สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน สังคมประชาธิปไตยสาธารณโภคี.docx
เนื้อหาในไฟล์
สังคมประชาธิปไตยสาธารณโภคี พ่อครูว่า...คุณพูดว่า ผมภูมิใจที่ทำงานศาสนามา จนป่านนี้ทำมาย่างเข้าปีที่ 47 แล้ว ภูมิใจที่ทำงานศาสนามา ไม่ได้เรี่ยไรประชาชนเลย ตลอดรอดฝั่งได้ มีคนมาช่วยเหลือเกื้อกูล มาบริจาค จากผู้ที่เข้าใจ เราไม่ได้เรี่ยไร ผู้ที่จะมาบริจาค เราก็ต้องคัดเลือกอีก คนที่มาครั้งแรก แล้วจะมาบริจาคเลย สัมผัสครั้งแรก ก็ศรัทธาเลยหรือไม่ศรัทธาเลย แต่ก็ตามจารีตประเพณี เห็นพระก็จะทำบุญ(กุศล) บุญคือการชำระกิเลส แต่ส่วนมากเรียนมาไม่ถูกต้อง มิจฉาทิฏฐิ การทำบุญส่วนใหญ่แล้ว ก็ไม่เกิดบุญ เพราะว่าการทำทานหรือบริจาค แต่ไม่ได้ทำจิตใจให้ลดละกิเลส ทำใจในใจ มนสิการผิด ทำทานไม่มีผล ตั้งแต่ทิฏฐิข้อแรก ของมรรคมีองค์ 8 สัมมาทิฏฐิ ต้องรู้จักจิต แล้วก็ทำทาน เสร็จแล้ว จิตก็จะได้ชำระกิเลส ทินนัง เกิดการทำทานแล้ว (ทานังเทติ) เป็นกิริยาช่องที่สาม ให้ไปแล้วเสร็จจิตจะเกิดผล ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิ ในข้อแรกของการศึกษา สัมมาทิฏฐิข้อแรกคือทาน ถ้าไม่ได้ทำใจในใจ ให้กิเลสลดได้เลย ไปจับสักกายะ จับตัวจิตของตัวเอง เรียกว่า กายของตัวเอง แล้วละกิเลสเป็นธรรมะสอง ให้กิเลสเราลดลงไป ไม่เพิ่มกิเลส ไม่สร้างภพชาติ ไม่ต้องการอะไรตอบแทน เขาทำไม่เป็น ก็จึงไม่เกิดผล ธรรมะพระพุทธเจ้า ตรงที่ทำใจในใจก็ดี หรืออธิบายทานก็ดี บุญก็ดี กุศลก็ดี อธิบายและทำไม่ถูก ตามที่พระพุทธเจ้าสอน อย่างมีนัยยะสำคัญ มันผิดไปคนละขั้ว คนละทาง อาตมานำมาอธิบายขึ้นไป จนถึงทุกวันนี้ มันเหมือนเป็นใครมาจากไหน เพราะว่าอาตมา ไม่มีที่ไปที่มา ไม่มีเครดิตทางศาสนาเลย นอกจากไม่มีเครดิตแล้ว ยังขัดแย้งกับที่เขายึดมั่นถือมั่น ที่ผู้รู้ที่ปราชญ์ทางสังคมศาสนาพุทธ เขาฟังอาตมาแล้ว ก็จัดการอาตมาเลย ทั้งมหาเถรสมาคม จนใช้คำว่า อัปเปหิจากศาสนาเลย เป็นเรื่อง
อ่านต่อ
น่าสงสาร น่าเห็นใจเขา เขาเข้าใจผิด และยึดมั่นถือมั่นแล้ว ในสิ่งที่ผิดว่าเป็นสิ่งที่ถูก ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เขามีพรรคมีพวก ที่เขาเห็นด้วยกัน เรารวมกลุ่มกัน เป็นหมู่กลุ่มชาวอโศก ทุกวันนี้ อาตมามาทำงาน ในชาตินี้ก็ได้ผลพอสมควร จนเป็นที่น่าพอใจ เพราะว่ามันยากอภิมหายาก แต่ก็ได้ขนาดนี้ จนเป็นหมู่กลุ่ม มีจารีตประเพณี มีวัฒนธรรมแบบชาวอโศก ทุกหมู่กลุ่มของชาวอโศก เป็นสาธารณโภคี อยู่กันอย่างมีพฤติกรรมสังคม ถึงขั้นเป็นสาธารณโภคี อันนี้ อาตมาภูมิใจมากเลย ตรงที่ว่าในยุคพระพุทธเจ้านั้น ท่านทำสาธารณโภคีได้แค่ ในวงสงฆ์ ท่านทำสาธารณโภคี ในกลุ่มฆราวาสไม่ได้ จนถึงเป็นชุมชนสังคมที่เสียภาษี 100% เอาเงินทองเข้ากองกลางหมด เป็นวัฒนธรรม เป็นพฤติกรรมสังคม จะเรียกว่า เป็นหลักเกณฑ์ก็ได้ ไม่มีการบังคับ เป็นแต่เพียงบอกว่า มีหลักเกณฑ์ให้รู้นะ ไม่ใช่อาชญา หรืออาณา แต่เป็นอนุสาสนีย์ สมัยก่อน เป็นยุคทาสทั้งหมด พระเจ้าแผ่นดิน เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั้งหมด คนยุคนั้น ยังไม่มีความรู้ในเรื่อง สิทธิมนุษยชน สิทธิในการแสดงออก หรือสิทธิอะไรหลายอย่าง ตามกฎหมาย ยังไม่รู้จักสิทธิหน้าที่ ก็เลยทำกว้างไม่ถึงในประชาชน ในฆราวาส ทำได้แต่ในหมู่นักบวช ที่มาอยู่ในธรรมวินัยของท่าน พระพุทธเจ้าประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เพราะว่าในยุคนั้นเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ท่านเองกลับมีรัฐอิสระ ที่มีคนนับถือตามธรรมนูญของพระพุทธเจ้า ธรรมนูญคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล คือธรรมนูญหลักของศาสนาพุทธ ศีลของท่าน จะทำให้เกิดสมาธิปัญญา วิมุติ ทำให้เกิดพฤติกรรมสังคม กลุ่มหมู่ชาวพุทธ ในยุคนั้นจึงเป็นรัฐอิสระ ไปตรงไหนก็ได้ แคว้นต่างๆยอมให้พระพุทธเจ้า ไปประกาศธรรมนูญของท่าน และประชาชนของแคว้นแต่ละแคว้น ถ้ามาเห็นดีเห็นงาม ก็เข้ารีตพระพุทธเจ้าได้ด้วย พระเจ้าแผ่นดินแต่ละองค์ ในยุคนั้นในแคว้นต่างๆ แคว้นโกศล แคว้นมคธ ก็ยอมหมด ยิ่งใหญ่มาก ในรัฐวาติกัน ได้แต่ในแค่อิตาลี แต่ของพระพุทธเจ้า ไปได้ทุกประเทศ ทุกแคว้น ทั่วทวีปอินเดีย ท่านไปได้หมด ในการประกาศลัทธิของท่าน ประกาศธรรมนูญของท่าน พระเจ้าแผ่นดินยอมให้หมด ยิ่งใหญ่มาก ในยุคนี้มันรู้เรื่อง ประชาธิปไตยหมดแล้ว ไม่มีสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รู้เรื่องสิทธิมนุษยชนต่างๆหมดแล้ว อาตมาจึงสามารถ ทำให้ฆราวาส มาเป็นสาธารณโภคีได้สำเร็จ สาธารณโภคี อยู่ในสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 อาตมาทำในยุคนี้ก็ได้ แต่เทียบกับของพระพุทธเจ้าไม่ได้ แต่ของอาตมา ก็ถือว่าไม่เบา เพราะว่าเป็นสังคม ที่ทำให้คนมาเต็มใจเสียภาษี ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในดินแดนนี้ อย่างน้อยเราเป็นนิตินัย ใช่ไหม ราชธานีอโศก ทุกคนอยู่ในนี้มีชีวิตสาธารณโภคี ทุกคนอยู่ในนี้ทำงานฟรี แล้วเอาเข้าส่วนกลาง กินใช้ร่วมกันไป เกิดจากแรงงานของพวกเรา อาตมาไม่ได้เอาเงินของรัฐบาล มาเลี้ยงพวกคุณ เงินของพวกคุณ ทำงานแล้วเอาเข้าส่วนกลาง แล้วเลี้ยงดูกันไป แม้ว่าจะขาดแคลน อาตมาก็เติมเข้าไป จากระบบสาธารณโภคีในชุมชนอื่น เกื้อกูลกันไป ในฐานะที่นี่เป็นน้องใหม่ ตัวใหญ่กินจุ ก็ต้องอาศัยพี่ๆเลี้ยงบ้าง จงทราบว่า ราชธานีอโศก ยังเลี้ยงตัวเองไม่รอดนะ ที่ยังเลี้ยงตัวเองไม่รอด เพราะยังต้องสร้างสถานที่ สร้างที่ทำงาน มันไม่ได้เฉพาะแค่กินอยู่อย่างเดียวในสมาชิก แต่มันต้องก่อสร้าง อันนี้กินหนักกว่า ซึ่งความเป็นสังคมมนุษย์ศาสนาพุทธ อาตมาไม่ได้เรียนทางรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ไม่ได้เรียน อาตมาเรียนศิลปะ เศรษฐศาสตร์ก็ไม่ได้เรียน แต่อาตมามาบริหารเศรษฐศาสตร์ ก็เรียกว่า เศรษฐศาสตร์บุญนิยมสาธารณโภคี เป็นเศรษฐศาสตร์เฉพาะ ของศาสนาพุทธเลย จัดสรรเรื่อง demand supply ได้ รายละเอียดของการจัดสรร บริหารความเป็นอยู่ ต่างๆนานา จึงเป็นเรื่องที่ต่างไปจาก ลัทธิหรือวิธีการของชาวโลก ที่เขาเรียกว่า เป็นระบบเผด็จการ ระบอบคอมมิวนิสต์ หรือ ระบอบประชาธิปไตยบ้าง สมณะเดินดินว่า… พ่อท่านพูดถึง ความภาคภูมิใจอย่างมาก อาตมาก็คิดถึง เมื่อสี่สิบปีที่แล้ว เมื่อมาอยู่ใหม่ๆ นึกถึงว่าทำอย่างไร คนจะมากินเจบ้าง แค่จะหาคนกินเจ ก็ยังหายาก เหมือนเดินฝ่าภูเขา เคยไปเยี่ยมหลวงพ่อธรรมชาติ ท่านศรัทธาพวกเรา ท่านบอกว่า การกินเจนี้ ไม่ใช่แค่นักบวช แต่ฆราวาสก็น่าจะกินเจเหมือนกันได้ แต่ทุกวันนี้มีชุมชน กลายเป็นอะไรขึ้นมาที่ แม้คนไม่มาก แต่สัมมาทิฏฐิในปัจจุบันนี้ กับเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ก็ห่างไกลกันมาก เมื่อก่อน ใครพูดเรื่องตาทิพย์ตาทอง คนก็นิยมมาก แต่ทุกวันนี้ คนไม่ได้นิยมแบบนั้นแล้ว โรงลิเกไม่มีสิทธิ์แจ้งเกิดได้ในสมัยนี้ ต่างจากสมัยก่อน พ่อครูว่า...ในระบอบวิธีที่สังคมเป็นอยู่ จะชื่อว่าระบอบเผด็จการ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือจะชื่อคอมมิวนิสต์ หรือจะชื่อว่าประชาธิปไตย นี่แหละ ของพุทธนี่ เป็นยอดของทุกอย่าง ถ้าในยุคนี้ จะเรียกว่าเผด็จการ หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็เป็นเผด็จการที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของพุทธนี่ เป็นเผด็จการที่มีศีลธรรม ไม่กดขี่เบียดเบียนทำร้ายใคร ผู้ที่เป็นใหญ่และมีสิทธิเต็มที่ ในระบบเผด็จการ ก็มีทศพิธราชธรรม ทำเพื่อมวลประชาชน อย่างเป็นประชาธิปไตย พฤติกรรมเป็นประชาธิปไตย แม้จะเรียกว่า ระบอบเผด็จการก็ตาม แต่ผู้เป็นราชาในความเป็นพุทธศาสนา จะมีพฤติกรรมเป็นประชาธิปไตย ทำงานบริหาร อย่างเห็นแก่ประชาชน จะเรียกว่าคอมมิวนิสต์ก็ได้ มีคุณธรรมในประชาชน ก็เป็นไปเพื่อประชาชน ถ้าเป็นประชาธิปไตย ก็เป็นตัวแท้เลย โลกถึงเข้าใจเรื่องประชาธิปไตย แม้คอมมิวนิสต์ ก็เข้าใจเรื่องประชาธิปไตย แต่เขาเองเขาเชื่อว่า มันจะให้ประชาชนมีสิทธิ อย่างอิสระเต็มที่ไม่ได้ เขาจึงจำเป็นต้องมีคณะบริหาร อย่างเช่นรัสเซีย จีน เขาเข้าใจดี เขาเข้าใจว่า สูงสุดคือการบริหารโดยไม่บริหาร แต่มันทําไม่ได้ เพราะคนมันยังมีกิเลส เขาจึงต้องตั้งคณะเผด็จการในตัว อย่างนี้เป็นต้น โดยที่เนื้อหา เนื้อแท้ ของความเป็นประชาธิปไตย ปัญญาชนเขารู้เลยว่า เนื้อแท้เนื้อหา essence ของมันคืออะไร เขาเข้าใจ นักรัฐศาสตร์ นักบริหารปกครองรู้ทั้งนั้น นอกจาก ยกเว้นว่า ตัวผู้บริหารนั้น มีกิเลสแรงมาก ที่จะโลภโมโทสันในอำนาจ ในลาภยศสรรเสริญ ที่เขาจะต้องกอบโกย ความเป็นประชาธิปไตย เป็นมาแล้วตั้งแต่ สมัยพระพุทธเจ้า มีบาลีที่ยืนยันความเป็นประชาธิปไตยคือ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) 3 ประโยคนี้ ยิ่งใหญ่กว่าอับราฮัม ลินคอล์น ที่บอกว่า ประชาธิปไตยคือ เพื่อประชาชน โดยประชาชน ของประชาชน แต่ของพระพุทธเจ้า พหุชนหิตายะ คือเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนหมู่มาก พหุชนสุขายะ คือเพื่อความสุขของมวลประชาชน อันนี้ยิ่งใหญ่ แล้วรับใช้โลก อนุเคราะห์โลก โลกานุกัมปายะ นี่คือจิตวิญญาณของคน ทั้งตัวผู้บริหารและประชาชนเข้าใจ concept เข้าใจความหมายรวมอันนี้ ตรงกันหมด ก็เกิดเป็นประชาธิปไตย ในเมืองไทยคนไทยขณะนี้ การบริหารประเทศ เป็นพฤติกรรมของประชาธิปไตย ดีกว่าในทุกยุคสมัย เป็นมา 85 ปีมาแล้ว รัฐบาลชุดนี้เป็นประชาธิปไตย ดีที่สุด โดยเนื้อหา ไม่ใช่โดยรูปแบบ หรือกฏเกณฑ์ แต่โดยเนื้อแท้ นี่คือประชาธิปไตยดีที่สุด ให้อิสระต่อทุกคน มีมาตรา 44 แต่ไม่ได้ใช้ กดขี่ข่มเหงประชาชน แต่เอาไว้รับใช้ทำเพื่อประชาชน เอาใจใส่ทั้งคณะรัฐบาล ทั้งนายกรัฐมนตรี มีนายกฯ คนไหนบ้างใน 29 คน ผ่านมา 28 คนแล้วที่จะเหมือนคนที่ 29 ออกมาเจรจากับประชาชน ทุกวัน อย่างเป็นกิจจะลักษณะ เป็นงานประจำธรรมดา ที่จะต้องพบประชาชน แต่มีอะไรพิเศษ จะต้องพูดกับประชาชน ออกจอโทรทัศน์เป็นกิจจะลักษณะ จะทำอย่างไรก็บอกกล่าว มีหลักเกณฑ์ตลอดเวลา ขยันทำอะไรปีแล้ว ตั้งแต่รัฐประหารมา จนเป็นนายกฯ สองปีกว่าแล้ว ก็ยังทำได้ดี ซึ่งอาตมาใช้ภูมิปัญญาอาตมา ที่เข้าใจ ความเป็นรัฐศาสตร์ ตามภูมิเดิมเก่าแก่มา ชาตินี้อาตมาไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์มา แม้จะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ก็เป็นนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ ไม่ได้สอบได้ใบอะไรกับเขาหรอก จนเขาไล่ออก ในความหมายของการบริหารปกครอง ศาสนาพุทธมีพร้อม ทุกวันนี้ถามจริงๆ ชาวอโศก อยู่ด้วยการบริหารปกครองอย่างไร มีกรรมการ มีคณะบริหาร มีผู้รับผิดชอบหน้าที่ โดยไม่ต้องตั้งเยอะ เพราะตั้งหรือไม่ตั้ง เขาก็ทำรับผิดชอบอยู่แล้ว จึงเรียกว่า เป็นข้าราษฎรการ ไม่ได้มีเงินเดือนเงินดาวอะไร ก็ทำหน้าที่ ตื่นเช้าขึ้นมา ก็รับผิดชอบทำ ไม่ใช่ทำงานเพื่อตัวเองนะ แต่ละคนกิจการ คุณต้องทำกินทำใช้ ถ้าไม่ทำก็ตาย แต่นี่ถามจริงเถอะ ชาวอโศกนี่ มีคนแอบๆไม่ทำ จะตายไหม? ก็ไม่ตาย แอบๆอยู่ในนี้ แต่ไม่ได้ทำเข้าส่วนกลาง แม้ไม่มีผลผลิต ก็เป็นแรงงานช่วยส่วนกลาง ทั้งแรงงานทางกาย แรงงานทางสมอง คือรายละเอียด มีงานหลายอย่าง ที่ช่วยได้ทั้งแรงกาย แรงสมอง ที่อาจไม่มีผลผลิต เป็นชิ้นเป็นอัน คนที่ทำอยู่เยอะแยะ แต่ละผู้แต่ละคน คนไหนถนัดอะไรก็ทำ เราไม่ได้บังคับเลยที่ใช้ ขอแรงกันบ้างเป็นครั้งคราว เป็นสังคมที่มีการปกครอง ที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ เป็นประชาธิปไตยอย่างสูง อาตมาเข้าใจความจริง ก็ขยายความได้เท่านี้
600110_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ความ 0 แบบพุทธ