580916_เทศน์ก่อนฉันศีรษะอโศก เหลียวหลังแลหน้า หาอธิปไตย ๓.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580916_ เทศน์ก่อนฉัน โดยพ่อครู ศีรษะอโศก เหลียวหลังแลหน้า หาอธิปไตย 3
พ่อครูว่า... วันนี้วันที่ 16 กันยายน 2558 ที่ศีรษะอโศก พอลงรถเด็กก็ส่งข้อความมาว่า กราบนิมนต์พ่อท่านเทศน์เกี่ยวกับเหลียวหลังแลหน้า ก็อยู่ในเรื่องเดียวกัน ดูที่ผ่านมาและกำลังจะเดินหน้าต่อไป อดีตและอนาคตนั่นเอง ที่จะเทศน์คืออำนาจที่ครองโลก ตั้งแต่อดีต และจะมีต่อในอนาคต ปัจจุบันเป็นตัวแปรสร้างอำนาจ เราสร้างได้ มนุษย์ทำเป็น ได้อำนาจมา
พระพุทธเจ้าสอนอำนาจโลก อัตตา ธรรมะ สามอย่าง โลกาธิไตย อัตตาธิปไตย ธรรมาธิปไตย เรื่องของโลกขึ้นกับอำนาจหรือพลังแรง ที่พาขับเคลื่อน ตั้งแต่เร ิ่ มมีนิด จนถึงมีมาก พิสดารวิเศษมากขึ้น เป็นอำนาจฟิสิกส์ อำนาจจิตวิญญาณ นามธรรม ก็มีเท่านี้
ชีวะที่มีพีชะสูงขึ้นเป็นจิต เกิดเป็นบทบาทของกรรม คำว่ากรรม เกี่ยวกับผู้มีความรู้เกี่ยวข้อง ถ้าเป็นพืชหรืออุตุไม่เกี่ยวกับกรรม ถ้าเป็นจิต แม้เป็นเดรัจฉานจะรู้หรือไม่ก็สั่งสมกรรม จนเป็นมนุษย์ ที่ถ้าไม่รู้จักกรรมก็สั่งสมกรรมชั่ว จนเข้าใจว่าเราทำกรรมแบบนี้ กาย วจี มโน ที่เราทำ อันนี้เป็นคุณ อันนี้เป็นโทษ ชั่วหรือดี กรรมทุกอย่างเป็นของๆ ตน สะสมมาตลอดตั้งแต่ primary cell มาเป็น secondary cell สะสมจนเป็น million cell นับไม่ถ้วน สั่งสมกรรมวิบาก สุกตทุกฎานัง กัมมานัง ผลังวิปาโก จะชั่วดี มีคุณโทษก็อยู่ที่กรรม ตลอดกาลนาน พระพุทธเจ้าค้นพบพลังให้คุณโทษ กับตัวเรา กับอัตตาเราตลอดกาลนาน
เรื่องที่เกิดวนเวียนในโลก เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย มาตั้งอยู่เป็นเรื่องราว มีเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยมา มีองค์ประกอบ เสร็จแล้วมีองคาพยพในตัว ตั้งแต่เดรัจฉานก็มีบทบาท มีกรรรม อย่างอวิชชา สร้างวิบากใช้หนี้วิบากไป แม้เป็นคนก็เช่นกัน คนไม่เข้าใจกรร
อ่านต่อ
มก็สร้างนิยายประหลาด ลึกลับ รุนแรงเลวทราม หรือดี เร ิ่ มรู้จักคุณค่าของความดี แต่สัตว์มีบ้างที่รู้ทำดี จนมาเป็นคนรู้ทำดี ก็ได้ ส ิ่ งไม่ดีก็ทำได้ จนรู้ดีจริงๆ ว่าไม่ทำส ิ่ งไม่ดี ฝึกตนจนทำได้แต่ดี เป็นคนเจริญเป็นกัลยาณธรรม เป็นคนโลกีย์
พระพุทธเจ้าเกินขอบเขตโลกีย์ คือดับเหตุที่มันจะสร้างโลกีย์ที่ชั่ว ก็ดับได้เลย ดับเหตุพลังงานที่มีอำนาจ อยู่ในอัตตาที่เป็นเชื้อชีวะ จนกระทั่งมันสะสม ดีหรือชั่วออกฤทธิ์กัน บวกลบคูณหาร เป็นอจินไตย คำนวณยากมาก พอมีความรู้สูงขึ้นก็พอคำนวณได้ เป็นโพธิสัตว์ เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าสามารถรู้ได้ดียิ่งขึ้น
มาเป็นมนุษย์ดีก็เรียกเทวดา มนุษย์เลวก็เรียกสัตว์นรก มีพลังอำนาจ กำลังแรงงาน ที่เกิดโดยมีตัวอัตตาควบคุม อัตตากิเลสก็ควบคุม อัตตากุศลจิตก็ควบคุม พระพุทธเจ้าสามารถดับอกุศลจิตได้ ไม่เหลืออัตภาพตน จับอกุศลจิตรู้จักต้นตอเชื้อเกิด เรียนรู้เซลล์ตั้งแต่ทรงอยู่เรียกว่าธรรมะ แล้วก็ออกบทบาทเรียกว่ากรรมนิยาม อยู่ในจิตเรา ก็จับตัวที่มันทำกรรมไม่ให้ทรงอยู่ ไม่เหลือในจิตล้างธรรมะส่วนอกุศลกรรม ก็ไม่ทำชั่ว ล้างได้ดับได้ รู้จนเหลือพลังงานที่ไปหาพีชะ ไม่รู้จักร้าย พีชะไม่รู้ร้ายดีทำตามที่ควร แต่จิตนิยามที่มีปัญญารู้ว่าร้าย แล้วดับเหตุร้ายเหลือแต่เหตุดี พลังดี สะสมพลังงานดี เป็นกำลังก็มีปัญญาใช้เรียกว่า ปัญญาพละ มีความเพียรเรียก วิริยพละ เอาไปช่วยคนอื่นไปทำดีเรียกว่า สังคหพละ ทำงานอันไม่มีโทษเป็น อนวัชชพละ มีแต่สร้างสรร เหมือนพีชะที่สร้างสรรเซลล์ตัวเอง เหมือนมีตัวตนของมันไม่มีรู้กรรมวิบากไม่รู้ทุกข์สุขอะไร ก็เลยได้พลังงาน พีชนิยาม ซึ่งประกอบด้วยอุตุ ความร้อนแสงเสียง แม่เหล็กไฟฟ้า จึงควบคุมอัตตาได้ อยู่เหนืออัตตา มีอำนาจ ไม่ให้อัตตานี้ไปทำชั่วอยู่ในโลก รู้เท่าทันโลก
โลกคือ องค์ประกอบรูป นาม ที่เกิดบทบาทลีลา โลกนี้ต้องเอาชีวะเป็นตัวสำคัญเกิดหมุนเวียนสร้างสิ่งแวดล้อม คนเป็นตัวจักรสำคัญ นอกนั้นก็ไปตามฐานะ โลกนี้หากไม่มีคนก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แตกสลายไป โลกบางลูกมีเชื้อชีวะเกิดได้ระดับหนึ่งแล้วก็แตกสลาย โลกที่เราอยู่นี่มีองค์ประกอบครบ มีสัตว์เกิดหลายยุค โลกใบนี้เกิดมา แล้วก็หมดยุคไป สัตว์จูราสสิคพาร์ค มีไดโนเสาร์โตสุด ก็ไม่พัฒนาก็สูญพันธ์ไป จนมาเป็นยุคหิน ยุคโลหะ ยุคนี้ยุคนาโน ดิจิตอล ยังไม่สุดนะ ยุคนี้ยังไม่สุดจะเป็นยุคอะไรสูงสุดนะ ธาตุละเอียดขนาดไหนก็เอามาใช้ได้
ยุคที่สิ่งที่โลหะหรือดินไม่เจริญก็ใช้จิตเป็นตัวเอก จิตมีอะไรพิสดารได้มาก ยุคดิน ยุคหิน ยุคโลหะใช้จิตได้มาก แต่ยุคนี้ใช้วัตถุได้มากฉลาด ใช้วัตถุได้มากก็จะไม่เก่งเรื่องจิต ทำลายได้มากเช่นกัน ส ิ่ งเหล่านี้คือพลังงานฤทธิ์แรง
แล้วพลังงานทางจิต นี่แหละจะใช้อย่างไร ส่วนพลังวัตถุก็ใช้ได้ เราใช้ส ิ่ งมีประโยชน์ ที่เป็นโทษเราก็ไม่เอามาใช้ นี่คือคนฉลาด พวกเราพยายามศึกษาแบบนี้ จนรู้ถึงชีวะ เกิดตาย ตายเกิด รู้ความดีงาม กุศล อกุศล เราไปรู้เหตุแห่งบาป รู้จักบุญ ที่ฉลาดจะรู้เหตุแห่งบาป แล้วกำจัดได้อย่างชนิดที่ จริงจัง สูญสลายหายไปไม่เกิดอีก อสังกุปปัง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) หมดพลังงานชีวิตินทรีย์ของพลังงานชั่วตลอดกาล ทำแต่ดีแต่กุศล ไม่ต้องใช้พลังงานทำลายบาปอีก เป็นอรหันต์ไม่มีพลังบุญหรือบาป มีแต่กุศลลูกเดียวไม่มีพลังงานอกุศล นี่เป็นความสุดยอดที่พระพุทธเจ้าสร้างคนได้ สร้างอำนาจได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในชีวิตคน อรหันต์คือคนไม่ลึกลับแล้ว มีอรหัตตา สามารถใช้พลังงานเป็นประโยชน์ต่อโลก พระพุทธเจ้าสร้างคนให้เป็นอรหันต์
ไทยเราผ่านยุคการใช้อำนาจมาหลายยุค ในไทยเราเหลือราชาที่มีแต่พลังงานดี สร้างคุณค่าประโยชน์แก่มนุษยชาติมาตลอดไม่สร้างความเลวร้าย อำนาจอธิปไตย คือการใช้อำนาจ รู้จักอำนาจ อย่างพระพุทธเจ้ารู้จักอำนาจ แล้วรู้จักใช้อำนาจอย่างสวยงามมากใช้ได้อย่างวิเศษ ใครก็แล้วแต่มีความรู้ สามารถควบคุมพลังงานในตน อัตตาธิปไตย ควบคุมอำนาจในตนนี้ มีความรู้อธิปไตย อำนาจอัตตา ตั้งแต่เราอวิชชาไม่รู้ จนทำลายอำนาจเลวร้ายหมด เหลือแต่อำนาจดี อรหันต์ทุกองค์ควบคุมอัตตาตนเองได้ ลึกถึงควบคุมเซลล์ ชีวิตินทรีย์ในเซลล์ก็ควบคุมได้ จะหมุนเวียนเกิดตายในโลกมีเรื่องราวเป็นนิทาน เป็นชาดกของแต่ละคน เราก็มาเรียนรู้
ปัจจุบันเป็นตัวแปรพลังงาน ทำเสร็จก็เป็นต้นทุนอดีต แล้วสร้างทุกปัจจุบัน ก็เดินหน้า แลหน้า สั่งสมไปก็ถึงหลัง ผู้รู้ผู้เห็นก็เหลียวหลังดูได้ ต่อเนื่อง ของใครก็ของใคร เรามีชีวิตในโลก เราเป็นคนดีก็เป็นประโยชน์ต่อโลก เราเลวก็เป็นตัวร้าย แล้วซับซ้อนรู้ว่าดีคืออะไร แต่เอารูปดีมาหลอกคน แท้จริงในใจเลวร้ายใช้อำนาจในตนทำร้ายคนอื่น ซับซ้อนไม่มีภาษาจะเรียก ยิ่งฉลาดเฉโกก็ยิ่งเลว ไม่รู้กี่ชั้นกี่เรื่อง ประวัติศาสตร์ที่บันทึกมีมามากมาย ดีไม่ดีคิดเรื่องใหม่ เลวร้ายซ้ำซ้อนอีก
อดีต อนาคตก็สั่งสม อนาคตบางอย่างยังไม่ได้ทำ แต่คิดได้ก่อน มีมากกว่าในอดีต อดีตพระพุทธเจ้าประมวลได้ 18 ชนิด จากกรรมกิริยาที่มนุษย์ทำมา ก็คิดว่าครบหมดนะ อดีต 18 อย่าง ส่วนอนาคตมี 44 แบบ ในทิฏฐิ 62 ท่านก็ตรัสว่าในมนุษยชาติ ก็มีทิฏฐิ 62 แบบนี้ เป็นทิฏฐิที่มิจฉาทั้ง 62 แล้วในนี้มีปัจจุบันรวมด้วย 5 ถ้ามิจฉาทิฏฐิก็เลวร้าย อดีตทำแล้วแก้ไขไม่ได้ เรียนรู้เอามาศึกษาสร้างประโยชน์ได้ อนาค ต ไม่เคยมี พอเดินมาถึงก็เป็นปัจจุบัน ถ้าเดินมาไม่ดีก็สั่งสมอดีตไม่ดี ดีก็สั่งสมดี ปัจจุบันจึงเป็นตัวสำคัญที่จะให้มีได้ ในอดีตกับอนาคต
อนาคตไม่ได้ทำ แต่ในอนาคตก็คือทิฏฐิที่จะดีหรือร้ายก็ได้ เมื่อยังไม่ได้ทำก็ไม่มี พอผ่านปัจจุบันก็เป็นอดีตไป เมื่อเวลาผ่าน อดีตผ่านไปแล้วแก้ไขไม่ได้ อนาคตนี่ยังไม่ได้ทำ มาถึงปัจจุบันทุกอย่างก็เปลี่ยนได้ เราจะคิดในอนาคตเลว แต่พอมาถึงปัจจุบันก็ทำให้ดี ล้างเหตุไม่ดีออก หรือจะระงับพลังชั่วไม่ให้ทำ เอาพลังงานดีมาใช้ แต่ถ้าไม่ล้างพลังงานชั่วมันก็ยังอยู่ แม้เราทำแต่ดี แต่ก็มีชั่วอยู่ ได้แต่ระงับไว้ ให้ทำแต่พลังดี หยุดพลังชั่ว ศาสนาต่างๆ ก็จะไม่รู้จักทำให้พลังงานเหล่านี้สูญได้
อาตมาปูพื้นมาถึงทิฏฐิ 62 พระพุทธเจ้าว่าเป็นเรื่องลึกซึ้ง พอตรัสแต่ละบทท่านก็จะลงท้ายว่า ธรรมะเหล่านี้ลึกซึ้งเห็นได้ยากรู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต แต่มนุษย์เรียนรู้ได้ อย่างพวกเรานี่ กำลังจะจดทะเบียนเป็นวิทยาลัยสอนวิชานี้ โลกเขาไม่ให้เราก็ตั้งโดยอัธยาศัย การศึกษามี 1 .ในระบบ 2 .นอกระบบ 3 .ตามอัธยาศัย เราโง่มานาน เราจะตั้งวิทยาลัย แต่ในระบบเขาไม่ได้ แต่กฎหมายเขาให้ตามอัธยาศัยได้ เราก็ทำเองเลยเต็มที่ วิทยาลัยของเราจึงเกิด ว.นบ. และ ว.บบบ. เกิดแล้วเราก็จะสอนอันนี้ ว.บบบ. เน้นคุณธรรมเป็นหลัก สอบปีละครั้งเรียนตามอัธยาศัย home school อยู่ที่บ้านแล้วมาสอบ
ว.นบ. นี่ตั้งมาปีหนึ่งแล้ว เราจะทำนอกระบบตามอัธยาศัย เรามั่นใจว่าไม่ผิดกฎหมาย เรามีศีลเด่น เป็นงาน ชำนาญวิชา จนถึงศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชาเลย เราไม่เป็นนิตินัยได้แล้ว ตอนนี้รุ่น 2 ของ ว.นบ. เกิดแล้วแต่เป็นนักเรียนประจำแล้ว ต้องไปเรียนที่นั่น ไม่เสียเงินทอง เรียนฟรี สร้างให้เกิดเป็นผู้ที่จะทำตนให้มีอำนาจเป็นธรรมาธิปไตย รู้จักอำนาจโลก อำนาจอัตตา
ทุกวันนี้ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธมีเชื้อพุทธ ซึ่งสังคมไทยผ่านการปกครองมาแต่ละยุค ปู้ยี่ปู้ยำสังคมมา จนถึงยุคนี้ อาตมาก็เก็บเอาข้อเขียนผู้ที่ดูแลสังคมมา ตอนนี้ อยู่ในบริบทที่กำลังบริหารประเทศอย่างไร ผู้ที่ได้เป็น เบอร์ 1 ของประเทศ ตอนนี้ในทางบริหารปกครอง นอกจากที่ยกไว้กับสถาบันในหลวง ผู้ที่ใหญ่ที่สุดตอนนี้คือ นายกฯ สถาบันกษัตริย์ก็ที่ในหลวงใหญ่ที่สุด แล้วสถาบันศาสนาก็อยู่ที่สังฆราช แต่วันนี้จะพูดแค่สถาบันบริหารคือ นายกฯ
สถาบันกษัตริย์ มาถึงปีนี้แล้ว 68 ปีเข้าไปแล้ว ท่านได้รับการมอบประเทศมา แล้วท่านก็รับเป็นพระเจ้าแผ่นดิน หลังจากได้รับ ท่านทำงานมาเห็นผลงานมาประเสริฐแล้ว จนอาตมาเห็นว่า ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ใช้อำนาจโดยธรรม ได้ดีเยี่ยมยอด ใครจะมาบริหารประเทศก็ดูตัวอย่างในหลวงได้เลย แต่ 83 ปี ของประชาธิปไตย ที่มีสถาบันบริหารแยกมา มาถึงปีนี้อาตมาก็เห็นว่า การบริหารใช้อธิปไตยหรือพลังงาน กำลังแบบนี้ดีมาก ดีกว่า 83 ปีที่ผ่านมา นี่อาตมาก็พูดตามประสาที่สื่อให้ฟัง
อาตมาจะอ่านบทความของ คุณผักกาดหอม อีกที คอลัมน์: อ่านเอาเรื่อง: จะยอมเขาอีกต่อไปหรือ? ในไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา
เก็บอดีตไว้เป็นบทเรียนแล้วเดินหน้ากันต่อไป แม่น้ำ 2 สายที่หายไป จะต้องตั้งใหม่ขึ้นทดแทนนั่นคือ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปฯ 200 คน และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เกิน 21 คน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันวันที่ 6 ตุลาคม ได้รายชื่อครบ แต่ช่วงนี้ฝุ่นยังไม่ตลบ!
เพราะความอยากของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) บางคนที่คว่ำร่างรัฐธรรมนูญไป ยังไม่กำเริบ เนื่องจากยังถูกจับตามองจากสังคมว่า เมื่อเขียน ด้วยมือแล้วลบด้วยเท้า สมควรแล้วหรือจะกลับเข้าไปเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปฯ อีก ใครจะมากุมบังเหียนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนที่ "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ"
หน้าใหม่ยังมองไม่เห็น แต่หน้าเก่ามีให้เลือกอย่าง "มีชัย ฤชุพันธุ์" หลายคนอาจไม่ชอบ แต่ ณ เวลานี้หาคนมองกฎหมายทะลุและพร้อมทำงาน ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ
ผิดกับพวกจำอวด อ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็น แต่ไม่เอาอะไรสักอย่างมันมีเยอะครับ มือไม่พายแต่ชอบเอาเท้าราน้ำ
ครับ...พอชื่นใจได้บ้างที่ นายกฯ ลุงตู่ ท่านอ่านออก ท่านแยกเรื่องสืบทอดอำนาจ กับความจำเป็นที่ต้องทำให้การปฏิรูปเดินไปอย่างต่อเนื่องออกจากกัน
"ผมไม่ใช่นักการเมืองที่ต้องอยู่ให้นานเพื่ออำนาจ ผมเคยบอกหลายครั้งแล้วเรื่องนี้ ผมชินกับการใช้อำนาจมาเยอะแล้ว เป็นผู้บังคับบัญชาทหาร ไม่งั้นมันสั่งคนไม่ได้ ต้องสั่งคนไปรบไปตายนะ ถ้าแพ้ก็ตาย นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องใคร่ครวญให้ดีก่อนที่จะสั่งและใช้อำนาจ ผมถามว่าฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารราชการ เขาสนใจตรงนี้ไหม เขาถึงไขว่คว้าหาอำนาจไง เพราะเขาไม่เคยมีอำนาจ"
พ่อครูว่า … คนที่เอาอัตตาทำอำนาจได้เก่งมากคือทักษิณ แล้วใช้อำนาจควบคุมสั่งการจะประเทศเสียหายมาก เขาไม่ได้เรียนรู้อำนาจอย่างจะใช้ให้ถูกทางเลย ทักษิณเก่งในการได้อำนาจมา แต่ไม่ได้รู้ที่จะใช้อำนาจแบบโลกุตระ แต่หลงโลกธรรม 8 เต็มบ้องเลย ไม่เข้าใจโลกไม่เข้าใจอัตตา ทำลายประเทศ ประเทศไทยก็คือโลกลูกหนึ่ง เขาทำลายโลกลูกนี้ด้วยน้ำมือเขา แม้เขาไล่ (ตนเลือกเอง) ไปอยู่นอกประเทศแล้ว แต่ก็ยังสามารถมาบงการ มีส่วนโยงใย ในประเทศอีกสืบทอดอำนาจมา ทุกวงการ ทุกอาชีพ ถูกร้อยจมูกเป็นทาสทักษิณอยู่ อยู่นอกดาวดวงนี้นะ แล้วจะมายึดเอาคืนยังไม่ได้ เพราะว่ามีผู้กุมบังเหียนประเทศไทย ที่ไม่ยอมเป็นทาสทักษิณ
ผู้ได้อำนาจการเมือง แล้วรู้ในการใช้กับสังคมประเทศแค่ไหน หากเห็นแก่ตัวก็ใช้อย่างทักษิณ เห็นแก่ตัวร้ายกาจสุด จิตโหด คนอื่นจะฉิบหายอย่างไร แม้แต่ชาติจะพังสลายฉิบหายอย่างไรก็ช่าง ...อ่านต่อ
"อำนาจ" คือประเด็นหลักของการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ นัก การเมืองปลุกปั่นกันจนเกิดกระแสกลัวความวุ่นวาย ในขั้นตอนการทำประชามติ
ที่ผ่านมานักการเมืองไม่ต้องการแบ่งอำนาจให้ใครแม้กระทั่งประชาชน ที่ลงคะแนนให้กับมือ อย่างที่เรียกกันว่าประชาธิปไตยวันเดียว คือวันเลือกตั้ง ที่เหลือประชาชนรอไปก่อน
ก็เป็นไปตามที่ นายกฯ ลุงตู่ พูดไว้ "เขาไม่ต้องการเปลี่ยน แปลงอะไรเลย ในนั้นผมรู้ว่าใครเป็นอย่างมีทั้งเห็นชอบและไม่เห็นชอบ เห็นไหมเขากันเองยังไม่เห็นร่วมกัน อะไรก็ตามที่ไม่ตรงกับเขาก็ไม่เอาทั้งสิ้น ขอถามว่าคนทั้งประเทศจะยอมเขาอีกต่อไปหรืออย่างไร ยอมให้เอากลไกประชาธิปไตยที่ท่านต้องการมาทำให้ประเทศเสียหาย ต่อไปอีกเหรอ"
รู้เช่นเห็นชาติสันดานนักการเมือง ว่านี่คืออุปสรรคใหญ่ของการปฏิรูปประเทศ แต่หนทางแก้ไขไม่ง่าย เพราะพรรคการเมืองมีมวลชนอยู่ในมือ
สุดท้ายอยู่ที่ประชาชนจะเว้นวรรคจากนักการเมืองชั่วคราวได้หรือไม่ หยุดบูชาพรรคที่ชอบแล้วมาร่วมกันผลักดันให้เกิดการปฏิรูป หวังว่าคงเกิดในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะร่างขึ้นใหม่
ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่มีแล้วเพราะรากฐานของธรรมนูญ ผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว พระพุทธเจ้าท่านให้เว้นขาดจากเดรัจฉานวิชชา โดยเฉพาะมหาศีล ที่ละเมิดกันได้ครบเครื่องเกินเลย หยาบกว่าที่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้ เสียด้วยซ้ำ เป็นเดรัจฉานวิชชา เป็นเทวนิยมเต็มไปหมด เป็นศาสนาเดียรถีย์ไปหมด กลายเป็น great sovereignty ย่อยยับไปหมดแล้ว จนสถาบันหลักของศาสนาเป็นสมีอุ้มสมีไปหมดแล้ว
สถาบันชาติกับศาสนากำลังลำบาก สถาบันชาติกำลังดี อยู่เหนือสถาบันศาสนาด้วย ต้องจัดการให้สถาบันศาสนาดีด้วย อยู่ในโอกาสทำได้ อย่าไปปล่อยให้สถาบันศาสนาเละกว่านี้เลย ไม่อย่างนั้นจะทำให้สถาบันชาติสลายไปด้วย
ในหลวงเสด็จขึ้นครองราชย์วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ตอนนี ้ ก็ย่าง 68 ปีแล้วที่ทรงครองราชย์
อำนาจบริหารตอนนี้กำลังดำเนินไปดี ลุงตู่ว่า นักการเมืองเขาไม่เคยมีอำนาจ แบบสายทหารที่เขามีอำนาจเด็ดขาด เผด็จการกว่า แต่มันต้องใช้ในส ิ่ งที่ควรใช้เหมาะสม ตอนนี้มีอำนาจ ม. 44 ในมือ คืออำนาจทหารที่สั่งให้ผู้บังคับบัญชาไปตายได้ แต่ดูแล้ว นายกฯ ตู่ ไม่เหมือนสฤษดิ์ ใช้ได้อย่างดีกว่า แต่จะใช้ให้เด็ดขาดถึงสั่งประหารบางคราวก็ต้องใช้ ทักษิณเกือบเด็ดขาดได้กว่าฮิตเลอร์ ยิ่งกว่านโปเลียน หรือมุสโสลินี ก็มีประวัติตัวอย่างมา
พระพุทธเจ้าเป็นยอดที่มีอำนาจสูงสุด ท่านใช้ธรรมนูญของท่านระบบของท่าน กับมวลของท่าน ไปถึงแคว้นไหนๆ พระเจ้าแผ่นดินแต่ละแคว้น ก็ยกให้ท่านหมด คือผู้บรรลุสูงสุดในการมีอำนาจ เป็นอำนาจประเสริฐไม่ทำร้ายใครทำประโยชน์ให้ทุกถิ่นที่ แม้ถึงแคว้นมคธ หรือโกศล ที่เป็นแคว้นใหญ่สุดในยุคนั้น พระเจ้าแผ่นดินก็มาเป็นสาวกท่าน ยอมรับคำสอนท่าน ยอมรับธรรมนูญหลักบริหารสังคมของพุทธ ของพระพุทธเจ้า ของพระสมณโคดม ยอมให้ ใครมาเข้ารีต มาอยู่ในธรรมนูญของพระพุทธเจ้าทุกคนยกให้ แม้พระเจ้าพิมพิสารก็เข้ารีต เป็นสาวกพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นความย ิ่ งใหญ่ที่วิเศษสุด ส่วนแคว้นเล็กกว่านั้นไม่มีใครเหิม
โลกนี้ควรมีทฤษฎีเอกนี้ ยิ่งกว่า E=mc2 แต่คือ E=mc2+A ตัวA คืออรูป ที่ไอสไตน์ยังเอาไปใช้ไม่ได้ ในหลวงเราใช้มาตลอดพระชนม์ชีพ ก็ยังทรงงานเอาภาระเพื่อประชาชน แม้ประชวรแล้วประชวรอีก เมืองไทยมีอะไรเหลือดีอยู่มากเลย
ขออภัยที่ต้องกล่าว ตัวอย่างประเทศที่มีป ระชาธิปไตย มีกษัตริย์ อย่างอังกฤษ ต้องมีความลึกซึ้งที่ถึงกับออกปากชม ว่า ในหลวงเป็น King of Kings ทีนี้ประเทศไทยกำลังมีผู้บริหารที่กำลังเดินหน้า นายกฯ ตู่ ว่า ผมเคยมีอำนาจแล้วใช้อำนาจ อย่างต้องระวังจะสั่งคนไปตายน่ะ แต่นักการเมืองเคยคิดบ้างไหม? นักการเมืองใช้อำนาจ นั้นชาติไปตายเลยนะ
ชาวอโศกให้อาตมาใช้อำนาจเท่าที่ให้อาตมาใช้ได้ ข้างนอกเขาก็ให้เท่าที่ได้ ส่วนข้างนอกเขาก็ใช้หนักอาจพยายามล้มล้างเลย อาตมาก็อาศัยหลบเลี่ยงเอา ตอนนี้อยู่ในภาวะที่จะร่าง รัฐธรรมนูญ กัน ก็เลือกคณะร่างกันดีๆ มองไปในประชาชนก็พอเข้าใจใส่ใจ
จะมีประชามติ อาตมาว่าไว้ใจประชาชนทำประชามติได้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าเข้าใจมากขึ้น ที่เราจะประชามติคราวนี้อย่านอนหลับทับสิทธิ์ ออกมาลงคะแนนเสียงฉบับที่จะร่างมาใหม่แทนที่อันเก่าที่ตกไป ก็เอามาปัดฝุ่นแก้ใหม่ให้ป ระชาชน รับร่างรับรองร ัฐธรรมนูญ สมมุติว่า ร่างมาอีก หากไม่ดีก็คว่ำอีก หรือพอเป็นไปได้หรือดีก็ควรรับร่าง ไม่มีอะไรได้เต็มร้อยหรอก
ตอนนี้มี 2 อย่างคือ ร่างร ัฐธรรมนูญ กับปฏิรูปประเทศ การปฏิรูปทำได้เลยทันที ป ระชาชน ก็ต้องร่วมมือ อย่าไปขัดแข้งขัดขา อย่าไปรอแต่ร ัฐธรรมนูญ ท ี่ ตนจะได้เปรียบตามเห็นแก่ตัวอีก ก็ทำเอา ตอนนี้ปฏิรูปไปได้เรื่อยๆ
พระพุทธเจ้าสอนเรื่องอำนาจไว้ว่าอำนาจมี 3 แบบ คือโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ธรรมาธิปไตย
เรื่องโลกกับอัตตาเป็น ธรรม 2 อัตตาไม่ได้ขาดจากโลก โลกไม่ได้ขาดจากอัตตา โลกนี่ถ้าเกิดสภาวะ 3 ขึ้นมา เป็นจิตนิยาม ในทิฏฐิ 62 กล่าวถึงโลกกับอัตตา ในอดีต อนาคต ปัจจุบัน
ปัจจุบันมีโลกอยู่ 5 ทิฏฐิ คือ กาม ฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 รวมเป็น 5 อำนาจ อำนาจกาม คืออำนาจโลกเต็มๆ อำนาจโลกียะ ประกอบด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขด้วยกามและสุขด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ มีอยู่เท่านี้
อดีตกับอนาคต ที่เป็นเรื่องประกอบ ไม่สำคัญเท่าปัจจุบัน ธรรมะพระพุทธเจ้าปฏิบัติที่ปัจจุบันก็จบ ปฏิบัติได้ดีเป็นอดีตก็เป็นอดีตที่ดี มีการตรวจสอบ อนาคตให้ดีแล้วทำในปัจจุบันก็จะเกิดผล การคิดตรึกไปเพ้อฝันไป หรือเอาอดีตมาขบคิด ก็ไม่จริง ต้องเห็นหลัดๆ สัมผัสอยู่ เว้นผัสสะเสียแล้วไม่มีฐานะที่จะเป็นได้ ในทิฏฐิ 62 นี้แหละ ท่านก็สรุปเช่นนี้ ปัจจุบันให้ครบทั้งภายนอกภายใน จะมีกำลังรวมเบ็ดเสร็จ สามารถขับเคลื่อนทำงานสร้างสรร
การจัดปัจจุบันต้องจัดปริเฉท ตีกรอบ เรียกว่าปริตตัง เช่น ขณะนี้เราทำในกรอบศีล 5 ระมัดระวังชีวิตนี้ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทุจริตเอาของคนอื่น ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสไม่จัดจ้านหรือแม้ลาภ ยศ สรรเสริญที่ทุจริตไม่เอาหรือมักมากไม่เอา เอาเศรษฐกิจพอเพียงเอาแบบคนจน ย ิ่ งทำแบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา อย่างในหลวงตรัสก็สุดยอดแล้ว ไม่ถึงขั้นจนก็ได้แต่อย่ามากอย่ารวย จะแบ่งขนาดไหนก็แล้วแต่ ทุกวันนี้คนเขารวยถึง แสนล้านนะ อาตมาว่าร้อยล้านก็รวยมากแล้ว ถ้าจะเอาแสนล้านเป็นตัวตั้ง พันล้านก็รวยเละแล้ว
พวกเรานี่เดินทางมาหา 0 แล้วอยู่ได้โดยมีส่วนกลาง สาธารณโภคี เป็นระบอบที่พระพุทธเจ้าค้นพบ เอามาใช้ในยุคโน้น จนกษัตริย์แต่ละแคว้นก็ยังเข้าใจได้ แม้ยุคไม่เป็นป ระชาธิปไตย ยังยอมรับได้ แต่ยุคนี้ยุค ประชาธิปไตย ก็น่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่านะ ทำได้ทั่วโลกเลย สาธารณโภคี หรือ ประชาธิปไตย นี่ทำได้ทั่วโลกเลย อาตมาภูมิใจที่เอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาสร้างอำนาจให้แก่พวกเรา จนมีธรรมาธิปไตยรับใช้โลก ไม่เบ่งอัตตา ไม่เบ่งทับกันไปกันมา แม้ในพวกเราเองก็ได้ศึกษาอบรม จนได้ทำงานร่วมกัน ก็ลดอำนาจของตัวเราไปเรื่อยๆ เรายิ่งลดอำนาจตนแล้วกระจายอำนาจให้แก่ประชาชน ผู้นั้นย ิ่ งได้อำนาจมาแก่ตน เราให้อำนาจแก่มวลชน เราก็ยิ่งได้อำนาจที่มวลชนให้เรา ยิ่งให้ไปยิ่งได้มาก เราให้แก่มวลชน มวลชนย ิ่ งให้เรา
ทุกวันนี้มวลชนมีปฎิภาณว่าให้จริงหรือไม่ เราก็จริงใจให้ ประชาชน เต็มที่เลย แม้เราจะมีกิเลสก็ตัดกิเลสล้างกิเลส ที่เห็นแก่ตนไปเรื่อยๆ ทำเพื่อ ประชาชน ไปตลอดเลย ศาสนาพุทธไม่หนีโลก แต่อยู่กับโลก โลกวิทู แล้วมีโลกุตรจิต เหนือโลก โลกทำอะไรเราไม่ได้ แล้วเราก็ช่วยโลกด้วยไม่ทำร้ายโลก รับใช้โลกอย่างบริสุทธิ์ใจ รู้ต้นตอของเหตุที่ไม่ดีทำลายเหตุได้
เหตุอะไร ก็ทุกอย่างมาแต่เหตุ ดับเหตุได้ก็จบ แต่ดับเหตุไม่ดีอย่างเดียว ฆ่าให้ตายเลย แต่เหตุดีเอาไว้อย่าทำลาย นี่คือวิชชาของพระพุทธเจ้า เราก็อยู่กับสาธารณโภคีไป อบรมตนอบรมประชาชนให้เป็นคนดี ของเราทำเป็นกลุ่มเล็ก หลายกลุ่มรวมเป็นเครือแห อาตมาก็สอนบอกแนะทุกวัน ให้การศึกษา มีจุดหมายปลายทางว่าลด ละ ตัวตนคืออัตตาให้หมด แล้วอยู่กับโลก ไม่เป็นโทษกับโลก
อดีตคือปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ นั้นลัทธิที่ผู้รู้จักอดีต การศึกษากองขันธ์ในอดีต ขันธ์ 5 หรือกองวัตถุขันธ์
ที่เรียกว่าพุทธบริษัท 4 คือผู้มีศีล แต่ผู้อื่นที่จะมาอาศัยมาดูก็ได้ ง่ายๆ คือ ถือศีล 5 ละอบายมุข กินมังสวิรัติได้ เราอยู่ในโครงสร้างปฏิรูป เกิดเครือแหกันมาทุกวันนี้ มีองค์รวมสาธารณโภคี มีอดีต รู้จักอัตตาและโลก ในอดีตท่านแบ่งเป็น 5 หมวด 1 . สัสสตทิฏฐิ เห็นว่าอัตตาก็เที่ยงโลกก็เที่ยง เที่ยงคือไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไม่ได้ อัตตาของคนก็แก้ไม่ได้ ให้ดีขึ้นก็ได้ แล้วเขาก็ว่าดีสุดคือไปอยู่กับพระเจ้า แล้วพระเจ้าคืออย่างไรก็ของใครของมัน แล้วก็ว่าโลกก็เที่ยงเพราะพระเจ้าสั่ง พระเจ้าประสงค์ เอาอำนาจให้กับพระเจ้าหมด สำหรับตนเองก็ถูกพระเจ้าบงการ พระเจ้ารับไปอยู่กับพระเจ้าก็จบ พวกนี้ระลึกขันธ์อดีตระลึกได้แค่ว่าพระเจ้าสั่งหมด นี่คือเทวนิยมเต็มบ้อง อัตตาเที่ยงโลกเที่ยง พวกนี้มีวิธีการที่จะรู้ระลึกชาติคือนั่งสมาธิ ได้เท่าที่เขาระลึก แต่รู้ไม่หมด อย่างพระพุทธเจ้านี้รู้ลึกไกลได้ขนาดไหนก็ได้ เลยจนถึงเห็นตลอดหมดเลยทุกด้าน รู้แจ้งหมด
ทิฏฐิ 62
ปุพพันตกัปปิกะ (ความเห็นปรารภเบื้องต้น, 18 ลัทธิ) อปรันตกัปปิกะ (ความเห็นปรารภเบื้องปลาย, 44 ลัทธิ) สัสสตทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ - พวกสัญญีวาท ( 16 ลัทธิ) เอกัจจสัสสตทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ - พวกอสัญญีวาท ( 8 ลัทธิ) อันตานันติกทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ - พวกเนวสัญญีนาสัญญีวาท ( 8 ลัทธิ) อมราวิกเขปิกทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ - พวกอุจเฉทวาท ( 7 ลัทธิ) อธิจจสมุปปันนิก ทิฏฐิ มี 2 ลัทธิ - พวกทิฏฐธรรมนิพานวาท ( 5 ลัทธิ)
ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นหรือทฤษฎีของพวกที่กำหนดขึ้น อาศัยส่วนของขันธ์ (เบญจขันธ์) อันเป็นอดีต แนวความคิดนี้อาศัยข้อมูลจากอดีตเป็นหลัก เป็นความรู้เกิดจากเจโตสมาธิ ย้อนสำรวจชาติในอดีตของตน โดยเอาตัวเองในปัจจุบันเป็นฐาน แล้วย้อนระลึกชาติกลับไปสู่อดีต โดยการสาวลึกและไกลไปเรื่อยๆ จนสุดกำลังญาณของตน สรุปว่า โลกแล้วอัตตาเป็นอย่างไร
( 1 ) หมวดเห็นว่าเที่ยง (สัสสตทิฏฐิ) 4 1 . เห็นว่า ตัวตน (อัตตา) และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ ตั้งแต่ชาติเดียว จนถึงแสนชาติ 2 . เห็นว่า ตัวตน และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้เป็นกัปๆ ตั้งแต่กัปเดียวถึงสิบกัป 3 . เห็นว่า ตัวตน และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้มากกัป ตั้งแต่สิบกัปถึงสี่สิบกัป 4 . นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่าโลกเที่ยง
( 2 ) หมวดเห็นว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง (เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ) 4 5 . เห็นว่า พระพรหมเที่ยง แต่พวกเราที่พระพรหมสร้างไม่เที่ยง 6 . เห็นว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยงพวกที่มีโทษ เพราะเล่นสนุกสนาน (ขิฑฑาปโทสิกา) ไม่เที่ยง 7 . เห็นว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยง พวกที่มีโทษเพราะคิดร้ายผู้อื่น (มโนปโทสิกา) ไม่เที่ยง 8 . นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่า ตัวตนฝ่ายกายไม่เที่ยง ตัวตนฝ่ายจิตเที่ยง
( 3 ) หมวดเห็นว่ามีที่สุด และไม่มีที่สุด (อันตานันติกทิฏฐิ) 4 9 . เห็นว่าโลกมีที่สุด 10 . เห็นว่าโลกไม่มีที่สุด 11 . เห็นว่าโลกมีที่สุด เฉพาะด้านบนกับด้านล่าง ส่วนด้านกว้าง หรือด้านขวาง ไม่มี
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive