600524_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มรรคผลของพุทธพิสูจน์ด้วย บวร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข25 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

600524_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มรรคผลของพุทธพิสูจน์ด้วย บวร

สมณะเดินดินว่า…วันพุธที่ 24 พฤษภาคม 2560 ที่บ้านราชฯ อากาศค่อนข้างจะร้อนสำหรับที่บ้านราช อากาศจะร้อนอย่างไร พ่อครูก็ทั้งเขียนหนังสือตลอดบ่าย และได้มาเทศนาให้พวกเราอีกตอนนี้ เพราะมีสิ่งที่จะต้องเปิดเผยความจริงอีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของประชาธิปไตย ประเทศไทยเราตอนนี้มีดัชนีความทุกข์น้อยกว่าอีกหลายประเทศ แต่ก็มีคนมองอยู่ว่า ประชาธิปไตยยังใช้ไม่ได้ เศรษฐกิจยังไม่ดียังไม่มีการเลือกตั้ง คนก็ฟังแล้วก็เชื่อตามแรงของการโฆษณา เรื่องนี้ประชาชนคนไทยน่าจะรู้ได้ แต่เขาก็สามารถครอบงำประชาชนได้ ดูพวกนักข่าวที่ถล่มรัฐบาลหรือพวกนักการเมืองที่กำลังอดอยากปากแห้ง ธรรมะของศาสนาพุทธเป็นเรื่องเข้าใจได้ยาก รู้ตามได้ยาก ธรรมะที่สอนศาสนาทั่วไป ได้แต่เพียงกดข่มไว้ แต่เป้าหมายของศาสนาพุทธไม่ได้มีแค่นั้น จึงเป็นเรื่องที่ยาก พวกเราก็พยายามติดตามฟังพ่อครูมาตลอด แต่ทำไมติดตามฟังต่อไปอีกก็ยิ่งยาก มีโศลกพ่อครูที่ว่า แม้ศรัทธาจะมากจะแรงขนาดไหน วิริยะจะมากขนาดไหน แต่ถ้าขาดสัมมาทิฏฐิก็ไม่สามารถพ้นทุกข์ได้

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน มรรคผลของพุทธพิสูจน์ด้วย บวร พ่อครู ว่า...ท่านเดินดินขี้ตู่ว่าอาตมาเอาแต่พูดกับเขียนเท่านั้น พูดกับเขียนก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่จริงๆ อาตมาไม่ได้แค่พูดกับเขียน ที่สำคัญคืออาตมาพาทำ ที่เน้นหนัก แล้วก็สามารถ คิดว่าประสบความสำเร็จ ทำงานศาสนามาตั้งแต่ต้นจนจบ ประสบความสำเร็จสามารถพาคนมาทำได้ ทำธรรมะ หรือปฏิบัติธรรมได้ จนเกิดเป็นมรรคเป็นผล จนมารวมตัวกันเป็นสังคมชุมชนหมู่บ้าน เกิดความเป็นบวรจนถึงทุกวันนี้ นี่คือผลสำเร็จที่อาตมาพาทำ คนอื่นใครๆเขาก็พูดก็เขียนกันทั้งนั้น แต่อาตมาเห็นว่า(ขออภัยไม่ได้พูดข่ม) แต่พูดตามส

อ่านต่อ

ภาวะปรากฏการณ์จริง คนอื่นๆไม่ว่าสำนักไหนก็ตาม ไม่เคยเห็นว่าสำนักไหนทำจนกระทั่งเกิดเป็นชุมชนหมู่บ้าน เท่าที่ดูแล้วมีบ้าง แต่ในประเทศไทยนี้ ยังไม่ปรากฏเป็นเช่นนั้น ที่เป็นชุมชนหมู่บ้าน ก็ไม่รู้นะว่าเขาจะเป็นหมู่บ้านขนาดไหน นึกถึงหมู่บ้านพลัม ของอาจารย์คนหนึ่ง อาจารย์ทางพุทธศาสนา หมู่บ้านของท่านติชนัทฮันห์ พระชาวเวียดนาม และใช้คำพูดว่า หมู่บ้านพลัม และคำว่าหมู่บ้านนี้จะเหมือนกับหมู่บ้านชาวอโศกไหม (ญาติธรรมบอกว่า ไม่เหมือน) สมณะเดินดินว่า...ฟังว่าก็ไม่เหมือนชุมชนแบบพวกเรา พ่อครูว่า...ยิ่งอาตมาใช้ชุมชนหมู่บ้าน เขาก็เรียกหมู่บ้านพลัม แต่หมู่บ้านอื่นๆไม่เห็นมี หมู่บ้านที่เป็นหมู่บ้านของศาสนาพุทธ หมู่บ้านอื่นชุมชนอื่นก็ไม่ทราบ แต่ความหมายของอาตมาคือ มีบุคคลจริงๆ รวมกันอยู่เป็นหมู่บ้านจริงๆเลย มีบ้านของแต่ละคนๆ เป็นบ้านของเขา เขาเอาชีวิตของเขาเข้ามา แล้วก็มีบ้านอยู่ เหมือนบ้านข้างนอกที่คนทั้งหลายก็มีอยู่ เป็นบ้านของตนเอง แล้วก็อยู่บ้านนี้ มีอาชีพ มีการกระทำ มีการพูด มีการคิด ตามมรรคมีองค์ 8 แล้วก็นำพาให้เกิดสัมมา สัมมาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจาสัมมาสังกัปปะ เป็นหมู่บ้านที่อาตมาได้นำพาให้เกิด 4 อย่างนี้จริง เป็นหมู่บ้าน เจตนานำพาให้เป็นสัมมา ทั้งสอนพาทำ บรรยาย เขียน มีชีวิตไปทั้งชีวิต หลายคนเอาชีวิตมาตายในหมู่บ้านชาวอโศกมีมากแล้ว ตายก็มีเผาให้เสร็จเรียบร้อยมา มีการพาทำ ทำงานทำการให้เป็นสัมมา สัมมากัมมันตะ ข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ หมู่บ้านชาวอโศกไม่ฆ่าสัตว์กันทั้งหมู่บ้านสำเร็จ ข้อที่ 2 ไม่เอาเงินของใคร พยายามที่สุดไม่เอาเงินของใครในฐานะเป็นการขโมยทั้งหมู่บ้าน ทำกันทั้งหมู่บ้านไม่ใช่เป็นของแต่ละบ้าน ที่อื่นเขาก็ทำเป็นบ้าน ของเราพากันทำเป็นหมู่บ้านรวมเลย พ้นมิจฉากัมมันตะ 3 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร สัมมาวาจา ไม่ให้ผิดมิจฉา 4 สัมมาสังกัปปะ ให้ลดกาม พยาบาท รู้จักสังกัปปะ 7 รู้จักตักกะ วิตักกะสังกัปปะ จิตมีอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ไม่มีวจีสังขารที่เป็นอาริยะ มีกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ที่เป็นอาริยะ เป็นฌานเป็นสมาธิ ตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า ซึ่งก็ไปติงไปติ ผู้ปฏิบัติผิด อาตมาไปติ วงการศาสนาพุทธที่เป็นที่รู้กันว่า การปฏิบัติฌานสมาธิต้องไปนั่งหลับตาสะกดจิตทั้งนั้น เชื่อกันอย่างนี้และทำกันอย่างนี้ ไม่ได้พาทำการปฏิบัติฌาน ด้วยการมีศีล สมาธิ และเกิดปัญญาตามบารมีแต่ละคน เริ่มตั้งแต่มีศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 อยู่ในชุมชนชาวอโศกทุกคน ปฏิบัติศีล 5 ทุกคนเป็นอย่างน้อย แล้วก็เน้นว่า ถ้าจะมาอยู่ในอารามต้องถือศีล 8 ตอนนี้หมู่บ้านเราลงตัวแล้วมีคนศีล 5 ศีล 8 รวมตัวกัน มีศีล 10 จนมากกว่าศีล 10 เป็นจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ส่วนภิกษุก็ถือวินัยด้วย มีจารีตประเพณีการทบทวนโอวาทปาฏิโมกข์ คำสอนพระพุทธเจ้า ไม่ได้มีแค่วินัย แต่คำสอนพระพุทธเจ้า มีทั้งธรรมะและวินัย คือปาติโมกข์ คือเพื่อให้เกิดการขัดเกลาเป็น Action reaction คือการกระทบสัมผัสแล้วขัดเกลาสู่วิโมกข์ สู่การหลุดพ้น นั่นคือโอวาทปาติโมกข์ อาตมาพาพวกเราทำจนเกิดเป็นหมู่บ้านทำกันทั้งหมู่บ้าน ปฏิบัติศีลสมาธิทั้งหมู่บ้าน แต่ไม่ใช่นั่งหลับตาสมาธิสะกด

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน การหลับตาสมาธิไม่รู้โลกกับอัตตา ขอพูดย้ำยืนยันว่า การนั่งหลับตาสะกดจิตตาม ทิฏฐิ ความเห็นที่พากันทำในสังคมส่วนใหญ่ พุทธศาสนา ที่ทั่วโลกทำ เข้าใจว่า สมาธิคือการนั่งหลับตานั้นผิดหมด มิจฉาทิฏฐิหมด เพราะ ความจริงนั้น การปฏิบัติสมาธิของพระพุทธเจ้า คือสัมมาสมาธิต้องปฏิบัติ มรรค 7 องค์ ไม่ได้จะไปนั่งหลับตา แต่ลืมตามีการทำงานอาชีพมีการกระทำกายวาจาใจที่เป็นสัมมา พูดสัมมา คิดนึกสัมมา ทางมโนกรรมให้เป็นสัมมา แล้ว ล้างกิเลสออกจากจิต สั่งสม ลงเป็นฌานเป็นสมาธิ ในขณะลืมตามีชีวิตอยู่ปัจจุบันไม่ใช่นั่งหลับตา ขออธิบายสำหรับคนนั่งหลับตาปฏิบัติ ที่ได้ฌานสมาธิ เขาก็จะได้ฌานสมาธิของจิตสังขาร เขาไม่ได้วจีสังขาร หรือกายสังขาร ก็ไปนั่งหลับตาทำฌานสมาธิ ก็ได้แต่จิตสังขาร แต่ไม่ได้กายสังขาร วจีสังขาร ภพมีสามภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ แต่เขาไม่มีภายนอก ที่สำคัญคือไม่มีความจริงอันครบ มันเป็นแต่เพียงในภวังค์ในความคิดในภพ เท่านั้น จึงไม่ใช่กามจริง ไม่ใช่อัตตาสมบูรณ์ เพราะอัตตาต้องประกอบด้วยการรู้ภายนอกและภายใน จึงเข้าใจ อัตตา โลก ความเป็นโลกหมายถึงองค์รวมภายนอกรวมกัน เกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์กัน อยู่ร่วมกับโลกเขาโดยรู้ว่าอย่างนี้เป็นโลก เช่นโลกธรรม อย่างนี้เรียกว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข และรู้จักอัตตา รู้จักภายในจิตของตน โลกภายนอกที่หยาบเรียกโอฬาริกอัตตา มันปรุงแต่งเป็นมโนมยอัตตา มโนมยอัตตาที่สำเร็จด้วยจิตเป็นอบาย เป็นกาม สำเร็จเป็นกามภพ รู้ว่าจิตเราไปหลงกิเลส ได้อัตตาที่สำเร็จด้วยจิตภายนอก และรู้มโนมยอัตตาภายใน เป็นรูป อรูปภายใน ถ้าปฏิบัติภายนอก เกี่ยวข้องกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เราเกิดกิเลสจริง เราก็เรียนรู้กิเลสในปัจจุบันนั้นเรียกว่า ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ คือ นิพพานที่เกิดในธรรมะอันเป็นปัจจุบัน ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ แปลว่าความรู้ความเห็นที่มีปัจจุบันธรรม ชัดๆ ไม่ใช่อดีตและอนาคต นี่คือความยากที่คนเข้าใจไม่ได้ ผู้ที่ปฏิบัติโดยไม่มีปัจจุบันไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย และใจรับรู้ทวารนอกทั้ง 5 ครบ และเรียนรู้กิเลสที่เกิดจากการสัมผัส ทางทวารเปิด แล้วล้างกิเลสในกามภพ กามภพหมดเป็นอนาคามี กิเลสต่อไปก็ไม่ได้หลับตาปฏิบัติ กิเลสอนาคามีไม่มีในกามภพ เกี่ยวข้องกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส โลกธรรม ท่านล้างกิเลสได้หมด คืออนาคามี ไม่ติดยึดไม่ได้อยากได้ อยากมี อยากเป็น ถ้าอนาคามี ไปทำงานราชการ ทำงานบริหารบ้านเมืองให้แก่รัฐ รัฐจะเจริญมาก เพราะว่าจะไม่มีคอรัปชั่น ไม่มีโลภในลาภยศ อนาคามีมีภูมิธรรมอย่างแท้จริง ในโลกธรรมและลดได้จริงๆ ลาภ ยศ หยาบ สรรเสริญมีลึกบ้าง สุข ก็จะมีในอนาคามีบ้าง แต่ไม่หยาบ คนรู้สรรเสริญคือสรรเสริญเยินยอโด่งเด่นดังแบบโลกๆไม่มี แต่จะถือเป็นมานะ มีอุทธัจจะ เหลือเศษที่จะต้องทำต่อไปให้เป็นอรหันต์ ผู้ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าจะรู้จักขั้นตอน ฌานกับสมาธิ ที่เป็นสัมมาทิฏฐิจะต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัย แล้วต้องเป็นปัจจุบันที่ตากระทบรูป หู กระทบเสียงลิ้น กายใจ กระทบสัมผัสแล้วเกิดกิเลส ล้างกิเลสได้ จนกระทั่งสัมผัสแล้วกิเลสไม่เกิดเลย อย่างนั้นคือสัจจะ วิธีปฏิบัติและเกิดมรรคผลแบบที่พระพุทธเจ้าสอน การนั่งหลับตาสมาธิได้รูปฌานและอรูปฌาน คือสมาธิโลกีย์แบบโลกๆ ไม่ใช่สมาธิของศาสนาพุทธเลย แต่ไม่เข้าใจไปหลงสมาธิแบบนั้น ในยุคของพระพุทธเจ้าเริ่มศึกษาออกบวช ก็ไปศึกษาอาจารย์ ไปเจออาจารย์ใหญ่ๆที่เขาปฏิบัติสมาธิ ก็พานั่งหลับตา เป็นฌาน 7 8 ไป แต่ท่านก็ทราบว่าไม่ใช่ทางถูก ที่อาฬารดาบส อุทกดาบส ปฏิบัติคือการนั่ งหลับตา เป็น Meditation ทั้งสิ้น

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พลังจิตสงบของพุทธแท้จริงคืออะไร หลักธรรมของพระพุทธเจ้า ในมหาจัตตารีสกสูตร สามัญผลสูตร ให้ปฏิบัติศีลเป็นลำดับ แล้วสำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ ปฏิบัติให้กิเลสลดลงจนจิตมันพอเพียง ตามในหลวงตรัส มันสันโดษ อสังสัคคะ คือไม่ไปหลงสวรรค์ แต่เขาแปลเป็นไม่คลุกคลีกับหมู่ เพี้ยนไปเลย ปวิเวกะคือสงบระงับ เป็นกถาวัตถุข้อ 3ในกถาวัตถุ 10 1. เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) 2. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) 3. เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) 4. เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) 5. เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) 6. เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) 7. เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) . 8. เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา (ปัญญากถา) 9. เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส (วิมุติกถา) 10. เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส (วิมุตติญาณทัสสนกถา) (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 69)

เขาปฏิบัติยึดถือกันอย่าง(ผิด)นี้เป็นร้อยปีแล้ว โพธิรักษ์เป็นมาอย่างไร ทำไมจะมาลบล้าง อาตมาก็ว่าไม่ได้ล้มล้างแต่ว่า ไปช่วยแก้ไขที่เขายึดถือยึดติดกัน อาตมาล้มล้างไม่ได้หรอก อาตมาจะทำงานไปจนอายุ 151 ปี คณะใหญ่ก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ แต่จะมีผู้ปฏิบัติตามแนวที่อาตมาได้พาทำเพิ่มขึ้นเท่านั้น และเป็นหมู่บ้านที่มี สัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ พาปฏิบัติกันไปจนกว่าจะตาย ไม่เลิกทำ ส่วนตัวที่ใครจะเผลอสติไม่ทำบ้างก็แน่นอน แต่ถ้าอยู่ในหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้าน บวร ที่ทั้งสังคมหมู่บ้าน วัด ปฏิบัติธรรมกันทั้งหมู่บ้าน พาทำแบบไม่ได้แบ่งแยก บ้าน วัด โรงเรียนเลย โรงเรียนอยู่ตรงไหนก็คือการศึกษา ศึกษาอยู่ทั้งความรู้ทางโลก สัมมาอาชีพสัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ เป็นการศึกษาให้รู้ แม้จะบอกว่า ตั้งโรงเรียนพูด หยุดคิด บอกว่าหยุดคิด ให้จิตว่างเปล่า โดยสะกดเข้าไป ไม่มีการวิจัย ธัมมวิจัยสัมมาสิกขา ก็พามาเรียนให้มีศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ไม่ได้ออกนอกแนวของพระพุทธเจ้าเลย สัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ แต่จะบอกว่าการนั่งหลับตาทำได้ไหม ก็ได้ ถ้าสัมมาทิฏฐิ การนั่งหลับตาสมาธิมีประโยชน์คือ 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี . 4. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน) แต่อย่าทำแบบตีขลุมว่าไม่ทำอะไรเลย ไม่ทำอาชีพ ไม่ทำการพูดการคิดเลย อย่างนั้นไม่ลึกซึ้งอะไร แค่ให้หยุด พัก ทำสมาธิคือสงบ อาชีพไม่ทำ กรรมกิริยาไม่ทำ ไม่สัมโพชฌงค์ไม่ได้เกิดเลย มันเพี้ยนไปไกลมากเลยศาสนาพุทธ อาตมาเน้นทั้งท่าทีลีลา น้ำเสียง ลีลา มือไม้ แสดงนัจจะคีตะวาทิตะเน้นให้มีรูปธรรมประกอบด้วยแล้วเขาหาว่าอาตมาไม่สุภาพ เขาเข้าใจสุดโต่งว่าความสงบคือไม่กระดุกกระดิก ไม่ทำอาชีพ ไม่มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม คือสงบ แต่ผิดหมดเลย ความสงบนั้นคือ กิเลสมันลดลง กิเลสมันดับไป ส่วนกายกรรมก็ยิ่งแคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียวทำงานได้ดี พูดมีเหตุมีผล มีคุณธรรม มีสิ่งที่ดีงาม คิดก็แคล่วคล่อง เป็นกัมมัญญตา เป็นกายกัมมัญญตา เป็นองค์รวมรูปนามที่มีจิต มุทุภูตธาตุ คิดได้แคล่วคล่อง ทำกรรมกิริยาเป็นสัมมา ทำงานอาชีพเป็นสัมมาอาชีพ อย่างนี้คือความสงบ ไม่ใช่ว่าความสงบคือจะหยุดคิด หยุดพูด หยุดทำ เหมือนที่พระพุทธเจ้าบอกองคุลิมาล ว่า ยังมีกายกรรม วจีกรรม ไม่สงบ มโนกรรมไม่สงบ เพราะต้องการฆ่า คนสุดท้ายที่ต้องฆ่าแล้วจะได้ไปรับวิชาจากอาจารย์ ตอนแรกจะไปฆ่าแม่เป็นคนสุดท้าย พระพุทธเจ้าก็เลยไปเป็นตัวล่อ ให้มาฆ่าพระพุทธเจ้า แล้วองคุลีมาลรอดตามมาฆ่า แต่พระพุทธเจ้ามีกำลังภายใน เดินไปเร็ว องคุลีมาลก็ตามไม่ทัน เพราะท่านมีกำลังภายในตัวเบา องคุลีมาล ตามไม่ทัน พระพุทธเจ้ามีตัวเบาอย่างหนังจีนเลย องคุลีมาลก็เลยบอกว่าหยุด ถ้าพระพุทธเจ้าไม่มีบารมี องคุลิมาลก็จะฆ่าได้สำเร็จ เมื่อองคุลีมาลบอกว่าหยุด สมณะหยุด พระพุทธเจ้าบอกว่าเราหยุดแล้วแต่เธอยังไม่หยุด นั่นต่างหากคือความสงบ ระงับ องคุลีมาลยังมีจิตที่จะฆ่า ยังไม่หยุด แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าเราหยุดฆ่าแล้ว แต่พวกนักปฏิบัติธรรมก็เลยเข้าใจผิดว่าหยุดเดิน ไม่กระดุกกระดิก เข้าใจแค่รูปธรรม ไม่ได้มีปัญญารู้ว่าหยุดคืออะไรเลย นั่นคือ ผู้ปฏิบัติธรรมสมัยนี้เข้าใจคำว่าสงบได้ หยุดคือกายกรรมวจีกรรม หรือมโนหยุดไม่คิด พลังของพระพุทธเจ้านั้น มโนจะยิ่งคล่องแคล่ว เป็นมุทุภูตธาตุ แคล่วคล่องเป็นกายกัมมัญญตา มีสังขารได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะไม่มีพลังงานกิเลสมาทำให้จิตติดข้อง นั่นคือความสงบ เป็นกายปาคุญญตา เป็นความคล่องแคล่วของเวทนาสัญญาสังขาร ที่เป็นเจตสิกของวิญญาณ เวทนาสัญญาสังขาร มีความคล่องแคล่ว วิญญาณก็จะมีความคล่องแคล่ว เพราะว่า เวทนาสัญญาสังขาร รวมกันก็คือวิญญาณ ทำให้จิตสงบได้ แต่จิตยิ่งแคล่วคล่องว่องไว ทั้งเจโตทั้งปัญญา จิตเจโตสามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้เร็วได้คล่อง ทั้งปัญญาที่มีความรอบรู้ ก็มีความแคล่วคล่องเร็วไว คือความสงบสูงสุด เพราะจิตกิเลส อกุศลมันหมดมันดับ สงบ หาย ตายจากชีวิต นี่คือสุดยอดสงบ การไปพาซื่อว่า ความสงบคือไม่กระดุกกระดิก อย่างนั้นมันผิด อาตมาถึงไม่แคร์ว่าใครจะบอกว่าอาตมาไม่นิ่ง กระดุกกระดิก พูดจาไม่สงบ กระแทกกระทั้น...พ่อครูลองพูดเสียงเนิบๆสงบๆ ...นักเรียนก็จะสงบ มันไม่ใช่เลย ซึ่งอาตมาแสดงธรรมอย่างไม่มีสาเฐยจิต จิตไม่มีกิเลสเลย นั่นคือแสดงธรรมอย่างสงบ อาตมาเปิดเผยอย่างไม่มังกุเลย เพราะได้เปิดเผยไปหมดแล้วว่าเป็นใครบรรลุอย่างไร แต่คนไม่เข้าใจเลยยากจริงๆ เพราะว่าไปหลงคำว่าสงบ บอกว่าโพธิรักษ์แสดงธรรมไม่สงบเลย แล้วจะเป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ได้อย่างไร จริงๆเลย เพราะเขาถูกครอบงำทางจิต ทางความฉลาดความรู้ไปหมดว่าจิตสงบคือจะต้องนิ่งๆ ต้องสำรวมในกายกรรม การสำรวมคืออะไร คือต้องอ่านกายกรรมว่ามีกิเลสเข้าไปปรุงไหม มีสสังขาริกังให้เกิดออกกายกรรม มีกิเลสร่วมพาทำไหม ถ้ามีกิเลสอยู่คือกายกรรมไม่สงบ วจีกรรมมีกิเลสร่วมไหม มีสสังขาริกัง ปรุงแต่งในวจีสังขาร ไม่มีก็คือจิตสงบ มโน นี่ ที่แสดงความเห็น แสดงความรู้ แสดงธรรมะออกมา มีกิเลสร่วมอยู่ในมโนไหม อาตมาก็ขอยืนยันว่าไม่มี ราคะ โทสะ โดยเฉพาะโมหะไม่ได้หลงเลอะเทอะไปด้วย นี่คืออวดอุตริมนุสธรรมอยู่นะ มั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากสัจธรรม อาจจะมีสัญญาวิปลาสบ้าง พยัญชนะอาจจะสลับกับสภาวะธรรมบ้าง อาจจะเป็นได้ ซึ่งอันนี้อาตมายังไม่สมบูรณ์ เป็นความไม่ลงตัวบัญญัติกับสภาวะไม่สมบูรณ์แบบเท่านั้นเอง มันยังไม่เก่ง แต่ก็พยายามที่จะไม่ให้มันสลับซับซ้อน ดีไม่ดีเผลอๆก็บัญญัติวิปลาส พวกคุณก็จับได้ ก็ท้วงมาหลายที อย่างหยาบๆ แต่ละเอียดๆไม่ค่อยมี

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ 10) ตอน ความสำเร็จในการทำงานศาสนาของพ่อครู อาตมาพูดจนหมดเนื้อหมดตัว ไม่รู้จะทำอย่างไร ขนาดนั้นคนเขาก็ยืนยันว่า ผู้บรรลุธรรมจะอวดไม่ได้ อวดตัวว่าบรรลุธรรมไม่ได้ อาบัติเลย ดีไม่ดีปาราชิก นอกนั้นก็อาบัติปาจิตตีย์ตลอดเวลา อาตมาก็ขอยืนยันว่า ไม่ได้อาบัติปาจิตตีย์ และปาราชิก อาบัติปาจิตตีย์คือ ตนเองมีคุณธรรมในตัวเอง แล้วแสดงว่าตนเองมีคุณธรรมนั้น กับอนุปสัมบัน เอาอุตริมนุสธรรมที่มีในตนนั้นก็ปาจิตตีย์ อนุปสัมบันนั้นเขาแปลว่าฆราวาส แต่ที่จริงอาตมาว่าคือผู้มีภูมิไม่ถึงจะรับได้ แต่อาตมาแสดงออกทางโทรทัศน์ มีอนุปสัมบัน เขาภูมิไม่ถึง เปิดฟังก็จะรับไม่ได้ก็ไม่ฟังหรอก แต่ถ้าคนมีภูมิ ฟังได้เขาก็จะฟังอย่างตั้งใจ แต่คนฟังอย่างเพ่งโทษ จับผิด ก็ไม่ได้ประโยชน์หรอก อาตมาแสดงธรรม เรื่องที่ต่างจากโลกเขาแสดง เขาจะแสดงทาน ส่วน ศีล เขาไม่ค่อยแสดงบรรยายเท่าไหร่ มีแต่รับศีลที่วัดแล้วเท่านั้น นอกนั้นเขาไปเรื่องสมาธิ ปัญญา กันไปโน่น ไม่ค่อยบรรยายศีลกัน นอกนั้นมิจฉาอาชีวะ 5 เขาไม่ค่อยบรรยายกัน กุหนา ลปนาคืออบายมุขที่ต้องหยุด ศีลข้อ 5 คือยอดอบายมุข กุหนา ลปนา คือยอดอบายมุข ต้องเลิกก่อนเลย คนฟังอาตมาอยู่ทุกวันจะรู้เลยว่า อาตมาบรรยายธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่เหมือนใครที่เขาบรรยายกัน แม้แต่ผู้ที่ถือว่าเป็นผู้ที่เป็นยอดในทางธรรมะพระพุทธเจ้า มีธรรมะเก่ง เป็นพระไตรปิฎกเคลื่อนที่ หรือผู้รู้ยอดธรรมเป็น Knowledgeman อาตมาก็ถือว่าท่านเก่ง แต่ไม่ได้ปฏิบัติได้จนเป็นอาริยบุคคล ผู้ที่จะเป็นอริยบุคคลจะต้องรู้จักเวทนา 108 และเอาเวทนา 108 มาเน้น เพราะว่ากรรมฐานของศาสนาพุทธคือเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ใช่กรรมฐาน 40 ที่อรรถกถาจารย์รวบรวมไว้ อันนั้นเป็นสมถะไม่ใช่วิปัสสนา ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นวิปัสสนาไม่ใช่การสะกดจิต ไม่ใช่มีวัตถุให้จิตไปจดจ่อ เป็นกสิณ แต่ให้มีสติมีธัมมวิจัย พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรมเป็นสติปัฏฐาน 4 ไม่ใช่ไปนั่งสะกดจิตอย่างนั้น ที่อาตมาพูดนี้มันแรงนะ เพราะว่าเขาทำผิดกันทั้งบ้านทั้งเมือง ทั้งกระบวน ในเรื่องของศาสนาพุทธ อาตมาพูดเหมือนยกตัวว่า เป็นผู้ที่ถูกต้อง ก็ต้องเห็นใจ ไม่รู้จะทำอย่างไร แล้วกระแสหลักเขาก็ ยิ่ง ไม่มีดวงตา ไม่รู้ว่าโพธิรักษ์คือผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นผู้มาพูดสัมมาวาจา มาพาทำสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เขาไม่เชื่อ ทั้งที่อาตมาพาทำแล้วมีมรรคผล ให้พวกเรามาทำสัมมาอาชีพ เลี้ยงชีพทุกวันนี้อย่างพ้น กุหนา ลปนา ไม่โกงไม่เอาเปรียบ มีแต่เสียสละๆ สร้างสรร ค้าขาย ปฏิบัติธรรมอยู่ในชีวิต นอกจากส่วนตัวไปละเมิด โลภอยู่ข้างนอก ก็เป็นตัวใครตัวมัน แต่ที่ทำกันในหมู่บ้านชาวอโศกก็สังวรกันตลอด พาทำกันตลอด อาตมาว่าอาตมามาชาตินี้พาทำงาน อาตมาประสบผลสำเร็จอย่างชัดเจน แต่คนก็มองไม่ออก แล้วพวกคุณก็มีสมาธิ มีความแข็งแรง สร้างฌานของจิต มีอัปปนา พยัปปนา เจตโนอภินิโรปนา มีฌาน 1 2 3 4 ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในฌาน 4 เช่น คุณไม่ฆ่าสัตว์ สัมผัสสัตว์ ไม่มีจิตอยากจะฆ่าอยากเอามากิน จิตมันบรรเทา สัมผัสกับสัตว์ใดๆ ก็ไม่อยากจะฆ่าเลย แม้มันจะกลับมาทำร้ายเรา เราก็ไม่คิดจะฆ่า แม้จะเจ็บก็ตาม ถามนิดหนึ่ง ถ้าคุณเจอสัตว์ ตัวใดตัวหนึ่งมันกัดหนักๆ คุณจะฆ่ามันไหม หรือจะไล่มันไป….คนตอบว่าไล่ นี่คือการบรรลุธรรม มีมรรคผล คุณจะไม่ฆ่าสัตว์ คุณจะไล่มันไป นี่คือ สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์จริงในชาวอโศก มีสติ มีปัญญา รู้ว่า พฤติกรรมอย่างนี้ ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ สองคุณไม่เอาของคนอื่น คุณสังวรระวังจริงไหม ของคนอื่น ถ้าผู้ใดไม่ขโมยก็จริง แต่เจอของที่ไม่ใช่ของๆเราก็หาทางเอาเปรียบ นี่คือการละเมิดศีล พระพุทธเจ้าตรัสว่า ศีลข้อ 2 พระสมณโคดม ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นคนสะอาดอยู่ ก็หมายความว่า จิตคุณจะรู้ว่าของนี้ไม่ใช่ของคุณ เขาไม่ได้ให้ คุณจะละเมิดอยากได้ จะมีมากน้อยขนาดไหน มันลดไหมจิตคุณ แต่ก่อน อยากได้อย่างแรงถึงขโมย แต่ต่อมาลด ไม่ขโมย แต่หาเจ้าของ ถ้าเขาให้ก็เอาเลย ไม่ให้ก็ไม่เอา ไม่ให้ก็ซื้อหาได้ สุจริตแล้ว สมณะเดินดินว่า...ถ้าไม่ถึงขโมย แต่ว่าอยากได้เปรียบ เช่น พวกขายตรงผิดไหมครับ พ่อครูว่า...ผิดสิ จิตคิดเอาเปรียบ พูดหลายทีแล้วว่าพวกคนที่ขายตรงนั้น ออกไปจากชาวอโศกเลย คือขี้โลภจัด เห็นแก่ได้จัด ตกเป็นทาสของนายทุน ให้นายทุนไสหัวใช้ สมณะเดินดินว่า...พวกญาติธรรมมักมองว่า เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ พ่อครูว่า...ให้เลิกเลยการขายตรงนี้ ให้มันตายไปเลยดีกว่า จริงมันต้องพยายามทำของให้ดี มีประสิทธิภาพสูง จะได้ขายแพงเกินกว่าเหตุ แล้วเขาก็มีคณะมีทีมวิจัย ทำสิ่งแปลกใหม่ แต่มันเวอร์ไม่พอดีหรอก ของพวกนี้ มันมากไป ถ้ายิ่งสิ่งเป็นสุขภาพ ยิ่งเวอร์ทั้งนั้น เราไม่รู้รายละเอียดหรอก อาตมาพยายามพาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าให้เกิดประโยชน์เกิดผล พาทำมาจนทุกวันนี้ ประสบผลสำเร็จแล้ว โดยดูจากสิ่งที่ปรากฏเกิดผลจริงมีจริง เป็นเอกีภาวะ เป็นปึกแผ่น เกิดมวลหมู่ชาวอโศก และเป็นสิ่งยั่งยืนถาวร หลายคนอสังกุปปัง ไม่มีกิเลสนั้นเกิดอีกแล้ว ไม่มีอะไรมาทำลายคุณธรรมคุณวิเศษของเราแล้ว ยกตัวอย่าง คนมาปฏิบัติไม่ฆ่าสัตว์จนกระทั่งไม่กินเนื้อสัตว์ ใครจะมาล้มล้าง มาให้เราเปลี่ยนไปกินเนื้อสัตว์อีก ไม่มีทาง ไม่แปรเป็นอื่น อวินิปาตธรรม เป็นอย่างนี้ไปได้จริงๆ นิจจัง ธุวัง สัสสตัง ไปได้ตลอด หลายคนยกตัวอย่างเรื่องเนื้อสัตว์ตั้งแต่เข้าใจในวันนั้นจนมาถึงวันนี้ไม่มีล้ม เรียกว่า สัสสตัง ตลอดกาล จิตใจไม่มีอยากไปกินเนื้อสัตว์เลย จึงเรียกว่าเที่ยงแท้ นิจจัง คือมรรคผลจริง ศีลข้อที่ 2 ของที่ไม่ใช่ของเราไม่ได้อยากเอาเลย จะให้ไปลักขโมยก็เลิกขาด แต่ยังอยากได้เปรียบบ้าง ก็ต้องศึกษาว่าตนเองไม่แข็งแรง จนกระทั่งเราไม่เอาของเขาแต่เราสร้างขึ้นมา แล้วยังให้คนอื่นอีก อย่างนี้ต่างหากชาวอโศกทำได้ ไม่ได้หวงแหนเลย ไล่แจกอีกต่างหาก กินใช้ไม่ทัน ขายราคาถูกๆอีก สังคมเราแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมประเทศได้อย่างตรงเป้า และทำได้สำเร็จตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าด้วย เป็นคนไม่ได้ตกอยู่ในกระแสของทุนนิยมเขา พวกตกในกระแสทุนนิยมไม่งอกเงย คือผู้ที่เศรษฐกิจ เป็นผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเศรษฐกิจอย่างที่ผู้บริหารประเทศต้องการ พวกเราคือผู้ที่อยู่ในการปฏิบัติประเภทเศรษฐกิจตามเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้า ที่ตรงตามผู้บริหารต้องการ ไม่ว่าจะเป็นสังคมหรือชาติไหน เราไม่ได้ขัดแย้ง ทำให้เสียเศรษฐกิจของสังคมประเทศ ไม่ว่าจะในลัทธิไหน เป็นเผด็จการ เป็นสังคมนิยม รู้จักเป็นประชาธิปไตยก็ไม่ขัดแย้งเลย พวกเราเป็นนักเศรษฐกิจที่เยี่ยมยอด เศรษฐกิจของสังคมคอมมิวนิสต์ ต้องการของส่วนกลางมาก ทุกคนต้องพยายามเอามาให้แก่ส่วนกลางมากด้วยการบังคับ กดขี่ภาษี ประชาธิปไตยไม่กดขี่ภาษี แต่คอมมิวนิสต์ทำ ยิ่งเผด็จการ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็บังคับเอาเลย ดีไม่ดีสั่งล้มละลายได้เลย แม้แต่ประชาธิปไตยเขาต้องการทำเศรษฐกิจ ให้คนทำงานแล้วเอามาเข้าส่วนกลางคือของรัฐให้ได้มากคือภาษี ภาษีของรัฐมีมากมาย คือเอาจากประชาชนเข้าสู่ส่วนกลาง อาตมาพาพวกเราปฏิบัติเสียภาษี 100% ให้ส่วนกลาง ที่อาตมาพูดแล้วพูดเล่า พวกนักเศรษฐศาสตร์ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจและไม่เชื่อ ว่าอาตมาให้พวกเราทำงานฟรีได้ ไม่ต้องเอารายได้เป็นของตัวเองเลย เท่ากับเสียภาษี 100% จะมีคณะบริหารเงินทองนั้น ยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ แล้วกินอยู่อย่างนี้ เป็นสังคมยอดของคอมมิวนิสต์ ยอดของประชาธิปไตยเพราะเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่ามีส่วนกลาง ต้องการให้ส่วนกลางมีมากพอ ยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ ดูที่จิตใจไม่ได้ถูกบังคับ คุณมาอยู่กับสังคมอโศก ยิ่งกว่าสังคมคิปบุช ยิ่งกว่าสังคมคอมมิวนิสต์ ให้ได้100% เลย ส่วนตัวนั้นมีน้อย บางคนบอกว่า มาอยู่ที่นี่ไม่มีส่วนตัวหรอก แต่บางคนก็มีของใครของมันส่วนตัวก็แล้วแต่ ไม่ได้ไปตรวจสอบหรอก อิสระ แต่ก็ส่วนใหญ่ชาวอโศกทำงานให้ส่วนกลาง ไม่ได้มาทำส่วนตัว เข้าใจแล้ว หมู่บ้านนี้อยู่สบาย นั่นแหละคือการบรรลุมรรคผล ผู้ที่อยู่ในชุมชนชาวอโศกไม่ได้มีอาชีพส่วนตัวข้างนอกเลย มีอาชีพในนี้ แล้วแบ่งกินใช้กันในนี้ นั่นคือผู้บรรลุมรรคผล ยืนยันได้พิสูจน์ได้ ไม่ใช่ขั้นต่ำ แต่เป็นธรรมะพระพุทธเจ้าขั้นสูงเลย อาตมาประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่มาก แต่พูดไปแล้วคนไม่ค่อยเข้าใจ ศีลข้อ 1 ไม่ทำร้ายสัตว์เข้าใจความเป็นชีวะ อาตมาพาทำให้ชาวอโศกบรรลุมรรคผลมีจิตใจไม่โหดร้ายทำลายสัตว์ นอกจากเผลอสติ ถ้าไม่เผลอสติ ก็สังวรสำรวม ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เอาของที่ไม่ใช่ของๆตน มีใจเสียสละอีก มีหลักเกณฑ์ให้ปฏิบัติประพฤติ มีปัญญารู้ว่าทำไปเพื่ออะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน