590203_พุทธศาสนาตามภูมิ อัมพัฏฐสูตร ตอน ๓.docx
เนื้อหาในไฟล์
590203_พุทธศาสนาตามภูมิ อัมพัฏฐสูตร ตอน 3
พ่อครูว่า ...วันนี้ วันพุธที่ 3 ธันวาคม 2559 แรม 11 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะแม ที่ บวร ราชธานีอโศก
สื่อธรรมะพ่อครู(อาหารของวิชชา) ตอน ฟังธรรมด้วยดีย่อมเกิดปัญญา เราก็ได้พยายามศึกษากัน ผู้ตั้งใจศึกษาใส่ใจศึกษา ดี ผู้ไม่ตั้งใจศึกษา ไม่ดี เป็น ธรรมดา ขออนุโมทนากับผู้ที่ตั้งใจศึกษา ว.นบ. กลุ่มของคนที่ตั้งใจศึกษา จะลาออกเมื่อไหร่ก็ได้ จะเข้ามาเรียนเมื่อไหร่ ก็ได้ไม่เสียเงินสักบาท ตอนที่ฟังแล้วรู้สึกคึกคักก็มารวมตัวกัน พอมาถึงวันนี้แล้วก็ชักโรยรา มาบ้างไม่มาบ้างจริงๆแล้วไม่มีสัก บั้งเล ย หายไป ก็เลยว่าทำไมอาตมาสนุกอยู่คนเดียว มันมีธรรมรส ยิ่งอ่านยิ่งเห็นความลึกซึ้งของพระไตรปิฎก แต่ละคำความที่หยิบขึ้นมาขยายความยิ่งเห็นความลึกซึ้งชัดเจน ดีขึ้นด้วย เราเข้าใจแล้วว่าเรามาเอาธรรมะชีวิตนี้ แต่หลายคนก็ไม่เอาใจใส่ อาตมาไม่อยากจะบอกว่า เป็นผู้รู้ที่จะพาพวกคุณบรรลุอรหันต์ได้จริง ไม่อยากจะพูด แต่อาตมาเชื่อมั่นว่าเป็นเช่นนั้นจริง แต่พวกเราก็โรยราลง อันนี้ก็เข้าใจ จิตของเราบางทีก็เซ็งเบื่อหน่าย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การฟังธรรม แม้เราไม่อยากฟังก็ต้องตั้งใจฟัง ฟัง ด้วยดีย่อมเกิดปัญญา "สุสสูสัง ละภะเต ปัญญัง" ฟังธรรมด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ฟังธรรมแล้วได้ปัญญา ได้ความรู้ขึ้นมา อาตมาไม่ได้พูดเอาเองนะ "สุสสูสัง ละภะเต ปัญญัง" ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้า อาตมาว่าไม่เสียหลายเลยถ้าได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษเสมอ อาตมาไม่ต้องพูดหรอกว่าอาตมาเป็นสัตบุรุษ จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็แล้วแต่ใคร อาตมาไม่ต้องพูด เปิดตัวจนล่อนจ้อนหมดแล้ว ไม่เหลืออะไรเลย เปิดตัวเองหมดแล้ว ที่พูดนี้ก็เพื่อเตือนสติ พูดให้รู้สึก ใครได้ฟังจะรู้สึก ถ้าใครไม่ได้ฟังก็น่าสงสาร อาตมาพู
อ่านต่อ
ดย้ำซ้ำ เตือนให้ ก็ไม่ได้ยินด้วย ไม่ได้ใส่ใจมาฟังด้วย บางคนไม่ได้มา ไม่ได้ฟัง ก็ยังไปตามฟังรีรัน ก็พอทำเนา แต่บางคนก็ไม่เอาถ่าน ขี้เถ้าก็ไม่เอา ไม่รู้จะเอาอะไร ถ่านก็ไม่เอา ขี้เถาก็ไม่เอา แล้วมันจะมีไฟหรือ ก็เตือนติงไป พวกเราน่าจะเห็นโอกาสดี อาตมายังมีชีวิต ขยันหมั่นเพียร ขยันอุตสาหะ ที่จะสอนพวกเรา อาตมาว่า อาตมาไม่ได้ทำเล่นๆ ทุกคราวที่มีการบรรยายธรรม ตั้งใจพากเพียร ที่จะบรรยายให้ละเอียด ให้ลึกซึ้ง ให้พาคุณบรรลุอรหันต์ เดี๋ยวนี้ให้ได้ แหมแต่มันก็ไม่ได้ มันไม่เก่ง ไม่รู้จะทำอย่างไร ยังไม่เก่ง ตัวเองยังไม่เก่ง มันเป็นโอกาสนะ อาตมาก็ยังพากเพียรให้พวกเราอยู่ ตั้งใจให้ละเอียดลึกซึ้งพาคุณบรรลุอรหันต์ให้ได้เดี๋ยวนี้เลย แต่ไม่เก่ง พวกปัจฉาฯ คงฟังอาตมาจนรำคาญว่า ไม่เก่ง แก้แล้วแก้อีก มันช้า มันไม่ค่อยเร็ว ถูกต้องคมชัดจบ มันไม่เลย ต้องทวนทำซ้ำซาก วนเวียน ใช้เวลาไม่เสร็จสักที ก็เลยบ่น แล้วมันก็ไม่เก่งจริงๆ
สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอน ไม่เข้าใจกาย หมดทางบรรลุธรรม มาต่อในอัมพัฏฐสูตร ถึงตอนที่พระพุทธเจ้าไล่เรียงต้นตระกูลของ อัมพัฏฐะ พระพุทธเจ้ารู้ไ ด้ครบยิ่งกว่า อัมพัฏฐะก็เลยพูดไม่ออก เถียงไม่ได้ ก็ยอมพระพุทธเจ้า สุดท้ายก็บอกว่า พระพุทธเจ้าสรุปชัดๆในความหมายของกษัตริย์กับพราหมณ์ ซึ่งกษัตริย์กับพราหมณ์จะผลัดกันฉลาด เช่น ยุคนี้เป็นต้น พราหมณ์หรือสมณะนักบวชไม่ฉลาด ไม่มีภูมิธรรมอาริยะ แต่กษัตริย์มีภูมิธรรมอาริยะ เช่น ของไทยนี่แหละ สมณะภิกษุในศาสนาไม่มี ยกเว้นอาตมาไว้นะ ในกระแสหลักไม่มี สู้กษัตริย์พระองค์นี้ไม่ได้ ที่ท่านมีพุทธธรรมอาริยะ ไม่ได้พูดข่ม แต่พูดสัจจะวิชาการ "กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร ท่าน ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่เทวดาและมนุษย์ " พระพุทธเจ้าท่าน ว่า ถ้าจะพูดถึงเรื่องวิชชาจรณะ จะไม่พูดถึงเปลือก แต่เอาเนื้อแท้ของวิชชาจรณะ คำว่า เทวดากับมนุษย์ หมายถึง จิต เจตสิก รูป นิพพาน คือ จิต มโน วิญญาณ พระพุทธเจ้าตรัสเรื่อง มนุษย์ชมพู ทวีป มนุษย์อุตรกุรุทวีป เทวดาดาวดึงส์ คนที่ไม่เข้าใจ คำว่ากาย ความหมายถึง จิตมโนวิญญาณ เขาก็จะไปเห็นกายของเทวดาเป็นรูปร่าง เป็นตัวตนลอยไปลอยมา เหมือนอย่างอาจารย์มั่นบอกว่ามีฌานสูง แล้วเข้าฌานไปสอนเทวดา เทวดาก็ลอยมาจากต่างประเทศ ไม่เห็นกายอย่างที่พระพุทธเจ้าบอกว่า กาย คือมโน คือวิญญาณ คือจิต เป็นความเสื่อมของความรู้ของศาสนาพุทธเรื่องของคำว่ากาย กลายเป็นวัตถุดินน้ำไฟลม เทวดา คือจิต มนุษย์ คือจิตสูง จิตเจริญ ชมพูทวีป ก็ไปหมายถึงตัวตนเราเขา อยู่ในแคว้นอินเดีย อาตมาบอกว่าชมพูทวีปตอนนี้อยู่ในไทย คนก็หาว่าอวดดี พูดเกินพระพุทธเจ้า คนเข้าใจไม่ได้ ก็ตอนนี้มีชาวอโศกที่เข้าใจเรื่องกาย แล้วเป็น มนุษย์อุตรกุรุทวีป ได้ มี สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส สุรภาโว คือองคาพยพทั้งหมดอาการ 32 แข็งแรง พร้อมสัญญา และใจ มีสติที่เป็นสัมโพชฌงค์ รู้จักอาการจิตเจตสิก ที่ทำให้เป็นมนุษย์อเวจี มนุสเปโต ก็แก้ไขให้เป็น มนุสโส เป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีปได้ ก็แก้ เพราะเข้าใจกายเป็นสัมมาทิฏฐิ ขณะนี้ คำว่า กาย คำเดียวขวางทางนิพพานในการปฏิบัติธรรมทั้งหมด อาจารย์ที่เก่งในประเทศไทยที่หลงกันว่าเป็นอรหันต์ ก็เข้าใจคำว่ากายนี้ไม่ได้ ว่ากายนี้คือ อาการของ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นอาการของกลุ่มของจิต ของสังขารทั้งหลาย แม้แต่ กายสังขาร คือ การปรุงแต่งทั้งนอกและใน กายสังขารก็ เน้นที่จิต เวลาปฏิบัติอานาปานสติ ทำกายสังขารนี้ให้สงบ ปัสสัมภยังกายสังขารัง ก็ไปเข้าใจว่า กายเป็นภายนอก ก็ไปนั่งสมาธิอย่าให้กระดุกกระดิก เป็นกายสังขารสงบ ก็ผิดถนัด จะปฏิบัติสติปัฏฐาน รู้กายวิญญัติ ก็เอาแค่เป็นรูปร่างภายนอกเท่านั้น อย่างอาตมาแสดงออกนี้เป็นท่าที ลีลา นัจจะ คีตะ วาทิตะ เพื่อสื่อให้เห็นจิต ไม่ใช่ให้รู้แค่ร่างนอก อาตมาจึงไม่สนใจว่าจะเป็นอย่างไรภายนอกนัก แต่ให้คุณเข้าใจได้ก็แล้วกัน ทั้งสามสภาพภายนอกให้สื่อถึงภายใน ผู้เข้าใจกายวิญญัติแล้ว ใช้เป็นประโยชน์ แต่ถ้าเข้าใจว่ากายวิญญัติเป็นแค่ภายนอกเท่านั้นไม่มีนามมาเกี่ยวก็ผิดเลย ทั้งหมดภายนอกคือ มีใจเป็นประธาน มโนเป็นประธานทั้งนั้น ยิ่งคำว่า กายกลิ แปลว่า องค์ประชุมที่ก่อโทษภัยในจิต ก็คือตัวกิเลสแท้ แต่ไม่รู้จักเพราะไม่เข้าใจคำว่ากาย จะมีมือไม้ขาแข้งเป็นกิเลสได้อย่างไร ก็ไม่ไปอ่านอาการของกายกลิ คือองค์ประชุมที่เป็นโทษในจิตมโนวิญญาณ ทั้งที่ในพจนานุกรมบาลีบอกว่า กาย คือ กองของ เวทนา สัญญาสังขาร แต่เวลาปฏิบัติกายในกายก็ไม่เกี่ยวกับจิตเลย ตัดจิตเลย ก็หมดสิ้นทางเลย ที่จะบรรลุธรรม แค่นี้น่ะ เพราะเข้าใจรูปนามผิด กำหนดผิด กำหนดรู้กายที่ควรเข้าถึงจิตแต่ว่าไปกำหนดแค่ภายนอกก็หมด จะทำกายอภิสังขาร เป็นกายสังขารก็ไปพิจารณาให้ร่างอยู่นิ่งเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เท่านั้น จริงว่าข้างนอกต้องสุจริตก่อน แต่ เนื้อแท้ต้องหาข้างใน แม้ที่สุด จิตท่านบริสุทธิ์แล้ว แต่อาการข้างนอกมันดูหยาบ แต่จิตอาตมาบริสุทธิ์ แต่ให้จิตเป็นจริงให้ได้ก็แล้วกัน อรหันต์ ทุกองค์ หยุดจิต ไม่ปรุงได้ ไม่สังขารต่อ หยุดเฉยวางได้ อรหันต์ทุกองค์ต้องทำได้ ทำไม่ได้ไม่ใช่อรหันต์ แต่ถ้าหยุดอย่างสมถะกดข่มได้ ไม่ใช่อรหันต์ เขาอาจทำเก่งได้ ทั้งเร็วและนานด้วย แต่ไม่ใช่การบรรลุธรรม อย่างฤาษีนี้เก่งทำได้ แต่ไม่ใช่อรหันต์ ไม่ใช่พลังปัญญาที่ทำให้หยุดระงับ ทำให้เกิด เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา เขาทำได้แต่เข้าไปหยุดสะกดจิตหยุด แต่ของพระพุทธเจ้าออกมาเห็นแจ้งทุกอย่าง แล้วกิเลสหลุดด้วยไฟฌาน มีพลังปัญญาสลายได้ นี่คือแนวลึก เพราะฉะนั้นพอบอกว่ามนุษย์เทวดาดาวดึงส์ ก็ไปคิดถึงเทวดาลอยฟ่อง จะไม่เห็นอาการ ลิงค นิมิต อุเทศเลย เพราะเข้าใจกายไม่ได้ เห็นเทวดาเป็นรูปร่าง ไม่ใช่เห็นอาการของนามธรรม อาการของจิตที่เจริญ อาการของจิตที่ไม่มีกิเลส ก็ไม่ได้อ่านศึกษาตรงนี้ แต่ศึกษาตื้นๆ เพราะเข้าใจไม่หมดไม่ครบ จึงอ่านผิด อ่านกายเข้าไปถึงจิตเจตสิกแท้ๆไม่ได้ เพราะค้างที่กาย ไม่ทะลุคำว่ากาย ไม่เข้าถึงจิต เพราะเข้าใจผิด กายนี่ลึก มีแต่จิตไม่คำนึงถึงร่างภายนอกได้เลย แต่คำว่ากายนี้ จะต้องเรียนจากข้างนอกไปก่อน ข้างนอกต้องบรรลุก่อนแล้วจะเข้าถึงจิตภายใน เช่น บรรลุกามภพ ก็ไม่ต้องทำอีกในภายนอก มีแต่เข้าหารูป หาอรูป ไม่ใช่รูปร่าง แต่เป็นอาการ เข้าใจสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้ก็สิ้นทางบรรลุสูงสุด อาจได้ผิวเผินเล็กน้อย ราคะโทสะโมหะบางอย่างระงับได้ ถึงอาสวะบ้างอย่าง แต่ไม่ถึงวิโมกข์ วิโมกข์ 8 เขาอธิบายกันหมายถึงนั่งสมาธิไปหมด แต่ที่จริงไม่ได้นั่งหลับตานะ ถ้าเข้าใจว่ากายคือภายนอก ก็สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ถ้าไปเข้าใจว่ากายที่พระพุทธเจ้าว่า ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วคุณเข้าใจว่ากายคือภายนอก ดังนั้น ฌาน สมาธิคุณต้องสัมผัสภายนอกด้วยสิ แต่เขาก็ไปนั่งสมาธิทำวิโมกข์ เราจะรู้ว่าเราเป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ได้ ก็ต้องอ่านอาการลิงค นิมิต อุเทศได้ ปฏิบัติไปตามลำดับ อ่านพฤติของกาย คือองค์ประชุมออก ถ้าองค์ประชุมภายนอก มีนัจจะ คีตะ วาทิตะครบ แต่ไม่ทิ้งใจเลย มีใจประกอบ เป็นประธานด้วย กำหนดท่าทางลีลา องค์ประกอบดินน้ำไฟลมทั้งหมด มีสุ้มเสียงสำเนียงภาษาครบ เรียกว่า กายวิญญัติ แต่ถ้าเป็นพระบางองค์ขยับแต่ปากก็ได้ แต่ว่าส่วนใหญ่ไม่ใช่ จะเรียกว่าสื่อให้รู้แต่เสียงกับคำพูดภาษา นั่นคือ วจีวิญญัติ คือสื่อจากใจถึงใจ ใจสั่งให้ร่างพูด เพื่อให้เข้าไปรู้ถึงใจ ไม่ใช่รู้แค่ภาษาสำเนียง มีนัจจะ คีตะด้วย เป็น ปฏิฆสัมผัสโส ให้ไปรู้นาม องค์ประชุมของนาม ไม่ใช่แค่รูป ใครฟังธรรมอาตมาแล้วเข้าถึงนามธรรมของตนเองได้ก็เจริญ พูดถึงกายทีไร ถึงจิตมโนวิญญาณทุกที นั่นถูกตามพระพุทธเจ้าว่าแล้ว ต้องปฏิบัติได้จริงด้วยไม่ใช่ได้แค่ภาษา จะรู้จักเทวดา มาร พรหม ว่าคือเรื่องจิต มโน วิญญาณ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ เป็นนามกายได้ นามนั้นถือว่าเป็นรูปได้
สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอน วิชชาจรณะ จะไม่อ้างชาติหรือโคตร วิชชาจ รณสัมปทา อัมพัฏฐมาณพทูลถามว่า จรณะเป็นไฉน วิชชาเป็นไฉน? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติ อันเป็นคุณยอดเยี่ยม เขาไม่พูดอ้างชาติอ้างโคตรหรืออ้างมานะว่า ท่านควรแก่เรา หรือท่านไม่ควรแก่เรา อาวาหมงคล วิวาหมงคล หรืออาวาหวิวาหมงคล มีในที่ใด ในที่นั้นเขาจึงจะพูดอ้างชาติบ้างอ้างโคตรบ้าง หรืออ้างมานะบ้างว่า ท่านควรแก่เรา หรือท่านไม่ควรแก่เรา ชนเหล่าใดยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ หรือยังเกี่ยวข้องด้วยอาวาหวิวาหมงคล ชนเหล่านั้น ชื่อว่ายังห่างไกลจากวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม การทำให้แจ้งซึ่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติ อันเป็นคุณยอดเยี่ยมย่อมมีได้ เพราะละการเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ ความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร ความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ และความเกี่ยวข้องด้วยอาวาหวิวาหมงคล อัมพัฏฐมาณพทูลถามซ้ำว่า จรณะเป็นไฉน วิชชาเป็นไฉนเล่า? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบย้ำว่า พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดเฉพาะในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในพระตถาคต เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นตระหนักว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์ให้บริสุทธิ์ โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยต่อมาเขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วสำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรมวจีกรรมที่เป็นกุศล มีอาชีพบริสุทธิ์ถึงพร้อมด้วยศีลคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ (ที.สี. 9/อัมพัฏฐสูตร/162-163/92-93)
พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ที่อุบัติขึ้นในโลกถือว่า เป็น ธัมมสามี คือเจ้าของธรรมะ พระพุทธเจ้าองค์ก่อนก็ปรินิพพานไปแล้ว ปัจจุบันก็มีแต่พระพุทธเจ้าองปัจจุบันเท่านั้น อาตมายังไม่ใช่เจ้าของธรรมะ อาตมาแสดงแต่วิชชาจรณะ แต่คนไม่มาฟังนี้คือ คนมีมานะ แม้คนเล็กคนน้อยก็มีมานะ ไม่ต้องพูดถึงคนใหญ่โตเลย ฆราวาสคับแคบ นั้น คือคุณไปหลงแต่ก้อนทองก้อนเพชรก้อนขี้ ไปอยู่แต่ตรงนั้นนั่นคือ ฆราวาส พวกวงฆราวาสคือ พวกอยู่กับก้อนขี้ อยู่กับก้อนเงิน ก้อนทอง ก้อนทรัพย์สินนี่แหละ อะไรที่มันเริ่มมารวมกัน ถ้า 0 กับ 1 มันมีส่วนสองอยู่ ไม่จับกัน แต่ถ้าจับกันเป็น 1 ก็คือ ฆ เป็นคณะ เอารากศัพท์บาลีมาจับให้ฟัง ฆราวาสคับแคบ คือไปวุ่นวายกับทรัพย์สินเงินทองก้อนกิเลส ก็ต้องออกมาบวช เป็นทางโปร่งกว่า ผู้ใดมาสู่ชุมชนอโศก ทุกแห่งยินดีต้องรับ ที่นี่เป็นทางบรรพชา แม้คุณไม่มาปลมผม ไม่มาปฏิญาณเป็นนักบวช ก็ถือไปตามลำดับ สมาทานไปตามลำดับ ปฏิบัติจริงจังเลย ทำให้เกิดวิมุติให้ได้ หลักปฏิบัติคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ทำให้วิมุติให้ได้ ที่นี่เป็นทางโปร่ง วนบ.ทั้งหลายคือ ผู้บรรพชา คือ กำลังเอากิเลสออก ไม่ต้องติดยึดรูปร่างภายนอก ปฏิบัติวิชชาจรณะ คนที่จะไปวุ่นวายทางเคหะ ฆ คือจะบริสุทธิ์ดุจสังข์ขัดส่วนเดียวไม่ได้ มาทางนี้ เบาว่าง ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ ถ้าเป็นรูปธรรม ก็มาปลงผมปลงหนวดเลย มีคุณผึ้ง พิมพ์เพชรรุ้ง ตัดผมสั้นฉลองปีใหม่เลย ผู้หญิงนี้อิรุงตุงนังเรื่องพวกนี้ สิงโตตัวเมีย ไม่มีขนมาก มาเป็นคนก็ยังติดยึด ผู้ชายนี่ถ้าไว้ผมก็ดำขลับกว่าผู้หญิงเลย ก็เลยปล่อยให้ผู้หญิงเขารักผมไป กุศล คือ ความดีตามสมมุติสัจจะ กายกับวาจา ไม่ใช่บุญ กายกับวาจาคือกุศล ถ้าถึง ใจละกิเลส ได้เมื่อไหร่ จึงเกิดบุญ ถ้าไม่ชำระจิตสันดานตนจากกิเลสไม่ใช่บุญ และการอยู่กับหมู่มิตรดีสหายดี จึงจะทำความวิเวกได้
พระอุบาลีปรารถนาจะไปอยู่ป่า และราวป่าอันสงัด พระพุทธองค์ตรัสว่า ป่าและราวป่าอันสงัดอยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน เปรียบเหมือนกระต่ายหรือเสือปลาลงสู่ห้วงน้ำใหญ่ หวังจะเอาอย่างช้างใหญ่สูง 7 ศอก หรือ 7 ศอกกึ่ง กระต่ายหรือเสือปลานั้น จำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง หรือจักลอยขึ้น (พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 99) อุปสัมบันคือ ผู้ที่อาตมาว่าไม่ใช่แค่ออกบวช แต่หมายเอาภูมิธรรม แต่ท่านประยุทธ์ ปยุตโต ว่าต้องเป็นผู้บวชเท่านั้น ถึงเป็นอุปสัมบัน
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน จุลศีลข้อ1-6 จุลศีล ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงใน พรหมชาลสูตร มีดังต่อไปนี้ พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางสาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ พ่อครูว่า...อาตมาพาพวกเรามาเลิกกินเนื้อสัตว์ จิตหิริโอตตัปปะของคุณจะเกิดจริงๆ เห็นสัตว์ตกโถส้วมก็ยังช่วยมันเลย ดีไม่ดีรีบเอามือจ้วงช่วยเลย แต่ก่อนนี้มีแต่ราดน้ำซ้ำอีก อำมหิตน่าดูเลย พอมาเลิกกินเนื้อสัตว์คุณจะเกิดจิตหิริโอตตัปปะเลย จะเกิดความเอ็นดูกรุณาสัตว์ ผู้เกิดร่วมสังสารวัฏ
พระสมณโคดม ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่ เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นคนสะอาดอยู่ พ่อครูว่า...ถ้าจะรับก็รับแต่ของที่เขาให้ แม้อดข้าวมาสามเดือน ก็ต้องทำใจ ถ้าเขาไม่ให้ คือต้องการแต่ของที่เขาให้ ต้องการข้าวมากินเหลือเกิน เขาให้ก็อนุโมทนา ต้องถาม อ.ประมวล ที่มียายทำข้าวกับแกงเผ็ดมาให้ อ.ประมวลซาบซึ้งมากกับคำว่าต้องการแต่ของที่เขาให้ ถ้าเขาไม่ให้อย่าไปเอาของเขา
พระสมณโคดม ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกลเว้นจากเมถุน ซึ่งเป็นเรื่องของชาวบ้าน พ่อครูว่า...เราก็ทำการเสียสละ แล้วไม่ต้องจดจำเป็นบุญคุณ สิ่งที่เราทำออกไปมีคุณค่าประโยชน์ในตัวแล้ว ไม่ต้องจำหรอก เพราะสัจจะนั้นบันทึกไว้อยู่แล้ว ทำแล้วเป็นสัจจะของมันเอง เราเสียสละนั่นแหละเราได้ ในหลวงท่านก็ตรัสสั้นๆ ตนพึ่งตนเองรอด แล้วเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้เรา คือพระเจ้า คือโลกนาถ ก่อนอื่นก็โลกเล็กๆก่อน แล้วค่อยขยายโตขึ้นๆ โลกของชาวอโศกก็เป็นที่พึ่งของสังคมได้ประมาณหนึ่ง เราก็จะพากเพียรทำให้มากกว่านี้ เพื่อเผื่อแผ่เกื้อกูล ไม่ใช่เอาสิ่งที่เราทำได้ไปแลกลาภ เอาเปรียบเอารัด เราก็ให้ได้เท่าที่เราทำได้ พาทำถึงทุกวันนี้ได้ และจะทำต่อไป ความประพฤติที่สะอาดให้สูงสุดได้เป็นอรหันต์ ของเราก็เป็นสิ่งนอก (อัตนียา) แต่ถ้าตัวเราก็เนียนเข้ามาหาในเลย (อัตตา) ถ้าเราไม่มีตัวเราของเราก็มีแต่ขันธ์ 5 ที่เหลือทำประโยชน์แก่คนอื่นไป เราทำเกินกินใช้เพื่อเผื่อแผ่คนอื่นตลอด เราทำได้มากก็เป็นกุศลของเราไป กุศลก็เกิดเองตามจริง อกุศลก็เกิดเองตามจริง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวชมอย่างนี้ว่า พระสมณโคดม ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จพูดคำจริง ดำรงคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อ ไม่พูดลวงโลก พ่อครูว่า...พวกสื่อสารมวลชนนี้ส่วนใหญ่ เป็นพวกที่หาเรื่องให้คนทะเลาะกันจะได้มีข่าวขายข่าวได้อีก
พระสมณโคดม ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียดฟังจากข้างนี้แล้วไม่บอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้แตกกัน หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่บอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกกัน สมานคนที่แตกกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนที่พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนที่พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนที่พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน พ่อครูว่า...ผู้ที่รู้ว่าควรตำหนิอะไร ไม่ควรตำหนิอะไร เป็นผู้มีปัญญาใดๆที่คอยตำหนิ พระพุทธเจ้าว่าคบคนเช่นนี้ จะมีแต่ดีถ่ายเดียว ไม่มีเลวเลย ยุคนี้อาตมาจำเป็นต้องกระหนาบแล้วกระหนาบอีก ไม่ได้โกรธเคืองใครเลย แต่สงสารเขา อาตมาเวทนาเขา อยากให้มาเรียนรู้เวทนาที่หลงทั้งผลักทั้งดูดอยู่นี่ ยุคนี้จึงเป็นยุคที่ยากที่ต้องพูดเรื่องทุจริต พูดอย่างไรก็กระทบเขาเพราะคนผิดมีมาก ก็เอาแต่คนที่เข้าใจ เห็นว่าเราปรารถนาดีก็จะได้ประโยชน์ อาตมาว่าแสดงอย่างนี้ไม่ได้เข้าใจผิด ทุกวันนี้คนดื้อกิเลสหนา จึงต้องกระแทกให้แรง กระแทกเบาไม่เข้า จำเป็นต้องทำ จะบอกว่าแก้ตัวก็ได้จะทำเช่นนี้ จริงๆแล้วอาตมาเป็นคนสุภาพเรียบร้อย เป็นคนสนุก แม้แต่คำว่ากูมึง ก็ไม่พูด เพื่อนเขาก็พูดแต่อาตมาพูดไม่ได้ พูดได้อย่างเก่งก็ข้าเอ็งหรืออั๊ว ลื้อ พูดมึงไม่ได้ อาตมาทำสงบเรียบร้อยเป็น บวชใหม่ๆนั้น ทำการสุขุมเรียบร้อยสงบหลายปี ถึงค่อยมาถอดร่างเป็นอย่างนี้ ตอนนี้เป็นกวนอูหน้าแดง ถือง้าว ทวน 80 ชั่ง
พระสมณโคดม ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนโดยมากรักใคร่ ชอบใจ พ่อครูว่า...คนที่พูดกับเพื่อนด้วยจริงใจ ภาษาดูว่าหยาบ แต่ใจเขาไม่ได้หยาบ ใจสนิทจริงใจกับเพื่อนจริงๆ บางคนซื่อสัตย์สุจริตรักกันมาก แต่พูดคำพวกนี้จนกระทั่งไม่พูดคำพวกนี้ก็ว่าไม่รักกันจริงอีก แล้วเป็นจริงด้วย ถ้าวันใดไม่พูดคำแบบนี้ก็หาว่ากินยาผิด หรือโกรธกันหรืออย่างไร นี่คือการกำหนดยึดถือ ข้อสำคัญคือ คำไม่มีโทษ แต่แปลว่าคำเพราะหู คำชวนให้รัก ถือว่าเป็นแค่นักจีบธรรมดาน่ะ อาตมาทำไมต้องชื่อ รัก ทั้งๆที่อาตมาชื่อ มงคล สมเด็จองค์แรกของเมืองอุบลฯนี่ตั้งให้ สมเด็จติสโส(อ้วน) จนเป็นระดับสมเด็จเป็นรมต.มหาดไทยของสงฆ์นะ เป็นคนตั้งชื่อให้อาตมา ลุงอาตมาเป็นลูกศิษย์ท่าน อาตมามีนามปากกาว่า รัก พงษ์มงคล อาตมาแต่งเพลงใช้นามปากกาแรกว่า ยุบลรัตน์ แล้วค่อยมาใช้ รัก พงษ์มงคล … จบ