สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน นั่งหลับตาไม่มีทางถึงศูนย์กลางกาย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.48 KB
วันที่แก้ไข11 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

นั่งหลับตาไม่มีทางถึงศูนย์กลางกาย มาต่อจากเมื่อวาน ที่อาตมานำเรื่องธรรมกายมาพูด หลวงพ่อสด บอกว่า มีศูนย์กลางกาย อยู่เหนือสะดือ สองนิ้ว ที่ศูนย์ที่ 7 แล้วจดจ่ออยู่ที่นี่ บริกรรม ว่าสัมมาอรหังๆ แบบที่ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ก็มาเจอสมาธิแบบนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตรว่า พวกทิฏฐิผิดมีอดีต และอนาคต การไปนั่งหลับตาสมาธิ ก็มีแต่สัญญา มีแต่ทิฏฐิ 62 ซึ่งเป็นความเชื่อ ที่เป็นมิจฉาทิฐิทั้งนั้น พวกนั่งหลับตาสมาธิ ไม่ได้อะไร ได้แต่สัญญาเก่า เป็นอดีต ดูฟุ้งซ่านไปในอนาคต ในการนั่งหลับตาก็ได้ นั่งหลับตาสะกดจิต แล้วเข้าใจว่าการทำนี้ เป็นการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง เป็นภาวนามัย สมาธิก็สรุปลง ด้วยการสะกดจิต ศาสนาพุทธ ก็มาตกลงตรงนี้ พระสายธรรมกาย ก็อย่างนี้ คำว่า สอง ก็สำคัญ คำว่า เจ็ด ก็สำคัญ เช่นคำว่า สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน หรือโพชฌงค์7 เป็นต้น แต่เขาเข้าใจภาษาสื่อสัจธรรม ปนเปเลอะเทอะ คำว่า ศูนย์ กลาง กาย ก็ไม่เข้าใจถูกสัจธรรม ทั้งคำว่าศูนย์ คำว่า กลาง คำว่า กาย นี้เป็น นามธรรมทั้งสิ้น ไม่ใช่วัตถุธาตุเลย การไปขีดเส้นเป็นพิกัด ชี้ว่ามีตำแหน่ง เป็นตัวตนบุคคล เป็นวัตถุก็เพี้ยนไปจากความเป็นจริง

เขาบอกว่า ธรรมกายจะเกิดได้ ต้องเกิดจากผู้ฝึก ฝึกใจให้หยุดนิ่งถูกส่วน อยู่ตรงศูนย์กลางกาย ใจที่หยุดนิ่งสนิทได้นั้น จะมีสภาวะที่ว่างเปล่า เป็นสุญญตา ปราศจากความคิดปรุงแต่ง และปราศจากนิวรณ์ธรรมทั้งปวง พ่อครูว่า ...การขยายความคำว่า ปราศจากความคิดปรุงแต่ง ก็มีส่วนถูกครึ่งหนึ่ง ไม่ปรุงแต่งแล้วอะไรที่ไม่นำมาคิดปรุงแต่ง...ก็ต้องเป็นกิเลส ไม่นำกิเลสเข้ามาร่วมคิดปรุงแต่ง ถ้ากำจัดกิเลสไม่ให้มีในจิต มันก็ไม่มาปรุงด้วย แต่จิตนั้นปรุงแต่งได้ อย่างอภิสังขาร ไม่ใช่สะกดจิต ให้จิตใจ

อ่านต่อ

ไม่คิดอะไรเลย นี่คือสายธรรมกายหรือสายมืดดับ ก็ผิดที่ไปหยุดจิต ไม่มีอะไรปรุงแต่งเลย วิธีการวิจัยวิจารณ์ ไม่มีการเปรียบเทียบอะไรเลย ไม่รู้ว่าอาการนี้กิเลส อาการนี้ไม่ใช่กิเลส ก็ไม่เกิดปัญญารู้ อย่างนี้ ปัญญาก็หลงผิดกันว่า เกิด(ปัญญา)ตอนที่ ทำให้จิต มันนิ่งสนิทหยุด ปัญญาจะเกิดขึ้นเอง ขัดแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้า อย่างสุดขั้ว เพราะว่าพระพุทธเจ้าบอกว่า ... -ทุกอย่างมาแต่เหตุ ศาสนาพุทธนั้น ทุกอย่างมาแต่เหตุ -ถ้ามีสิ่งนี้ มันจึงมีสิ่งนี้ เป็นอิทัปปัจจยตา เป็นประโยคที่พระอัสสชิ ได้บอกแก่ สารีบุตร ตอนที่เป็นฆราวาส เยธัมมา เหตุปัพพวา เตสังเหตุตถาคโต ทุกอย่างมาแต่เหตุ ดับเหตุทุกอย่างก็ดับ พระสารีบุตรซึ่งมีปัญญาที่ดี สายนั่งหลับตาสะกดจิต มิจฉาทิฏฐิ ไม่เป็นกระบวนการ ของศาสนาพุทธเลย กระบวนทัศน์ก็ไม่ตรง กระบวนการในการปฏิบัติ จึงไม่ตรงด้วย 591231_พุทธศาสนาตามภูมิ ส่งท้ายปีเก่า กลาง คือ มีก็ไม่มี ไม่มีก็ไม่มี

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน