สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ปฏิจจสมุปบาท (วภังคสูตร).docx
เนื้อหาในไฟล์
ปฏิจจสมุปบาท (วภังคสูตร) พระพุทธเจ้าสอนปฏิจสมุปบาท ...หลายคนไม่เข้าใจว่า ต้องมีปฏิจสมุปบาท ทำไม ก็เหมือนทุกอย่างไม่มีตัวตนแล้วจะต้องมีสายของการเรียนรู้ทำไม พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดแล้วปฏิจจสมุปบาทจะเกิดไม่ได้ ความรู้นี้เกิดพระพุทธเจ้าเท่านั้น การจะรู้จักสังขาร สังขารนี้เกิดจากจิตวิญญาณที่มีอวิชชาเป็นตัวการ เมื่อมันไม่รู้ก็สังขารไปตามที่มันไม่รู้ จนกว่าจะมาแยกแยะ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขารได้ เรียนรู้ได้ตามพระพุทธเจ้าสอน แล้วก็ทำไปตามลำดับกายวาจาใจ ก็จะสำเร็จ ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ตรัสถึงพระพุทธเจ้ารูปนั้นรูปนี้ แล้วมีปฏิจจสมุปบาททุกพระองค์ ท่านก็ยกตัวอย่างมาไม่กี่องค์หรอก ในเทศนาสูตร พระพุทธเจ้าทุก ต้องมีปฏิจจสมุปบาททุกพระองค์ ถ้าไม่รู้ก็จะจมในภพชาติไปไม่รู้อีกกี่ชาติ ล้านชาติ แล้วท่านก็แยกแยะใน เทศนาสูตร พระไตรฯล.16 ว่า
2 วิภังคสูตร [4] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง จักจำแนกปฏิจจสมุปบาทแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟังปฏิจจสมุปบาท นั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ [5] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาท เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราแ
อ่านต่อ
ละมรณะ โสกปริเทวทุกข์โทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [6] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ในหมู่สัตว์นั้นๆของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชรา ก็มรณะ เป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน มฤตยู ความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์จากหมู่สัตว์นั้นๆของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่ามรณะ ชราและ มรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า ชราและมรณะ ฯ (พ่อครูอธิบายเสริมว่า คนที่มีจิตผูกพันกับร่างที่ตายไปแล้ว ร่างก็ยังงอกได้อยู่เล็บงอก ร่างไม่เหี่ยวไม่เน่า ก็คือโง่ สร้างอุปาทานยึดถือในร่างนี้ไว้ ตายแล้วไม่ยอมตายไม่รู้จักตาย พวกสายนั่งหลับตานี้เป็นกันเยอะ อย่างธัมมชโยนี้ผิดแล้วไม่ยอมรับผิด แต่อาตมาบอกเลยว่า พวกอาภัสรา แบบธัมมชโยนี้ ตายแล้วเน่าแน่ รับรองเน่าเร็วแน่ เขาเน่าตั้งแต่ยังไม่ตายเลย คำว่า มรณะ คำว่า ม คือจิต คนที่ตายอย่างที่เป็นแบบตายร่างกายลงไป การรบของจิตหยุดลงชั่วระยะเวลาหนึ่งเพราะทิ้งร่างส่วนเกี่ยวกับภายนอก ก็ไม่เกี่ยวกับการรบ จิตคุณพักรบไปชั่วระยะหนึ่ง สามคำนี้คือ มรณะ สรณะ อรณะ มรณะคือการพักรบ (ชั่วคราว ดีไม่ดีก็จะไปรบอีกไม่รู้เท่าไหร่) อรณะคือจบการรบ เป็นอรหันต์ สรณะ คือ ต้องรบไปเรื่อยๆ คือประกอบการรบ ส่วน ผู้อรณะแล้วก็จะเหลือแต่การรบ คือปฏิสรณะ คือรบแบบช่วยให้คนอื่นรบกิเลส ไม่ต้องรบกิเลสของตนแล้ว แต่ช่วยคนอื่นให้รบกิเลส อาศัยร่างนี้แค่นั้น รูปธรรมเสื่อมได้ นามธรรมก็เสื่อมได้ คนมีความรู้จริง จะทำให้นามธรรมเสื่อมได้จนหมดไปถาวรเลย แต่ว่าผู้ไม่รู้จิรงก็นามธรรมเสื่อมชั่วคราวพักยก แล้วก็จะเอาอีกบ้าบอไปอีกได้)
[7] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ ความเกิดแปลจาก ชาติ ความบังเกิดคือแปลจาก สัญชาติ ความหยั่งลงคือแปลจาก โอกกันตะ เกิดคือแปลจาก นิพพัตติ เกิดจำเพาะ คือแปลจาก อภินิพพัตติ
ชาติปิทุกขา การเกิดด้วยใดเป็นทุกข์ทั้งสิ้น แม้แต่พระอรหันต์ก็มีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ตราบใดยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็มีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ถ้ายังเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ก็ยังมีทุกข์ทั้งที่เลี่ยงได้และเลี่ยงไม่ได้ โอกกันติ ท่านแปลว่า ความหยั่งลงก็ใช้ได้ คำว่า สโมสรณากับโอกกันตินี้ใช้แทนกันได้ ถ้าคุณไม่ทำกิเลสมันก็หยั่งลงโอกกันติได้เหมือนกัน แต่ถ้าคุณทำให้กิเลสลดกิเลสหมดไปมันก็ยังลงอย่างใสสะอาดขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายสะอาดอย่างสมบูรณ์แบบจะเกิดความสะอาดขึ้นได้ด้วยนี่คือ นิพพัตติไปตามลำดับ สะอาดจากกิเลสนี่แหละคือนิพพัตติ สุดยอดคืออภินิพพัตติ คือจำเพาะเฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น อภินิพพัตติคือการเกิดของอรหันต์(วิสุทธิเทพ) นิพพัตติคือการเกิดของเสขบุคคล(อุบัติเทพ)
ชาติ สัญชาติ โอกกันตะ เป็นการเกิดของปุถุชนก็ได้ แต่นิพพัตติคือการเกิดของโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ ส่วนอภินิพพัตติคือการเกิดของอรหันต์ ท่านก็ใช้ร่างนี้ที่มีอาการ 32 ตอบแทนคุณ กตัญญูต่อศาสนา กตัญญูต่อพระพุทธเจ้า กตัญญูต่อผู้อื่นใดๆที่เกื้อกูลเราก็ได้ อาตมาจะตอบแทนศาสนาให้เขาได้ฟังสิ่งดีแต่เขาก็ดูช่องนี้ช่องเดียวๆก็อยู่ในรูเขาต่อไปสิ โง่เดียวอยู่ตลอดกาลนาน นานเท่านานเลย ก็จะจมไปเสียเวลา ทุกข์ร้อนไป ต้องเกิดต้องทุกข์ๆๆๆๆๆๆๆ สรุปแล้ว ถ้าใครอ่านสภาวะอาการของพลังงานต่างๆ แยกโลกียะ ชาติ สัญชาติ โอกกันติออก ก็จะรู้พลังงานจิตวิญญาณเรา แล้วคุณก็ทำเนกขัมมะออกจากโลกียะให้ได้ คุณก็รู้พลังงานส่วนที่เป็นโลกุตระ เป็นอาริยะไปตามลำดับ เป็นอรหัตตมรรค ก็ค่อยเก็บละเอียดเป็นอรหันต์เต็มกระบอกเลย
[8] ก็ภพเป็นไฉน ภพ 3 เหล่านี้คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เรียกว่าภพ ฯ พ่อครูว่า... กามภพคือภพข้างนอก มีตาหูจมูกลิ้นกายแต่ต้องไม่ทิ้งใจด้วยนะ กามภพคุณปฏิบัติไปตามลำดับได้ก่อน จนกระทั่งหมดกามภพแล้ว ก็ไม่ต้องหลับตาปฏิบัติ เพราะเรามีโลกุตรจิต มีจิตที่อยู่เหนืออย่างไม่ได้ข่ม แต่รับใช้ชาวโลกเขาด้วยซ้ำไป แต่ฤทธิ์เดชพลังงานของเรามีความประเสริฐ อยู่เหนือ ยังไม่ถูกครอบงำให้ตกต่ำต้องทุกข์ร้อนอะไรเลย มีแต่ความเจริญ กลับเจริญแล้วช่วยคนอื่นให้เจริญด้วย มันเป็นความประเสริฐของวิเศษสุดของความรู้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เมื่อสามารถทำให้ภพเบื้องนอกหมด พ้นอบาย กามภพที่เหลือทำสกิทาคามีไปเรื่อยๆ จนหมดภายนอก เหลือแต่ภายในเป็นกิเลสของคุณก็มาเองทำเอง คนที่ทำไม่เป็นลำดับนี้จะซับซ้อน คุณเองอยากจะโก้ข้างนอก ก็ไม่ให้มันแสดงออกข้างนอก ก็กดข่มกิเลสได้ คุณกดข่มกิเลส ก็ต้องใช้พลังงานซ้อน ซวยนะ แต่ต้องทำ ในขนาดที่ควรของตนก็ต้องทำ แต่ต้องทำให้ถูกตามธรรมะพระพุทธเจ้า มันจึงจะหมดได้จริง ถ้าหมดได้จริงก็ไม่ต้องพลังงานซับซ้อน มีแต่ทุ่นพลังงานไป ยิ่งคุณกดข่มไว้มากๆ แรงระเบิดจะยิ่งสูง แรงระเบิดจะออกสูง คุณก็ต้องดันไว้มาก มันจะออกมามาก คุณก็ต้องดันไว้อีกมาก มีพลังงานไว้เพื่อดันเหมือนอย่างธัมมชโย เขาทำโดยไม่รู้ ถ้าปล่อยมาสารภาพ อย่างเก่งก็ติดคุกร้อยปีเมืองไทยไม่โหดร้ายถึงประหารชีวิตหรอก แต่ยิ่งทรมาน ถ้ารับสารภาพเสียก็จะเบาจะโง่ดักดานไปอีกนานเท่าไหร่ จัดการสังโยชน์เบื้องต้นได้ก็เหลือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา สังโยชน์ต่อไป
[9] ก็อุปาทานเป็นไฉน อุปาทาน 4 เหล่านี้คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน นี้เรียกว่า อุปาทาน ฯ 1. กามุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในกามภพ บำเรอรูปรสฯ) ยึดติดในกามคุณ 5 ก็เรียนรู้ ว่ามันมีรสชาติทาง 5 ทวาร ให้หมดรสเก๊ มีแต่รสจริง 2. ทิฏฐุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในทิฏฐิ เช่น เห็นว่าผีมีตัวตน) คือความรู้ความเห็นความเข้าใจ หากมิจฉาทิฏฐิ ก็ไปยึดถือการนั่งหลับตาว่าถูกก็ไม่มีทางบรรลุ เวรห้าร้อยละลายไป เอาแต่รูปภพอรูปภพไม่เรียนตั้งแต่กามภพ ก็ซวยไป 3. สีลัพพตุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในศีลและวัตรปฏิบัติธรรม) ศีลพรตคือวิธีปฏิบัติ มีลำดับเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย ตั้งแต่ศีล 5 8 10 จุลศีล มัชฌิมศีล ส่วนมหาศีลเป็นศีลของศาสนา ที่ห้ามเดรัจฉานวิชชาที่ต้องไม่ทำ เพราะเป็นศีลของศาสนา แต่ทุกวันนี้ศาสนาไม่ดีเพราะว่าละเมิดมหาศีล สมณะฟ้าไทว่า...จุลศีล มี 26 ข้อที่จะเป็นข้อปฏิบัติ ในนั้นรวมศีล 5 8 10 ไปหมด แล้วละเอียดลงไปเช่นห้ามพรากพืชคามภูตคาม เป็นต้น ส่วนมัชฌิมศีลก็ละเอียดจากจุลศีลลงไปอีก แต่ว่ามหาศีลเป็นศีลที่บอกว่านี่คือศาสนาพุทธ พ่อครูว่า….ทุกวันนี้ศาสนาพุทธปัจจุบันเป็นเดรัจฉานวิชาไปเกือบหมดเพราะว่าทำตรงกันข้ามกับมหาศีล คุณทำเองไว้แล้ว อาตมาแค่บอก ไม่ได้ว่าเขานะ ขอบอก อ้อนวอนบอกก็ได้นะ ถ้าทำอยู่ก็ผิดไปอีกนาน แต่ถ้าแก้ไขได้ก็แก้เลย จะได้เป็นศาสนาพุทธ ไม่เช่นนั้นไม่เป็นศาสนาพุทธ ถ้าคุณอยากจะแย้ง ก็ไปแย้งพระไตรปิฎก ไปลบออกจากพระไตรปิฎกเลย เมื่อสามารถพ้นสีลลัพพตุปาทาน การไปยึดถือศีลพรตที่ทำนี้มันไม่ใช่ 4. อัตตวาทุปาทาน (ถือมั่นเข้าใจในอัตตาหรืออาตมันได้แค่ วาทะ แต่ไม่เคยรู้เห็นอัตตาตัวปรมาตมันจริงๆนั้นเลย) (พตปฎ. เล่ม 11 ข้อ 262)
อัตตวาทุปาทาน คือมันมีวาทะ ไม่ใช่อัตตุปาทาน แต่มีวาทะอยู่ด้วย ก็ต้องให้ชัดๆ อัตตวาทุปาทานไม่ใช่ยึดติดอัตตา แต่ไม่ใกล้อัตตาเลย ได้แต่ภาษา ได้แต่จารีตประเพณีได้แต่วาทะ คุณพูดว่ารู้อัตตา อาตมันแต่ไม่รู้จักสภาวะเลยแม้มันอยู่ในตัวคุณ พวกลัทธิเทวนิยมคืออัตตวาทุปาทานทั้งสิ้น ไม่ต้องไปพูดถึง เจตสิก 52 จิต 89 121 ก็จะไม่สามารถรู้ความจริงได้ อย่างนี้กิเลสกาม กิเลสโลภ กิเลสโกรธ คุณจะพอรู้เลาๆแต่จะจับหัวหาง มาฆ่าให้ถูกตัวเลยไม่ได้ ฆ่ามั่วๆไม่ได้หรอก สรุปแล้วอัตตวาทุปาทานคือพวกยึดถือได้แต่ลัทธิ ภาษาคำพูด ไม่ได้เข้าถึงเนื้อแท้เลย จะไปแปลว่ายึดติดอัตตานั้นไม่ได้ คุณจะยึดติดได้แต่พวกผิวเปลือก บัญญัติภาษา ลัทธิความเห็นความรู้ เท่านั้น ไม่ได้เข้าเนื้อของอัตตาเลย ไม่ได้ใกล้อัตตาเลย มันไม่ใช่อัตตุปาทาน แต่นี่คืออัตตุปาทาน
ฉันเดียวกันกับ พวกที่เข้าใจว่าธรรมะคือธรรมชาติ ธรรมะ = ธรรมชาติ มันไม่ได้ x = xy ได้อย่างไร ถ้าสมมุติว่า x ของคุณคือ 1 หรือ 2 แล้วจะให้ y คือเท่าไหร่ คนที่สอนกันบรรยายกันว่า ธรรมะคือธรรมชาติจะได้อย่างไร เขาก็คงคิดว่า ธรรมชาติคือ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แล้วคุณได้ปฏิบัติจนทำให้กิเลสมัน หายไปหรือไม่ มันไม่เที่ยง มันไม่มีตัวตนหรือไม่? เราต้องทำให้กิเลสหมดไป หมดตัวตน แล้วเราก็จะอยู่กับความไม่มีกิเลส เราก็มีขันธ์ 5 มีกรรมกิริยา มีความรู้ความสามารถ จะช่วยเหลือคนอื่นได้ โลกานุกัมปา คุณทำงาน คุณขออาศัยความมี ทำงานให้แก่ผู้อื่น โดยที่คุณเองคุณไม่มีอัตตา ไม่ได้ทำเพื่อตัวตนของคุณเองเลย จะไปเข้าใจตื้นๆง่ายๆว่า อัตตาวาทุปาทานกับอัตตุปาทานไม่ได้ เมื่อเรียนรู้ดับอุปาทาน อัตตาก็หมดไปด้วย หมดอุปาทานอัตตาก็หมด ไม่ต้องไปพูดถึงเลย แต่คนที่พูดได้เพราะหมดอัตตาแล้วนี่ คนนี้แหละเป็นคนที่ทำสมบูรณ์แบบแล้ว จนกระทั่งคุณสมบัติอันนั้นเที่ยง ไม่มีทุกข์ นี่แหละคืออนัตตา จะไปตีขลุมว่าเที่ยงเหมือนธัมมชโย แล้วเขาก็บอกว่าเขาสุข แต่สุขนั้นเก๊ของเก๊ของหลอก เขาหลอกว่าโลกนี้มีแต่สุข ไม่มีความทุกข์เลย เขาไม่ได้เรียนรู้ทุกข์อริยสัจ ไม่มีอาริยสัจ 4 แล้วเอาคำว่าธรรมกายไปตั้งชื่ออีก ทั้งที่ตนคือ อภิบรมมหามาร พูดไปแล้วเหมือนกับใช้ภาษาข่มเขา แต่มันแสดงออกว่าน่าชิงชังเท่านั้นเอง จึงทำลีลาให้แก่ผู้ที่หลงใหลใฝ่เพ้อ เขาจะได้รู้สึกบ้างว่ามันน่าชิงชังอย่างนี้เหรอ จะได้เลิกได้หยุดยั้งบ้าง อุปาทาน 4 นั้น เป็นฉันใด ต้องมาเรียนสัมมาทิฏฐิแล้วค่อยมาล้างอัตตา อุปาทานในอัตตาที่มีเป็นลำดับ ตั้งแต่ อบายภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ตรวจสอบจนมั่นใจว่าไม่เหลือแม้เล็กน้อยแล้วจึงจะสิ้นอุปาทาน เป็นวิภวภพ เป็นภพที่ไม่มีภพ วิแปลว่ายิ่ง แปลว่าวิเศษ อยู่ในภพนี้อย่างยิ่งใหญ่วิเศษ
[10] ก็ตัณหาเป็นไฉน ตัณหา 6 หมวดเหล่านี้คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหารสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา นี้เรียกว่าตัณหา ฯ พ่อครูว่า...ตัณหาในที่นี้ท่านไม่ได้วิภัง(แจก)ไว้ ไม่ได้แจกตัณหา 3 แต่ในวิภังคสูตรท่านให้ศึกษาตัณหา 6 ไม่ใช่แค่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา แต่ให้ศึกษาตัณหาที่เกิดจาก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมรมณ์ ต้องไม่สับสน ถ้าสับสนจะงมแต่ตัณหา 3 ซึ่งตัณหา 3 นี้เกิดทางทวาร 6 นี้ได้ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสแม้แต่ใน ธรรมารมณ์ในมโนก็เกิดได้เป็น 6 คู่ ใน 6 คู่นี้ต้องเรียนรู้ กามในนั้น เรียนรู้รูป อรูปในนั้น สรุปแล้วต้องเรียนตัณหา 6 ถ้าไปนั่งหลับตาปฏิบัติเสร็จแล้วจะได้เรียนรู้ ตัณหา6 นี้ได้อย่างไร?
พูดไปนี้ไปนึกถึงอาจารย์บูรพา ผดุงไท ท่านก็เถียงแย้งมา ท่านน่าจะได้อ่านหรือฟังอาตมานะ ถ้าท่านไม่มีเชิงแย้งจะอ่านภาษาท่านรู้เหมือนกันนะ ท่านเป็นนักศึกษาก็คงฟังบ้างนะ
ลดละไปตั้งแต่ อบายภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สังโยชน์ เบื้องต้น ถึงสังโยชน์ระดับปลาย คนที่จบจริง หมดจริง จะไม่ไว้ท่ามาก เพราะไม่กลัวใครว่า แต่คนไม่จบจริงก็จะเต๊ะท่ามากหน่อย คนจบจริงไม่กลัวคนว่า ว่าอย่างไรก็ไม่ถูก เพราะเขาไม่มีตัวตนแล้ว กลัวถูกว่า ก็คือมีมานะ เมื่อหมดรูปราคะ อรูปราคะก็มีมานะ นี่คืออาการถือดีมีถึง 12 รอบ
ต้องไม่เมา ไม่ประมาท มทะ ปมาทะ ในอุปกิเลส 16 1. อภิชฌาวิสมโลภะ (เพ่งเล็งอยากได้) 2. พยาปาทะ (ปองร้ายเขา) 3. โกธะ (โกรธ) 4. อุปนาหะ (ผูกโกรธ) 5. มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน) 6. ปฬาสะ (ยกตนเทียบเท่า, ตีเสมอท่าน) 7. อิสสายะ (ริษยา ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี) 8. มัจฉริยะ (ตระหนี่) 9. มายายะ (มารยา, มารยาทเสแสร้ง) 10. สาเฐยยะ (โอ้อวด, การโอ่แสดง) 11. ถัมภะ (หัวดื้อ, เชื่อมั่นหัวตัวเองมาก) 12. สารัมภะ (แข่งดี, เอาชนะคะคาน) 13. มานะ (ถือดี-ยึดดี จนถือสา) 14. อติมานะ (ดูหมิ่นท่าน) 15. มทะ (มัวเมา) 16. ปมาทะ (ประมาทเลินเล่อ) (พตปฎ.เล่ม 12 ข้อ 93)
แม้ตัวสุดท้ายแห่งตัวสุดท้าย ก็อย่าประมาท คู่สุดท้าย มทะ ปมาทะ ถ้าทำให้สมบูรณ์ได้ก็จบเป็นอุปกิเลส 16 ไม่ใช่ของเล่นนะ รายละเอียดต่างๆควรจะต้องตรวจสอบ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็จะรู้รายละเอียดทั้งหมด มีรายละเอียดที่ไม่มีชื่อพวกนี้ก็มี อาตมาไม่เหลือมายา จนเขาบอกว่าจริงเกินไป ทำเล่ห์หน่อยไม่ได้หรือไง มีแต่ตีตรงๆ
600108_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปริวัตร 3 อาการ 12