580917_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๒๓.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580917_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู สันติฯ ยอดนิยายของโลก ที่ไขความเป็นมนุษย์ 23
พ่อครูว่า… วันนี้วันที่ 17 กันยายน 2558 ที่สันติอโศก ทุกวันนี้พุทธศาสนาในเมืองไทยนั้นเละเทะ สมีอุ้มสมี ก็ขออนุโมทนากับ หลวงปู่พุทธอิสระ ที่ได้ไปยืนหนังสือกับ D SI ให้ทำหน้าที่กับกรณี พระธัมมชโย ที่ต้องอาบัติปาราชิก ท่านทำได้ เพราะท่านเป็นสมานสังวาสกับมหาเถรสมาคม ส่วนอาตมานั้น คนละสังวาสกัน ไม่สามารถไปยืนอธิกรณ์ ลงโทษอะไรได้ อาตมาเป็นคณะสงฆ์อโศก หรือรู้จักในนามกองทัพธรรม เป็นคณะที่ได้ประกาศตัวแยกจากมหาเถรสมาคม เป็นนานาสังวาส ตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ที่เป็นทางออกธรรมตามหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า มีอิสรเสรีภาพทางความคิด ทำตามความเชื่อของตน
การที่ศาสนาพุทธให้คนสามารถที่จะแยกตัวออกมาได้แสดงถึงความเป็น ป ระชาธิปไตย สุดยอดจริงๆ ก็มีสิทธิ์ทุกคน คนเดียวก็ประกาศได้ พระพุทธเจ้าว่า การประกาศนานาสังวาส ทำได้สองนัย 1 . คณะใหญ่ประกาศต่อคณะเล็กว่า คณะเล็กไม่ใช่สังวาสเดียวกันนะ เช่นพระพุทธเจ้าประกาศกับพระเทวทัต ว่าคณะของพระเทวทัต ไม่ใช้ร่วมกับหมู่ใหญ่ของท่านนะ ท่านไม่ได้ไปสึกพระเทวทัตนะ สึกท่านไม่ได้ แต่ว่าอาตมานี่ถูกให้สึก ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในเหตุที่ต้องให้สึกนะ มี 11 ข้อ เช่นรู้ว่าเป็นกระเทยนี่ ให้บวชไม่ได้ แม้รู้ภายหลังก็ให้สึก มีกรรมอื่นๆ อีก ที่หนักหนาสาหัส แต่ถ้าไม่ผิดในนัย 11 ข้อนี้ แม้เขาจะสังฆาทิเสส ก็ไม่สึก แต่ถ้าปาราชิกนี้ก็คือสึกเลย เป็นอสังวาสเลย จบกันไปเลยไม่ใช่พุทธในชาตินี้เลย
ผู้ที่ยังไม่เข้าใจนี้ ก็เข้าใจไม่ได้ ในศาสนาพุทธนี้ มีพระพุทธเจ้าทำกับคณะพระเทวทัตเพียงครั้งเดียว แล้วท่านก็ตราไว้ว่า นานาสังวาสกันก็ปฏิกโกสนากันได้ คัดค้านกันอย่างจังได้ อาตมาไม่ได้ทำผิดธรรมวินัย เป็นพุ
อ่านต่อ
ทธร่วมกันแต่แตกต่างกันด้วย 1. ศีลไม่เสมอสมานกัน 2 . อุเทส คำอธิบายสาธยาย อย่างอาตมานี่ต่างกันเลยกับทางโน้น 3 . การปฏิบัติก็ต่างกัน 4 . ทิฏฐิไม่สมานกัน
ซึ่งอย่างของที่อาตมาทำกับพวกหมู่ใหญ่นั้นมันไปกันไม่ได้ การปฏิรูปครั้งนี้ต้องปฏิรูปศาสนา ทุกวันนี้มีสิทธิทำได้เลย ถ้าไม่ทำแล้วผ่านโอกาสนี้ไปแล้วมันเสื่อมหมด ศาสนานี้เป็นหลักจิตวิญญาณ หัวใจของจิตวิญญาณของมนุษย์ จะศาสนาใดก็แล้วแต่ที่สังคมนั้นยึดถือ แต่ไทยเราเป็นพุทธ แต่พุทธเละเทะไปหมดแล้ว นี่คืออาตมากำลังปฏิกโกสนา ไม่ได้ส่อเสียดไม่ได้หาเรื่อง ไม่ใส่ไข่ ไม่ได้พูดออกนอกรีต นอกเรื่อง เป็นพุทธด้วยกัน แม้จะนานาสังวาสก็ต้องเอาภาระดูแลกัน อาตมาไม่ได้ไปทำร้ายอะไรเขาด้วย ก็ทำด้วยปรารถนาดี ให้หยุดทำไม่ดี ทุกวันนี้ก็เปิดหนังสือพิมพ์กัน ก็มีแต่เดรัจฉานวิชชา ลงโฆษณากันมากมาย ไม่มีน้ำไม่มีเนื้อ เวรจริงๆ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ได้แต่ ปฏิกโกสนา นิคคัณหะ กันไป ตำหนิกันไปเท่านี้ ทุกวันนี้จะชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ไม่ได้ อาตมาถือว่าศาสนาเป็นเครื่องพึ่งพาอันสำคัญในชีวิตนะ
คนที่ไม่เอาใจใส่ในศาสนา ถ้าศาสนิกของแต่ละศาสนาไม่ใส่ใจปฏิบัติก็ โมฆบุรุษ ของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่ได้บรรลุโลกุตรธรรมนั่นคือ โมฆบุรุษ นอกจากจะไม่ได้สิ่งดีแล้วยังได้บาปอีก ได้อกุศลอีกเต็มกระบุงก็เสียชาติเกิด โดยเฉพาะเกิดมาก็มีศาสนา เกิดมามีปู่ ย่า ตา ยายนับถือศาสนาพุทธมาไม่รู้กี่ชั้น มาถึงชั้นนี้ ไม่ได้เกิดประโยชน์จากศาสนาเลยก็น่าสังเวช แล้วกระทบไปถึงการบริหารประเทศ โลภ โกรธ หลง จัดจ้านไปหมด สังคมก็ย่ำแย่ มันเป็นเหตุที่สำคัญมากเลยขอย้ำ อาตมามีความปรารถนาดีจึงทำ เพราะได้ดีเพราะศาสนา ถ้าศาสนาใดก็ตาม ให้ศาสนิกเอาใจใส่พากเพียรก็เจริญทั้งนั้น ไม่เช่นนั้นโลกอยู่ไม่ได้ ถ้าประชาชนไม่มีศาสนาไม่ว่าสังคมใด หากไม่มีหลักจิตวิญญาณนับถือกัน สังคมเสื่อมจริงๆ ไม่ใช่พูดเล่นกัน
ในพระไตรฯ ล. 12 พระสูตรแรกเลย พูดถึง ทิฏฐิ 62 อดีตกับอนาคตไม่ใช่ความจริง เป็นเรื่องฝันๆ ยังไม่ใช่ความจริง ต้องปัจจุบันจึงเป็นสัจจะ หากเข้าใจเรื่องอดีต ปัจจุบัน อนาคต ต้องรู้ว่าเรามีทิฏฐิเบื้องต้นว่า ต้องเข้าใจว่าวิธีปฏิบัติใดไปจมกับอดีตกับอนาคต สัจธรรมนั้นไม่เข้าถึงความจริงต้องพบความจริงให้ได้ พระพุทธเจ้าว่าไม่บริบูรณ์ด้วย ปรมัตถสัจจะ กับ สมมุติสัจจะ
สมมุติสัจจะคือ สมมุติที่รู้กันทั่ว ยืนยันเข้าใจได้ เป็น เอหิปัสสิโก เชิญให้มาดูได้ แม้เป็นนามธรรมก็สามารถดูร่วมกันได้ ถ้ายังไม่ถึงนามธรรมก็เป็นสมมุติสัจจะ
ถ้าเราจมในอดีตหรือเป็นอนาคต หรือซ้อนลงไปเป็นปัจจุบัน ในอดีตหรือในอนาคต เช่นคุณนั่งหลับตาสมาธิก็อยู่กับปัจจุบัน แต่ปัจจุบันอันนั้น แม้ทำใจในใจมนสิการกับปัจจุบันจริง จะเรียกว่ากำลังทำปรมัตถ์ แต่มันเป็นเรื่องอดีตกับอนาคต ทำกับสัญญา ไม่เป็นปัญญา
ปัญญาจะเป็นไปได้ต้องครบองค์ 6 ในพระไตรฯ ล. 14 ข. 258 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ต้องปฏิบัติมรรคองค์ 8 เมื่อปฏิบัติมรรคองค์ 8 ได้ ก็ร่วมกันโพชฌงค์ เป็นโพธิปักขิยธรรม 37 มีมรรควิธี คือโลกุตระ ในพระไตรฯ ล. 14 ข. 252 ว่า ปฏิบัติมรรคอย่างสัมมาทิฏฐิ มีธัมมวิจัย แล้วเกิดผลเป็นปัญญา เจริญเป็นปัญญินทรีย์ เป็นปัญญาพละ สมบูรณ์จบได้ คำว่าปฏิบัตินั่งหลับตาทำสมาธิในภวังค์เป็นของมีทั่วโลก สามัญของโลก พุทธก็รู้แต่ไม่เก่งนั่งหลับตาเท่าศาสนาอื่น ศาสนาพราหมณ์ ก็เก่งกว่า ศาสนาอินดูก็เก่งกว่า ของพุทธไม่ได้เอานั่งหลับตาเป็นทางปฏิบัติ
เมื่อศาสนาพุทธเสื่อม จนไม่มีใครรู้จักศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าก็จะมาอุบัติขึ้นมาจึงมีพุทธศาสนา ปางที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ตอนยังไม่ตรัสรู้ก็ยังไม่มีศาสนาพุทธ คนก็นั่งสมาธิ ออกป่าเขา ถ้าเป็นหลัก แล้วพระพุทธเจ้าท่านทำเก่งกว่าเขาหมด ก็ไม่ได้บรรลุอะไรเลย ยุคนั้นพระพุทธเจ้าท่านต้องทำอย่างไม่ตีทิ้งศาสนาอื่น แต่ยุคนี้มันศาสนาพุทธร่วมกัน ต้องทำอย่างหนักกว่า เพราะเป็นศาสนาพุทธด้วยกันเอง นัยนี้ก็สำคัญ แต่คนไม่เข้าใจ อาตมาก็พยายามจริงใจปรารถนาดี ใครไม่เข้าใจจะไปบังคับเขาได้อย่างไร ต้องทำตามลำดับก็ได้ผลมาเป็นลำดับ
มาลองฟังดูที่อาตมาเรียบเรียงมา ยอดนิยายฯ
( 106 ) ระลึก " อดีต อนาคต " ที่ " มิจฉาทิฏฐิ " ก็มีแต่ " ฝัน " " สัญญา " กับ " ปัญญา " เรียกว่า " ความรู้ " เหมือนกันแต่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่องของ " จิต เจตสิก รูป นิพพาน " หรือ " ปรมัตถธรรม " ดังนั้น การระลึก " อดีต " แม้จะระลึกได้ความจำเดิมจริง หรือจะนึกตรึกกำหนดเอาอะไรขึ้นมาใหม่ก็ตาม ถ้าเป็นผู้ " สัมมาทิฏฐิ " ก็จะสำคัญใน " ปัจจุบัน " ว่า ปัจจุบันนั้นเรากำลังเห็น " อดีต " ที่เป็น " ของจริง " เดิม หรือกำลัง " ฝัน " ได้ " ของใหม่ " ขึ้นมา ก็เท่านั้น และ " ของเดิม " นั้นหรือ " กำลังได้ของใหม่ " นี้ เแม้จะเป็น " ของเดิม " หรือ " ของใหม่ " แต่เป็น " ความจริง " คือ " สัจธรรม " หรือเปล่า "สัจธรรม" ที่ยังไม่ได้ ล้วนเป็น "ความจริง" ที่อยู่ใน "อนาคต" ทั้งนั้น ซึ่งก็คือ "ความจริง" ที่เราอยากจะได้ ที่เรากำลัง "ฝัน" อยู่นั่นเอง "อนาคต" จึงคือ "ฝัน" ทั้งสิ้น ไม่มี "อนาคต" ใดคือ "ความจริง" เลย ภาวะ "ใหม่" ที่กำลังเห็นกำลังรู้ขึ้นมาอยู่นี้ มันคือภาวะ "อนาคต" หรือ " ภาวะอดีตของเก่า " เรากำลัง " เห็น" " อดีตหรืออนาคต " กันแน่ ทั้งอดีตและอนาคตที่ยังมิใช่ "ความจริง" (สัจธรรม) ก็มีแต่ "ฝัน" นั่งหลับตาส่วนมากฟุ้ง จะไประลึกอดีตก็ยากที่จะจริง อาจเป็นการปรุงใหม่ แล้วก็นึกว่าเป็นอดีต หลายคนนั่งระลึกชาติว่าเป็น ร. 5 เป็นพระนเรศวรบ้างก็เอามาคุย แล้วก็แย่งกันสิ ใครก็ว่าตนเป็นคนนั้นมาเกิด แต่ถ้า " ภาวะ" ที่กำลังเห็นกำลังได้รู้ขึ้นมานั้น มันยังไม่ใช่ "สัจธรรม" ยังไม่ใช่ "ความจริง" มันก็ล้วนคือ กำลัง "ฝัน" ทั้งนั้น เพราะปฏิบัติไม่มี "ผัสสะ" ภายนอกที่เป็น "ปัจจุบัน" เลย มีแต่ " สัญญา " กำหนดหมายขึ้นมาในใจเท่านั้น แม้จะเป็นปัจจุบัน ที่ผู้นั้นหลับตาปฏิบัติเข้าไปอยู่ในภวังค์ ย่อมมีแต่ "สัญญา" เป็นต้นนั้น นั่นยังไม่ใช่ "ปัญญา" ภาวะเช่นนั้นจึงไม่เห็น "ความจริง" เป็นของแท้ตาม "สัจจะ" ที่มีทั้ง " สมมุติสัจจะ " และทั้ง " ปรมัตถสัจจะ "
( 107 ) "สัจจะ" ที่มีทั้ง 2 โลก คือ "โลกียะ" และ "โลกุตระ" ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อจะบรรลุ "ความจริง" คือ "สัจจะ" ที่ได้ "รู้" แค่ "ความจริง" ที่รู้ได้ด้วย "สัญญา" เท่านั้น ซึ่งยังไม่ใช่ "ความจริง" ที่รู้ได้ด้วย "ปัญญา" จึงต่างกันอย่างมีนัยสำคัญมาก ตาม " ปรมัตถธรรม " ที่ผู้สามารถรู้จัก " จิตเจตสิก รูปกาย " ขั้นหยั่งรู้ " รูปในนามธรรม " จริงๆ รูปคือส ิ่ งที่ถูกรู้ รูปกาย นั้น การจะรู้ได้ ต้องมีรูปข้างนอกด้วย รู้องค์ประชุมของรูป แล้วหยั่งรู้เข้าไปในนามธรรม แต่ไม่ได้ทิ้งข้างนอกนะ แต่ตอนนี้เราหยั่งรู้นามธรรม คือนามกายที่ต้องรู้ได้ด้วย อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส นี่ก็ลึกล้ำขั้นหนึ่งแล้ว ยังจะต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริง "ความจริง" ที่เป็น "โลกียะ" และ "ความจริง" ที่เป็น "โลกุตระ" อีกด้วย เพราะ "ความจริง" (สัจธรรม) ที่ต้องเรียนรู้จาก "ธรรม 2" (เทฺว ธัมมา) ก็มีทั้ง " สมมุติสัจจะ " และ " ปรมัตถสัจจะ " มีทั้ง "โลก" และ "อัตตา" อยู่ทั้ง 2 พร้อม มีทั้ง " โลกียธรรม " และ "โลกุตรธรรม" ด้วย สำหรับผู้มี " ปรมัตถสัจจะ " แท้ก็คือ มีทั้ง " โลกียภูมิ " และ " โลกุตรภูมิ " แล้วสามารถปฏิบัติกระทั่งเป็นผู้บรรลุ "สัจจะ" ที่เป็น "ธรรม" ขั้น " โลกุตรสัจจะ " จึงจะเป็นผู้มี "โลกุตรธรรม" สำหรับผู้บรรลุ "ความจริง" สัมบูรณ์ ก็คือ ผู้บรรลุ "ธรรม" ที่เป็น " ธรรมาธิปไตย " นั่นคือ ผู้มี " พลังงานจิต " อยู่เหนืออำนาจ "โลก" (โลกาธิปไตย) และอยู่เหนืออำนาจ "อัตตา" (อัตตาธิปไตย) ในขณะที่มีทั้งอำนาจ "โลก" และทั้งอำนาจ "อัตตา" อยู่ในสังคมในโลกนั้นเอง ไม่ได้หลบหรือหลับหนีโลก หนีอัตตาไปไหน ขณะนี้เรากำลังพูดถึงเรื่องที่เจ้าชายสิทธัตถะ กำลังตามหา "ความจริง" หรือ "สัจธรรม" ซึ่งเป็น " สมมุติสัจจะ " อยู่ขั้นหนึ่งแล้ว คือ คนมากหลายต่างเชื่อว่าพระองค์นั่นแหละเป็นเจ้าของ "สัจธรรม" ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ฉะนี้ก็เป็นแค่ "สัจจะ" ที่เป็น " สมมุติสัจจะ " แต่พระองค์ก็ยังระลึกเอา "สัจธรรม" ที่เป็น " ปรมัตถสัจจะ " นั้นขึ้นมาไม่ได้ ว่า " พุทธธรรม " เป็นอย่างไร อย่าลืมว่า ขณะนี้เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้ คือขณะที่เจ้าชายสิทธัตถะยังไม่ "พบ" พุทธธรรม ซึ่ง "พุทธธรรม" ก็ของพระองค์เองแท้ๆ นั่นเอง และพระองค์เองก็กำลังค้นหา ในโลกขณะนั้นจึงยังไม่มี "พุทธธรรม" เกิดขึ้นในโลก เจ้าชายสิทธัตถะยังทรง " ตามหา " อยู่อย่างมุ่งมั่นขะมักเขม้น
( 108 ) ภาวะที่เป็น "ความจริง" กับแค่ "ฝัน" ต้องชัดเจน เพราะ "พุทธธรรม" มันยังไม่มีในสังคมโลกเลย ในยุคนั้น แม้ในขณะที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ เจ้าชายสิทธัตถะก็ยังไม่รู้ เพราะยังระลึกไม่ได้ เจ้าชายสิทธัตถะยังตกอยู่ในสภาพ " ลิงลมอมช้าวพอง " อยู่ มันยังอยู่ที่ " จิตในจิต " อันลึกล้ำของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งตอนนี้ทรงออกผนวชแล้ว ปานนั้น " พุทธธรรม " ก็ยังไม่ปรากฏออกมา " พุทธธรรม " ก็ยังไม่มีในโลก แต่มีแล้วนะที่ " จิตในจิต " ของพระองค์ ทว่าขณะที่เรากำลังพูดกันนี้ ยังไม่ปรากฏ "ความจริง" ของ "พุทธธรรม" ที่เป็น " อาริยสัจ " จริง ยังนับว่า ยังอยู่ใน "ฝัน" ซึ่งใน "ฝัน" นี้ จะเป็น "ความจริง" หรือไม่เป็น "ความจริง" ก็ได้ คนที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า จะใครก็ตามหากอาศัย "อดีต" ปรารภธรรม ถ้าสามารถค้นพบธรรมะนั้นๆ ของตน ของใครก็เท่าที่ตนมี "ธรรมะ" แบบไหน อย่างไร แค่ใด ก็เท่านั้น อย่างนั้น แบบนั้น เท่า "ธรรมะ" ที่ตนมีอยู่ใน "อดีต" นั้นๆ ตามที่ได้สั่งสมมาแล้วจริงเท่านั้น ซึ่งหากไม่ใช่ "พุทธธรรม" ของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ที่ตนได้เรียนรู้และปฏิบัติบรรลุ "พุทธธรรม" นั้นมาแล้วตาม "โลกุตรธรรม" ขั้นนั้นๆ ปรารภอย่างไร ระลึกแค่ไหนก็ไม่สามารถจะมี "พุทธธรรม" ได้ ภาวะที่ระลึกหาของคนที่ยังไม่มี "โลกุตรธรรม" เป็น " ปัจเจกภูมิ " หรือเป็น " สยัง อภิญญา " มาแล้ว จะยังไม่มีภาวะที่เป็น "ความจริง" ของพุทธธรรม ยังเป็นแค่การตรึก นึกเอาเองขึ้นมาใหม่ใน "ปัจจุบัน" นั้นๆ หรือระลึกของเก่าของตนขึ้นมาได้ จึงไม่ใช่ "ความจริง" เลย ดังนั้น ผู้ที่หลับตาปฏิบัติสมาธิที่จะปรารภธรรม ระลึกธรรมทั้งหลาย หากตนไม่เคยบรรลุธรรม ที่เป็น " ปัจเจกภูมิ " หรือ " สยัง อภิญญา " มาก่อน ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ "พุทธธรรม" เป็นอันขาด ผู้ที่กำลังปฏิบัติแบบหลับตาระลึก "อดีต" ระลึก "อนาคต" อยู่ในภวังค์ จะเป็นไปได้ ก็ต้องมี "โลกุตรธรรม" ที่มีมาแล้วชาติก่อนมาแล้ว จึงจะสามารถ " พบความจริง " ที่มีจริงมาแล้วได้ ผู้ไม่มี " ปัจเจกภูมิหรือ สยัง อภิญญา " มาก่อนก็จะได้แต่ "ฝัน" ไปเรื่อยๆ ถ้าปฏิบัติในวิธีเอาแต่ " หลับตา " ปฏิบัติ เพราะจะได้ "ความจริง" ก็ต้องปฏิบัติ " ลืมตา " เป็น "ปัจจุบัน" จึงจะบรรลุโลกุตระ
( 109 ) "สัจจะ" ต้องเที่ยงแท้เป็น " นิยตธรรม " และมี 1 เดียว แต่ถ้าผู้ใดยังไม่เคยมี "โลกุตรธรรม" มาก่อนในชาติก่อน ก็เป็นอันหมดหวัง นั่งหลับตาทำสมาธิให้ตายยังไงก็ไม่มีทางได้ "พบ" โลกุตรธรรม เพราะยังไม่เคยมี "ความจริง" ที่เป็น "โลกุตรธรรม" มาก่อน ส่วน "โลกียธรรม" นั้น ก็ไม่แน่เลย ว่าจะระลึกเอา "ความจริง" ของ " โลกียธรรมเดิม " ของตนขึ้นมารู้มาเห็นในภวังค์นั้นได้หรือไม่ เพราะ "โลกียธรรม" ยังไม่เป็น "นิยตธรรม" ยังไม่ใช่ "ธรรม" ที่เที่ยงแท้ การหลับตาทำสมาธิ จึงเป็นการอยู่ใน "ฝัน" ของคน "ฝัน" แท้ๆ ผู้ยังไม่มี "นิยตธรรม" จึงไม่แน่ว่าจะได้ "ความจริง" จากการหลับตาทำสมาธิหรือไม่ เพราะเป็นแค่โลกียธรรม ยังเป็นธรรมที่ไม่เที่ยงแท้ โดยเฉพาะยังไม่ใช่ "โลกุตรธรรม" จึงไม่มีคุณสมบัติขั้น "นิยตธรรม" สำหรับเจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์อาศัย "อดีต" จริง ปรารภธรรมจริง ที่อยู่ใน "อดีต" แต่ก็เป็น "ธรรม" ที่พระองค์มีมาแล้ว บรรลุสัมบูรณ์มาก่อน เป็น "โลกุตรธรรม" จริงแท้เป็น "นิยตธรรม" มาแล้ว จึงมี "พุทธธรรม" ใน "อดีต" ที่มีมาก่อนจริง ซึ่งในยุคนี้ยัง " ไม่เคยมีใครเลยมีมาก่อน " และไม่มีใครจะมี " แบบนี้ " นอกจากพระองค์เท่านั้น ที่ได้สร้างและสั่งสมมาเองจริง เป็น "ความจริง" แล้วพระองค์เดียวยุคนี้ เพียงแต่ในขณะที่เรากำลังพูดถึงนี้คือ ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ แม้จะได้เป็นนักบวชมาถึง 6 ปีแล้วก็เถอะ พระองค์ก็ยังเป็นแค่พระโพธิสัตว์อยู่ ยังไม่ได้อาศัย "การระลึก" ปรารภธรรมผ่านคืน 15 ค่ำ เดือน 6 อันสำคัญ ยังไม่ได้ "ตรัสรู้" เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
( 110 ) "ความจริง" อันยิ่งใหญ่ ที่จะเรียกกันว่า "ตรัสรู้" พระพุทธเจ้าตรัสรู้ "ความจริง" ที่เป็น "ความจริง" อันยิ่งใหญ่ยิ่งล้ำ ยอดเลิศจริงๆ คำว่า "ตรัสรู้" นี้จึงเป็นคำยิ่งใหญ่ อันมีที่มาที่ควรรู้ยิ่ง ว่ามาจากความยิ่งใหญ่อันใด ทำไมต้องเรียกกันว่า "ตรัสรู้" "ความรู้" อันยิ่งใหญ่ ที่ไม่เคยมีในโลก เป็น "โลกุตรธรรม" เป็น "อเทวนิยม" เป็น "อาริยธรรม" แสนวิเศษ ที่พระองค์ได้ทรงบรรลุเกิดภาวะแห่งสัจธรรมนั้นจริง และมี " พระปัญญาธิคุณ " รู้แจ้งเห็นจริงมาแล้ว สั่งสมมาในชาติก่อนๆ ไม่ใช่เพิ่งเกิด " พระปัญญา " ในตอนนั่งระลึกอดีตใต้ต้นโพธิ์ คืนวันเพ็ญ เดือน 6 นี้เลย พระองค์มี " พระปัญญาธิคุณ " ขั้น " สัมมาสัมโพธิญาณ " มาแล้ว สัมบูรณ์แล้ว ตอนนี้แค่อาศัย "อดีต" ระลึก ปรารภธรรม เข้าไปดึงเอา "พุทธธรรม" เดิมที่พระองค์ได้บำเพ็ญมาแล้วจริง ขึ้นมา "รู้" เท่านั้น หาก "รู้" ขึ้นได้ในครานี้ ก็ไม่ใช่ "ความรู้" ที่เป็น "ปัญญา" แต่เป็นแค่เพียง "สัญญา" กำหนดรู้ " ความเดิมในอดีต " แท้ๆ จึงไม่ใช่ "ความรู้" ที่เป็น "ปัญญา" รู้จักรู้แจ้งรู้จริง " ความจริงอันยิ่งใหญ่ " การปฏิบัติธรรมทั้งหลายในชีวิตที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ไม่ได้เกิด "พุทธธรรม" ใดๆ เลย พระองค์เพียงค้นหา "พุทธธรรม" เก่าของพระองค์เองที่เคยมีมาแล้วก่อนชาตินี้ ต่างหาก "ธรรม" ต่างๆ ที่เป็น "พุทธธรรม" พระองค์ได้บรรลุมาแล้วมีแล้ว ตอนนี้ก็เพียงทรงปรารภธรรมในอดีตว่า พระองค์ทรงบำเพ็ญธรรมมาแล้วครบความเป็น " พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ " ปางที่ 8 เสร็จแล้วเต็มแล้ว จริงหรือ? หรือปางอื่นๆ บริบูรณ์ถ้วนรอบมาจริงอย่างไร? เป็นเพียงยังตามหา " ความจริงอันยิ่งใหญ่ " ว่าเป็นอย่างไรสัมบูรณ์หรือยัง? เมื่อยังไม่ "พบ" จึงยังไม่มี “การตรัสรู้”
( 111 ) การหลับตา "รู้" ไม่ใช่ "ปัญญา" เป็นแค่ "สัญญา" มาปางที่ 9 นี้เป็นเจ้าชายสิทธัตถะจึงเพียงแต่ มาทรงชดใช้วิบากเก่าไปพลางทั้งหมด ไม่ได้สร้าง " ความรู้ใหม่ " ที่เป็นพุทธธรรม ใดเลย จึงเรียก "ความรู้" ที่จะ "รู้" ขึ้นมานี้ ว่า "ปัญญา" มิได้เลย เพราะยังไม่ปรากฏ " มรรค 8 อันเป็นอาริยสัจ " เพื่อปฏิบัติให้เกิด "ปัญญา" ให้เกิด "วิมุติ" แต่อย่างใด เนื่องจากเจ้าชายสิทธัตถะก็ยังระลึกเอา มรรค 8 ขึ้นมาไม่ได้ โลกยังไม่มี " โพชฌงค์ 7" ให้ใช้ " ธ ัมม วิจัยสัมโพชฌงค์ " ยังไม่มี " สัมมาทิฏฐิ " ที่จะปฏิบัติให้เกิด "ปัญญา" ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ต้องปฏิบัติ " มรรค 7 องค์ " จึงจะมี " องค์ธรรม 6" ได้แก่ " ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธ ัมม วิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ " ไม่ได้ ไม่เป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 252 ถึง ข้อ 281 สำหรับ " องค์ธรรม 6" นี้ อยู่ในข้อ 258 แม้จะอาศัย "อดีต" ระลึกรู้ได้ก็เป็นแค่ "สัญญา" กำหนดรู้จาก "ความจำ" ไม่ใช่ "ความจริง" ที่เกิดใหม่ และไม่ใช่การเกิดของ " ปัญญาใหม่ " ที่ได้รู้ " โลกุตรธรรมใหม่ " เกิดขึ้นใหม่มาให้ "รู้" แต่อย่างใด "ปัญญา" ของพุทธศาสนาต้องเกิดจาก " อธิปัญญาสิกขา " ในการปฏิบัติ " อาริยมรรคองค์ 8" ซึ่งเป็น " อธิปัญญา " ไม่เหมือนแบบอื่น ที่ปฏิบัติด้วย " มรรควิธี " อื่น "อธิจิต" ก็ไม่เหมือนที่ปฏิบัติหลับตาทำสมาธิ และแบบอื่นที่ทำ "อธิจิต" กันด้วย จึงไม่พาเกิด " พุทธิปัญญา "
( 112 ) คำว่า "ตรัสรู้" คืออะไร? ไฉนจึงเรียกว่า "ตรัสรู้" ดังนั้น ตอนนี้ "ปัญญา" ที่เริ่มต้นแท้ๆ เรียกว่า "สัมมาทิฏฐิ" ยังไม่ปรากฏเลย มีแต่ "เงา" อยู่ลึกๆ ในใจของพระองค์เองเสียอีก เพราะแม้แค่ "มรรค" อันเป็น " สัมมาอาริยมรรค " แห่ง "พุทธธรรม" ยังไม่ปรากฏ ณ ที่ใด ก็เจ้าชายสิทธัตถะเอง ที่เป็นเจ้าของพระสัมมาสัมโพธิญาณเองแท้ๆ ก็ยังไม่รู้พระองค์เอง ยังระลึกรู้ถึง "พุทธธรรม" ขึ้นมาประกาศ แล้วจะมี " มรรควิธี " ที่สัมมาทิฏฐิแต่ที่ไหน เมื่อพระองค์ทรงระลึก "พุทธธรรม" จาก "อดีต" ของพระองค์ได้แล้วว่า "พุทธธรรม" เป็นเช่นนี้ๆๆ ในคืนขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 นั้น แล้วจึงได้นำมา "ตรัส" เป็น " พระธรรม " คำสอนบทแรกใวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 แก่ " ปัญจวัคคีย์ " ตาม "พุทธธรรม" ที่พระองค์ " ทรงรู้เอง " คำตรัสของพระพุทธเจ้าตั้งแต่บัดนั้นมา ที่ "ตรัส" ตาม " ความรู้อันยิ่งใหญ่ " ที่เป็น "พุทธธรรม" จึงเรียกกันว่า คำ "ตรัสรู้" คือ พระองค์ต้อง "ตรัส" จากความจริงที่พระองค์ทรง "รู้" ของพระองค์เอง ออกมาก่อน จาก " ความรู้อันวิเศษ " นั้นที่ไม่มีใครมีได้ นอกจากพระพุทธเจ้าเอง "ความรู้" ชนิดนี้จึงมีในโลก ตามคำ "ตรัส" ของพระพุทธเจ้า คำ "ตรัส" ทุกพระคำเพื่อให้มนุษย์ "รู้" จึงเป็น "ความรู้" ของพระองค์เอง ที่ "ตรัส" ประกาศ " ความรู้แห่งพุทธธรรม " ออกมาให้แก่โลก เรียกสั้นๆ ว่า "ตรัสรู้" หมายถึง "ความรู้" ที่พระองค์ได้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วจึงมีคำ "ตรัส" ที่เป็น " พระธรรม " คำสอนขึ้นมาให้คนในโลก "รู้" ได้ คำว่า "ตรัสรู้" จึงมาจาก " ความรู้อันยิ่งใหญ่ " นี้เอง ผู้รู้ขั้นบรรลุ "พุทธธรรม" จึงเป็นผู้มีความรู้ ที่เรียกว่า "ตรัสรู้"
( 113 ) เจ้าชายสิทธัตถะไม่ได้ "บรรลุพุทธธรรม" ใดๆ เลย ดังนั้น ตลอด 35 ปี ตั้งแต่เป็นฆราวาสอยู่ในโลก 29 ปีก็ดี และอีก 6 ปี ที่เป็นนักบวชก็ดี ทั้ง 35 ปี ในพระชนม์ชีพของเจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์ไม่ได้ "บรรลุพุทธธรรม" ในการประพฤติตน หรือปฏิบัติธรรมใดๆ เลยที่เป็น "โลกุตรธรรม" อันเป็นของพุทธ 29 ปี ในขณะที่เป็นฆราวาสเต็มองค์ ก็ถูกพระบิดาทรงบำเรอ จัดให้สุขนักสุขหนาอยู่กับโลกียารมณ์ทั้งหลายด้วยซ้ำ แม้แต่จะทรงออกมาผนวชแล้ว อีก 6 ปี ก็ชัดแล้ว ทั้งในตำนานหรือประวัติของพระองค์ ทั้งคำตรัสของพระองค์เอง (ตามที่อ้างอิงไปแล้ว) ยืนยันว่า พระองค์ไม่ได้บรรลุธรรมที่เป็น "พุทธ" เลย 35 ปี จึงยังไม่ปรากฏ "พุทธธรรม" ยังเป็น " พระพุทธเจ้า " ไม่ได้ ทั้งๆ ที่พระองค์ก็ทรงรู้พระองค์อยู่ว่า พระองค์คือพระพุทธเจ้า และคนอื่นๆ อีกมากมายก็รู้กันทั่ว ว่า พระองค์นี่แหละคือ พระโพธิสัตว์มาเกิด จะเกิดเป็นพระพุทธเจ้าในชาตินี้เอง แต่ก็ยังเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะ "พุทธธรรม" ยังไม่ปรากฏขึ้นมาให้พระองค์ "รู้" ได้ในตน จึงยังไม่สามารถ "ตรัส" พุทธธรรมนั้นออกมาได้ เพราะท่านยัง " ไม่รู้ " จึงยังไม่มีคำ "ตรัส" ตามที่ท่าน "รู้" ได้ คำ "ตรัสรู้" ที่เป็น "พุทธธรรม" จึงยังไม่มี แม้จะมีแล้วเมื่อผ่านคืนวันเพ็ญ เดือน 6 ที่พระพุทธเจ้าได้ระลึก "รู้" พุทธธรรมทั้งหลายขึ้นมาได้แล้ว แต่ยังไม่ได้ "ตรัส" กับใครเลย ก่อนจะถึงวันเพ็ญ เดือน 8 กับ " ปัญจวัคคีย์ " คำ "ตรัส" ถึง " ความรู้พุทธธรรม " ก็ยังไม่มี ยังไม่ออกมาจากพระโอษฐ์ ก่อนจะได้ "ตรัส" พุทธธรรม" ออกมากับ " ปัญจวัคคีย์ " จึงยังไม่เกิดคำ "ตรัสรู้" ยังมีแค่ " ความรู้พุทธธรรม " ในพระองค์เองเท่านั้น ที่ยังไม่ได้ "ตรัส" ออกเลย คำว่าตรัสรู้นี่ พระพุทธเจ้าท่านจะตรัสหรือไม่ก็เป็นของท่าน หากท่านดึงไม่ออกก็ไม่ปรากฎมา แต่ความรู้ของพระพุทธเจ้า ถ้าใครนำไปปฏิบัติได้ผลตามคำตรัส เขาก็ได้เป็นผู้ตรัสรู้ได้เช่นกัน แต่บางคนอธิบายว่า ความรู้เป็นของพระพุทธเจ้าเท่านั้น คนอื่นจะมาตรัสรู้ด้วยไม่ได้ อันนี้เป็นความคิดความเชื่อที่ผิดๆ
( 114 ) การ " อยู่ป่า " ปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ทางบรรลุพุทธธรรม แม้ในตอนทรงออกผนวช 6 ปี การออกไปอยู่ป่าก็ดี ปฏิปทาการปฏบัติต่างๆ ก็ดี มันไม่ใช่ "พุทธธรรม" ทั้งมรรควิธี ทั้งผลธรรม คำสอนใดๆ ผลธรรมใดๆ จึงยังล้วนไม่ใช่ "พุทธธรรม" ทั้งนั้น ดังนั้น ก็สรุปได้ชัดเจนยืนยันเป็นที่สุดว่า การออกไปอยู่ป่าเพื่อปฏิบัติ ไม่ใช่แนวทางของพุทธ หรือการปฏิบัติด้วยวิธีทุกกรกิริยาทั้งหลาย นั้นไม่ใช่แน่ๆ อยู่แล้ว แม้แต่การหลับตาสะกดจิตเข้าไปอยู่ในภวังค์ ปฏิบัติเพื่อให้บรรลุพุทธธรรม ก็ไม่ใช่แนวทางของพุทธ เพราะมีแต่ภาวะ " อดีตและอนาคต " เท่านั้น ไม่ใช่ภาวะ "ปัจจุบัน" ที่พร้อมด้วย "ความจริง" ซึ่งทุกวันนี้ ชาวพุทธ หรือแม้แต่ประชาชนคนในโลก ที่สดับตรับฟังความเป็นศาสนาพุทธ ก็พาลพากันหลงผิดไปทั่วถ้วนกันแล้วว่า ศาสานพุทธนั้น ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เป็นแนวทางที่จะพาบรรลุนิพพาน ถูกต้องตามแนวการศึกษาของพุทธ และการทำสมาธิ หรือการศึกษาที่ทำให้เกิด " อธิจิตสิกขา " ถึงนิโรธนิพพาน ก็ต้องด้วยการหลับตาเข้าไปปฏิบัติอยู่ในภวังค์ เจ้าชายสิทธัตถะก็ออกป่าตั้ง 6 ปี ก็ปฏิบัติสมาธิด้วยวิธี " หลับตา " สะกดจิต เป็น " เจโตสมาธิ " มาตลอด ตั้งแต่ทรงพระเยาว์โน่นเลย มาจนทรงออกผนวช จึงอยู่แต่กับภาวะ " อดีตกับอนาคต " ดังนั้น เจ้าชายสิทธัตถะไม่ได้ "บรรลุพุทธธรรม" ใดๆ เลย บรรลุแต่ "ธรรม" ที่สามัญทั่วไปเขาบรรลุ ไม่ว่า " ศีล สมาธิ ปัญญา นิโรธ " แบบใดๆ ท่านทรงปฏิบัติได้หมด เก่งกว่าเขาด้วย แต่กระนั้นเจ้าชายสิทธัตถะก็ยังไม่ได้ "บรรลุพุทธธรรม" ใดๆ เลย ด้วยการออกไปปฏิบัติในป่า และการนั่งหลับตาปฏิบัติ
( 115 ) ด้วยปรารถนาดี จริงใจ ต้องขออภัยกันอีกแหละ ที่อาตมาเน้นอยู่ในประเด็น “ หลับตา " ปฏิบัติ หรือ " ลืมตา " ปฏิบัติ หรืออกป่า พูดซ้ำย้ำ วนเวียนไปมาแล้วๆ เล่าๆ นี้ จนน่าเบื่อ และพยายามนำเอาหลักฐานจากพระไตรปิฎก สารพัดมาอ้างอิง ยืนยัน ก็เพราะศาสนาพุทธทุกวันนี้ ได้หลงผิด ว่า การปฏิบัติธรรมขั้น " สมาธิ " ขั้น " ฌาน " นั้น จะต้องหลับตาเข้าไปสะกดจิตกันให้เป็น " เอกัคคตาจิต " อยู่ในภายใน แล้วจึงจะบรรลุ " นิพพาน " กันเกือบทั้งประเทศ และเผยแพร่มิจฉาทิฏฐินี้ออกไปเต็มโลกแล้ว ซึ่งมันไม่เป็น " สัมมาสมาธิ " ที่เป็น " อาริยะ " ไม่เป็น "โลกุตระ" เลย ไม่ตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสใน " มหาจัตตารีสกสูตร " (พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 252 - 281 ) เป็นต้น และไม่ตรงตามพระอนุสาสนีทั้งหลายจริงๆ ตรวจสอบกันดีๆ อย่ามีอคติ ตั้งใจตรวจสอบดูเถิด เมื่อมันไม่ตรงตามคำสอนของพระบรมศาสดา แล้วมันจะบรรลุ " นิพพาน " กันได้ย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive