พ่อครูประกาศโลกนี้-โลกหน้า ตามสัมมาทิฏฐิ 10.docx
เนื้อหาในไฟล์
พ่อครูประกาศโลกนี้-โลกหน้า ตามสัมมาทิฏฐิ 10 อาตมาอยากจะไขโลกนี้โลกหน้า พระพุทธเจ้า ท่านตรัสเอาไว้ใน สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 ว่าจะมี สยังอภิญญา เกิดมา สยังแปลว่าเอง มีอภิญญามาเอง พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้ถูกต้องแล้ว เพราะว่าคนที่รู้เองมีของตนเองถูกต้องนั้นมี แต่มีนั้นไม่ได้หมายถึงแต่พระพุทธเจ้า เป็นสยัมภู สยัมภูก็เป็นผู้รู้เอง เป็นผู้รู้องค์แรกในยุคกัป ที่ยังไม่มีใครเปิดเผยตัวเป็นพระพุทธเจ้าเลย ในยุคที่มีคนเปิดเผยตัวเป็นพระพุทธเจ้าและพระสมณโคดมมาประกาศแล้ว ก็ยังมียุคที่โลกแม้จะไม่เสื่อม แต่คนในโลกโดยเฉพาะชาวพุทธเสื่อมไปจากความรู้ที่เป็น โลกุตระ พอครึ่ง 2,500 ปีขึ้นมา พระศาสนาพุทธของพระสมณโคดมยืนยาว 5 พันปี พอ 2,500 มันก็เสื่อมสนิท ชาวพุทธแม้แต่ผู้นำทางศาสนาอยู่ ก็ไม่สามารถรู้เรื่องของโลกุตระเลย จึงต้องมีผู้ที่รู้เรื่องโลกุตระมาอุบัติขึ้นในยุค 2,500 กว่าปีนี้แหละ แล้วก็นำโลกุตระมาเอง แล้วก็เอามาประกาศขึ้นให้ผู้อื่นรู้ตาม นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในข้อที่ 10 ของสัมมาทิฏฐิ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) นี่ก็ประกาศมาแล้ว 50 ปี ผู้ที่สามารถรับรู้ได้ เป็น สัจฉิกัตวา ก็มีไปแล้ว อย่างสิกขมาตุ จินดา นี่ จินดา คือ ความคิด ความรู้ รู้จนกระทั่งตัวเองจะต้องชื่อว่า สัจฉิกตา เลย สิกขมาตุ จินดา เลยเป็น สัจฉิกตาเลย รู้แจ้งโลกุตระเข้าใจดีรับได้ไป เจริญธรรม บรรลุธรรมไปในตัวเลย ผู้เจริญแล้วก็ต้องบรรลุธรรม บรรลุๆไป อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสภาวะต่างๆโดยบัญญัติความรู้นำมา แล้วก็เอาความรู้ที
อ่านต่อ
่นำมาเป็นบัญญัติ มาสอบทาน พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นความรู้ บัญญัติ มาสอบทานปรมัตถ์ จิต เจตสิก รูป นิพพาน สามารถที่จะปฏิบัติจิต จิตเกิดพัฒนาการเกิดใหม่ โอปปาติกะ จิตเกิดใหม่ เกิดเป็นคนใหม่ของโลกใหม่ โลกอื่น โลกโลกุตระ เป็นคนละโลกกับโลกียะ เรียกว่าโลกนี้คือโลกโลกียะ โลกุตระคือโลกหน้า แต่ผู้ที่เขาไม่รู้ เขาอยากรู้จะรู้แต่มันรู้ไม่ได้ เขาก็เลยรู้โลกหน้าไม่ได้ รู้โลกุตระไม่ได้ โดยเฉพาะให้เป็นจิตให้เป็นโลกุตตรจิต ทำจิตตัวเองให้เป็นมนสิการ ทำจิตตัวเองให้เป็นจิตเจริญขึ้นเป็นโลกุตระ คือจิตของผู้นั้น ของใครก็แล้วแต่ ของเรา เราสามารถแยกจิต อ่านอาการจิต จับจิตของเราได้ แล้วก็รู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อุเทส คือภาษาหรือสิ่งที่อธิบายออกมา อย่างที่อาตมากำลังอธิบาย ฟังอุเทสแล้วเข้าใจว่าต้องไปแยกอาการ ลิงค นิมิต ไปแยกอาการของจิตมันแตกต่างกัน จิตที่เป็นจิตจริงๆ กับจิตที่มันเป็นกิเลส เป็นจิตตัวปลอม มาปลอมตัวเป็นจิต แต่มันเป็นกิเลส จับได้แยกได้ แยกกิเลสออกจากจิตได้ ถึงขั้นเป็นผลคือ สามารถมีพลังปัญญา แยกได้จนกระทั่งชัดเจน ว่าจิตตัวนี้มันเป็นตัวทุกข์ เป็นตัวเหตุแห่งทุกข์ เพราะฉะนั้นถ้ามันยังมีอาการอยู่ในจิต เราก็คือผู้ยังเป็นทาสกิเลสนั้นอยู่ พลังงานปัญญาก็เลยบอกว่า ไม่ได้ เอ็งจะอยู่ในจิตข้าไม่ได้เด็ดขาด เอ็งต้องไป เอ็งต้องออกไป หยุดอาการของเอ็ง เด็ดขาดอยู่ในจิต เอ็งต้องหยุด เลิก อย่ามาทำเป็นสะเออะ มีอาการนิดอาการหน่อยอยู่ในจิตก็ไม่เอา ทำจิตของตัวเองได้ มนสิการ หรือมนสิกโรติ เราทำเองไม่ใช่พระเจ้าทำหรือใครมาช่วยทำ เราทำเองสร้างพลังปัญญา ที่มันจะเหนือชั้นกว่ากิเลส นี่พูดเป็นภาษารูปธรรม แต่มันเป็นนามธรรม จะต้องฝึก จะรู้ได้เมื่อมันต้องมีของจริง สัมผัสของจริง ตาสัมผัสทุเรียนชอบทุเรียนมาก ทุกปีมีทุเรียนมาแล้วต้องเสียตังค์ให้มัน แต่ก่อนอาตมาทำงานอยู่ที่โทรทัศน์ มีช่างคนนึงชื่อพี่ฟู เขาจะเก็บสตางค์แต่ละเดือน หักใส่กระป๋อง ก็ถามว่าพี่ฟูเก็บตังค์ไปทำไม เขาบอกว่าเอาไปซื้อทุเรียนกิน นี่เป็นเรื่องจริงนะไม่ใช่เรื่องเล่น ถึงหน้าทุเรียนก็งัดเอามาซื้อทุเรียนเอามากินโดยเฉพาะ มีงบประมาณ budget สำหรับผู้เรียนโดยตรง แต่ละปีๆ เป็นคนที่จะต้องกินทุเรียนให้ได้ จัดสรรงบประมาณสำหรับกินทุเรียนโดยเฉพาะตน นี่ก็มีคนอย่างนั้นจริงๆมันชอบทุเรียนมาก สัมผัสทุเรียนก็โอ้โหอยากกินมันชอบกิเลสขึ้นเลย อ่านกิเลสตัวเองเมื่อสัมผัสแล้วกิเลสเกิด แม้จะเกิดอย่างหยาบนั้นรู้ง่ายแน่ มันเกิดแรงก็รู้ง่าย แม้ที่สุดได้เรียนรู้ลดละแล้ว จนกระทั่งมีพลังงานปัญญา สามารถทำให้กิเลสลด สู้พลังงานปัญญาไม่ได้ พลังปัญญามันชัดเจนกว่ามันรู้ว่าไอ้ที่ไปติด ไอ้ที่มีพลังอ่อนแอให้กิเลสมันกินตัวอยู่อย่างนั้น มันโง่มัน อวิชชา ก็รู้ว่าตัวเองจะเอาอวิชชาหรือจะเอาปัญญา นั่นก็ชัดเจนมากแล้ว เราอย่าไปโง่ ปัญญาเจริญ อวิชชาก็ลดลงๆ ความเป็นโลกลกนี้คือโลกลกที่มีอวิชชา ความเป็นโลกหน้าคือโลกที่มีวิชชาหรือปัญญาหรือญาณ เป็นพลังงานทางจิตเลย คนใดที่ทำจิตในจิต ทำใจในใจ มนสิการหรือมนสิกโรติ ทำให้พลังงานปัญญาเกิดแทนที่พลังงานอวิชชา เกิดพลังงาน ก่อนมิจฉาทิฏฐิก็เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อเป็นสัมมาทิฏฐิก็เจริญด้วยการปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 โพธิปักขิยธรรม 37 จิตก็เจริญขึ้นจริงๆ ต้องสัมผัสของจริง ตากระทบรูปแล้วก็เห็นของนั้นด้วยตา กิเลสเกิดไม่เกิด หูกระทบเสียง แล้วกิเลสเกิดก็อ่านกิเลสเกิดจากเสียงได้ ชอบไม่ชอบ ชังไม่ชัง เป็นสุขเป็นทุกข์อะไร จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รสสัมผัสรส ก็เกิดชอบเกิดชัง เกิดกิเลสพวกนี้ อ่านได้เห็นของจริง แล้วก็ลดของจริงแล้วจริงๆ ผู้นั้นถึงขั้นปฏิบัติธรรมถึงขั้นสภาวะธรรม จัดการกับสภาวธรรมของจริง จริงๆ ผู้ปฏิบัติเองจะรู้ของตนเอง แล้วก็จะรู้ชัดเจนตรงที่ว่า ขณะที่ตากระทบรูปนี่แหละเห็นเลยว่าจิตเราก็เกิดกิเลส แล้วก็ปฏิบัติทันที อ่านกิเลสให้ลดทันที ลดอย่างช้าหรือลดอย่างเร็ว ดูเหมือนลดอย่างเร็วแต่มันไม่รู้ทัน จนกระทั่งรู้ทัน มันลดจริงๆ อ่านอาการมันจางคลาย ท่านบอกว่า 1. อนิจจานุปัสสี (ตามเห็นความไม่เที่ยงของกิเลสตัณหา) 2. วิราคานุปัสสี (ตามเห็นความจางคลายของกิเลส) 3. นิโรธานุปัสสี (ตามเห็นความดับของสัตว์กิเลสตัณหา) 4. ปฏินิสสัคคานุปัสสี (เห็นการย้อนทวนกลับไปสลัดคืน) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 288) ตามเห็นจิตตัวเองเลยที่บอกว่ามันไม่เที่ยง แต่ก่อนเราไม่เคยทำให้มันจางคลายได้เลยตีไม่แตก เพราะมันเที่ยง แต่ก่อนนี้มันเที่ยง เพราะเป็นหลงติดมันอย่างหนัก หนักก็เที่ยง พวกศาสนาที่เที่ยงก็คือศาสนาที่ติดยึดด้วยอวิชชาก็เลยเที่ยง เพราะฉะนั้นผู้ที่เห็นความเที่ยงและยึดถือความเที่ยงก็คือพวกที่ติดยึด ติด จนกระทั่งผู้เห็นว่ามันไม่เที่ยงหรอก มันทำให้จางคลายได้ มันไม่ติดอยู่อย่างนั้นหรอก
เริ่มเห็นความไม่เที่ยงของกิเลสคือเริ่มเข้าสู่โลกหน้า ผู้ที่เริ่มเห็นความไม่เที่ยง นี่คือผู้ที่มีโลกหน้าโลกใหม่ ฟังความเป็นโลกใหม่โลกหน้าโลกอื่นให้ดีๆโลกโลกุตระ รู้และทำจิตในจิตของตน ให้เปลี่ยนเป็นจิตใหม่ ลดลงได้นิดนึงก็เริ่มเดินทางเข้ากระแสโลกุตระได้นิดนึง ลดได้เก่งนิดนึง 2 นิด 10 นิด 20 นิด จนกระทั่งไม่นิดละ เยอะๆเลย จนหมดเลย ทำได้เกลี้ยง ทำให้กิเลสตายสนิทหมดเกลี้ยงได้ก็เข้าสู่โลกหน้าเต็มๆ โลกนี้โลกหน้าไม่ได้อยู่ที่เดินทางไปไหน อยู่กับเราตอนเป็นๆนี้โลกนี้โลกหน้าอยู่กับเรานี้แล้วเราทำให้กิเลสหมดลง เราก็สู่คนโลกหน้า โลกใหม่ โลกโลกุตระ จนโลกโลกียะหมดไปจากจิตเราเลย จิตคือโลก โลกคือจิต อัตตาของเราก็คือจิต จิตคืออัตตา หมดอัตตา หมดจิตโง่ๆจิตอวิชชา จิตโลกเก่าหมด หายไปไม่เหลือเชื้อจนกระทั่งมีแต่จิตใหม่ เป็นคนใหม่เต็มที่ จิตเก่าคนเก่าไม่มาเกิดในจิตเราเอีก เป็นอรหันต์ขึ้นไปนี่เป็นขีดเขตของความเป็นอรหันต์ ที่อาตมาพูดไปนี้ไม่ใช่พูดเฉยๆ แต่พูดออกมาจากจิตจริง จิตที่เราเป็นจริงๆเอามาอธิบายมาพูดของตัวเอง เพราะฉะนั้นผู้ที่มีเองรู้จักจิตที่เป็นอรหัตตผลจิตที่ไม่เหลือโลกียะ ก็เป็นความจริงของตนเองผู้ใดพูดได้อย่างถนัดใจ ไม่มีการเขิน ไม่มีการเหนียมอาย ไม่มีการมังกุ ดุ๊กดิ๊กทางจิตเลย พูดตรงๆพูดความจริง ชมตัวเอง พูดความจริงที่เป็นความจริงอันสามารถยิ่ง สามารถทำจิตให้เราไม่มีกิเลสได้หมด ก็บอกความจริงเป็นการชมตัวเอง ยังไม่ได้มีอาการอาย อาการเขิน อาการมังกุอะไร คนเขาไม่เชื่อก็ท้วง ก็ติ อวดตัวเอง ไม่เชื่อ ไม่จริง เขาก็จะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เขารู้สึกเขาก็รู้สึกไป แต่เราไม่ได้เป็นอย่างที่เขารู้สึก เราเป็นจริง เขาไม่เชื่อก็เพราะว่าเขาไม่เห็นว่าเราจะเป็นจริง ก็เขามีสิทธิ์ที่จะไม่เชื่อเรา ไม่เชื่อว่าเราเป็นจริง ก็ไม่เป็นไร เราเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็เรื่องจริงของเรา เราไม่จริงก็เป็นการโกหกคนอื่น ถ้าเราเป็นจริงแล้วก็บอกความจริง เราบอกความจริงที่จริงอย่างเป็นจริง จบ ไม่มีปัญหาอะไร 640608_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานอโศกรำลึก 2564 ประกาศโลกนี้โลกหน้า