590204_พุทธศาสนาตามภูมิ เรื่อง จุลศีล มัชฌิมศีล.docx
เนื้อหาในไฟล์
590204_พุทธศาสนาตามภูมิ เรื่อง จุลศีล มัชฌิมศีล
พ่อครูว่า ...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 แรม 12 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะแม ที่ บวร ราชธานีอโศก เราก็มาศึกษาเล่าเรียนเพิ่มภูมิปัญญา เพิ่มฐานะของความเป็นมนุษย์ ก็หมายความว่าเรารู้จักความเป็นมนุษย์ ชนิดที่รู้ถึงปรมัตถ์ เข้าไปถึงจิตเจตสิกรูปนิพพาน เป็นมนุษย์ หรือจิตสูง จิตประเสริฐ รู้จักประโยชน์ในความเป็นชีวิต จนเป็นคนมีประโยชน์ถ่ายเดียว เรียกว่าพหุชนหิตายะ สร้างประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติไม่มีโทษไม่มีภัย ไม่มีสิ่งเสียหายอะไรสำหรับท่านเลย ไม่ง่ายทีเดียว แต่เป็นเรื่องจริง เรื่องประเสริฐยิ่งใหญ่มาก ทุกวันนี้คนอ่อนแอในทางภูมิปัญญา ถูกอำนาจโลกโลกีย์ครอบงำ ดึงลงต่ำ จนปัญญาเลอะเทอะ ปัญญาความรู้ที่ควรจะรู้ทั้งที่เป็นพุทธศาสนิกชน แล้วก็เรียน เสร็จแล้วก็ได้ลาภได้ยศ ได้ชั้นของความเป็นโลกโลก และออกไปบำเรอ ไปสร้างความต่ำให้แก่ตนเองต่อไป มันน่าสังเวชใจ ที่พูดอยู่ในแวดวงศาสนาพุทธ แต่ใช้ความรู้ของพระพุทธเจ้า จริงๆแล้วไม่ได้ใช้ความรู้ของพระพุทธเจ้า แต่ใช้เล่ห์กล ใช้กิเลสของตนเอง เอาภาพของพระพุทธเจ้าบังหน้า แล้วใช้กิเลสของตนเองนั้น สร้างกิเลสทับถมตนเอง สร้างโทษภัยให้สังคม ประเทศชาติ สังคมโลก อย่างเหตุการณ์ในเมืองไทย มันเห็นชัดเจนมาก สำหรับผู้ที่ควรจะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำ เป็นผู้ที่เป็นตัวอย่างสำคัญ เป็นไอดอลของศาสนาพุทธ ที่ยกว่าเป็นเบอร์ 1 ของวงการศาสนาเสร็จแล้ว ทุเรศทุรังการ มันน่าเศร้าจริงๆในวงสังคมศาสนาพุทธ ของเมืองไทย ถ้าพูดอย่างความรู้สึกของคนคนนะมันสุดจะเจ็บแสบ ก็ต้องช่วยกันตัดไฟแต่ต้นลม อาตมาก็ไม่ได้มีหน้าที่ที่ทางราชการตั้งด้วยซ้ำไป
มาดู Sms 2ก.พ.59 บ้าง 0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูฯนำพระไตรปิฎกมาสอน พร้อมกับคำแปล
อ่านต่อ
พาหุง มหาการุณิโก ที่ผู้น้อยสวดทุกคืนก่อนนอน สาธุ พ่อครูว่า...อาตมาสบายใจที่ได้นำหลักฐานเบอร์หนึ่งของโลกสำหรับศาสนาพุทธมาอธิบาย อันไหนไม่ตรงก็ติงไปบ้างแต่ถือว่าใช้ได้มากแล้ว ก็เป็นการฟื้นดึงเอาสัจจะหลักฐาน ที่เป็นพุทธสัจจะขึ้นมากอีก อาตมาก็ตั้งใจจะทำไปนานเท่านาน พระไตรปิฎกมีอีกเยอะ อ่านไปได้อีกจนตาย ตอนนี้วนอยู่ที่ศีล ซึ่งเป็นธรรมนูญของศาสนาพุทธ
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน องค์ธรรม 5 ของอุเบกขา 0893867xxx คนที่จะทำประชาธิปไตย คืออำนาจใหญ่ยิ่ง เป็นของประชาชน คงมีแต่คนที่มีจิตปริโยทาตา ที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาจรณะจริง ดังพ่อครูกล่าว! พ่อครูว่า...ใช้ศัพท์อันเป็นองค์ธรรม หนึ่งในห้าของอุเบกขาเลย ซึ่ง อาตมาหยิบมายืนยัน อธิบายตลอด อันนี้แสดงถึงภูมิคนเขียนว่า เข้าใจอุเบกขาได้ไม่ใช่น้อย คำว่า จิตมีปริโยทาตา คือ จิตที่มีอุเบกขาฐาน สามารถบรรลุฌาน 4 เป็นจิตเอกัคคตา ผู้ที่ได้จิตเอกัคคตาแล้ว เมื่อเริ่มต้นได้ก็รักษาผล หรือปฏิบัติซ้ำ เพื่อตกผลึกในคุณธรรมวิเศษ ที่สามารถทำได้เป็น เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา แล้ว จิตมี องค์คุณ 5 ของอุเบกขา ในวิภังคสูตร (เล่ม 14 ข้อ 690) ปริสุทธา 2. ปริโยทาตา 3. มุทุ 4. กัมมัญญา 5. ปภัสสรา ปริสุทธา บริสุทธิ์ คำนี้คนไทยก็เข้าใจดี สะอาดจากกิเลส นิวรณ์ห้า ปริโยทาตา คำนี้ท่านแปลว่า ผุดผ่อง หรือท่านพุทธทาสว่า ขาวรอบ เพราะงั้นเวลาปฎิบัติมากขึ้น ก็จะมีคุณสมบัติอันนี้ ตกผลึกซ้อนๆ ก็ยิ่งบริสุทธิ์ขาวรอบขึ้น ชัดเจนขึ้น เป็นคนที่มีจิตสะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสเป็นฐานอรหันต์ ก็ทำงานไป ปฏิบัติธรรมแบบพระพุทธเจ้าไม่ได้ให้หยุดทำงาน ในขณะพูดเป็นสัมมาวาจา ในขณะคิดมีสัมมาสังกัปปะ ก็ มีจิตวิเคราะห์วิจัย เป็น analysis ไม่ใช่ hypnosis อันนั้นเขาไปสะกดจิตให้เกาะที่หนึ่งเดียว เป็นการสะกดจิตตรงๆ ไม่ใช่พุทธ เมื่อปฏิบัติถูกต้องของพระพุทธเจ้า ได้ผลเป็นฌาน 4 เป็นสัมมาสมาธิ ก็จะบริสุทธิ์ แล้วเสริมเติมความบริสุทธิ์เรียกว่า ปริโยทาตา ในการปฏิบัติมรรค 7 องค์ จิตก็จะยิ่งแคล่วคล่องว่องไว เป็นมุทุ เจริญ เป็น กายปาคุญญตา มีธรรมะสองไปตลอดเวลา แล้วจะเกิดความชำนาญในธรรมะสอง มีความรู้รอบเร็วไว จิตก็ยิ่งดีมาก แคล่วคล่องว่องไว ทั้งเวทนาสัญญาสังขาร เรียกว่าหมวด เจตสิก 3 ที่เป็นเจตสิกของวิญญาณ ก็ยิ่งเจริญยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่า ปริโยทาตา แล้วตัวจิตเองก็เรียกว่า มุทุตา ความเจริญเป็นมุทุ ที่อาตมาแปลว่า จิตหัวอ่อน ทางเจโตเป็นจิตหัวอ่อน ก็ แววไวปรับได้ง่าย จะมีตัวรู้ปัญญา ที่รู้เร็วไว ปรับได้ง่าย ไม่ใช่กระด้างแข็งทื่อเลย เป็นจิตกายกัมมัญญตา เป็นธรรมะสอง เพราะเป็นกาย มีองค์ประชุมรูปนาม ประกอบกรรม ทำการงาน โดยมีสติ รู้จิตของตนว่า ตนใช้จิตเรา จะสังขารอย่างไร อภิสังขารอย่างไร ให้จิตเราเป็นอย่างไร ก็มีจิตเป็นประธาน เป็นจิตที่อุเบกขา จิตที่มั่นคงดีแล้ว จะทำงานกับสังคมอย่างไรก็ ปภัสสรา ท่านแปลว่า ผ่องแผ้ว กระทบอยู่กับโลกนี่แหละ แต่โลกธรรม ไม่ทำให้จิตหวั่นไหว องค์คุณ 5 ประการของพระพุทธเจ้านี้จึงสำคัญมาก อาตมาว่าตั้งแต่อนาคามีถึงอรหันต์ จิตจะมีคุณสมบัติเช่นนี้แน่นอน
Sms 3 ก.พ.59 0892297xxx ลูกอยู่ไกลแต่ชอบฟังพ่อครูเทศน์ ทำวัตรเช้าเย็นทุกวัน ไม่มีเบื่อเลยเจ้าค่ะ เบิกบานเข้าใจดี และพากเพียรทำเจ้าค่ะ
0893867xxx พ่อครูสอนการปฏิบัติไปสู่ความเป็นพุทธแท้ตามพระไตรปิฎก เล่ม9 ทุกพระสูตร ที่รวมกันในไตรสิกขา มีจรณะ15 วิชชา9!
สมณะบินก้าวแจ้งมาทางไลน์ว่า.. แจ้งข่าว ครูทราย ที่เคยขอให้พ่อครูอธิบายเพลง อาจารย์เธอเอาด้วย ตอนนี้กำลังบรรเลงจัดหมวดหมู่ว่าเพลงพ่อครูแต่ละเพลง แล้วอธิบายออกมาเป็นหลักวิชาการ บางเพลงก็คิดออกไง ตอนนี้ บางเพลงก็คิดไม่ออก จุดหมาย คือ แต่ละเพลงตรงกับทฤษฎีอะไรในญาณวิทยา ทฤษฎี ใน ญานวิทยา 1. เหตุผลนิยม 2. ประจักษ์นิยม 3.เพทนาการนิยม 4. อนุมานนิยม 5. อัชฌัติกญาณนิยม 6. จิตนิยม 7. สัจนิยม 8. ปฏิบัตินิยม เธอถามมาบ่อย ๆ เช่น ครูว่ามันเข้ากับทฤษฎีไหนค่ะ? เพลงฝั่งฟ้าฝากฝันช่วยหนูคิดหน่อย นู๋สมองตันไปหมดแล้ว พ่อครูว่า...ลองมาคุยกันดู อาตมารู้สึกสนุก ถ้าทำเป็นวิชาการยิ่งดีอยากอธิบาย อยากคุยด้วย
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน จุลศีลข้อ 7-26 มาต่อในจุลศีล จากเมื่อวาน (7) เธอ ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถพูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (8) เธอ เว้นจากการพรากพืชคาม และ ภูตคาม (9) เธอ ฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล (10) เธอ เว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และ ดูการเล่น อันเป็นข้าศึกแก่กุศล พ่อครูว่า...ทุกวันนี้ออกข่าวการบันเทิง กีฬานี้ลงทุนหนัก ทั้งที่เป็นอบายมุข จนทำเป็นอาชีพที่เป็นนรกปหาสะ แต่ถ้าเราสัมผัสการละเล่นอะไรก็ตามมันทำให้กิเลสฟูฟอง ไม่ละหน่ายคลาย นั่นคือการเป็นข้าศึกแก่กุศล แต่เดี๋ยวนี้ไม่เข้าใจแล้วหลงตนว่าเป็นศิลปิน ซึ่งที่จริงศิลปะแท้จริงมี 5 แขนงหลัก แต่ทุกวันนี้เลอะเทอะไปหมดแล้ว แล้วไม่เข้าใจว่า งานที่ทำมาไม่ว่าจะแง่ไหน คนสัมผัสงานแล้ว อย่าให้เกิดกิเลสอันเป็นข้าศึกแก่กุศล ถ้าคุณเขียนรูปโป๊เปลือยแล้ว คนสัมผัสแล้วกิเลสลด เป็นมงคลอันอุดม กับคนสัมผัสแล้วกิเลสขึ้น เป็นข้าศึกแก่กุศล อาตมาแบ่งศิลปะเป็น 1. ลามก 2. ราคะ 3. สาระ 4. ธรรมะ 5. โลกุตระ แต่งานของเขาที่ลามก หรือยั่วราคะ ก็ไม่ใช่ศิลป์ แต่เริ่มมีสาระก็เป็นศิลป์ ต้องมีสุนทรียศิลป์ และสารศิลป์ ผสมผสานกัน สุนทรียศิลป์ คือ สิ่งผสมที่ชี้ชวนให้ชมให้ดู แต่ถ้าสารคดีก็จะมีวิชาการแท้ๆ แต่ ศิลปะต้องมีทั้งสาระและสุนทรียะ แต่คน ต้องไม่ให้ติดในสุนทรียะ เช่น ยานั้นขมไม่น่ากิน ก็เลยเอาน้ำตาลเคลือบใส่สี ให้เด็กกินได้ ผ่านคอแล้วเป็นยา สีหรือน้ำตาลไม่เป็นพิษภัยด้วย แต่ทุกวันนี้เยิ้มเลย น้ำตาลสีสัน เต็มไปด้วยสุนทรียะ แล้วหาเอกลักษณ์ของตนให้คนมาติดงานของฉัน ทุกวันนี้มอมเมากันด้วยการกีฬา ถึงขั้นเป็นโอลิมปิค แข่งกันเด่นดังมอมเมากัน จัดจ้านหรูหรายิ่งใหญ่ พากันฉิบหายกัน มอมเมาด้วยจิตหลงใหลได้ปลื้มไม่เข้าใจถึงสาระ ชาวอโศกเราเข้าใจสัจธรรม ไม่ได้ไปยิ่งใหญ่พวกนี้ เด็กๆฟังให้ดีๆ อย่าไปหลงใหล มันเป็นแค่สิ่งประกอบ เป็นการใช้อาศัยอยู่ relax นิดหน่อย แต่ไม่ใช่เป็นงานที่ต้องเอาเป็นอาชีพเลย ในการบันเทิงและการกีฬา ถ้าเอาไปเป็นอาชีพก็จะพัง อินเดียเขาเข้าใจสาระ ไม่ไปเอาเด่นดังทางนี้ ต่างกับจีน ที่ไปทางการกีฬาเยอะ ส่วนทางการบันเทิงอินเดียก็เชยๆ ส่วนจีนนั้นไปทั่วโลก
(11) เธอ เว้นขาดจากการทัดทรงประดับ และตบแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอมและเครื่องประทินผิว อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว พ่อครูว่า...เรื่องดอกไม้ศาสนาพุทธไม่เอามาบูชา ดอกไม้ ของหอม ผู้หญิง เป็นวัตถุที่อย่าไปยุ่งเกี่ยว พวกนี้ไม่ใช่เครื่องบูชา ให้ปฏิบัติบูชา ศาสนาทั่วไปใช้ดอกไม้กันทั้งนั้น เป็นวัตถุอนามาสทั้งนั้น โดยเฉพาะดอกไม้ของหอมเต็มวัดเต็มวา เป็นเรื่องนอกรีตกันทั้งนั้น
(12) เธอ เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ พ่อครูว่า...เป็นเครื่องแสดงศักดิ์ฐานะ จะเป็นอุปโภคอะไรที่หรูหราใหญ่โต ที่โลกเขาใช้กัน อย่างธรรมกายเป็นตัวอย่างอันนอกรีตไปไกลทั้งรวยหรูหราประดิดประดอย เต็มคราบ ล้มล้างของพระพุทธเจ้าสิ้นเชิงเลย
(13) เธอ เว้นขาดจากการรับทองและเงิน
(14) เธอ เว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ
(15) เธอ เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ
(16) เธอ เว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี
(17) เธอ เว้นขาดจากการรับทาสีและทาส พ่อครูว่า...ภิกษุในศาสนาพุทธมีลูกศิษย์ คือทาสและทาสีไม่ได้ แต่ในวัดจะมีลูกศิษย์มารับใช้ แล้วหาเงินส่งเสียให้เด็กเรียนหนังสือ ไม่ใช่มาศึกษาธรรมะนะ ถ้ามีคนมารับใช้เป็นลูกศิษย์ หาเงินให้ร่ำเรียนจบไปเป็นบุญคุณกันไป อันนี้ภิกษุไม่มีหน้าที่นี้ ผิดถนัด แต่ถ้าเขามาเพื่อศึกษาธรรมะ อันนี้เป็นลูกศิษย์แท้ ไม่ใช่คนรับใช้ ผู้รู้เนื้อหาแท้ก็จะไม่ทำ แต่ทางโลกจะทำบ้างก็แล้วแต่ แต่ภิกษุไม่มีหน้าที่เลย
(18) เธอ เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ พ่อครูว่า...จะต้องอาศัยขนและนม
(19) เธอ เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร พ่อครูว่า...อาศัยเพื่อฆ่ากินเลย
(20) เธอ เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา พ่อครูว่า...อาศัยเพื่อใช้แรงงานของมันเลย ยิ่งไปเลี้ยงแบบสัตว์เลี้ยงแล้วผูกพันกันจะเกิดเวรกรรมอจินไตย ถ้าคุณเริ่มผูกพันไปกับสัตว์ตัวนี้ เช่น ผูกพันกับหมา กับหมู กับไก่ มันเป็น สัตว์เดรัจฉานที่กำลังพัฒนา ไม่ใช่จะมาเป็นคนได้ง่ายๆ คนได้คุณสมบัติได้ร่างเป็นคนแล้ว ก็เป็นคุณสมบัติอันหนึ่งเป็นขีด เสร็จแล้ววิบากตัดก็เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอีก แต่สัตว์ที่ไม่เคยเป็นคนเลย ไม่ถึงขีดเป็นคน ชั้นต่ำ แต่ก็เอามาเลี้ยงจนผูกพันไปอีกหลายชาติ คุณจะผูกพันไปจนสมสู่กับสัตว์ อย่าทำเป็นเล่นไป มีจริงด้วย และมันดีนักหรือที่คนต้องสมสู่กับสัตว์ อย่าไปผูกพัน เรารู้ไม่ได้ว่าสัตว์นี้จะอยู่ระดับไหน แล้วมันจะเกิดมาอีกหลายชาติ คุณต้องเกิดมาอีก สักวันหนึ่งจะได้สมสู่กับสัตว์ ผู้หญิงก็ได้สัตว์เป็นผัว ผู้ชายก็ได้สัตว์เป็นเมีย อย่าเอามาเลี้ยง ให้สัตว์มันเกิดมารับวิบากไป ส่วนตนเองที่เกิดเป็นคนแล้วกลับเป็นสัตว์อีกก็ไปรับวิบากไป ยิ่งไปเลี้ยงมากิน มาขายมาฆ่า แล้วคุณจะไม่รับวิบากหรืออย่างไร แค่วิบากกับคนนี่ก็เยอะแยะไม่ถ้วนแล้ว จนพระพุทธเจ้าว่า คนที่เกิดมานี้หาได้ยากที่จะไม่ได้เป็นพ่อแม่พี่น้องกัน เพราะคนในยุคที่เกิดมาในยุคเดียวกันก็จะมีวิบากร่วมกัน เป็นเทือกเขาเหล่ากอกัน โดยเฉพาะเป็นสัตว์ด้วย พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็เกิดมาเป็นสัตว์ เราจะไปกินได้อย่างไรเนื้อพ่อแม่พี่น้องญาติเรา
(21) เธอ เว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน พ่อครูว่า...มีคนเอาที่ดินมาถวายอาตมา จนเดี๋ยวนี้เป็นที่ดินชาวอโศก อาตมาไม่เคยรับมาเป็นของตน ไม่ใส่ชื่อตนเลย ไม่เคยคิดเลย รับมาก็เป็นของชาวอโศกส่วนกลาง เป็นเรื่องลึกซึ้งวิเศษมาก เพราะตอนนี้ที่ดินนั้นเป็นเจ้าของกันหมดละเมิดกันไม่ได้ แม้วันนี้ก็มีคนมาละเมิดที่ดิน เราก็ต้องไปดูว่าละเมิดหรือไม่ ใครจะมาบริจาคที่ดินให้ชาวอโศก ก็ไม่ให้ตั้งเงื่อนไข ถ้าจะมาถวาย แต่ถ้ามีเงื่อนไขก็ไม่รับ แม้แต่เราจะเอาไปทำอะไรจะเอาไปขายก็แล้วแต่ ที่นี่แม้ผู้จะมาบวชเป็นพระ พอเริ่มต้นเป็นเณร ก็ต้องไปสละทรัพย์ศฤงคารก่อน ของเราเข้มงวดขนาดนี้ ภิกษุเราไม่มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน แม้สิกขมาตุก็เช่นเดียวกัน มาแต่ตัวกับหัวใจ โภคขันธาปหายะ แต่เดี๋ยวนี้หย่อนยานมากแล้ว
(22) เธอ เว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้ พ่อครูว่า ...จะไปเผยแพร่ศาสนาก็ทำได้ แต่ถ้าเป็นไปเพื่อกิจแบบโลกๆไม่ได้ แม้ที่สุดไปรับใช้เอาค่าตอบแทนไม่ได้ คนรับจ้างนั่น คือคนรับใช้ ทำงานเพื่อเอาสิ่งตอบแทน คือคนรับใช้ คำว่า โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) คือคนรับใช้โลก อนุเคราะห์โลกช่วยโลกคือ คนรับใช้ผู้อื่นจริงแต่ไม่ใช่คนรับจ้าง ผู้ใดไปทำงานให้เขา แม้จะเทศน์ให้ฟัง แต่คุณก็รับเงินจากเขา อันนี้ไม่พ้นมิจฉาอาชีวะข้อ 5 กุหนา คือ โกง ลปนา คือ หลอกลวง เนมิตกตา คือ ตลบตะแลง นิปเปสิกตา คือ มอบตนในทางผิด ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา คือ ทำงานเอาลาภแลกลาภ แต่ไม่เอามาทำก็ล่อกันเละเลย อย่างธรรมกายนี้หลอกลวงคนเก่งฉิบหาย เอาภพชาติหน้ามาหลอกคน คุณต้องเอาการล้างภพปัจจุบันเป็นสำคัญ แต่ไปสร้างภพชาติหน้าให้กัน ไม่ต้องพูดถึงอนาคต หากสัจจะคุณเป็นของแท้ เป็นกุศล ก็จะได้กุศลในอนาคตแน่นอน ส่วนในอนาคตนั้นจะจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ แต่ที่จริงที่สุดคือ กิเลส ความต้องการอยู่ข้างหน้าคืออนาคต เส้นทางไปเกิด วันนี้พรุ่งนี้จะรวย หลอกกันไป ด้วยการสร้างภพ ไม่ได้เป็นไปเพื่อเขาความลดละภพชาติ เป็นการเอาภพชาติมาสะสมได้แก่คน การไปบอกว่าอนาคตจะได้อะไร ว่าข้างหน้าจะมีอะไรจะมีวิบาก เป็นผลเป็นกุศล บาปก็มี กุศลก็มี แต่ไม่ต้องมาสร้างวิมานหลอกล่อ เพราะมันเป็นภพชาติ แต่ให้มาเรียนรู้ปัจจุบัน ล้างภพชาติในปัจจุบัน จะเข้าใจไปตามลำดับ
(23) เธอ เว้นขาดจากการซื้อการขาย
(24) เธอ เว้นขาดจากการโกง ด้วยตราชั่ง การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด
(25) เธอ เว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลง
(26) เธอ เว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น และกรรโชก แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า...เป็นความหมายของการทำร้าย ตั้งแต่การตัดการฆ่า ไปเป็นลำดับ จุลศีล นี้ใช้ละล้างกิเลสส่วนตน แล้ว มัชฌิมศีล เป็นการขยายรายละเอียดส่วนตนนี้เพิ่มขึ้น มีเกี่ยวกับเดรัจฉานกถา ส่วน มหาศีล เป็นศีลส่วนรวม
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน มัชฌิมศีลข้อ1-3 3.2 มัชฌิมศีล (1) ภิกษุเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่น อย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการพรากพืชคามและภูตคาม เห็นปานนี้ คือ พืชเกิดแต่เง่า พืชเกิดแต่ลำต้น พืชเกิดแต่ผล พืชเกิดแต่ยอด พืชเกิดแต่เมล็ด เป็นที่ครบห้า แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง
(2) ภิกษุเว้นขาดจากการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ เช่น อย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ เห็นปานนี้ คือ สะสมข้าว สะสมน้ำ สะสมผ้า สะสมยาน สะสมที่นอน สะสมเครื่องประเทืองผิว สะสมของหอม สะสมอามิส แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า...อย่างของพวกเรานี้ สมณะจะฉัน ต้องได้รับประเคนจากฆราวาส ถึงกิน ถึงใช้ได้นะ มันอยู่ใกล้กันกับครัว บางทีก็เดินไปสังสรรที่ครัวไม่ใช่หน้าที่ของภิกษุ โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ต้องให้ฆราวาสอนุญาตให้กิน แม้ฉันเสร็จแล้ว ก็ต้องคว่ำบาตร สะสมไม่ได้ อาหารมีบางอย่างที่เรียกว่ายา ยาวกาลิก ยาวชีวิก บางอย่างเก็บได้เท่านี้วัน ก็ต้องวิกัปอีก บางอันสะสมไม่ได้เลยด้วย บางอย่างต้องเป็น บริขาร เครื่องอาศัยประกอบใช้ทำงาน แว่นตา ปากกา กระดาษ ดีไม่ดีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นบริขาร ก็ยากที่จะระบุตายตัว แต่ใจของผู้ที่มาปฏิบัติจะรู้ว่าต้องเอาออกไปไม่สะสม อย่าไปหวงแหนว่าเป็นของข้าๆ ต้องรู้สึกว่าเรารักเราชอบอะไร ต้องตัดใจสละ ผู้ปฏิบัติต้องรู้ ของบางอย่าง เราไม่หวงแหน แต่บางอย่างผ่องถ่ายไม่ทัน บางอย่างต้องเรียนรู้ต้องทำงานไม่ใช่สะสม ยิ่งอาตมาเป็นโพธิสัตว์ ก็ต้องบริหารทำงาน ก็เลยดูเหมือนมีอะไรตุนไว้ มีสภาวะซับซ้อน บริสุทธิ์อยู่ที่ใจ ต้องอ่านใจ ถ้าเราผูกพันหวงแหน มันเป็นของเรา ทั้งที่น่าจะเอาอื่นแทนได้ บางอย่างติดใจชอบใจ จะเป็นอะไรก็ต้องสละออกล้างออก ไม่เช่นนั้นจะผูกพัน เป็นปลิโพธ ไปตลอด ปฏิบัติ โภคขันธาปหายะ แค่ใช้สอย ต้องอ่านใจว่าตนติดยึด เราหวงแหนอาลัยอาวรอยู่เราต้องเรียนรู้อาการจิต ที่จะสละปล่อยเลิกยึดถือยึดมั่นแม้เนื้อหนังมังสา ท่านก็ไม่ให้ยึดเป็นเราเป็นของเรา ถ้าไม่ฝึกตัดขาดจริง ไม่ได้เรื่องหรอก
(3) ภิกษุเว้นขาดจากการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เช่น อย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เห็นปานนี้ (พ่อครูว่า...ยังมีน้ำหน้าทำอย่างนั้นอีกหรือ) คือ การฟ้อน การขับร้อง การประโคมมหรสพ มีการรำเป็นต้น การเล่านิยาย การเล่นปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง ฉากภาพบ้านเมืองที่สวยงาม การเล่นของคนจัณฑาล การเล่นไม้สูง การเล่นหน้าศพ ชนช้าง ชนม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ รบนกกระทา รำกระบี่กระบอง มวยชก มวยปล้ำ การรบ การตรวจพล การจัดกระบวนทัพ กองทัพ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า...อย่างโทรทัศน์นี่จะดู กว่าอาตมาจะตัดสินเอาโทรทัศน์มาตั้ง ตั้งแต่แรกๆ อาตมากำกับเลย ให้มีหลักเกณฑ์ในการดู 1. เกิดอาริยญาณ ต้องเห็นทุกข์ 2. ทำการปฏิบัติ ต้องดูแล้วรู้เลยว่าอันนี้มันดึงกิเลสเรานะ รู้ทันกิเลส ต้องรู้ว่าถ้ามันจัดจ้าน ดึงเรามาก ก็เลิกดู ยิ่งมันเชิงรักดูดดึงอร่อยดี อันนั้นกิเลสกินตายเลย ทุกวันนี้สื่อสารฯมันเยอะ สัมผัสแล้วต้องปฏิบัติธรรม 3. อัดพลังกุศล อันไหนเป็นกุศล ที่เราประทับใจก็ดี ทำใจในใจ ใส่ใจไว้ 4. ฝึกฝนโลกวิทู เพิ่มพหูสูตร รู้เท่าทันโลก เราไม่เป็นคนตกโลก อันไหนแรงไป สัมผัสไม่ได้ก็อย่าไปสัมผัส ต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง ถ้าไม่ซื่อสัตย์มันทับถมเราตายเลย ต้องมีหลักเกณฑ์บังคับไว้บ้าง ป้องกันไว้สำหรับนักเรียน ชาวชุมชนหรือใครๆ แม้แต่โทรศัพท์มือถือ เราก็จำกัด ไม่ใช่เราบังคับกดขี่ โดยไม่มีหลักปัญญา ทิดเดิมแท้เอาหลัก 4 อย่างนี้ ไปเผยแพร่ในการดูที่ต่างประเทศ พวกนักบวชก็ว่ามีด้วยหรือ ประหลาดดี เขาก็ทึ่งว่าใช้ได้ๆ เพราะคนที่มีปัญญาจะรู้
… จบ