590212_พุทธศาสนาตามภูมิ อัมพัฏฐสูตร ตอน ๗.docx
เนื้อหาในไฟล์
590212_พุทธศาสนาตามภูมิ อัมพัฏฐสูตร ตอน 7
พ่อครูว่า. .. วันนี้วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ บวร ราชธานีอโศก ก่อนจะได้เข้าสู่บทเรียนก็ขอประกาศ โฆษณา เพื่อให้ได้มีคนมาร่วมงานมีลูกค้า คือเชิญร่วมกิจกรรม ค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า ครั้งที่ 8 ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ศุกร์ที่ 12 - อาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 รับสมัครผู้สนใจเข้าค่ายโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ (จะมาเต็มค่ายหรือไม่ก็ได้) สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือโทรฯ 091-506-3130(สิกขมาตุตรงธรรม) 087-443-7865(คุณชญาดา) ดาวโหลดใบสมัครส่งใบสมัคร onlineได้ที่ เฟซบุ๊ก กองทัพธรรมFP ที่นี่จัดกันก็ไม่มีคนมาเกิน 59 คนสักที ก็มาฟังธรรมอาตมา วันอาทิตย์ก็เตรียมเอาไว้ วิถีอาริยธรรม ทุกวันอาทิตย์ อาตมาได้เริ่มเอาชื่อรายการนี้มาใช้ เรียกว่า พุทธศาสนาตามภูมิ ตั้งใจนำพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์หลักของศาสนาพุทธ ฉบับเดียว ใครจะแปลก็แล้วแต่สำนักไหน แต่ก็เอาจากฉบับเดียวกันนี้แหละ อาตมาได้เอาหลักฐานที่คนไทยรับนับถือว่าเป็นคัมภีร์หลักของพุทธ เอามาอ่านแล้วขยายความตามภูมิของอาตมา อย่างจริงใจ พยายามที่สุดที่จะไม่ให้ผิด ถ้าจะผิดก็สุดวิสัย ยิ่งนำมาอ่าน ยิ่งเห็นฤทธิ์ของความสุดยอดของพระพุทธเจ้า ที่มนุษย์ไม่น่าจะเผินได้ และมนุษย์ไม่น่าจะไม่ใส่ใจ ตำรา หรือคัมภีร์นี้ เห็นว่าเป็นความลึกซึ้งยิ่งใหญ่มาก เป็นความจริงเท่าที่มีภูมิ เป็นความจริงที่มหัศจรรย์ ความมหัศจรรย์นี้ยังเปรยกับพวกเราว่า พวกเรานี้ คนเขาน่าจะทึ่งหรือมหัศจรรย์ แต่ไม่ คนไทยไม่อัศจรรย์คนไทยไม่ทึ่ง ก็พยายามทำความเข้าใจว่าเพราะอะไร คนทั้งหลายที่ได้ชื่อว่าชาวพุทธเป็นมาตั้งแต่ต้นตระกูล ตั้งแต่ตั้งเมืองไทยกระมัง เมืองไทยตั้งมาแปดร้อยกว่าปีก็น่าจะรู้
อ่านต่อ
ว่าเนื้อหาของพุทธเกิดแล้ว มีแล้ว เกิดจริงมีจริง ตามภูมิขอ งอาตมา พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมะของท่าน เป็นอาริยะ เป็นโลกุตระ ยืนยันใน มหาจัตตารีสกสูตร ตรัสยืนยันเลยว่า สมาธิของท่าน คำว่าสมาธิเป็นคำกลางๆ คนอื่นเขาก็ใช้ด้วย เป็นจิตเป็นหนึ่ง concentration เขาก็ใช้กันทั่วไป พระพุทธเจ้าก็ใช้คำนี้ แต่ใช้คำอุปสรรคใส่เข้าไปว่าเป็น สัมมาสมาธิ แล้วต่อท้ายด้วยว่า ของพระอริยะ มีพระบาลีว่า อริโยสัมมาสมาธิ ท่านยืนยันว่าธรรมะของท่าน เป็นอาริยะ ตรัสในมหาจัตตารีสกสูตรว่า นี่เป็นอาริยะ เป็นโลกุตระ หรือแม้พระไตรปิฎก พระสูตร เล่ม 1 ทำให้คนออกมาจากวงโคจรโลก มาสู่โลกใหม่ แต่ทำไมคนไม่ทึ่งไม่อัศจรรย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าของท่านน่าอัศจรรย์ คนไม่มีปัญญาจึงเห็นว่าไม่น่าอัศจรรย์ เหมือนไก่ได้พลอย เหมือนลิงได้เพชร ไม่อัศจรรย์ สู้กล้วยลูกหนึ่งไม่ได้ ไม่น่าทึ่ง ฉันเดียวกัน คนยุคนี้มองไม่ออกว่าเป็นเพชร เป็นสิ่งประเสริฐอันมนุษย์ควรได้อย่างยิ่ง ยิ่งกว่าเพชรกว่าพลอย อาตมาว่าอาตมาพูดถูก
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน อานิสงส์ 10 ของศีล คนไม่มีปัญญาเสียแล้ว จึงไม่ทึ่ง ไม่อัศจรรย์ ว่าคนเป็น ไปได้อย่างนี้เชียวหรือ ตั้งแต่ มีศีล แล้วมีศีลนี้เป็นไปได้หรือ คนเขาก็ไปรับศีล แล้วมีศีลคืออย่างไร คือการท่องจำได้แปลได้ เอามาสอนเขาก็ได้ค่าจ้างได้ คนก็เข้าใจว่าเป็นผู้มีปัญญา มีภูมิธรรม เป็นผู้รู้ เพราะรู้ว่าศีลแปลว่าอะไร อธิบายได้ แล้ว ตนเองอธิบายว่าเป็นไปได้แค่ไหน จึงถือว่ามีศีล ตั้งแต่ กิมัตถิยสูตร เลย ท่านตรัส อานิสงส์ของศีล ศีลนี่ทำให้จิตเกิดเจริญขึ้น ศีลจะนำไปสู่ความเป็นอรหันต์โดยลำดับ แต่ทุกวันนี้ไปนั่งหลับตา ทำสมาธิจะไม่เกิดอานิสงส์ศีลตามลำดับ ไม่ใช่จบเลย แต่ข้อ 1 ไม่เดือดร้อนใจไปตามลำดับ เห็นความเดือดร้อนอะไร ประเด็นใดของตน มันเดือดร้อนทุกข์ร้อนมากของตน ถ้าได้มรรคผลประเด็นที่หนึ่งเลยคือ หายเดือดร้อน อันนั้น ประเด็นแรกคืออบายมุขเลย ถ้าได้ผลลดกิเลสได้ จิตจะดีขึ้นปราโมทย์ยินดี เหมือนได้ทรัพย์ ได้เพชร ได้อานิสงส์ 10 ของศีล กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมถึงอรหัตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) มีความสุขแบบ เนกขัมสิตโสมนัสเวทนา ไม่ใช่สุขแบบได้สมใจกิเลส เป็น เคหสิตเวทนา ต้องรู้อาการของจิตเจตสิกจริงๆ อ่านอาการออก เวทนา 108 ต้องมีปัญญารู้ต้องมีผู้สอนได้ ถ้าดับอารมณ์สุข ก็ไม่มีทุกข์ 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 1 208) ต้องอ่านอาการลิงคนิมิตออก ถ้าอ่านไม่ออก แยกความแตกต่าง ลิงค ให้ออก มีตัวกำหนดหมาย เรียกว่านิมิต ให้ออก อย่างนี้สุข อย่างนี้ทุกข์ ทำให้กิเลสลดได้ สงบเพราะว่าไปสะกดจิตกดข่ม อันนั้นไม่ใช่โลกุตระ แต่สงบของพระพุทธเจ้าเกิดจากมีไฟฌาน ที่ไปลดไฟกาม ไฟพยาบาท ที่มันเป็นอุณหธาตุ เรียกว่าเป็นร้อน หรือเย็นลดลง เพราะปัญญานะ ไม่ใช่กดข่ม พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ละเอียด อาจารย์หลายๆ คนก็อธิบายได้เฉียดๆ ถ้าตรงจะมีคนบรรลุจริง เมื่อได้จริงจะมีคนแสวงหาแล้วไปเจอก็จะรวมกลุ่มเกิดเป็นมวล หากเป็นสัมมาทิฏฐิจะมารวมกันแน่นเป็นเอกีภาวะ ถ้ามวลไม่แน่นไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า เสื่อมง่ายเปลี่ยนแปลงง่าย ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องแน่นมั่นคง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่ใช่ว่ามั่นคงเพราะหลีกเร้น หรือว่ามั่นคงเพราะไม่มีอะไรกระแทกกระทบ แต่ถ้าถูกกระทบด้วยโลกธรรมจะหนาอย่างไรก็ไม่หวั่นไหวเลย ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ ทำไมเขาไม่ทึ่งไม่อัศจรรย์ต่อความจริง หนึ่ง เขาไม่รู้ว่ามีจริง สอง แม้มีจริงแล้ว คนไม่รู้ ไปเข้าใจว่าของพระพุทธเจ้าเป็นอีกอย่าง นั่นคือความหลงผิดเพี้ยนไปจากสัจจะของพระพุทธเจ้า ที่ว่าทำไมเขาไม่ทึ่ง แค่ปฏิบัติคนเดียวก็น่าทึ่งแล้ว ถ้าบอกว่ามีอรหันต์จริงๆ คนหนึ่งก็จะทึ่งนะ อาตมายืนยันว่าเรามีอรหันต์จริงๆ แต่เขาไม่เชื่อ เพราะเขาถูกหลอกแล้วว่าอรหันต์ต้องเป็นตามที่เขาถูกครอบงำความคิด พออาตมามาพูดอธิบายยืนยัน มันไม่ตรง ไม่สอดคล้องกับที่เขาประกาศ จนไปยึดรูปลักษณ์แบบนั้น มันเป็นเช่นนี้แหละที่เป็นปัจจุบัน อาตมาว่า อรหันต์รูปเดียวก็ทึ่งแล้ว แต่นี่มีอรหันต์รวมกันมากเขายังไม่ทึ่งเลย เขายังมองว่าพวกนี้มันจะบ้าไปถึงไหนนะ คิดอย่างนี้ก็มี อยากรู้มันจะแอคไปถึงไหน พูดตรงๆนะ อาตมาไม่เคยหวั่นเลยว่า พวกเราจะสลายละลายเสื่อมไปง่ายๆ เพราะอาตมามั่นใจว่าของจริงต้อง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ถ้าอาตมาพาทำผิดพวกคุณแน่นอน ไม่ยั่งยืนหรอก แต่อาตมามั่นใจที่สุดว่ายั่งยืนแน่นอน อาตมาจึงประกาศว่า เมืองไทยเป็นชมพูทวีป แล้ว มี มนุษย์อุตรกุรุทวีป แล้ว จนประกาศว่ามีหมู่ชนที่มี DNA ของพระพุทธเจ้าแล้ว แล้วจะขยายมวล มั่นใจอย่างนั้นจึงได้พูดว่าชมพูทวีปได้หยั่งลงในประเทศไทยแล้ว ชมพูทวีป คือ สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส สูรา คือ สิ่งที่มันแข็งมันกล้าหาญ เป็นของที่ยิ่งกว่าเพชร แข็งอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่มีใครตีแตก นี่คือแข็งกล้าจริงๆ เป็นผลนะ สูราที่เป็นมรรค คือมีคนที่มีอาการ 32 ครบพร้อมแข็งแรง ที่พร้อมจะเรียนรู้อาการ 32 และอาการที่33 มีสติสัมปชัญญะ เป็นตัวนำในปฏิบัติที่สัมมาทิฏฐิ จนสามารถทำสติปัฏฐาน 4 เกิดสติสัมโพชฌงค์ เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ มีมรรคผลเข้ากระแสแห่งความเป็นโลกุตระจริงๆ โสตาปันนะ อวินิปาตธรรมนิยตะ สัมโพธิปรายนะ ถึงขั้นที่ไม่ถอยไปจากที่นี่ มีแต่จะตรงไปสู่ที่สุดที่สูงแต่ถ่ายเดียว ไม่มีถอย นี่คือความนิจจัง ส่วนหนึ่งที่ชัดเจน เป็นจิตของคนที่ได้มรรคผลแท้จริง ถึงกล้าพูดว่าโสดาก็มีอยู่ที่นี่ สกิทาก็มีที่นี่ อนาคามีก็มีที่นี่ อรหันต์ก็มีที่นี่ ตั้งแต่อรหันต์ในโสดาบันคือ อรหันต์ในอบายมุข อรหันต์ในสกิทาฯ อรหันต์ในอนาคามีพ้นกามราคะ หรืออรหันต์ในอรหันต์เอง ที่พูดนี้พูดอย่างวิชาการนะ ตอนนี้กระแสโลกุตระในโลก ตอนช่วงแรกจะมีมามาก เพราะคนไม่มีอัตตามานะมาก ก็จะมีมาปฏิบัติ จึงกลายเป็นอรหันต์ อนาคามี สกิทาคามี หรือโสดาบันบ้าง หรือเป็นโคตรภูบุคคลบ้าง คือ ผู้ข้ามโคตรของทางโลกมาสมัครตนทางนี้ แม้จะไม่มี โคตรภูญาณ คือ ญาณตัดโคตรสมบูรณ์ แต่ตั้งใจมาปฏิบัติธรรมทางโลกุตระ ปฏิบัติธรรมหน้านองน้ำตาอยู่ ตายก็ยอมตาย ตนมีบารมีน้อย คนโคตรภูบุคคลมีในที่นี้ จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ ในระยะเริ่มต้นก็จะมามากกัน แล้วก็จะช้าลง จนตอนนี้ก็จะมากันน้อยคนที่มีบารมี ก็คงจะมีประมาณนี้ ได้ประกาศธรรมะมา 45 ปี ก็มีประมาณนี้ พระพุทธเจ้าประกาศธรรมมา 45 ปีก็สำเร็จจบศาสนาตั้งลงเป็นศาสนาของโลก แล้วท่านก็ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ทั้งหลาย สร้างศาสนาที่จะมีอายุถึง 5000 ปี ซึ่งเป็นศาสนาที่มีอายุสั้นมาก ที่อาตมาเอามาประกาศ ถ้าอาตมาผิด ผู้อื่นก็ถูก ถ้าอาตมาถูก ผู้อื่นก็ผิด ก็ดูผลเอาก็แล้วกันว่าเป็นอย่างไร ของพระพุทธเจ้าเป็น ประโยชน์สองส่วน อุภยัตถะ เช่น เราทำทานให้เขา เขาก็ได้ประโยชน์ แต่เราถ้าสัมมาทิฏฐิจะได้ประโยชน์ ไม่ได้ประโยชน์ที่ได้เหรียญตราหรือโล่นะ แต่เราได้ตรงที่เราได้เสียนี่แหละ เราเสียนี่แหละคือเราได้ เราไม่ได้ให้เพราะถูกหลอกล่อว่า จะได้อะไรตอบแทนมา ไม่ได้ให้ทานเพราะเราอยากได้วิมานมาหลอก นั่นยิ่งมี ของกูปักดิ่งจมหนัก ค้านแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้า ผู้ได้ประโยชน์สองอย่างแบบที่พระพุทธเจ้าสอน ต้องทำใจในใจให้เป็น ทานอย่างไม่ต้องอยากได้อะไรตอบแทนมา นี่คือ อัตถิทินนัง เพราะทำใจในใจเป็น แต่เมื่อสอนผิด ทำทานแล้วยิ่งตะกละ ยิ่งกิเลสหนา ยิ่งยึดมั่นถือมั่นคือ นัตถิทินนัง ทานแล้วไม่มีผล ในวงการศาสนาก็อธิบายไม่ชัดเจน สรุปว่าทำงานมาแล้วก็ไม่เป็นโมฆะ ไม่เป็นหมัน มีผู้รับได้ ทำได้แล้ว ไปปฏิบัติได้ด้วยกันการเกิดผลสืบทอดสืบต่อไป เนื้อแต่ผู้ที่เป็นมวลนี้ ก็พากเพียรหน่อยจะได้ประโยชน์ 2 ส่วน สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอน พระพุทธเจ้าสอนอัมพัฏฐมาณพ มาต่อในอัมพัฏฐสูตร ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ ไม่สามารถจะหา เหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ และไม่สามารถจะบำเรอไฟได้ จึงสร้างเรือนไฟที่มีประตู สี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วสำนักอยู่ด้วยตั้งใจว่า ผู้ใดที่มาจากทิศทั้ง 4 นี้ จะเป็นสมณะ หรือพราหมณ์ก็ตาม เราจักบูชาท่านผู้นั้นตามสติกำลัง บ้างหรือไม่? ข้อนี้ไม่มีเลย พระโคดมผู้เจริญ. ดูกรอัมพัฏฐะ เธอกับอาจารย์เสื่อมจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม นี้ด้วย และคลาดจากทางเสื่อมของวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติ อันเป็นคุณยอดเยี่ยม 4 ประการ นี้ด้วย. พ่อครูพูดถึงจรณะ 15 ต่อ และบอกว่ายุคนี้ศีลก็ไม่มีกันแล้ว สมาธิก็ผิดเพี้ยน [168] ดูกรอัมพัฏฐะ ก็พราหมณ์โปกขรสาติอาจารย์ของเธอ ได้พูดว่า สมณะโล้น บางเหล่าเป็นเชื้อสายคฤหบดี กัณหโคตร เกิดแต่บาทของพรหม ประโยชน์อะไรที่พวกพราหมณ์ ผู้ทรงไตรวิชาจะสนทนาด้วย ดังนี้ แม้แต่ทางเสื่อม ตนก็ยังไม่ได้บำเพ็ญ ดูกรอัมพัฏฐะ พ่อครูว่า...เขาถือศักดิ์ศรีถือศักดินากันจริงๆ อย่าว่าเรื่องคุณธรรมเลย แม้เรื่องชาติตระกูลเขาก็นับถือกันมาก ยุคนี้ก็ยึดชาติตระกูล และยึดการศึกษากันมาก ยุคนั้นการศึกษาไม่เฟื่อง ก็มีแต่การศึกษาทางสมณพราหมณ์กันยิ่งใหญ่ เขาถ่ายทอดกันด้วยโคตร เพราะพราหมณ์มีเมียมีลูกมีตระกูล ทุกวันนี้ศาสนาพุทธก็มีลูกเมีย มีตระกูลสืบทอดกันในญี่ปุ่นมีแล้ว เป็นตำแหน่งเลย เหมือนนายคิมที่สามนี่แหละ สืบทอดกันในเกาหลีเหนือ {หน้า 112} ความผิดของพราหมณ์โปกขรสาติ อาจารย์ของเธอนี้เพียงใด ถึงพราหมณ์โปกขรสาติกินเมืองที่ พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทาน พระองค์ยังไม่ทรงพระราชทานพระวโรกาสให้เข้าเฝ้าหน้าพระที่นั่ง เวลาจะทรงปรึกษาด้วย ก็ทรงปรึกษานอกพระวิสูตร ดูกรอัมพัฏฐะ ไฉนเล่าจึงไม่พระราชทานการเข้าเฝ้าต่อหน้าพระที่นั่งแก่เขาผู้รับภิกษาที่ชอบธรรม ซึ่งพระราชทานให้ ดูเถิด อัมพัฏฐะ ความคิดของพราหมณ์โปกขรสาติอาจารย์ของเธอนี้เพียงใด. [169] ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงช้าง พระที่นั่งหรือรถพระที่นั่ง จะทรงปรึกษาราชกิจบางเรื่องกับมหาอำมาตย์ หรือพระราชวงศานุวงศ์ แล้วเสด็จไปประทับอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง จากที่นั้น ภายหลังคนชั้นศูทร หรือทาสของศูทรพึงมา ณ ที่นั้นแล้วพูดอ้างว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล ตรัสอย่างนี้ๆ เพียงเขาพูดได้เหมือนพระราชาตรัส หรือปรึกษาได้เหมือนพระราชาทรงปรึกษา จะจัดว่าเป็นพระราชาหรือราชมหาอำมาตย์ได้หรือไม่? ข้อนี้เป็นไม่ได้ พระโคดมผู้เจริญ. บุรพฤาษี 9 ตน ดูกรอัมพัฏฐะ เธอก็เช่นนั้นเหมือนกัน บรรดาฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์ คือฤาษีอัฏฐกะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทวะ ฤาษีเวสสามิตร ฤาษียมตัคคี ฤาษีอังคีรส ฤาษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนต์ บอกมนต์ ในปัจจุบันนี้ พวกพราหมณ์ขับตาม กล่าวตาม ซึ่งบทมนต์ของเก่านี้ที่ท่านขับแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้ว กล่าวได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้อง ตามที่ท่านกล่าวไว้ บอกไว้ เพียงคิดว่าเรากับอาจารย์เรียนมนต์ ของท่านเหล่านั้น เธอจักเป็นฤาษีหรือปฏิบัติเพื่อเป็นฤาษีได้ ดังนี้ นั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. พ่อครูว่า... คำว่าฤาษีในยุคนั้นก็คือ พระอาริยะนั่นเอง ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอได้ฟังพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และเป็นปาจารย์เล่ากันมาว่าอย่างไร บรรดาฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์คือฤาษี อัฏฐะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทวะ ฤาษีเวสสามิตร ฤาษียมตัคคี ฤาษีอังคีรส ฤาษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนต์ บอกมนต์ ในปัจจุบันนี้ พวกพราหมณ์ ขับตาม กล่าวตาม ซึ่งบทมนต์ของเก่านี้ที่ท่านขับแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้ว กล่าวได้ ถูกต้อง บอกได้ถูกต้อง ตามที่ท่านกล่าวไว้ บอกไว้ ฤาษีเหล่านั้นอาบน้ำ ทาตัวเรียบร้อย แต่งผม แต่งหนวด สวมพวงดอกไม้และเครื่องอาภรณ์ นุ่งผ้าขาว อิ่มเอิบ พรั่งพร้อม บำเรออยู่ด้วยกามคุณห้า เหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? พ่อครูว่า... ถ้าเป็นสมัยนี้เขาไม่กล่าวยอมรับกันแน่ เพราะทั้งด้านหนามาก {หน้า 113} ไม่เหมือน พระโคดมผู้เจริญ … ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ฤาษีเหล่านั้นบริโภคข้าวสาลีที่เก็บกากแล้วมีแกงและกับหลายอย่าง เหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้ หรือไม่? ไม่เหมือน พระโคดมผู้เจริญ … ดูกรอัมพัฏฐะ ... ฤาษีเหล่านั้นบำเรออยู่ด้วยเหล่านารีผู้มีร่างกระชดกระช้อย เหมือนเธอ กับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? ไม่เหมือน พระโคดมผู้เจริญ … ดูกรอัมพัฏฐะ ... ฤาษีเหล่านั้นใช้รถเทียมม้าหางตัด แทงด้วยปฏักด้ามยาวเหมือนเธอ กับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? ไม่เหมือน พระโคดมผู้เจริญ … ฤาษีเหล่านั้นใช้บุรุษขัดกระบี่ให้รักษาเชิงเทินแห่งนคร ที่มีคูล้อมรอบลงลิ่ม เหมือนเธอ กับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? ไม่เหมือน พระโคดมผู้เจริญ … ดูกรอัมพัฏฐะ เธอกับอาจารย์มิได้เป็นฤาษีเลย ทั้งมิได้ปฏิบัติเพื่อเป็นฤาษีด้วยประการ ฉะนี้แล ดูกรอัมพัฏฐะ ผู้ใดมีความเคลือบแคลงสงสัยในเรา ผู้นั้นจงถามเราด้วยปัญหา เราจักชำระให้ด้วยการพยากรณ์. [170] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากพระวิหารจงกรมแล้ว. แม้อัมพัฏฐมาณพ ก็ออกจากพระวิหารเดินจงกรมแล้ว. ขณะที่อัมพัฏฐมาณพเดินจงกรมตามพระผู้มีพระภาคอยู่นั้น ได้พิจารณาดูมหาปุริสลักษณะ 32 ประการในพระกายของพระผู้มีพระภาค ก็ได้เห็นมหาปุริสลักษณะ 32 ประการโดยมาก เว้นอยู่ 2 ประการ คือพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก 1 พระชิวหาใหญ่ 1 จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใสอยู่ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่า อัมพัฏฐมาณพ นี้เห็นมหาปุริสลักษณะ 32 ประการของเราโดยมาก เว้นอยู่ 2 ประการ คือ คุยหะเร้นอยู่ในฝัก 1 {น.114} ชิวหาใหญ่ 1 จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อไม่เลื่อมใสอยู่ ทันใดนั้น จึงทรงบันดาล อิทธาภิสังขาร ให้อัมพัฏฐมาณพได้เห็นพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก และทรงแลบพระชิวหาสอด เข้าช่องพระกรรณทั้ง 2 กลับไปมา สอดเข้าช่องพระนาสิกทั้ง 2 กลับไปมา แผ่ปิดจนมิดมณฑล พระนลาต. [171] ครั้งนั้น อัมพัฏฐมาณพคิดว่า พระสมณโคดมประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ 32 ประการบริบูรณ์ไม่บกพร่อง ดังนี้แล้วจึงได้ทูลลาพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอทูลลาไป ณ บัดนี้ ข้าพเจ้ามีกิจมาก มีธุระมาก. ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจงสำคัญกาลอันควรบัดนี้ แล้วอัมพัฏฐมาณพก็ขึ้นรถม้ากลับไป.
สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอน พราหมณ์โปกขรสาติแสดงตนเป็นอุบาสก โปกขรสาติพราหมณ์ [172] สมัยนั้น พราหมณ์โปกขรสาติลุกออกมานั่งคอยรับอัมพัฏฐมาณพอยู่ ณ อาราม ของตน พร้อมด้วยพราหมณ์หมู่ใหญ่ ฝ่ายอัมพัฏฐมาณพขับรถไปอารามของตนจนสุดทางที่รถไปได้ แล้วลงเดินเข้าไปหาพราหมณ์โปกขรสาติ ไหว้แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พราหมณ์โปกขรสาติถามว่า พ่ออัมพัฏฐะ พ่อได้เห็นพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้นแล้วหรือ? ได้เห็นแล้ว ท่าน. ก็เกียรติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นที่ขจรไป จริงตามนั้น ไม่เป็นอย่างอื่นหรือ ท่านพระโคดมพระองค์นั้นทรงคุณเช่นนั้นจริง ไม่เป็นอย่างอื่นหรือ. เกียรติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นที่ขจรไป จริงตามนั้น ไม่เป็นอย่างอื่นเลย ท่านพระโคดมพระองค์นั้นทรงคุณเช่นนั้นจริง ไม่เป็นอย่างอื่นเลย และประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ 32 ประการ บริบูรณ์ไม่บกพร่อง. พ่อได้สนทนาปราศรัยอะไร ด้วยหรือไม่? ได้สนทนาปราศรัยด้วยทีเดียว. พ่อได้สนทนาปราศรัยอย่างไรบ้าง? ทันใดนั้นอัมพัฏฐมาณพได้เล่าเรื่องเท่าที่ตนได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ให้พราหมณ์โปกขรสาติทราบทุกประการ. พ่อครูว่า...อาตมาชอบที่จะอธิบายกับผู้รู้ฟังนะ แต่เขาไม่ค่อยจะมาสนทนา แต่ก่อนนี้อาตมาไม่ค่อยมีภาษาอธิบาย เขาจะไม่ค่อยเข้าใจเลย แต่ทุกวันนี้อาตมาพอมีบ้าง ถ้าเขาฟังด้วยดี เขาจะได้เลย ได้จริงๆ อย่างอัมพัฏฐะก็ไม่มีมานะอัตตามาก แต่แม้มีมากพระพุทธเจ้าก็มีอิทธิพลมีบารมีมาก แต่อาตมาไม่มีบารมีมาก มีแต่เขาข่มเอา แต่ทุกวันนี้ ถ้ามายันอาตมามากอาตมาก็จะเอาพระไตรปิฎกยันเลย เปิดเล่ม 1 ถึง 45 อธิบายเลย ยิ่งอภิธรรมยิ่งดีเลย ไล่รูป 28 ใส่กันเลย
{หน้า 115} [173] เมื่ออัมพัฏฐมาณพกล่าวอย่างนี้ พราหมณ์โปกขรสาติได้กล่าวว่า พุทโธ่เอ๋ย พ่อบัณฑิตของเรา พุทโธ่เอ๋ย พ่อพหูสูตของเรา พุทโธ่เอ๋ย พ่อทรงไตรวิชาของเรา ได้ยินว่า คนเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จะพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกเสีย เพราะท่าน ผู้ประพฤติประโยชน์เช่นนี้ เจ้าได้พูดกระทบกระเทียบพระโคดมอย่างนี้ๆ แต่พระโคดมกลับ ยกเอาพวกเราขึ้นเป็นตัวเปรียบเทียบอย่างนี้ๆ พุทโธ่เอ๋ย พ่อบัณฑิตของเรา พุทโธ่เอ๋ย พ่อพหูสูตของเรา พุทโธ่เอ๋ย พ่อทรงไตรวิชาของเรา ได้ยินว่า คนเบื้องหน้าแต่ตายเพราะ กายแตก จะพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกเสีย เพราะท่านผู้ประพฤติประโยชน์เช่นนี้. พราหมณ์โปกขรสาติโกรธ ขัดใจ เอาเท้าปัดอัมพัฏฐมาณพให้ล้มลงแล้ว ใคร่จะไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเสียในขณะนั้นทีเดียว. พวกพราหมณ์เหล่านั้นได้พูดห้ามว่า ท่าน วันนี้เกินเวลาที่จะไปเฝ้าพระสมณโคดมเสียแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปเถิด. [174] ครั้งนั้น พราหมณ์โปกขรสาติให้จัดแจงของเคี้ยวของบริโภคอย่างประณีตใน นิเวศน์ของตนแล้วเอาใส่รถ เมื่อคบเพลิงยังตามอยู่ ได้ออกจากอุกกัฏฐนคร ขับรถตรงไปยัง ราวป่าอิจฉานังคลวัน ครั้นไปสุดทางรถ ลงเดินเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัย กับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐมาณพศิษย์ของข้าพเจ้าได้มาที่นี้หรือ? ได้มา พราหมณ์. พระองค์ได้สนทนาปราศรัยอะไรๆ กับเขาหรือไม่? ได้สนทนา พราหมณ์ พระองค์ได้สนทนาปราศรัยกับเขา อย่างไร? ทันใดนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเล่าเรื่องเท่าที่พระองค์ได้สนทนาปราศรัยกับ อัมพัฏฐมาณพ ให้พราหมณ์โปกขรสาติทราบทุกประการ. [175] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเช่นนี้แล้ว พราหมณ์โปกขรสาติได้ทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐมาณพเป็นคนโง่ ได้โปรดอดโทษให้เขาเถิด ภ. อัมพัฏฐมาณพจงมีความสุขเถิด พราหมณ์. [ 176] ครั้งนั้น พราหมณ์โปกขรสาติได้พิจารณาดูมหาปุริสลักษณะ 32 ประการในพระกายของ พระผู้มีพระภาคก็ได้เห็นมหาปุริสลักษณะ 32 ประการ โดยมากเว้นอยู่ 2 ประการ คือ พระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก 1 พระชิวหาใหญ่ 1 จึงยังเคลือบแคลงสงสัยอยู่ ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใสอยู่ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่า พราหมณ์โปกขรสาตินี้เห็นมหาปุริสลักษณะ 32 ประการ ของเราโดยมาก เว้นอยู่ 2 ประการ คือ คุยหะเร้นอยู่ในฝัก 1 ชิวหาใหญ่ 1 จึงยังเคลือบแคลง สงสัย ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใสอยู่ ทันใดนั้น จึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขารให้พราหมณ์โปกขรสาติ ได้เห็นพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก และทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้ง 2 กลับไปมา สอดเข้าช่องพระนาสิกทั้ง 2 กลับไปมา แผ่ปิดจนมิดมณฑลพระนลาต พราหมณ์โปกขรสาติ คิดว่า พระสมณโคดมประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ 32 ประการบริบูรณ์ ไม่บกพร่อง ดังนี้ แล้วทูลพระผู้มีพระภาคว่า ขอพระโคดมผู้เจริญพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์จงรับภัตตาหารในวันนี้ พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์ด้วยอาการนิ่งอยู่ พราหมณ์โปกขรสาติทราบว่า พระผู้มีพระภาค ทรงรับนิมนต์แล้ว จึงทูลภัตตกาลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญได้เวลาแล้ว ภัตตาหารเสร็จแล้ว. [176] ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรจีวร เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของพราหมณ์โปกขรสาติพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ ประทับนั่งบนอาสนะที่จัดถวาย. พราหมณ์โปกขรสาติได้อังคาสพระผู้มีพระภาค ให้ทรงอิ่มหนำเพียงพอด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต ด้วยมือของตน และพวกมาณพก็ได้อังคาสพระภิกษุสงฆ์. ครั้นพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จ วางพระหัตถ์จากบาตรแล้ว พราหมณ์โปกขรสาติถืออาสนะต่ำนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสอนุบุพพิกถาแก่พราหมณ์โปกขรสาติ คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษของกามที่ต่ำช้า เศร้าหมอง และอานิสงส์ในการออกจากกาม เมื่อทรงทราบว่า พราหมณ์โปกขรสาติ มีจิตคล่อง มีจิตอ่อน มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตสูง มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค โปรดพราหมณ์โปกขรสาติ ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พราหมณ์โปกขรสาติว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับไปเป็นธรรมดา ณ ที่นั่งนั้นแล เหมือนผ้าที่สะอาด ปราศจากมลทินควรรับน้ำย้อม ด้วยดี ฉะนั้น.
{หน้า 117} พราหมณ์โปกขรสาติแสดงตนเป็นอุบาสก [177] ลำดับนั้น พราหมณ์โปกขรสาติ เห็นธรรม ถึงธรรม รู้แจ้งธรรม หยั่งทราบ ธรรม ข้ามความสงสัย ปราศจากความเคลือบแคลง ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นใน สัตถุศาสนา ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด พระโคดมผู้เจริญ ทรงประกาศ พระธรรมโดยอเนก ปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้พร้อมทั้งบุตรภริยา บริษัทและ อำมาตย์ ขอถึงพระองค์ และพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระสมณโคดมผู้เจริญ จงทรงจำข้าพระองค์ ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอพระองค์ จงเสด็จเข้าไปสู่สกุลโปกขรสาติ เหมือนเข้าไปสู่สกุลแห่งอุบาสกอื่นๆ ในนครอุกกัฏฐะ เหล่า มาณพมาณวิกาในสกุลโปกขรสาตินั้น จักไหว้ จักลุกรับ จักถวายอาสนะ หรือน้ำ จักเลื่อมใส ในพระองค์ ข้อนั้น จักเป็
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive