สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน รูป 28 นาม 5.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์68 KB
วันที่แก้ไข10 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

รูป 28 นาม 5 [14] ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่านาม มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 นี้เรียกว่ารูป นามและรูป ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า นาม รูป ฯ นาม 5 นี้ที่จริงก็จะแยกได้มากกว่านั้นมากมาย แต่ว่ายังไม่ต้องคำนึง มาคำนึงรูป 28 ซึ่งมี มหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูปอีก 24

มหาภูตรูป 4 ยกไว้ อุปาทายรูป 24 มีตั้งแต่ ปสาทรูป 5 โคจรรูป 5

หมายเอาที่จิตเจตสิกนะ ไม่ได้พูดถึงตัวผู้ตัวเมีย หรือเพศหญิงเพศชายแบบรูปร่าง ง. หทยรูป1 = 12)หทัยรูป ที่ตั้งการเกิดอาการของรูป ต้องอ่านอาการของจิตให้ได้ อยู่ที่ไหนก็ตรงที่เราจับอาการจิตได้ มันไม่มีที่อยู่ ไม่มีสถานที่ใดๆ เอาแต่อาการของมันเลย จับให้มั่น ให้พ้นสงสัย (วิจิกิจฉา) แล้วต่อไปก็ดูพลังงานของมันที่มันมี ชีวะ จ. ชีวิตรูป1 = 13) ชีวิตินทรีย์ รู้ความมีชีวิตอยู่ของกิเลส ดูอาการความมีชีวิตของ อิตถีภาวะนี่แหละ มันเกิดจากเหตุปัจจัยเครื่องอาศัย คืออาหาร ฉ. อาหารรูป1 = 14) กวฬิงการาหาร จนถึงวิญญาณาหาร 1. กวลิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) 2. ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) 3. มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) 4. วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ กำหนดรู้นาม-รูป . อันเป็นปัจจัยให้ตั้งอยู่แห่งสังขาร เพื่อการเกิดในภพใหม่ คือมีปัจจัยเกิดชาติชรามรณะ ทุกข์ และความคับแค้น) . (ปุตตมังสสูตร พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 241-244) . เมื่อมีผัสสะก็เกิดภาวะ ก็จับภาวะมาเรียน ก็อ่านเข้าไปในภาวะ ถึงสภาพภาวะธรรมะสอง เป็นอิตถีภาวะกับปุริสภาวะ ทำให้เป็นหนึ่งเป็นปุริสภาวะ ในทุกอาหาร ให้อ่านเจตนา ที่จะเป็นกรรม อาการเจตนาเป็นตัวสำคัญ แยกเป็น กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็ทำให้เป็นวิภวตัณหา ทำเริ

อ่านต่อ

่มตั้งแต่กามตัณหาก่อน มันมีตัวดำริตั้งต้น สัมผัสแล้วเกิด กามตักกะ หรือพยาบาทวิตักกะ ล้างกาม พยาบาท ก็ไปทำที่รูปภพ พอหมดรูปภพ ก็ทำที่อรูปภพอีก หมดอรูปภพ ก็ไม่มีภพแล้วเป็นวิภวภพ เป็นตัณหาอาศัย ความต้องการความอยากความปรารถนาอะไรก็แล้วแต่ ที่ไม่มีกิเลสแล้ว เป็นของอรหันต์ ที่จะช่วยคนให้หมดกิเลส พระโพธิสัตว์พระอรหันต์ทุกพระองค์ ที่จะช่วยผู้อื่น ทำงานช่วยผู้อื่นก็ใช้วิภวตัณหา จึงเป็นเรื่องยาก จะต้องเพียรจริงๆ เอาคนมีบารมีมาจึงจะได้ คนที่ไม่มีบารมีก็ต้องพากเพียรเอา จึงจะได้ ส่วนคนที่ไม่มีบารมี แต่หลงตัวตนไม่พากเพียร ก็จะไม่ได้ โดยเฉพาะไม่เชื่อพระโพธิรักษ์ ที่ไม่มียศศักดิ์ฐานะอะไรไม่เอา จะต้องเลือกครูบาอาจารย์ ที่มียศศักดิ์ฐานะ ก็เชิญ เลือกเอาเองนะ ถ้าคนไหนเชื่อ ก็ดี อนุโมทนาสาธุ อาตมาไม่ได้แข่งดี ใครมาทำดีได้ ก็ยินดีปรีดา เพราะมุ่งหมายจะช่วยคนให้บรรลุธรรม แล้วเขาจะเป็นประโยชน์ต่อโลก แล้วเขาก็จะไม่ทุกข์ มันเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ที่ดีที่สุดแล้ว สรุปแล้ว นามธรรมที่สำคัญคือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี่คือนาม 5 ที่จะต้องเรียนรู้และปฏิบัติ ใช้ในการปฏิบัติ ถ้าคุณไม่รู้จักเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ 5 ตัวนี้แล้วใช้ไม่เป็น ใช้ไม่ถูก ขอยืนยันว่า คุณจะไม่บรรลุธรรม โดยเฉพาะไม่บรรลุอรหันต์ จะบรรลุเล็กๆน้อยๆ ก็ไม่สมบูรณ์ ต้องเข้าใจต้นทางว่า มีกรรมฐานตัวเดียวในศาสนาพุทธ แล้วเรียนรู้ให้ครบ 108 กรรมฐานของพุทธคือ เวทนา ท่านตรัสในพรหมชาลสูตรชัดเจน อาตมาเอามายืนยัน แต่คนก็ไม่เชื่อ เวทนาคืออารมณ์ความรู้สึก มันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์อย่างไรก็ต้องเรียนรู้ เราก็จะต้องใช้สัญญา ในการเรียนรู้ เป็นตัวทำงาน ใช้สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้กำหนดหมายให้ทำ นิมิต รู้นิมิตให้ได้ แล้วต่อจากนั้นก็จับ สัญญามีสภาวะ 2 ลักษณะ คือ จำ กับทำงานกำหนดรู้ รู้นี่ก็คือปัญญา ถ้ารู้จบคือปัญญา หากรู้ไม่จบก็เป็นสัญญา แล้วกำหนดรู้ส่งเป็นสัมมาทิฏฐิ สัมปชัญญะ สัมปะต่างๆอะไรมากมาย สัมปชลิตะ สัมปาเทติ ตั้งแต่ สัมปชัญญะ = ความรู้ตัว ต่อกับการมีสติระลึกรู้ สัมปชานะ = รู้สำนึกตัวในการปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อสัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ . สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สว่างเรืองรอง สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล.(ในรอบนั้น) สัมปฏิเวธะ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอดในรอบนั้น ปฏิสาเรสฺสามิ = จักทำให้เขาสำนึก ปัจจเวกขันตัสสะ = ได้สำนึก) นี่เอามาให้ดูแค่น้ำจิ้มนะ มันจะมีรายละเอียด ซอยลึกลงไปอีก แต่รู้แค่นี้ ก็บรรลุธรรมได้แล้ว จากสติ แล้ว ต้องมีตัวต่อเนื่องไปอีกเป็น สัปมชัญญะ เมื่อมีเวทนา ก็ต้องมีสติรู้ให้ได้ ระลึกรู้ เป็นปฏิจจสมุปบาทต่อเนื่อง เป็นปัจจยการ มันสำนึกรู้ตัวต่อไปเป็นสติปัฏฐาน ทำงานเป็นโพชฌงค์ เป็นโพธิปักขิยธรรม ตามเหตุปัจจัย ก็กำจัดเหตุปัจจัย จนกระทั่ง แยกแยะเหตุปัจจัยได้ ก็ได้สัมปัชชติ แล้วเราจะจัดการสังเคราะห์สังขาร เป็นอภิสังขาร เป็นการปรับแต่งเป็น สัมปาเปติ ตัดแต่งให้เป็นจิตที่ดี คือจัดการตัวที่ไม่ดีออกไป ให้มันตาย ให้ตัวที่ดีดีขึ้น ช่วยเหลือตัวที่ดี ให้ดีขึ้น ทำไปเรื่อยๆ เกิดการสังเคราะห์ขึ้น ขนาดทำงานเลย อวจร แล้วก็พิจารณาสัม ปฏิสังขา พิจารณาตรวจสอบซ้ำ เกิดพลังงานที่ทำได้อย่างเต็มที่ เรียกว่า ปัชชลติ จะเป็นพลังงานของปัญญาโหมไหม้ ชนะไฟกิเลส เป็นพลังงานไฟปัญญา มันไม่ใช่เป็นไฟที่เป็นเปลวถ่านแดง แต่เป็นพลังงานมีอุณหธาตุ ที่มีฤทธิ์ทำลาย พลังงานกิเลส จนมันสู้ไม่ได้ ไหม้โหมสลายเลย สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ จนเป็นสัมปัชชลิตะ สว่างเรืองรอง แล้วถึงการบรรลุเข้าถึงเรียกว่า สัมปัตตะเป็นตัวต้น จนถีงตัวจบ เรียกว่า สัมปันนะ สัญญาเวทยิตนิโรธ คือ รู้เคล้าเคลียอารมณ์ ใช้สัญญาทำการกำหนดรู้ เคล้าเคลียอารมณ์ 108 ให้สมบูรณ์ เรียกว่าจบกิจหมดแล้ว จึงเรียกว่า สัญญาเวทยิตัง นิโรธังโหติ คือนิโรธอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า ถ้าเรียกในภาวะทำงานอยู่ ก็เรียก สัญญาเวทยิตัง นิโรธังโหติ พอจบแล้ว โหติเป็นจริงแล้ว เกิดแล้วสมบูรณ์ก็เป็นนิโรธ เรียกว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นนิโรธที่ไม่มีในศาสนาอื่นใด นิโรธของศาสนาอื่น ก็เรียกอย่างอื่น แต่ของศาสนาพุทธ มี สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นปรินิพพานแบบลืมตา คือ จักขุมาปรินิพพุโพติ ต่อรูป 28 มาเน้นที่ รูป 28 ต่อ เมื่อกี้ไล่มาถึง ปริเฉทรูป ต่อมาวิญญัติรูป ซ. วิญญัติรูป2 = 16)กายวิญญัติ 17)วจีวิญญัติ ไหวให้รู้ กายวิญญัติมาโฟกัสที่รูป แต่ต้องมีใจด้วยถึงจะครบ ผู้ที่สามารถควบคุมสัมกัปปะ 7 ได้ สามารถจัดการ ตักกะ วิตักกะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา มีแกนศรัทธาแกนบวก กับแกนปัญญาคือแกนลบ หรือเป็นตัวเคลื่อนที่กับตัวแกนทำงานร่วมตลอดเวลา เมื่อทำงานสังเคราะห์สังขาร ก็กลายมาเป็นอันที่ 7 คือวจีสังขาร มีสามเส้าของแกนตั้งแกนนิ่ง กับสามเส้าของแกนวิ่ง ต้องแยกแยะ เอากามตักกะกับพยาบาทตักกะ ออกไป จัดการออกไป เอากิเลสออกไปให้ได้ พอจัดการได้เสร็จ ก็เป็นตัววิตักกะ เป็นตักกะตัววิเศษ วิแปลว่าตัวไม่มี คือทำสำเร็จให้อกุศลจิตไม่มี สิ่งที่มีก็เป็นจิตที่วิเศษ เป็นตักกะตัววิเศษ กิเลสหมดแล้วก็ผ่านจะเอาไปใช้งาน ให้อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นการตรวจสอบ เมื่อจะผ่านประตูเอาไปใช้งาน เอาไปทำงาน คือไปเตรียมก่อนจะเป็นอภิสังขาร ก็ผ่านสามตัวนี้ ตรวจสอบถ้าผ่านได้ ก็ไปทำงานได้ ไปรวมตัวที่ 7 เป็น วจีสังขาร ถ้าสังขาร ตัวที่ 7 นี้เป็นนามธรรมที่สะอาด ก็เลยสุดจะไปทำงานข้างนอก ก็เป็นสังขารที่ถ้ายังไม่มีชื่อเลย พลังงานนามธรรมตัวนี้ก็มี ปฏิฆสัมผัสโส สัมผัสได้เป็นแต่ ฆ เป็นตัวตนอันนึง ที่เกิดการสัมผัสแล้ว เกิดปฏิ คือ Action reaction แต่ถ้านิ่งก็จะไม่รู้ สมมุติว่า ปรุงแต่งเสร็จ อันนี้เป็นนามธรรม ที่จะออกไปเป็น กายกรรม วจีกรรม เป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติข้างนอก แต่ข้างในก็เป็นวจีสังขาร ข้างในที่ยังไม่ออกไปข้างนอก ก็เรียกว่า ปฏิฆสัมผัสโส มีแต่นามหรือชื่อ มันยังกล่าวอะไรไม่ได้ แต่ถ้ามีบัญญัติก่อนแล้ว ก็เรียกว่า อธิวจนสัมผัสโส ถูกรู้ได้เรียกชื่อได้ เช่นตอนนี้จะออกไปเป็น กายวิญญัติ วจีวิญญัติ เมื่อสัมผัสแล้ว จิตใจเรามีความสะอาดแล้วเตรียมจะออกไปทำงาน อย่างเช่นอันนี้ มันสำเภา เป็นวจีกรรม ว่ามันน่ากินนะ แต่จิตสะอาด ก็เป็นแต่เพียงอนุโลม ไปกับข้างนอกเขา แต่ใจสะอาด จะออกเป็นกายกรรม ไม่ต้องพูดเลย คว้ามากินเลยก็ได้ หรือพูดว่าน่ากินจัง ก็เป็น แม้ไม่มีภาษาภายนอก แต่ไม่มีจิตตัวกิเลสหรอก อสังขาริกัง ไม่มีกิเลสมาปรุงแต่ง คนจะไปเดาว่าพระอรหันต์ที่ ไม่มีจิตที่มีกิเลสปรุงแต่ง ได้อย่างไร เหมือนแม่ที่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงไปกับลูก คำอื่นสนุกไปกับลูก ลูกก็สนุกจริงๆ เหมือนแม่ครัวที่ปรุงอาหารให้คนอื่นกิน เราเองไม่ได้ชอบกิน เราใช้เฉยๆ แต่ปรุงแต่งให้คนอื่นกินอย่างดี แม่ครัวหลายคน ปรุงแต่งให้คนอื่นกินอย่างดี แต่ตัวเอง กลับมากิน น้ำพริกของตัวเอง เป็นเรื่องที่เดาไม่ได้เลย ว่าเขาจิตว่าง เดายาก แต่เราอนุโลมปฏิโลมกับสังคม เราก็อยู่กับสังคมได้อย่างดี อาตมานึกถึงภาษาอังกฤษสองคำ ไม่รู้ว่ามีลักษณะต่างหรือไม่ เหมือนเราดราม่า เสแสร้งทำไปกับเขา กับเสแสร้งหลอกจริงๆ มันมีคำว่า pretend กับ hypotic คำไหนจะเสแสร้งอนุโลมให้โลก กับอีกอันที่เสแสร้งเลวร้ายที่ คุณชาติชายบอกว่า ธัมมชโยนี้ สุด cruelest สุด sweetest ถ้าเรากำหนดหมาย องค์ประกอบรูปนาม ที่เป็นธรรมะ 2 และมีตัวประธาน เป็นตัวที่ 3 ประธานนี้ เป็นตัวที่ไม่มีตัวตนเสมอ ก็จะจัดการ 2 ให้เป็น 1 เสมอ ก็จะเกิดความเจริญขึ้น i คือตัวประธานที่ทำ she ให้เป็น he เสมอ ทำอิตถีภาวะเพศเมีย ให้เป็นปุริสภาวะ เพศผู้เสมอ ตัวสัญญาเป็นตัวกำหนดหมายตลอด ทำได้ก็เป็นปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เป็นสามเส้า พอถึงปัญญาพละ หรือปัญญาผล ก็สำเร็จ เป็นตัวรู้จบ รู้ครบ เป็นได้ครบ แล้วรู้ได้ครบ แล้วเป็นก็เป็นจริง สมณะเดินดินว่า..วันนี้เป็นเรื่องที่วิจิตร พิสดารลึกซึ้ง ที่คิดว่าจะต้องฟังอีกหลายเที่ยว เพื่อจะดูองค์ประกอบทั้งครบพร้อม ฟังอันนี้จะได้เข้าใจ ในความร้อยเรียง จนยากจะสรุป แม้วันนี้ จะเน้นผัสสะเป็นปัจจัย แต่ก็ได้ขยายองค์ประกอบของธรรมะ อันพิสดารได้ครบ กระชับสมบูรณ์...จบ 600109_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เรียนรู้รูป 28

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน