สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อรหันต์อยู่กับปัจจุบันที่เล็กที่สุด.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อรหันต์อยู่กับปัจจุบันที่เล็กที่สุด _คุณใบฟ้า..สมาธิพุทธหน้า 133 ปัจจุบันคืออนาคตของอดีต และปัจจุบันคืออดีตของอนาคต ปัจจุบันเป็นความจริงที่ทรงอิทธิพลสูงสุด ในการสร้างอดีตและอนาคตให้เจริญหรือเสื่อม อดีตไม่ใช่ความจริงเท่ากับปัจจุบัน อนาคตก็ยังไม่ใช่ความจริงเท่าปัจจุบัน
พ่อครูว่า... อดีตไม่ใช่ความจริงเท่ากับปัจจุบัน อนาคตก็ยังไม่ใช่ความจริงเท่าปัจจุบันถ้ายิ่งปัจจุบันต่อเนื่องคือจุดๆๆปัจจุบันยังไม่ทิ้ง แต่เวลาปัจจุบันมันยิ่งเร็วกว่าจุด เพราะมันเร็ววินาทีหนึ่งสามแสนกม.ต่อวินาที เป็นความเร็วของแสง แต่ความเร็วของจิตนั้นยิ่งกว่าแสง ปัจจุบันจึงเป็นความจริงที่สุด คนไปนั่งหลับตามีแต่อดีตกับอนาคตเท่านั้น ปัจจุบันจะต้องมี จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก ต้องมีแสงสว่างมีการดำเนินไปของโลก หากไม่มีการกระทบสัมผัสไม่สามารถรู้อะไร อยู่ในภพแข็งทื่อไม่เอาประสาทมารับรู้มันก็ไม่มีอะไรเหมือนคนตายเหมือนท่อนไม้ ส่วนคุณแข็งทื่อข้างนอกไม่รับรู้แต่ปรุงภายในก็เป็นนิรมาณกายเป็นอดีตของคุณ ของๆคุณ คนที่ 2 คนอื่นๆไม่ได้ร่วมรับรู้กับคุณ แต่ถ้าสัมผัสร่วมกันร้อยคนพันคน ก็รู้ร่วมกันได้บอกกันร่วมกันได้ ว่านี่คือความจริง ทุกคนสัมผัสด้วยกัน จะเป็นภาษาคนละภาษาก็แล้วแต่ แต่เป็นสิ่งนี้สภาพจริงเหมือนกันหมด สัมผัสด้วยตาด้วยหูตาจมูกด้วยลิ้นด้วยกาย แต่จะเอาแต่ภายใน มันไม่ใช่ความจริงไม่ใช่ของปัจจุบัน นั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีภายนอกเลย โมฆะ จากการปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าเพราะไม่มีรูปนามไม่มีภายนอกภายในพร้อมกัน มีแต่ภายใน จะถือว่าเป็นความจริงไม่ได้ ไม่มีปัจจุบันไม่มีสัมผัสนอกไม่มีภายใน คุณก็พูดกับใครไม่รู้เรื่อง จะไปสมมุติเป็นอนาคต จะปรุงแต่งเป็นอะไรอีกก็ได้ วิมานต่างๆนานาก็ได้ สมมุติของคุณ
อ่านต่อ
เองยิ่งกว่าฝันก็ได้สารพัด สู่แดนธรรมว่า..สมมุติว่าไม่มีตัวเราก็ได้ พ่อครูว่า...นั้นแหละคือตัวมี ตัวที่คุณสมมุติเป็นนิรมาณกายของคุณเอง คนที่สองก็ไม่มีใครรับรู้ด้วย สู่แดนธรรมว่า...ถ้าเป็นอย่างพวกเรา ความไม่มีตัวตนอย่างพวกเราคนอื่นก็ต้องพิสูจน์ได้เห็นได้ว่าเราก็ไม่มีตัวตนจริง พ่อครูว่า...มันมีองค์ประกอบที่จะรู้ว่า มันเหมือนกับเรา เดี๊ยะเลย มันตรงกันทั้งสัจจะภายนอกภายในร่วมกัน ยืนยันกันได้ว่านี่ไงๆนี่สมุด ที่จริงมันหนังสือ ยกตัวอย่างห้องสมุดที่จริงน่าจะเป็นชื่อห้องหนังสือ เพราะมีแต่หนังสือให้ดู พ่อครูจิบน้ำ พ่อครูว่า...ยกตัวอย่างอบายมุข เราก็รู้เหตุปัจจัยองค์ประกอบ เช่นการพนัน ต้องรู้ว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้าง เล่นไพ่ เป็นต้นก็มีตัวตนคุณไป แล้วคุณไปร่วมกับเขาไหม แต่ทุกวันนี้ก็มีคนเล่นการพนันแต่คุณไม่ได้ไปร่วมกับเขาเลย นอกจากไม่เอาร่างกายไปร่วมกับวงนั้นแล้ว ใจคุณก็เฉยๆ นี่คือบรรลุแล้วก็เห็นเขาเล่นเหน็ดเหนื่อย ชิบหายวายป่วง คนเล่นได้บ้างก็มีแต่สมบัติผลัดกันชม คนโกงเก่งก็มีคนที่โกงเก่งกว่าอีก สักวันก็มีคนเก่งกว่าเอ็ง ดีไม่ดีดวงไม่ดีก็หมด เก่งต่อเก่งแต่ดวงไม่ดีก็โทษดวง อาตมาเล่นมานักแล้วการพนัน เราก็ว่าเราเก่งแต่ทำไมดวงไม่ดี เล่นส่วนมากขาดทุน ความไม่มีตัวตนไม่ใช่เรื่องพูดเล่นด้วยตรรกะด้วยภาษาพยัญชนะ แล้วมันยาก บางคนไปติดพยัญชนะ ไม่ใช่ไปว่าคุณ แต่มันยังเป็นตรรกะอีกเยอะ ผู้ที่เขาเรียนรู้ทางเปรียญ 9 เป็นตรรกะอีกเยอะ เป็นด็อกเตอร์เป็นอะไรก็แล้วแต่ทางโลกมา ก็ได้ภาษาสมมติบัญญัติและสับสนระหว่างสภาวะ นึกว่าได้สภาวะแต่เขาได้แต่บัญญัติ อันนี้แหละบอกยากมากเลย บอกให้เขารู้ตัวว่าได้แต่บัญญัติได้ยาก เขายังเป็นผู้ที่เข้าใจสภาวะได้ยาก เรียกว่าสัญญาต่างกัน กายต่างกัน เพราะฉะนั้นจะมากำหนด จิตเจตสิก รูป สิ่งที่ถูกรู้เป็นขั้นนามธรรมก็จะสลับกันอีกเยอะ อาตมาอ่านหนังสือ พุทธธรรมของท่าน นี่เมื่อกี้ก็ยังอ่านก่อนมา ก็ยิ่งอ่านยิ่งเห็นว่าสัญญาของท่านกับสัญญาของอาตมาไม่ตรงกัน ท่านก็กำหนดเจตสิกต่างๆ สัญญาของท่านกับสัญญาของอาตมาต่างกัน เพราะฉะนั้นท่านจึงทำได้อย่างของท่าน คนที่จะมีตรรกะแล้วเข้าใจตรรกะได้เพียงตรรกะจะเยอะ คนที่เข้าใจตรรกะแล้วเข้าใจสภาวะด้วยไม่สับสนด้วย ลงตัวกันเลย สภาวะกับบัญญัติลงตัวไม่สับสน สภาวะกับบัญญัติลงตัวกันแล้วก็เป็นหนึ่ง เช่นเข้าใจอาการด้วยเวทนาสุขตรงกัน สัญญากับเวทนา ของท่านกับของอาตมาต่างกัน เพราะฉะนั้นท่านถึงจึงมีพวกที่มีบัญญัติเยอะ อาตมาจึงมีพวกที่เป็นสภาวะเยอะเป็นหมู่กลุ่มเป็นปึกแผ่นเป็นมวล ที่พูดถึงพยัญชนะจนกระทั่งถึงศูนย์ตรงกัน จนกระทั่งนี่สูญจากลาภ สูญจากยศ สูญจากโลกียะมา ถ้าไม่มีสภาวะจริงอยู่มาก็จะกดข่มอยู่ได้ไม่นาน แต่ถ้าใครไม่กดข่มอยู่ได้สบายๆ เป็นพระโสดาบันสกิทาคามี อย่างน้อยอาตมาเคยบอกว่าชุมชนของชาวอโศกเป็นชุมชนอนาคามีภูมิเป็นต้นไป ไม่ใช่แค่พระโสดาบันสกิทาคามี โสดาบันสกิทาคามีไปไปมามา พระโสดาอ่อนๆจะไปมากกว่ามา ถ้าอนาคามีภูมิเป็นต้นไปก็อยู่สบายอยู่ง่ายอยู่ดีอยู่รอดอยู่ได้นาน เพราะฉะนั้นอนาคามีไปถึงอรหันต์ คือคนในชุมชนชาวอโศก ถ้าพวกคุณมากดข่มอยู่นี่ คุณจะกดข่มอยู่กับอาตมาหลายคนก็ 30 40 ปีแล้ว ถ้าจะกดข่มต่อไปอีก อยู่เพราะเห็นแก่อาตมา หรือมีอาตมาอยู่ พออาตมาตายแล้ว ถ้าไม่จริงคุณก็ไป มันมีนัยหลายนัย ไม่อธิบายต่อ มีอีกหลายเหตุปัจจัย สรุปแล้ว อรหันต์คือผู้ที่อยู่ได้โดยที่ สิ่งแวดล้อมขนาดนี้พอ เหลือเฟือ ใครว่าชาวอโศก ชุมชนชาวอโศกอุดมสมบูรณ์ยกมือขึ้น พวกนี้อยู่ได้ จริงๆแล้วเจ้าอโศกไม่ได้อุดมสมบูรณ์แต่เหลือเฟือ เพราะคุณเอาเข้าส่วนกลางไม่เอาเข้ากระเป๋าตัวเองมันมีแค่นี้จึงเหลือเผื่อ กินใช้แค่นี้ไม่มาก แต่ถ้ามันมีแค่นี้แต่พวกคนเอาเข้าไปเป็นของส่วนตัวมากมันก็ไม่พอมันก็มีน้อย แม้เราไม่สร้างมากเราก็มีมาก แต่พวกเราขยันด้วยสร้างด้วยแล้วไม่เอาเป็นของตัวด้วย มันเลยเหลือเป็นกองกลางเยอะ ไม่เห็นจะเป็นเรื่องลึกลับมันเป็นเรื่องจริง เพราะฉะนั้นพวกเราสร้างกัน จริงๆแล้วไม่ได้สร้างเก่งกันเท่าไหร่แต่พวกคุณไม่ได้เอาเป็นของส่วนตัว มันเลยเป็นของส่วนกลางเยอะ คนข้างนอกมาเห็นก็เลยนึกว่าเยอะ ถ้าแบ่งกันเป็นสัดส่วน เอาแบคโฮ 800 แยกกันเป็นคนละชิ้นก็ไม่ได้หรอก มีตัวเดียว แบคโฮ 800 400 คนนี้ได้ล้อ คนนี้ได้ตีนตะขาบ ก็จะไปได้เรื่องอะไร หรือแม้แต่ปลูกผักพืช ทุกคนก็แค่กินไม่ได้สะสม ไม่ได้เอาไปบ้าน แต่ถ้าคนแต่ละคนเอาไปบ้านคนละมัดก็จะไม่พอ แต่คุณก็กินแต่ท้องอิ่ม แต่หากกินแล้วเอาไปบ้านด้วย ก็จะไม่พอ 621009_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โพธิสัตว์นั้นสูงกว่าอรหันต์