กายกับสัญญาในวิญญาณฐิติข้อที่ 6.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.01 KB
วันที่แก้ไข2 พฤษภาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

กายกับสัญญาในวิญญาณฐิติข้อที่ 6 6. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุด มิได้ เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 6

ก็ยังมีวิญญาณมีถ้ารู้ ก็ต้องกำหนดรู้ความจริงตามความเป็นจริง วิญญาณเป็นหัวหน้าใหญ่ของเวทนา สัญญา สังขาร หรือ เวทนา สัญญา เจตนา เวทนาก็สะอาด สัญญาก็สะอาดเจตนาก็สะอาด เจตนาไม่มีกิเลสปนเลย มันต้องอ่านความจริงของจิตวิญญาณคุณได้ อ่านเจตสิกของคุณว่า มันสะอาดหมด ถ้ายังไม่สะอาดก็คือคุณนั่นแหละ ถ้าตาของคุณหยาบ ธาตุรู้คุณหยาบ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ของคุณไม่ละเอียดพอ มันก็เรื่องของคุณใครจะไปช่วยได้ คุณก็ต้องศึกษาฝึกฝนให้มันแหลมคม ให้มันกำหนดรู้เองว่าอาการของกิเลสหยาบ กลางละเอียด นิดนึงน้อยนึง เศษธุลีละออง แม้แค่ ยังโศกะ วิรชะ ธุลีหมอง ธุลีเริง ให้อโศกะ(ไม่มีธุลีหมอง) วิรชะ(ไม่มีธุลีเริง) อันที่ 6 นี้จึงรู้ว่าวิญญาณก็คือวิญญาณ วิญญาณคือธาตุรู้ผู้ที่ยังมีวิญญาณอยู่ยังไม่ดับสลายแยกวิญญาณไปเป็นอุตุนิยามหมดเลย ขณะนี้คุณยังมีกาย โดยจริงๆ คุณสมมุติก็ตามปรมัตถ์ก็ตามก็คุณยังมีองค์ประชุมของภายนอกภายใน องค์ประชุมของสองสภาพแต่ซับซ้อนคุณทำให้จิตของคุณไม่ให้เป็นกาย ทำให้ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ เป็นพืชนิยามได้แล้ว ดีไม่ดีคุณทำให้เป็นอุตุนิยามได้อีกด้วย ในความเป็นพีชะมันมีรูปร่างมันมีสรีระ สรีรัง แต่ไม่มีกายัง ไม่มีกายะ สรีระกับกาย พยัญชนะ 2 ตัวนี้จึงต่างกัน สรีระนั้นมีแต่รูปวัตถุจับตัวกันอยู่เป็นรูปธรรม ส่วนกายะ นั้นมีทั้งรูปและนามไม่แยกกันนะ กายะ ต้องมี 2 เสมอโดยเฉพาะต้องมีจิตเป็นหลัก กายต้องมีจิตเป็นหลัก แต่คนไทยไปเข้าใจว่ากายมีวัตถุเป็นหลักไม่มีจิตเลย หลงทะเลยะเยือกเย็นเลย หมดประตูที่จะมาตรัสรู้ที่จะบรรลุถ้าเข้าใจกายผิด เข

อ่านต่อ

้าใจกายเป็นวัตถุเท่านั้น น่าสงสาร พวกที่ไปหลับตาทำสมาธิทิ้งกายข้างนอก คุณก็หมดประตูความเป็น 2 ที่จะมีครบทั้งภายนอกภายใน สิ่งที่อยู่เป็นโลกที่คุณจะต้องเกี่ยวข้องแล้วยังเกิดกิเลสอยู่ไหม คุณไม่ได้ศึกษาความจริงเลย เพราะฉะนั้นจึงไม่รู้ว่าความจริงที่คุณจะต้องติด ต้องเสพ ต้องยึด ต้องเป็น ต้องมี อยู่นี้ มันคืออย่างไรแค่ไหน เพราะฉะนั้นไม่รู้จักความเสพติด เมื่อไม่รู้จักความเสพติด ขอยกตัวอย่างมหาบัว มหาบัวไม่รู้แม้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่รู้การเสพติด ไม่รู้ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หมากพลูมีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ติดยากนะไม่ใช่ติดง่าย มันไม่ได้เป็นรสที่น่าเสพเลยการติดมากติดพลู แต่นี่อร่อยขาดไม่ได้เลย ขาดก็หาวเลย ทีนี้ วัตถุสมบัติ ติดเงินทอง ติดข้าวของ ติดธนบัตร ก็จะต้องเอาดอลลาร์ ใครมีดอลลาร์เอามาเลยรวบรวมเงินดอลลาร์ เสร็จแล้วซ้อน มหาบัวติดซ้อน แทนที่จะเอาดอลล่าร์ หรือทองคำ ที่ตัวเองไปหว่านล้อมให้คนเชื่อว่า เอามาช่วยชาติ เสร็จแล้วก็เอามาได้เท่านี้ๆ นี่คือของกู ฝังไว้ในสัญญาแล้วกูมีฤทธิ์เดช อำนาจวาสนามีบารมี คนเอามาถวายท่านที่เอามาถวายนี้ของกูทั้งนั้น ฝังไว้ในสัญญา ไม่รู้ว่าตัวเองยึดติดว่าเป็นของกูแล้ว นอกจากว่าเป็นของกูแล้วกูเอาไปทานให้ชาติด้วย โอ้โห ใหญ่มากเลยนะ ใหญ่ซ้อนอีก ไอ้ที่ยึดว่าเป็นของกูนั้นไม่ได้ปล่อยหรอก ยังไปทำทานให้ชาติอีก ที่เสียไม่มีเลย เป็นอัตตาซ้อนเข้าไปอีกใหญ่มากเลย คุณเชื่อไหมว่ามหาบัวไม่ได้ลืมความยิ่งใหญ่ที่ตัวเองมีนี้เลย ไม่ได้ลืม ใครอย่าไปแตะเข้าเชียวนะ ไม่เชื่อ ไปแตะดูเขาจะคุยใหญ่เลยว่าได้ไปกู้ชาติช่วยชาติว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเงินคงคลัง มีบอกห้ามด้วยนะว่า อย่าไปแตะต้องเงินคงคลังนี้ ให้เอาไว้ห้ามออกไปสะพัด สู่แดนธรรม...เดี๋ยวลูกศิษย์มหาบัวจะบอกว่าไปอิจฉาท่านล่ะสิ พ่อครูว่า...อาตมารู้จักจิตอิสสานี้ มันหยาบ อิสสานี้หยาบกว่าโอ้อวดไหม ที่จริงบาลีคืออิสสา แต่อิจฉาคือต้องการธรรมดา กลางๆ แต่คนเข้าใจผิด อิสสากับอิจฉา อย่างโอ้อวดนี่สาเฐยยะ บางเบากว่าอิสสา แค่นี้ก็ไม่รู้ความต่างของอิจฉากับ สัญญาความต่างของสโฐ โอ้อวด แยกความแตกต่างนี้ไม่ได้ ก็เรียนรู้ลิงค ความแตกต่างของสภาวะธรรมอื่นๆอีกได้ยากแค่นี้ก็ยังแยกไม่ออก มันเป็นอุปกิเลสที่ยังหยาบอยู่เลย ขั้นสาเฐยยะ (ขั้นที่10) ยิ่งริษยา หรืออิสสา (ขั้นที่ 7) คนที่ยังมีสัญญากำหนดหมายความหยาบความละเอียดต่างๆเหล่านี้ยังไม่ตรงกับสัมมาทิฏฐิคือพระอรหันต์เป็นหลัก คุณยังกำหนดตรงกับพระอรหันต์ไม่ได้ คุณก็ยังบกพร่องอยู่คุณก็ยังไม่สมบูรณ์อยู่ตลอดกาลนาน

640502_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรียนรู้วิญญาณฐิติ 7 ให้ถึงอรหันต์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน