส่อว่าจะเป็นการจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์แก่ธัมมชโย ให้สามารถครองจีวร อาศัยผ้าเหลืองประกอบกิจการ แสดงตนเป็นพระสงฆ์ เป็นเจ้าอาวาสวัดในพระพุทธศาสนา จัดการเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์เงินๆ ทองๆ มหาศาล ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปีที่ผ่านมา

ทั้งๆ ที่ น่าจะปาราชิกไปแล้วตั้งแต่กรณีเมื่อปี 2542 ก่อนจะยอมคืนทรัพย์แล้วอัยการถอนฟ้องเมื่อปี 2549

โดยหน่วยงานของรัฐตรวจสอบพบว่า พระธัมมชโยได้ใช้เงินของวัดพระธรรมกายไปซื้อที่ดินจากชาวบ้านกว่า 2 พันไร่ มาใส่ไว้ในชื่อของตนเองหรือคนใกล้ชิด แทนที่จะเป็นชื่อของวัด

ลองคิดง่ายๆ ถ้าผู้บริหาร อบต.เอาเงินของท้องถิ่นไปซื้อที่ดิน แต่ใส่ชื่อตนเองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ถูกทวงถามก็ไม่แก้ไข จะถือว่าโกงหรือไม่? ถ้าผู้บริหารบริษัทเอาเงินของบริษัทไปซื้อรถยนต์ แต่ใส่ชื่อตนเองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ถูกทวงถามก็ไม่แก้ไข จะถือว่าทุจริตหรือเปล่า?

ในประเด็นนี้ หนังสือดีเอสไอระบุแจ้งชัดไว้เลยว่า จากพยานหลักฐานทั้งในชั้นพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ ต่างมีพยานระบุยืนยันเจตนาการกระทำความผิดของพระธัมมชโยอย่างชัดเจน “...การที่จำเลยไม่ยินยอมมอบคืนที่ดินให้กับทางวัดโดยทันที ตามพระลิขิตของพระสังฆราช... แต่พระธัมมชโยยังกลับประวิงเวลา ไม่ยินยอมมอบคืนทรัพย์สินให้กับทางวัด กลับต่อสู้คดีทางศาลโดยคิดว่าจะชนะคดี การต่อสู้ในเรื่องนี้ใช้เวลาอย่างยาวนานถึง 7 ปี จำเลยรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ไม่มีหนทางใดที่จะชนะคดีได้ มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้พนักงานอัยการถือเอาเป็นสาเหตุในการขอถอนฟ้องคดีในเรื่องนี้ได้ จำเลยจึงยินยอมมอบคืนทรัพย์สินที่มีข้อพิพาทคืนให้กับทางวัด พนักงานอัยการจึงถือเอาเป็นเหตุในการขอถอนฟ้องดังกล่าวข้างต้น การกระทำเช่นนี้ของพระธัมมชโยกับพวก เป็นการกระทำที่มีเจตนาในการกระทำความผิด ไม่อาจทำให้การกระทำความผิดที่สำเร็จไปแล้ว กลับกลายมาเป็นไม่มีความผิดไปได้...”

พูดง่ายๆ ว่า แม้จะถอนฟ้องได้ แต่การกระทำอันเป็นเหตุแห่งปาราชิก ตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชนั้น ก็สำเร็จไปแล้ว เปรียบเทียบกับกรณีที่พระไปเสพเมถุนยามวิกาล แม้เสร็จกิจแล้วกลับวัด เลิกกามกิจแล้ว ก็ปาราชิกไปแล้ว หรือกรณีที่พระไปลักทรัพย์ แม้จะนำทรัพย์กลับมาคืน แต่ก็ปาราชิกไปแล้ว ไม่อาจหวนคืนเช่นกัน

เปรียบเหมือนใบไม้ที่หลุดจากต้นแล้วไม่อาจกลับคืนมาดังเดิมได้

อดีตเณรคำ อดีตพระยันตระ หรืออดีตพระสงฆ์ที่ปาราชิกไปแล้วทั้งหลาย ก็ล้วนอยู่บนบรรทัดฐานนี้

การถอนฟ้องธัมมชโย ในคดีอาญา ของอัยการยุครัฐบาลทักษิณ จึงไม่น่าจะช่วยถอนการปาราชิก ตามที่ปรากฏในพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชได้

4) งานนี้ ถ้ากฎหมายบ้านเมืองศักดิ์สิทธิ์ พุทธบริษัท 4 เอาจริง หากจีวรไม่ปลิว ก็คงมีคนติดคุก

และคงไม่ได้มีรายเดียวแน่ๆ

สารส้ม

สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน ว่าด้วย กรณีธัมมชโยปาราชิก [79] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขา คิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปซึ่งเคยเห็นกันเคยคบหากันมา ทำกุฎีมุงบังด้วยหญ้า ณ เชิงภูเขาอิสิคิลิแล้วอยู่จำพรรษา แม้ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร ก็ได้ทำกุฎีมุงบังด้วยหญ้าแล้วอยู่จำพรรษา ครั้นภิกษุเหล่านั้นจำพรรษาโดยล่วงไตรมาสแล้ว ได้รื้อกุฎีมุงด้วยหญ้า เก็บหญ้าและตัวไม้ไว้ แล้วหลีกไปสู่จาริกในชนบท ส่วนท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร อยู่ ณ ที่นั้นเอง ตลอดฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน ขณะเมื่อท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร เข้าไปบ้านเพื่อบิณฑบาต คนหาบหญ้า คนหาฟืน ได้รื้อกุฎีบังด้วยหญ้าเสีย แล้วขนหญ้าและตัวไม้ไป.แม้ครั้งที่สอง ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร ได้เที่ยวหาหญ้า …..แม้ครั้งที่สาม… จากนั้นพระธนิยะก็ได้ไปเอาไม้จากโรงไม้ของหลวง...ถูกโจทย์ท้วง พระพุทธเจ้าก็เลยบัญญัติให้เป็นทุติยปาราชิกว่า พระปฐมบัญญัติ อนึ่ง ภิกษุใด ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย พระราชาทั้งหลาย จับโจรได้แล้วพึงประหารเสียบ้าง จองจำไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยบริภาษว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้ ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้ว แก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.

ต่อมามีอนุบัญญัติมาอีก พระอนุบัญญัติ ก. อนึ่ง ภิกษุใด ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี พระราชาทั้งหลายจับโจรได้แล้ว ประหารเสียบ้าง จองจำไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยบริภาษว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย ดังนี้ ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใดภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้.

และมีตัวอย่างอีกว่า บทภาชนีย์ มาติกา [90] ทรัพย์อยู่ในดิน ทรัพย์ตั้งอยู่บนดินทรัพย์ลอยอยู่ในอากาศ ทรัพย์ตั้งอยู่ในที่แจ้งทรัพย์ตั้งอยู่ในน้ำ เรือ และทรัพย์อยู่ในเรือยาน และทรัพย์อยู่ในยาน ทรัพย์ที่ตนนำไปสวน และทรัพย์อยู่ในสวน ทรัพย์อยู่ในวัด นา และทรัพย์อยู่ในนา พื้นที่และทรัพย์อยู่ในพื้นที่ทรัพย์อยู่ในบ้าน ป่า และทรัพย์อยู่ในป่าน้ำ ไม้ชำระฟัน ต้นไม้เจ้าป่า ทรัพย์ที่มีผู้นำไปทรัพย์ที่เขาฝากไว้ ด่านภาษี สัตว์มีชีวิตสัตว์ไม่มีเท้า สัตว์สองเท้า สัตว์สี่เท้า สัตว์มีเท้ามากภิกษุผู้สั่ง ภิกษุผู้รับของฝาก การชักชวนกันไปลักการนัดหมาย การทำนิมิต.

ภุมมัฏฐวิภาค [91] ที่ชื่อว่า ทรัพย์อยู่ในแผ่นดิน ได้แก่ทรัพย์ที่ฝังกลบไว้ในแผ่นดิน. ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์อยู่ในแผ่นดิน เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ตามแสวงหาจอบหรือตะกร้าก็ตาม เดินไปก็ตาม ต้องอาบัติทุกกฏ ตัดไม้หรือเถาวัลย์ ซึ่งเกิดอยู่ในที่นั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ขุดก็ตาม คุ้ยก็ตาม โกยขึ้นก็ตามซึ่งดินร่วนต้องอาบัติทุกกฏ จับต้องหม้อ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำหม้อให้ไหวต้องอาบัติถุลลัจจัย ทำหม้อให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก.ภิกษุมีไถยจิต หย่อนภาชนะของตนลงไป ถูกต้องทรัพย์ควรแก่ค่า 5 มาสก หรือเกินกว่า 5 มาสก ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย กระทำให้ทรัพย์อยู่ในภาชนะของตนก็ตาม ตัดขาดด้วยกำมือก็ตามต้องอาบัติปาราชิก. พ่อครูว่า... พระบัญญัติของพระพุทธเจ้าละเอียดมากเลย ยกตัวอย่างลูกท้ออินเดียอันนี้ คุณเริ่มต้นด้วยของนี้ไม่ใช่ของๆเรา คุณไปแตะเข้า อาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ถ้าจับแล้วเคลื่อนที่ปุ๊ปก็ปาราชิกเลย นี่แผ่นดินมันยกไม่ได้ก็ใช้โฉนด ใส่ชื่อตนเองเอาไปหอบไว้ 7 ปี ธัมมี่นะจ๊ะตามสำนวนคนอื่นเขา ปาราชิกไหม ภิกษุมีไถยจิต จับต้องทรัพย์ที่เขาร้อยด้ายก็ดี สังวาลก็ดี สร้อยคอก็ดีเข็มขัดก็ดี ผ้าสาฎกก็ดี ผ้าโพกก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหวต้องอาบัติถุลลัจจัย จับที่สุดยกขึ้น ต้องอาบัติถุลลัจจัย ดึงครูดออกไป ต้องอาบัติถุลลัจจัยให้พ้นปากหม้อ โดยที่สุดแม้ชั่วเส้นผม ต้องอาบัติปาราชิก. ภิกษุมีไถยจิต ดื่มเนยใสก็ดี น้ำมันก็ดี น้ำผึ้งก็ดี น้ำอ้อยก็ดี ควรแก่ค่า 5 มาสก หรือเกินกว่า 5 มาสก ด้วยประโยคอันเดียว ต้องอาบัติปาราชิก ทำลายเสียก็ดี ทำให้หกล้นก็ดี เผาเสียก็ดี ทำให้บริโภคไม่ได้ก็ดีในที่นั้นเอง ต้องอาบัติทุกกฏ มีอีกหลายตัวอย่างในพระไตรปิฎก

ต่อไปเป็นบทความของคุณเปลวสีเงิน วันที่ 12 ชื่อเรื่อง ข้อเท็จ ข้อจริง คดีธัมมชโย "ธัมมชโย ไม่ผิด-ไม่ปาราชิก-เรื่องยุติแล้ว จะไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอะไรกันอีก" นี่คือ "มติมหาเถรสมาคม" เมื่อวาน (10 กุมภา 59)! โดยสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ซึ่งเป็นวัดพี่-วัดน้องกับวัดพระธรรมกาย ทำหน้าที่ประธาน การประชุมครั้งนี้ มส.เห็นชอบในร่างหนังสือตอบกลับ DSI ที่เคยถามเรื่องนี้ด้วย ท่านหาอ่านได้จากข่าว ส่วนวันนี้ ผมจะนำข้อความที่คุณ Pat Hemasuk เคยโพสต์ Facebook ไว้เมื่อ กุมภา 58 มาให้อ่านกัน แล้วท่านจะทราบว่า คำตอบมหาเถรฯ กับสำนักพุทธ นั้น "เท็จ-จริง" คืออะไร ใช่อย่างที่ตอบ DSI หรือไม่ ขอรวบรัดให้อ่านที่คุณ Pat Hemasuk เคยโพสต์ไว้เลย "สมเด็จพระมหาธีราจารย์" วัดชนะสงคราม เมื่อครั้งเป็นคณะใหญ่หนกลาง ท่านมีความเที่ยงตรง ผิดก็ว่าผิด-ถูกก็ว่าถูก สิ่งที่ผมคิดถึงคือ ย้อนหลังไปเมื่อ 14 ปีก่อน ที่สมเด็จฯ ท่านต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกรณีธรรมกาย เวลานั้น ผมยังวิ่งเข้า-วิ่งออกวัดชนะฯ อยู่ไม่ต่างกับเวลานี้ แม้ผมจะยุ่งอย่างไร ก็ต้องพาพ่อของผมเข้าวัดชนะฯอยู่ดี เมื่อท่านออกปาก เพราะท่านจะเข้าไปคุยเฮฮากับท่านเจ้าคุณสอง-สามรูป ที่เป็นเพื่อนสมัยบวชด้วยกันตอนวัยหนุ่ม แล้วก็ต้องไปกราบสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ที่เมตตาทุกคนในบ้านผมตั้งแต่ทวดลงมา นับแต่สมัยที่สมเด็จฯ ยังเป็นพระมหาเปรียญหนุ่ม เรื่องนี้ ขึ้นมายุ่งกับสมเด็จฯ ตรงที่คดีธรรมกาย ถูกโยนถึงมือท่านแบบที่ท่านก็คาดไม่ถึง โดยที่ ทั้งเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค ต่างเอนเอียง เข้าข้างธรรมกาย ไม่รับคดีขึ้นฟ้อง และดึงเรื่องแบบสุดความสามารถ จนรัฐมนตรีศึกษาที่ดูแลกรมศาสนาเวลานั้น รวบรัดว่า เรื่องนี้ ต้องถึงมหาเถรฯ เสียแล้ว และต่อมาเรื่องนี้ก็ตกมาถึงมือสมเด็จอุปัชฌายาจารย์ของผมจนได้ ผมจะปูพื้นเรื่องก่อน เพื่อให้คนไม่รู้-ได้รู้ เพราะในอนาคตถ้าหมดคนรุ่นผมไปแล้ว หลักฐานปฐมภูมิจะหมดไป ในเวลานั้น มีคดีฟ้องของ "คุณมานพ พลไพรินทร์" ผู้เชี

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน