560305_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง ผู้มีปัญญารู้ทั้งสัมมาและมิจฉา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข26 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

560305 รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู ราชธานีอโศก เรื่อง ผู้มีปัญญารู้ทั้งสัมมาและมิจฉา พ่อครูว่า…วันนี้วันที่ 5 มีนาคม 2556 ที่ บวร ราชธานีอโศก การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ถ้าถูกทางจะไปหาทิศทางเดียวกัน ในกาย วาจา ใจ ที่เป็นองค์รวมอันเดียวกัน และที่ อาตมา เน้นในสิ่งที่ค้านแย้งกับกระแสหลักที่เขายึดถือว่า การปฏิบัติให้เกิดสมาธิ (อธิจิต) เขาแน่ใจว่ามีวิธีเดียวคือนั่งสะกดจิตหลับตา แต่เราไม่เถียงว่าการทำให้จิตสงบเป็นหนึ่งเดียวนั้น จะเป็นอุปการะได้ แต่ของพระพุทธเจ้าเรียกว่า สัมมาสมาธิ และท่านบอกไว้ว่า การปฏิบัติให้เกิดสัมมาสมาธินั้นมีองค์ประกอบมีเหตุปัจจัย ว่าในสัมมาสมาธินั้น ตั้งแต่เริ่มต้นตรัสบอกว่า พระพุทธเจ้าจะแสดงสัมมาสมาธิให้ฟัง ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราจะแสดง สัมมาสมาธิของพระอาริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบคือ [253] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ [254] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิ รู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี

อ่านต่อ

สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะ ไม่มีสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง

ในโลกไม่มีนี้มิจฉาทิฐิ ฯ พ่อครูว่า… ต้องเข้าใจว่าทานอย่างไร ปฏิบัติแล้วมีปัญญาเห็นผล ได้รับผล (สังเวย) ที่ได้ปฏิบัติหรือไม่ (ทำทานมัย ศีลมัย แล้วมี ภาวนามัยหรือไม่) คือปฏิบัติให้เกิดผลโลกุตระหรือไม่ จะเป็นผลที่เกิดสัมมาสมาธิได้หรือไม่ ถ้าไม่รู้ก็มิจฉาอยู่ ไม่ว่าจะทำทาน หรือทำศีลพรตใดๆ หากไม่ได้ลดกิเลสก็มิจฉาทาน มิจฉาปฏิบัติ การทำดีทำชั่ว แล้วมีผลเป็นโลกุตระ ที่จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิอันเป็น อาริยะได้หรือไม่ สัมมาสมาธิอันพอเหมาะจะเกิดสัมมาญาณอันพอเหมาะได้ สัมมาญาณอันพอเหมาะ จะเกิดสัมมาวิมุติอันพอเหมาะได้ การทำมรรคทั้ง 7 องค์ จะประกอบรวมกันเป็นสัมมาสมาธิ ส่วนสัมมาญาณและสัมมาวิมุติ ก็คือวิชชาและวิมุติ ต่อเนื่องกันสัมพันธ์กันไปหมดเลย โดยการทำมรรคทั้ง 7 องค์ เราจะได้โลกียผลหรือโลกุตรผล ก็ต้องรู้ ซึ่งมีทั้งผลดีและผลไม่ดี ทั้งโลกียะและโลกุตระ แม้จะมีสัมมาทิฏฐิแล้ว แต่ทำไม่มีผลเพราะยังไม่สัมมาปฏิบัติ [ 256 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น 2 อย่าง คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง 1 สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค อย่าง 1 ฯ [ 257 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี พ่อครูว่า… กัมมันตะนั้นคือการรวม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมทั้งสิ้น อาชีวะคือการเลี้ยงชีพ คือกรรมต่างๆที่ปฏิบัติรวมกันนี่แหละ แต่ทำมรรคให้เป็นสัมมา เพื่อสั่งสมสัมมาสมาธิ อันเป็นอาริยะ คุณต้องรู้ว่าโลกคือความวน ในกรรมทั้ง 3 ไปวนเสพสุขมีทุกข์หลงใหลว่า อบายมุข น่าได้ น่ามี น่าเป็น ทั้งวัตถุนอกและอามรมณ์ข้างใน ไปหลงกาม หลงอรูปข้างใน ถ้าไม่รู้ว่าการได้สมใจเป็นสุข โลกหน้าหรือโลกอื่น หรือโลกใหม่ ในปุถุชนออกไม่ได้ แต่ถ้าเนกขัมมะก็ออกได้ จากสุขขั้นต่ำคืออบาย เป็นพื้นก่อนเลย ต้องเรียนรู้เบื้องต้นอย่าไปลัดตัด ไปสู่รูปภพ อรูปภพ ซึ่งเป็นภพที่ต้องมีองค์ประชุมพร้อมทั้งนอกและใน มีกาเยนผุสิตวา วิหารติ ให้กำหนดรู้ในรูปทั้งหลาย อัชฌัชตัง อรุปสัญญี เอโกพหุทารูปานี ปัสสติ ถ้าไม่รู้โลกนี้ (อยังโลโก) โลกหน้า (ปรโลก) ซึ่งโลกนี้คือความวนในสุขทุกข์ในกาม อัตตา โลกธรรม เมื่อได้มาก็มีสุข เมื่อไม่ได้มาก็เสื่อมก็ทุกข์ ที่ปุถุชนอยู่ แล้วไล่ล่าตามไขว่คว้า พยับแดด ต้องรู้ว่าอารมณ์เสพจริงคืออะไร ในองค์ประชุมที่เป็นสภาวธรรม นั้นประชุมลงไปที่เวทนา (สัมโมสรณา) เป็นอารมณ์ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็วนเวียนไปในสามอย่างนี้ ไม่เที่ยง ไม่รู้แล้วไม่รู้จบ พหิทารูปานิ คือองค์ประชุมของรูปทั้งหลายภายนอก ต้องมีกาเยนผุสิตวา ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิ ปัสสติ เห็นรูปภายนอกแล้วกำหนดรู้ภายใน ถึงขั้นอรูป (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี) ถ้าไม่มีอันนี้ไม่มีทางบรรลุอรหันต์ ต่อให้ปฏิบัติมีกายสักขี มีอาสวะบางอย่างดับไป แต่ถ้าไม่สำเร็จถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อย่างสำเร็จอิริยาบถอยู่ ก็จะไม่เที่ยง ไม่สมบูรณ์ด้วยมรรค 8 ยังไม่นิโรธ ขนาดนิโรธแล้วยังให้ทำทั้ง 3 กาละ ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ให้มีความเที่ยงแท้ ต้องรู้รูปนามด้วย อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทศ ต้องมีนามรูปปริเฉจทญาณ รู้ว่าเวทนามีตัณหาเป็นปัจจัย ตัณหามีผัสสะเป็นปัจจัย เป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน ถ้าไม่มีผัสสะก็ไม่เกิดวิญญาณ ถ้าไม่มีผัสสะจะอ่านนามรูปไม่เป็น อ่านวิญญาณ 6 ไม่เป็น ซึ่งสัมผัสภายใน ไม่เรียกว่าโผฏฐัพพารมณ์ เรียกว่า ธรรมารมณ์ ถ้าเข้าใจไม่ได้ก็เป็นมิจฉา ถ้าเข้าใจอย่างนี้ได้ก็สัมมา ผู้ที่มีปัญญาจะเข้าใจสัมมาว่าเป็นสัมมา มิจฉาว่าเป็นมิจฉา คำว่ามาตา ปิตา ไม่ได้หมายถึงพ่อแม่เป็นตัวตน แต่หมายถึงพ่อแม่ทางจิตวิญญาณ แล้วเกิดสัตว์โอปปาติกะ จากสัตว์ชั้นต่ำไปสู่ชั้นสูง จากสัตว์นรกดับไป สัตว์เทวดาก็เกิด เป็นสัตว์พรหม นี่คือการเกิดดับทางจิตวิญญาณ ต้องทำอย่างสัมผัสด้วยทวาร 6 เมื่อดับเชื้อของสัตว์นรกได้ จะเห็นได้ยืนยันได้โดยเราเอง เป็นของส่วนตน เป็นเรื่องไม่งมงาย ไม่เดา ไม่ใช่ศึกษาจากคนนั้นคนนี้ ไม่ได้เชื่อคนอื่น แต่ต้องเชื่อจากการสร้างการทำของตน ว่ามันเป็น ตถตา เป็นเช่นนี้เอง จะมีญาณเห็นความเป็นเทวดา ที่ตายจากสัตว์นรกมาจุติเป็นเทวดา เป็นพรหม ก็เห็นการเกิดดับของโอปปาติกะ เป็นรูปนาม มีเหตุคือแม่ พ่อ เช่น ศีล ปัญญา (ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ) ศีลอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่นก็ช่วยกัน เป็นฌาน ฌานใดไม่มีปัญญาไม่ใช่ฌาน ศีลช่วยกับปัญญาเหมือนล้างมือด้วยมือล้างเท้าด้วยเท้า ช่วยกันคลอดสัตว์ทางจิตวิญาณ คือโอปปาติกโยนิ กิเลสตาย ไม่มีซาก ตายแล้วมีการผุดเกิด ไม่มีร่องรอยเลย พอครบเหตุปัจจัยก็เกิดผล เป็นวิสุทธิเทพที่สุด ในข้อที่ 10 ของทิฏฐิ ข้อนี้ คือ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่ นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ฯ ในเรื่องของการนั่งสมาธิหลับตา อาตมา ก็ผ่านเรียนรู้และทำมา เขาก็ทำกันมากมายเป็นอุปการะได้ แต่สิ่งที่เน้นคือสัมมาสมาธิแบบพุทธ ที่ปฏิบัติลืมตามีสัมผัสทุกทวารนั้นไม่มีคนสอนแล้ว แล้วใครสัมมาใครมิจฉาแท้ อาตมา ก็ไม่ได้กำหนดว่าให้เอาแต่ของตน จะไม่ตีทิ้งของคนอื่น ให้ปฏิบัติเอา จะได้ผลอย่างไรก็พิสูจน์กันไป เมื่อไม่เหมือนกันมันก็ต้องผิดกัน มันคนละอย่าง แต่จะแย้งให้แรงกันอย่างไร ก็อย่าให้ถึงขั้นหาเรื่องฟ้องร้องกัน (ปฏิโกสนา) พระพุทธเจ้าท่านมีหลักในนานาสังวาส ในสัมมาทิฏฐิข้อ 10 เบื้องต้นต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน ซึ่งในแสงอรุณ ที่จะต้องมีก่อนที่จะปฏิบัติมรรคองค์ 8 ก็ต้องมี มิตรดีก่อนเป็นข้อแรกเลย ในข้อแรกที่เป็นประธานถ้าไม่เข้าใจว่าต้องไม่ผูกสัตว์ไว้อย่างไร ก็ต้องมีสัตว์นรก สัตว์สวรรค์อยู่ในใจในอกต่อไป อย่างเห็น ๆ ขณะมีชีวิตเลย สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ ถ้าแยกไม่ออกพาซื่อไปเชื่อแต่ตอนตายแล้วจึงมีนรกสวรรค์ นั้นก็ใช่ เพราะขนาดตอนเป็น ๆ ยังมีเลย ตอนตายก็ต้องมีแน่นอน

ต่อไปเป็นการตอบประเด็นและปัญหา _ 0871317xxx แน่จริงเชิญมาถามตอบออกTV กับพ่อท่าน จะหลบอยู่ทำไมล่ะท่านอริยะ8705กล้ามะ _ 0819494xxx8705 พุดได้สะใจ มากๆ _ 0888705xxxเดี๋ยวถ้าว่างเมื่อไร จะอธิบายให้ละเอียดกว่านี้ เพราะเนื่องจากพธรโง่มาก _ 0838677xxxโพธิรักจะค้นหาอัตตาเพื่อทำความรู้จักอัตตาแล้ว จึงละอัตตา ใช่ป่ะสาวก พ่อครูว่า… คุณ 8705 บอกว่า อาตมา โง่ ทั้งโง่บัดซบก็เคยว่า แต่ อาตมา ก็เข้าใจ แต่บอกด้วยความจริงใจว่า ไม่ได้เห็น คุณ 8705 โง่เลย เห็นการแสดงออกความเฉลียวฉลาดมีไหวพริบ แต่ อาตมา ก็ไม่เคยบอกว่า เป็นคนโง่เพราะเห็นว่าเป็นคนฉลาด ฉลาดกว่า อาตมา ด้วย อาตมา คงจะรู้น้อยกว่า แต่ คุณ 8705 เท่าที่แสดงออกมาเท่าที่สัมผัสได้ ก็ว่ารู้มากอยู่ แต่ที่ อาตมา เข้าใจตามปัญญา ก็เห็นว่ายังฉลาดไม่เข้าเป้าธรรมะที่เป็นอาริยะของพุทธ ฟังดูก็ว่าท่าทางรู้มาก และที่สาธยายก็ไม่รู้ว่า 8705 จะรู้อย่างที่ อาตมา พูดหรือไม่ จึงใช้ภาษาว่าไม่รู้สิ่งที่ อาตมา พูด

_ 0817404xxx เชิญ (นิมนต์) ท่าน8705มาอธิบายให้ละเอียดด้วยตัวท่านเองดีกว่านะท่าน. _ 0888705xxx ถ้าอปุญญาภิสังขารมิใช่สังขารบาปแล้ว ถามว่า แล้วเอาบาปไปไว้ไหนในสังขาร3? พ่อครูว่า … บาปก็คือเหลืออยู่ในปุญญาภิสังขารคือเสขบุคคล ก็ชำระบาปให้หมดพอหมด ก็อปุญญาภิสังขาร และก็อเนญชาภิสังขาร ไม่หวั่นไหวเป็น อนัตตระจิตแล้ว และที่ว่า อาตมา จะค้นหาอัตตาเพื่อทำความรู้จักอัตตาและจึงละอัตตาใช่ไหม? อาตมา ว่า อาตมา ก็ค้นหาอัตตาทำมาก่อนทำความรู้เรื่องอัตตา พอรู้ว่าอัตตามีก็เข้าถึงอัตตสัมปทา ( ในสุริยเปยยาล สูตร ) อัตตามันมีเป็นเรา คืออัตตา และของเราเรียกว่า อัตนียา และถ้ารู้แล้วก็ล้างอัตตา เหตุคือความยึดทำให้เกิดอัตตาแล้วก็ล้างมัน

รู้ด้วย อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส _ 0869660xxxคุณ8705ด่าพ่อท่านแบบสัตว์นรกชั้นสูง _ 0888705xxxรูปมี นามมี มนุษย์มี เทวดามี ผีมี แต่ที่มีทั้งหมดนั้น ไม่ใช่ตัวตนอนัตตา พ่อครูว่า … ถูกต้อง ต้องรู้ตัวมีให้จริง มนุษย์คือผู้มีจิตสูง (เป็นสามัญนาม) เทวดาก็จิตสูง (วิสามัญนาม) ต้องเรียนรู้ให้เป็นอุบัติเทพ จนเป็นวิสุทธิเทพให้ได้ พวกผีเป็นอย่าไรก็รู้ด้วย อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทศ เป็นอัตตาทั้งสิ้น เมื่อกำจัดอัตตาหมดก็เป็นอนัตตา ซึ่งไม่ใช่ว่าไปตู่ว่าไม่ใช่อัตตาทั้งหมด แล้วไม่ใช่ตัวตนจะเอาตัวตนที่ไหนให้ปฏิบัติ รวมความแล้วตัวตนก็คืออัตตา มีตัวตนของความเป็นสัตว์ถ้าไม่เรียนรู้ก็จะยังผูกสัตว์ไว้อยู่นานเท่านาน อัตตานั้นเราไปยึดถือว่าเป็นเรา ที่จริงมันเป็นของหลอก มันเป็นแค่แขก ไม่ใช่ตัวเรา แต่เราไม่ยึดมันต่างหากจึงเกิดตัวเรา

_ 0818887xx แต่ก่อนผมฟังธรรมอย่างท่าน8705มาก่อน แต่ลดกิเลสไม่ได้ มาฟังพ่อครูเพียง3ปี และปฏิบัติตามผมหยุดกินเนื้อสัตว์ ไม่ยึดติดในรสอาหาร เลิกอบายมุขทั้งหมด กินข้าวมื้อเดียวเกือบ 2 ปี และตั้งใจทำ ต่อไปตลอดชีวิต/วิเชียร _ 0888705xxx ถ้าเปรียบอริยะ=คนในโลกยุคปัจจุบันแล้ว.. พธร.ก็เหมือนกับมนุษย์โลกล้านปี! _ 0888705xxxถ้าดูถูกคนนั่งหลับตาปฏิบัตแล้ว.. อาจต้องไปเกิดเป็นฤาษีพิการตาบอด 500ชาติ พ่อครูว่า … ไม่ได้ดูถูกคนนั่งหลับตา บอกว่าการนั่งสมาธิหลับตาเป็นอุปการะ แต่คุณไม่เข้าใจจึงเขียนมาเช่นนี้ อาตมา อธิบายว่าเป็นอุปการะแต่ไม่ใช่ทางหลัก ทางเอก ทางเอกคือมรรคองค์ 8 แต่การนั่งสมาธิหลับตา เป็นเจโตสมถะก็มีประโยชน์คือ ได้เตวิชโช ได้พักจิต ได้เรียนรู้จิต แต่การนั่งสมาธิหลับตาที่ทำกันขรมนั้นไม่ใช่ทางเอก

_ 0838677xxx สรุปแล้วโพธิรักเห็นแจ้งนี่เพราะเห็นอัตตาหรือเห็นอนัตตา พ่อครูว่า … ขอบอกว่า อาตมา เห็นอัตตาก่อนแล้ว จึงดับอัตตาเป็นอนัตตาเป็นผล

_ 0888705xxx คำว่าเห็นของพุทธเจ้า มิใช่ต้องลืมตาเห็น แต่หมายถึงเห็นด้วยปัญญาต่างหาก พ่อครูว่า....เห็นด้วยปัญญา ลืมตา หรือหลับตาก็มีปัญญา พระพุทธเจ้ายืนยันว่าเห็นด้วย กาเยนผุสิตวาวิหารติ (เห็นด้วยปัญญาอันชอบแล้วตามความเป็นจริง) มีทั้งเห็นกายนอกกายในต่อเนื่องกันเป็นโอกกันติ แล้วก็เห็นสภาพเหล่านี้ เห็นแม้แต่ความสิ้นกิเลสรอบ อาสวะปริขีณา โหติ (สภาพไม่มีอาสวะ) และก็มีกาเยนผุสิตวา วิหารติ ไม่ได้แย้งว่าเห็นด้วยปัญญา แต่คุณเห็นแต่ภายใน แต่เราเห็นทั้งภายนอกและภายใน

_ 0824039xxx อนัตตา..มัชฌิมา..มี,แต่มิใช่อัตตา..3 อันเนี่ยใครช่วยอรรถาธิบายเพิ่มเติมโหน่ยดิ พ่อครูว่า… มัชฌิมาคือไม่มีส่วนโต่งใด ทั้งอัตตาที่เป็นกาม และทั้งมโนมยอัตตา และอรูปอัตตา ไม่โต่งทั้งฝั่งกามและอัตตา ต้องเรียนรู้ทั้งสองฝั่ง แล้วดับทั้งสองฝั่งเข้าสู่ความเป็นกลาง

__ 0888705xxxที่พุทธเจ้าพูดถึงอัตตา3..ต้องการให้คนได้รู้ถึง อุปาทานในอัตตาของตนเอง! พ่อครูว่า … เขาพูดถูกนะ ต้องให้รู้อุปาทานในอัตตา เป็นคำสอนพระพุทธเจ้าที่ถูก ก็น่าจะเข้าใจรู้อัตตาของตนได้นะ ซึ่งถ้าเขาไม่ติดพยัญชนะก็น่าจะเรียนรู้ได้

_ 0897146xxx นั่งสมาธิเป็นกัมมันตะหรือไม่ พ่อครูว่า … ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ ก็เป็นสัมมากัมมันตะ ถ้ามิจฉาทิฏฐิก็เสียผล จะเป็นมิจฉากัมมันตะ

_ 0888705xxx ถ้ามหาโพธิรักเป็นสัมมาทิฐิจริงแล้ว ทำไม? คณะสงฆ์ไทยถึงไม่ยอมรับ ล่ะจ๊ะ! พ่อครูว่า … ให้ไปอ่านหนังสือประณีประนอมกันด้วยนานาสังวาส ที่ อาตมา ได้เขียนไว้ อาตมา ลาออกจากมหาเถระสมาคมเอง พาคณะสงฆ์ ออกมามี ภิกษุ 21 รูป ประกาศนานาสังวาสที่วัดหนองกระทุ่ม ว่าพวกเราขอออกไปเปิดร้านปาท่องโก๋เล็ก อโศกเป็นผู้ถูกกระทำ ไม่ได้โกรธเคืองถือสา เพราะเข้าใจเห็นใจท่านที่ต้องรักษาสถานะของมหาเถระสมาคม เราจึงขอออกมาตั้งร้านใหม่ เราเสนอสูตรปาท่องโก๋ใหม่ ที่เป็นสูตรของพระพุทธเจ้า เพราะสูตรที่ท่านทำกินนั้น กินแล้วท้องอืดเฟ้อ เสนอสูตรใหม่ท่านก็ไม่รับ จึงต้องออกไปเปิดร้านเล็กๆ ไม่ได้คิดไปโค่นล้มท่าน ที่เป็นร้านใหญ่ ถ้าเราเสนอแล้วประชาชนกินได้รับได้ก็อยู่ต่อไปได้ ซึ่ง อาตมา ได้พูดอย่างนี้ต่อหน้าพระสงฆ์ที่วัดหนองกระทุ่ม เมื่อหลายสิบปีก่อน ดังนั้นที่คณะสงฆ์ไทยไม่ยอมรับเพราะท่านเห็นอย่างนั้น แต่เราลาออกแล้ว เป็นนานาสังวาส มีหลักฐานแล้ว เขารับแล้วว่าให้ลาออกมา แต่ต่อมา เขาก็มีการฟ้องร้องอีก เป็นคดีความจนแพ้คดีความ มีคนถามมาว่า _ 0899181xxx อยากถามท่านพ่อว่า เมื่อตายเเล้วจ้ดงานให้ผู้ตาย ตามปะเพณีทุกอย่าง กับ _ 0899181xxxตายโดยไม่จัดงานสักอย่าง ผู้ตายจะต่างกันใหม คือว่าจะได้ไปเกิดเหมือนกันไหม พ่อครูว่า....ผู้ตายก็ต้องไปรับวิบากตามอัตภาพ ถ้าผู้อยู่จะจัดงานหรือไม่จัดงานก็ไม่ต่างกันหรอกสำหรับผู้ตายไป ก็ไปตามกรรมวิบากที่ทำมาแล้ว บุญบาปนั้นแบ่งกันไม่ได้ ถ้าแบ่งได้ก็แบ่งบาปออกให้หมดได้ เอาแต่บุญไว้สิ ซึ่งเป็นไปไม่ได้

_ 0897146xxx อัตตากับอนัตาอะไรเกิดก่อน พ่อครูว่า. ..อัตตาหาที่ต้นไม่ได้ แต่อนัตตาจะเป็นได้ตามหลัง เพราะมันอวิชชามาตั้งแต่ต้น ตอนไหนพระพุทธเจ้าก็หาที่ต้นไม่เจอ อัตตาเราเกิดตั้งแต่เมื่อไหรหาไม่ได้หรอก

_ 0899181xxxท่านพ่อช้วยให้ความจริงเรีองปีชงหนอยเถิด ตกลงเราจะเชื่อเวรกรรมทําให้เกิด หรือคิดว่าเเก้ชงเเล้วจะเเก้กรรมได้ ผมสับสนเพราะทุกวันนี้คนเชื่อมาก พ่อครูว่า...ก็ไม่มีความรู้เรื่องปีชง แต่ก็มีคนค้น google ว่า ปีชง เป็นเรื่องของดวงดาวโหราศาสตร์ แต่ก็ขอตอบว่าที่จะไปแก้กรรม แก้ปีชง นั้นไม่ได้หรอก ที่เขาทำกันก็จะไปถูหลอกได้

_ ช่วยแจกแจง โจตโสอภินิโรปนา เข้าใจว่าเป็นอุปาทานในความนึกคิด ใช่ไหม ...... พ่อครูว่า ...เจตโส คือคุณสมบัติของจิตที่ตกผลึก เป็นความแน่นแข็งแรงตั้งมั่น แนบแน่น (อัปปนา) แน่วแน่ (พยัปปนา) ปักมั่น (เจตโสอภินิโรปนา) เป็นคุณสมบัติของธาตุจิตที่ปฏิบัติได้มรรคผลตกผลึก มีคุณสมบัติทั้งแข็งแรงและมีปัญญา มีทั้งพลังงานศักย์และพลังงานจลน์ ยิ่งลึกยิ่งปัญญาสูง จึงไม่ใช่แค่ความนึกคิดในใจ

_ กายสังขารจิตสังขารคืออะไร … พ่อครูว่า ...กายสังขารคือองค์ประชุมครบหมด กายสังขาร มีทั้งจิตสังขาร และวจีสังขาร แต่จิตสังขารคือภายในจิต และวจีสังขาร ก็คือซ้อนอยู่ในจิตสังขาร เป็นลักษณะองค์ประชุมที่เสร็จแล้ว ปรุงเสร็จสังขารอยู่ในใจ ผู้หยั่งรู้วจีสังขาร จึงมีภูมิธรรมรู้บรรลุธรรมได้ เป็นองค์ธรรม 7 ของสังกัปปะ

_ ผู้ที่ถือศีล ๕ บริบูรณ์ถือผัวเดียวเมียเดียว แต่ยังมีเสพเมถุนอยู่ และก็ลดละไปเรื่อยๆจะบรรลุธรรได้หรือไม่ พ่อครูว่า ...ได้.... _ เหตุที่ถูกมารผจญเพราะมีกรรม............ พ่อครูว่า. ..ต้องเรียนรู้ทั้งกรรมเก่า และใหม่ให้ดี _ ในฐานะเจ้าสำนักท่านดูแลลูกศิษย์ท่านอย่างไร?? พ่อครูว่า… ดูแลลูกศิษย์ โดยไม่จ้องมองก็แล ๆ ไปก็เทศน์โดยรวม นาน ๆ ทีก็จะบอกเฉพาะตัวบ้าง ไปจี้ทุกคนไม่ไหว _ ฟังท่านว่าโลกนี้โลกหน้าก็เข้าใจ แต่ว่าวิญญาณที่มีอยู่ทางทวาร 5 จะไปอย่างไรตอนตาย … พ่อครูว่า … ตา หู จมูก ลิ้น กายมีแต่ตอนเป็นตอนตายไป ไม่มีแล้ว ในใจที่ตายไปแล้วดวงไหนไปเกิดก็คือใจ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ไม่มีหรอกตายแล้ว ................จบ....

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน