ตั้งอยู่ หยั่งลงในที่หลงของ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.80 KB
วันที่แก้ไข8 มิถุนายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ตั้งอยู่ หยั่งลงในที่หลงของ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข พ่อครูว่า...พระเถระอยู่ในเถรสมาคมบางคนก็รู้สึกว่าไม่จมอยู่ใน ลาภ ยศ แต่ไม่รู้ตัวว่าตนติดในสรรเสริญ จริงไม่ติดในสุขหยาบ แต่สุขที่เนียนกับความสงบ เขาสรรเสริญยกย่องเชิดชูเป็นเลิศเป็นยอดเป็นปราชญ์เป็นผู้รู้อันดับ 1 ของประเทศ ชื่นชม คนประเคนรางวัลยกย่องขึ้นอย่างโน้นอย่างนี้ขึ้นบอร์ด แม้ต่างประเทศก็ให้รางวัล มันเนียนในมาก สุขสงบมาก เพราะว่าเข้าใจอยู่ว่าอาการของจิต ดีดดิ้นมาก ไม่ถูกก็ทำไป แต่เนียน ไปยึดมั่นถือมั่นในสุข ไม่เคยกล้าปล่อยวางไม่เคยกล้าเลิกเรื่องนี้เลย โดยเฉพาะ ท่านเป็นปราชญ์ เป็นผู้รู้ที่รู้มากจริงๆ แต่ก็ยังไม่จบการรู้มาก นี่คือความไม่จบ ที่จริงท่านรู้มากแล้วมากเกิน เกินจนกระทั่งต้องเลิกเหมือนผู้ไม่รู้เสีย แล้วมาปฏิบัติตนเองให้เป็นอย่างที่ท่านรู้ คือมาเป็นพวกที่ติดดิน เป็นพวกที่ไม่อยู่บนหอคอยงาช้าง ไม่เป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งยศศักดิ์ต่างๆนานา แล้วก็เปิดจิตคบค้ากับผู้ที่จิตลึกๆของตัวเองเข้าใจว่าตนเองอยู่ในฐานะสูง ฐานะที่เขาเคารพยกย่องเชิดชูและก็ไปดูถูกผิด ไปดูถูกคนที่ถูกว่าผิด ก็เลยเข้าหาคนผิดไม่ได้ที่ตัวเองนึกว่าผิด ที่แท้เขาถูก นี่แหละๆ จมไม่ลง ไม่คบหาสมาคม ไม่เข้าไปใกล้ เพราะตัวเองได้ประกาศ ตัวเองได้บอกว่าสิ่งนั้นผิด ถ้าจะไปบอกว่า ที่จริงแล้วข้าพเจ้านี่แหละผิดหลงผิด ที่จริงนั่นแหละถูก ให้จริงที่สุดก็คือยอมรับว่า ตัวเองไม่ใช่โลกุตระจริง ทางโน้นเป็นโลกุตระจริง นั่นเป็นอาริยะแท้ ผู้ที่รู้จักความเป็นกาย ผู้ที่รู้จักความเป็นบุญ ผู้ที่รู้จักความเป็นฌาน ผู้ที่รู้จักความเป็นสมาธิที่แท้ ที่เป็นโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะทุกวันนี้ ฌาน ก็มีแต่ฌานโลกีย์ ไม่มีฌานของพระพุทธเจ้า เพราะว่าฌานไม่ได้ประพฤติปฏิบัติจากศีล อปัณณกปฏิปท

อ่านต่อ

า 3 แล้วเกิดสัทธรรม 7 แล้วเกิดฌาน ไม่ได้ปฏิบัติจากจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นตัวปัญญาช่วยเหลือมาฌานหลับตา ฌาน 1 2 3 4 ไม่มี ปฏิบัติแต่ฌานโลกีย์งมงาย ฌานฤาษี ฌานสามัญฌานสาธารณะ แต่ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เรื่องสาธารณะทั่วไปเป็นเรื่องพิเศษ เขาไม่รู้เขาแยกไม่ออก ก็บอกไปเถอะ เพราะฉะนั้นก็จะจมอยู่ในความสุขที่เนียนในสรรเสริญ จึงอาจจะเห็นว่าองค์นี้ไม่ติดในลาภยศ แต่ก็ซ้อนอยู่ ยศก็ไม่ปล่อย เพราะเชิดชูกันสรรเสริญเนียนใน ไม่ได้ขาดจากสิ่งเหล่านี้ ลองมาสมบุกสมบันคือไม่มีสรรเสริญแต่ถูกด่าสิจะทนได้ไหม ไม่กล้าถูกด่าหรอก อาตมานี้พยายามด่า พยายามตำหนิท่าน ภาษาอันเดียวกันด่าหรือตำหนิ พูดให้สุภาพก็เป็นตำหนิพูดให้อยากก็คือด่า ตำหนิบอกสิ่งที่ท่านยึดถือผิดหลงผิด

ความรู้ของคนโลกหน้าจะต้องรู้จัก กาย ถ้าตีไม่แตกเรื่องกาย ฟังให้ดีตรงนี้แล้วจะชัดเจน ถ้าตีไม่แตกเรื่องกายแยกแยะเรื่องกายให้ชัดเจนเลยว่า พระอรหันต์เป็นคนที่ไม่มีกาย เป็นคนที่ จิต เป็นพืช จิตเป็นอุตุ จิตเป็นดินน้ำไฟลม จิตไม่ได้เป็นธาตุที่ไปยึดติด อย่างที่หลงผิด ของผู้ที่ยังอวิชชา และก็เพราะมีจิตที่มีพลังงานธาตุรู้ขั้นเต็มรูป เรียกว่า จิตนิยาม แต่สามารถเรียนรู้ความเป็นจิตนิยาม แยกย่อยเป็นเจตสิกต่างๆ จนกระทั่งเป็นพีชเจตสิกได้ ทำเป็นอุตุได้ ไม่ใช่เจตสิกแล้ว จริงๆ แม้ที่เรียกพีชะเป็นจิตนี่ก็เรียกลำลอง ทำจิตให้ไม่มีเวทนา พีชะไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ พีชะไม่มีเวทนามีแต่สังขาร อันนี้ไม่มีในพระไตรปิฎก อาตมาประกาศ คุณยังเข้าใจอาการของจิตขั้นเวทนาคือขนาดไหน สัญญาคืออาการขนาดไหน ของสังขารขนาดไหน ของวิญญาณขนาดไหน คุณยังแยกไม่ออกในอาการลิงค จับนิมิต ของเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณอย่างไร แล้วก็รู้ลิงค ความแตกต่างของ เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ แยกไม่ออกคุณไม่มีสิทธิ์จะบรรลุอรหันต์ คุณต้องรู้ความต่าง ลิงค ของอาการต่างๆในจิต เวทนาที่เป็นสุขกับเวทนาที่เป็นเวทนาที่จริงแล้วเป็นทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป เวทนาสุขกับเวทนาทุกข์มันอันเดียวกัน ถ้าจะดับต้องดับหมดเลยไม่มีเวทนาจึงจะเป็น พีชนิยาม เพราะฉะนั้นจิตที่เป็นจิตนิยามสามารถทำให้จิตเป็นพืชะได้ ไม่มีทั้งสุข ไม่มีทั้งทุกข์ เป็นอุเบกขา เป็นจิตกลางๆ อุเบกขาเป็นพยัญชนะแทนสิ่งที่ไม่มี 2 ไม่มีคู่ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ นี่แหละเป็นตัวสำคัญ โสมนัส โทมนัส ก็ไม่มี ในพยัญชนะที่อธิบายเรื่อง ฌานก็ดี สุขทุกข์ที่มีมาก่อนและไม่มีทั้งโสมนัส โทมนัส อย่างหยาบคู่สุข-ทุกข์ก็ไม่มี อย่างละเอียดโสมนัส-โทมนัสก็ไม่มี เป็นกลางๆ 640608_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานอโศกรำลึก 2564 ประกาศโลกนี้โลกหน้า

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน