ผู้พ้นอสุรกายจึงได้ไปอยู่โลกหน้า(โลกโลกุตระ).docx
เนื้อหาในไฟล์
ผู้พ้นอสุรกายจึงได้ไปอยู่โลกหน้า(โลกโลกุตระ) พ่อครูว่า…วันนี้วันพุธที่ 9 มิถุนายน 2560 4 ที่บวรราชธานีอโศก วันอโศกรำลึก รำลึกกันมาถึง 40 ปี ก็เห็นว่าพวกเรานี้ช่างกล้าหาญ มี สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส ครบสมบูรณ์ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส มีภาวะที่แข็งกร้าว แรงกล้า ไม่อ่อนแอ เป็นสุรภาโว เป็น สุรกาย เป็นสุรกายนะ ไม่ใช่อสุรกายที่เป็นพวกไม่กล้า จะเป็นพวกกล้าหาญชาญชัย กล้าทำงาน กล้าทำความดี กล้าที่จะจัดการกับความชั่ว ไม่กลัวความชั่ว ไม่กลัวความชั่วไม่ใช่ว่าจะไปคบหาความชั่วนั้น จะปราบความชั่วเลย อสุรกายคือใจที่ไม่กล้า
(๑) อสุรคือจิตแท้ ของคน ใจไม่กล้าของตน นั่นแท้ ใจตนต่ำลงจน เลวชั่ว ใช่เลย คือจิตคนผู้แพ้ บ่กล้าทำดี (๒) แม้มีโอกาสให้ ตนทำ แต่เพราะกิเลสจำ พ่ายแพ้ อ่อนแอจึ่งไม่สำ- เร็จกิจ นั้นนา ลาภยศสรรเสริญแล้ ฤทธิ์ร้ายทำลายคน (๓) ปุถุชนทั้งหมดล้วน คืออสูร เล็กใหญ่ตามกายกูล แต่ละผู้ นามและรูปคือมูล ประชุมเกิด กายแฮ อสุรกายนั้นรู้- จักได้ในตน (๔) ทุกคนเรียนอ่านได้ จริงตาม จิตเฮย องค์ประชุมรูปนาม เพ่งรู้ เห็นกายเกิดพ่ายกาม นั่นแหละ อสูรแล จิตอ่อนแอไป่สู้ บ่กล้าทำดี (๕) ทุกคนมีจิตนี้ ในตน พึงฉลาดทำใจจน แกร่งกล้า เอาชนะจิตตนชน อุปสรรค โอกาสดีอย่าช้า จักพ้นจิตอบาย (๖) อสุรกายจิตแท้ ตนทำ จิตถูกกิเลสกำ- หนดไว้ จิตจึงอ่อนแอสำ- เร็จเสร็จ มารเลย ต้องกำจัดกิเลสได้ จึ่งพ้นจิตอบาย (๗) อสุรกายดับสิ้น จากจิต บริสุทธิ์ให้สนิท จึ่งแท้ เผด็จศึกประเสริฐฤทธิ์ กันเถิด จะชนะทุกสิ่งแล้ อย่าแพ้ภัยตัว.
สไมย์ จำปาแพง ๕ พ.ค. ๒๕๕๘ [นัยปก เราคิดอะไร ฉบับ ๒๙๙ ประจำเดือน มิถุนายน ๒๕๕๘] พ่อครูว่า…อสุรกายก็คืออยู่ในจิตเรานี่แหละ ต้องรู้ต
อ่านต่อ
ัวมันให้จริง ไม่ใช่ว่าอสุรกายคือ เมื่อตายไปแล้วจิตเราก็ไปเกิดเป็นอสุรกายในภพหน้า ชาติหน้า โลกหน้า คำว่าโลกหน้าก็คือ โลกนี้นี่แหละ ถ้าคนเข้าใจแล้ว รู้เป็นสัมมาทิฏฐิดี โลกหน้าก็คือ ดินแดนโลกุตระ อยู่กับเราตรงนี้แหละ ไม่ใช่ตายแล้วค่อยไปโลกหน้า คิดแบบนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นพวกที่ไม่มีทางสำเร็จ ไม่มีทางบรรลุธรรม เข้าใจโลกหน้า ตายแล้วค่อยไปลงนรก ค่อยไปขึ้นสวรรค์ ต้องรู้สวรรค์ ต้องรู้นรกในปัจจุบันนี้ ว่าจิตของเราหรือเวทนา จับอาการความรู้สึกเรียกว่า เวทนาในเวทนา พิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ในขณะที่มีผัสสะเป็นปัจจัย เป็นปัจจุบันชาติ ทิฏฐธรรม สัมผัสกันหลัดหลัดกันเลยขณะนี้ มันแพ้กาม อ่อนแอสู้มันไม่ได้ กามไม่ได้หมายความแต่เรื่องเพศเรื่องผู้หญิงผู้ชายเท่านั้น กามหมายถึง รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กามคุณ 5 เขาไม่เรียกกามคุณ 6 เขาเรียกกามคุณ 5 เพราะมี ตาหูจมูกลิ้นกายภายนอกควบคู่กับภายในจิตเรา แล้วก็ร่วมสัมผัสกันแล้วทำงานกันขึ้นมา เพราะฉะนั้นผู้ที่หลับตา ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย ปิดทวาร 5 ไปหลับตาปฏิบัติ อาตมาไม่รู้จะพูดซ้ำพูดซากอย่างไร ท่านก็ไม่ฟังที่พวกเราพูดกันหรอก ไม่รับรู้ก็ไปจมหยั่งลงในที่หลง หยั่งลงในที่หลงเพราะกิเลสมาก กิเลสมากแล้วดันปิดบังเอาไว้แล้วอีก โอ้.. จึงไกลจากวิเวก ห่างไกลจากวิเวก ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ผู้ที่จะปลุกให้ตื่นนี้ สงสารจริงๆ มุ่งมั่นนะเอาชีวิตมาทิ้งทั้งชีวิต ปฏิบัติพากเพียร เสร็จแล้วก็งมจมอยู่อย่างนั้น ศึกษาดีๆอย่างน้อยก็พยายามเปิดพระไตรปิฏกอ่านบ้าง เล่มนั้นเล่มนี้อ่านดีๆ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าเราชัดเจนแล้วเข้าใจแล้วไม่มีผิดหรอก อันอื่นๆมาก็ฟังผ่านๆ ไอ้ที่ไปยึดมั่นถือมั่นการหลับตาปฏิบัตินี้ มันเป็นเรื่องน่าสงสารจริงๆ มันเป็นเรื่องซวยสุดๆเลย มันงมงายหมด พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลก เจอแต่ เดียรถีย์ นั่งหลับตากันอยู่เต็มป่า ไม่เหมือนโพธิรักษ์เกิดมาก็มีศาสนาพุทธแล้ว แต่เขาขบถจากศาสนาพุทธ อาตมาก็ตีเขาเท่านั้น เพื่อเอาสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ เอามาเปิดเผย ตอนพระพุทธเจ้านั้นมีเดือนละทีเต็มไปหมด เพราะว่าท่านก็มุ่งมั่นเอาผู้ปฏิบัติธรรมให้บรรลุธรรมนี่แหละ แต่มันไม่ชัดเจน ไม่รู้ ไม่เข้าใจทางออก ไม่มีอุบายเครื่องออกที่ถูก ท่านก็เอาจรณะ 15 วิชชา 8 นี้มาประกาศ โดยมีศีลเป็นหลัก แล้วก็ต้องปฏิบัติศีล มี อปัณณกปฏิปทา 3 ต้อง สังวรสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค ไม่ใช่หลับตา ต้องตื่นแบบชาคริยานุโยคะ แล้วปฏิบัติในขณะมีโภชนะ ของกินของใช้นี่แหละตัวสำคัญ สัมผัสเครื่องกินเครื่องใช้ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับชีวิตนี่แหละ กิเลสมันเกิด กิเลสกามที่มาก แล้วปิดบังเอาไว้แล้วนี่แหละ ต้องพยายามเรียนรู้ให้จริงให้ออกมา แล้วเราก็จะได้ละลดกิเลสไปตามลำดับ เมื่อผู้ที่ละลดกิเลสได้ กิเลสกามที่หยาบต่ำ ท่านเรียกว่าอบาย อบายแปลว่า ต่ำ แปลว่าไม่สบาย ไม่เกิดประโยชน์คุณค่า ปายะ แปลว่า คุณค่าประโยชน์ ส่วนได้ส่วนเจริญ มันไม่เกิด อปายะ เพราะฉะนั้นจะต้องให้ สัปปายะ ให้ประกอบไปด้วยการเจริญ ประกอบไปด้วยความสบาย พยัญชนะท่านก็บอกได้แค่นั้น เราก็ต้องมาเรียนรู้วิธีที่ถูกต้องแล้วก็ปฏิบัติให้ถูกต้อง ข้อสำคัญแล้ว สัมผัสแล้วอ่านจิตให้เป็นมีสติสัมปชัญญะปัญญา อ่านให้ทัน สัมผัสแล้วกำลังเกิดอาการ เวทนา เป็นตัวอาการ อ่านอาการนั้นให้ออก อาการที่ไปปรุงปุ๊บเป็นสุขเลย ปรุงปุ๊บเป็นทุกข์เลย เราก็ต้องอ่านให้ออก โอ้โห.. เรานี้คล่องแคล่วเร็วไวเหลือเกินในการที่จะเป็นผีเป็นสาง เป็นมาร เป็นมายา เป็นเทวดาหลอก ไอ้สุขทุกข์เป็นเทวดาหลอก มันเป็นมายา ต้องเรียนรู้อาการพวกนี้ให้จริงเลย แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำความเข้าใจให้ได้ว่าสิ่งเหล่านี้ มันเป็นเรื่องเกิดอาศัยการเกิดเท่านั้น ตราบที่เรายังมีตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วก็มีใจที่ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน มันก็จะมีผีซ้อนอยู่ในนี้ เป็นจิตของเราทั้งนั้น เมื่อคุณเกิดมาเป็นสัตว์ เริ่มต้นเป็นสัตว์เซลล์เดียว จนเป็นสัตว์ไม่รู้กี่ล้านเซลล์ เป็นคนเป็นมนุษย์ คุณหนีไม่ได้ คุณได้เกิดมาเป็นสัตว์แล้ว เกิดมาเป็นจิตนิยาม พลังงานของคุณนี้จับตัวเป็นอัตภาพ เป็นจิตนิยามแล้ว คุณหนีไม่ได้ แล้วเมื่อมันเริ่มเกิดมาเป็นสัตว์เซลล์เดียว มันไม่รู้เรื่องอะไร มันเป็นอวิชชา มันก็สะสมกิเลส สะสมรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเพราะมันอวิชชา สัตว์เซลล์เดียว สัตว์ล้านเซลล์ สัตว์ที่เป็นเดรัจฉาน ขนาดที่เป็นมนุษย์แล้ว ที่ไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้ฟังสัจธรรม ไม่ได้พบสัตบุรุษไม่ได้ฟังสิ่งที่ถูกต้อง มันก็ยังงมงายอยู่อย่างเดิม หนักกว่าเก่าด้วย มาเป็นมนุษย์แล้วปรุงแต่งได้เก่ง คิดปรุงแต่งต่างๆนานาสารพัดเป็นเรื่องหลอกตัวเองหลอกคนอื่น หลอกกัน จนกระทั่งทุกวันนี้มันมีแต่สิ่งหลอกกันจนซับซ้อนไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ มันยากเลยที่จะช่วยให้ฟื้นกลับไป แต่ยากก็ต้องทำ ไม่มีทางเลือก อาตมาถ้าจะเปลี่ยนชื่อเป็นตระกูลจำ ก็จะต้องชื่อว่า จำนน มันไม่มีทางไปไหนหรอกคุณจำลองก็ทำหน้าที่คุณจำลองไป อาตมาก็ทำหน้าที่จำนนไป มันจำนนไม่มีทางเลี่ยงเลยมันต้องทำอย่างเดียว ยากสุด ยากแสนเข็ญก็จำเป็นต้องทำ 640609_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานอโศกรำลึก 2564 ผู้พ้นอสุรกายจึงได้ไปอยู่โลกหน้า