580908_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๑๗.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข18 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

580908_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู ราชธานีอโศก ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 17

พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 8 กันยายน 2558 ที่ราชธานีอโศก ก่อนจะได้พูดรายละเอียดก็จะได้อ่าน sms _ 0837277xxx โอ!ธรรมนี้เป ็ นของเก่าธรรมนี้น่าฟังนักธรรมนี้ลึกซึ้งนักธรรมรู้ได้ยากแต่เราก ็ รู้ได้ ด้วยโยนิโสฯหนอ! _ 0893867xxx เวลาศึกษาธรรมผู้น้อยเชื่อในธรรมปฏิบัติตามพ่อครูฯ แต่เวลาไปวัดอื่นตนต้องรักษาวัฒนธรรมทำตามประเพณีไทยที่ปู่ย่าตายาย ปฏิบัติกันมา _ 0837277xxx จะให้เขาทำอะไรได้ในเมื่อเขาติดนั่งหลับตาเสียแล้ว (รุ่นมืออาชีพซะด้วย) _ 0893867xxx รู้กามคุณ 5 คือมีรูปะรู้ด้วย จักขุ,มีสัทธะรู้ด้วยโสตะ, มีคันธะรู้ด้วยฆานะ,มีรสะรู้ ด้วยชิวหา,มีโผฏฐัพพะรู้ ด้วยกาย! _ 0897146xxx จิตวิญญาณนี่เป็นนามธรรมละเอียดยิ่งกว่าอวกาศสายเจโตทำไมถึงแยกไม่ออกหรือว่าผมบารมีสูงกว่าเขา _ 0845481xxx ถัาเราเป็นนักตรรกะพูดไปตามความคิดแต่ยังไม่มีสภาวะรองรับถือว่าเราไม่ได้อยู่กับปัจจุบันใช่หรือไม่คะ พ่อครูว่า… ก็เขาอยู่กับปัจจุบันที่ไม่มีสภาวะ จึงตรรกะไปได้เรื่อยเยอะแยะ ไม่อยู่กับร่องกับรอยไง

_ 0837277xxx คนที่พูดไปแล้วเมื่อยฟรีๆ (1) คนโง่แบบสุดๆ (2) คนที่หัวดื้อแบบสุดๆ (3) คนที่ยึดแบบสุดๆ (4) คนที่รู้ดีแล้วแต่ไม่ยอมปฏิบัติเลย พ่อครูว่า… อาตมาไม่เมื่อยฟรีหรอก อยู่ที่นี่และทางบ้านด้วย หลายคนอาจแอบฟังข้างเข้าพระสิเนรุ พระพุทธเจ้าท่านไม่เอื้อพระสารีบุตร แต่ท่านเอื้อพระอานนท์ ท่านก็ต้องแอบลอบฟังเอา

_ 0812636xxx พ่อครูไม่ต้องเน้นหรือกระแทกเสียงจะได้ไม่ไอเทศน์เรียบๆ ฟังนิ่มๆครับ ถ้าพ่อครูเร่งความถี่เมื่อใดฟคุณไอจะเล่นงานเมื่อนั้นครับอยากให้พ่อครูอยู่เกิน 151 ปีเป็นที่พึ่งของผู้มีธุลีในดวงตาน้อ

อ่านต่อ

ย _ 0893867xxx ไม่เข้าไปถือมั่นในอุปาทานฤาอัตตาคืออนุเปตา! ไม่ยึด มั่นในอุปาทานฤาอัตตาคืออนุปาทินนา! 0812636xxx ไม่ว่าชาดกเรื่องใดๆ ก็มีแต่บอกว่าเมื่อพระองค์เทศน์จบเหล่าสาวกเท่านั้นเท่านี้ บรรลุธรรมขั้นนั้นขั้นนี้บ้าง(โสดา สกิทา อนาคา อาหันต์)ยังไม่เจอว่ารูปนั้นรูปนี้นั่งสมาธิมาแล้วเวลาเท่านั้นเท่านี้ได้บรรลุธรรม ขั้นนั้น ขั้นนี้ แม้แต่โกณฑัณญก็ยังบรรลุธรรมเพราะฟังธรรม _ 0810794xxx พ่อครูสอนให้เราเป็นคนดี _ 0893867xxx ที่ยังชีวิตต้องอาศัยขันธ์5 ยังต้องยึดอาทานอยู่ต้องยึดอย่างสมาทานไม่ยึดอย่าง อุปาทานคือ ผู้ทำลายขีณาสวะของตนได้เป็นพระอรหันต์ได้ใช่ไหม?

อ้าวทีนี้มาเข้าเรื่อง

( 91 ) " การดับ " ของ " ธรรม " คือ " การดับของอัตตาและโลก " การเกิดหรือการดับของ " ธรรม " ใน " ปรมัตถธรรม " นั้น หมายถึง " การเกิด การดับของจิต เจตสิก รูป (ภาวะเกี่ยวกับจิตที่ถูกรู้) จึงจะมีภาวะของ " นิพพาน " ขึ้นมาได้ หรืออย่างน้อยก็ " นิโรธ " คือมีภาวะของ " การดับทุกขอริยสัจ " โดยผู้ปฏิบัติ " เห็น " (ปัสสติ) ภาวะของ " เหตุ " (กิเลส=อกุศลจิต=บาป) นั้น " ดับ " อยู่ ถ้ามันอาการมากไป เราก็จะสู้ไม่ไหว ก็ต้องพรากก่อน ตัดก่อน แต่ถ้าไหวก็เรียนรู้มันได้ ให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของมัน เห็นการเกิดดับ ที่ไม่ใช่อย่างตรรกะ แต่เป็นของจริงเลย เป็นไตรลักษณ์ที่ไม่ใช่แค่สามัญลักษณ์ แต่เป็น ปัจจัตตลักษณ์ เห็นอกุศลจิตมันดับไปปัจจุบันเลย และภาวะที่ " ดับ " สิ้นไปจาก " อวิชชา " ของตน ก็คือ อัตตา และโลก นี้แล มิใช่อื่นเลย ที่เราหลงมันว่าเป็น " ธรรม " ให้มัน " ทรงอยู่ " ในตน เพราะเราได้ " ทำใจในใจ " (มนสิกโรติ) ของเราอยู่ๆ และทำให้ " สมุทัยอริยสัจ " นั้น " ดับ " ไปได้จริงๆ ในขณะที่มีภาวะจริง ปรากฏอยู่หลัดๆ ใน " ปัจจุบัน " นั้นๆ ทีเดียว ภาวะจริงนี้ ก็คือ ภาวะของ " อัตตาและโลก " ที่มีผู้รู้ หรืออาจารย์บางพวกบางคน ผิวเผินหลงผิดไปว่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนเรื่อง " อัตตา " เรื่อง " โลก " เพราะไปเห็นคำตรัสบางช่วงบางตอนของพระพุทธเจ้าท่านทรงปฏิเสธ ว่า ท่านยังไม่ทรงอธิบาย หรือไม่พยากรณ์ก่อน ในตอนนั้น ท่านทรงสอนเรื่องอื่น อันควร สำคัญก่อนในกาละนั้นๆ แต่ผู้หลงผิดเข้าใจไปว่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนเรื่อง " อัตตา " เรื่อง " โลก " หรือบางผู้บางคน บางอาจารย์นั้น หลงผิดจัดหนักไปเลยว่า " อัตตา " ไม่มีในโลก เพราะ " อัตตา " ไม่ใช่ " อัตตา " โดยไปยึดเอาคำสอนมายึดผิดๆ สุดโต่งไปเลยว ่า เป็น " อนัตตา " (ไม่ใช่อัตตา) แล้วก็ไม่ยอมศึกษาว่า " อัตตา " คือ ตัวเองนี่แหละคือ " อัตตา " ตัวร้าย ที่ก่อร้ายในโลก แท้จริงแล้ว เรื่อง " อัตตา " นี้เอง ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ เป็นการค้นพบ " ความจริง " อันยิ่งใหญ่ของโลก ยิ่งใหญ่กว่า ไอน์สไตน์ค้นพบพลังงานนิวเคลียร์หลายเท่านัก คนเราทุกคนตกอยู่ใต้ " อำนาจยิ่งใหญ่ " (อธิปไตย) ในความเป็น " อัตตา " และในความเป็น " โลก " นี่เองแหละ ที่ต้องมี " นิยาย " แสนสุขเหลือล้น ทุกข์ทนสาหัสเหลือหลาย หรือแสนร้ายสุดแสบ แสนดีแบบวิเศษยิ่ง ที่มนุษย์ทั้งปวงในโลกเผชิญกันอยู่ สุขมากสุขน้อย ทุกข์มากทุกข์น้อยกัน มีโทษมากมีโทษน้อย มีคุณมากมีคุณน้อย ก็เพราะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น " อัตตา " กับความเป็น " โลก " นี่แหละ

( 92 ) " ปัจจุบัน " หมายถึงตรงไหน? ประกอบไปด้วยอะไร? " ธรรมะ " ที่ชื่อว่า อัตตา และโลก นี้แหละที่มี " อำนาจร้ายยิ่ง หรืออำนาจดีวิเศษยิ่ง " ในชีวิตของคน พระพุทธเจ้าทรงสอน " อำนาจยิ่งใหญ่ " นี้ โดยแบ่งไว้ชัดเจน มี 3 อำนา จ ใหญ่ ที่มนุษย์รู้ยิ่งเห็นจริงแล้ว จะจบทุกอย่าง คือ โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ธรรมาธิปไตย ผู้จบทุกอย่างสำหรับตนก็คือ อรหันต์ ผู้บรรลุนิพพานนั่นเอง ผู้จบแล้วนี้คือ ผู้รู้แจ้งโลกรู้แจ้งอัตตา แล้วจะเป็นผู้ช่วยโลกบริสุทธิ์ใจที่สุดด้วย นั่นก็คือ ผู้รู้แจ้ง " ธรรม " และธรรมที่จะต้องรู้จักรู้แจ้งนรู้จริง ก็คือ อัตตา กับ โลก นี่แหละ ซึ่ง " ธรรม " ใน " ปรมัตถธรรม " ขั้นที่มุ่งหมายให้บรรลุนิพพานนั้น ก็ต้องเป็นเรื่องของ " จิต เจตสิก รูปนิพพาน " เป็นอื่นไปไม่ได้ และต้องเป็น " ความจริง " ที่ชื่อว่า " ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ " ด้วย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน " ทิฏฐิ 62" (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 50 และ ข้อ 87 ) ซึ่งมีความซับซ้อนที่ลึกซึ้งอยู่หลายนัย สำหรับคำตรัสนี้ คือ จะปฏิบัติได้ " นิพพาน " ก็ต้องเป็น " ธรรม " ใน " ปัจจุบัน " เท่านั้น ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่บาลีก็ยืนยันอยู่ชัดๆ โต้งๆ ว่า " ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ " ...นั่นไง " ทิฏฐธรรม " นั้นแปลว่า ผู้มีธรรมอันเห็นแล้ว,ธรรมที่เป็นปัจจุบัน คือ ปัจจุบันชาติ ซึ่งหมายถึง ภาวะที่เกิดในขณะปัจจุบัน แม้จะหมายเอาว่า ในโลกนี้ ไม่ใช่โลกหน้าและไม่ใช่โลกอดีต ก็ต้องเข้าใจว่า เป็นภาวะที่ตรงกันข้ามกับภาวะที่เป็น " สัมปรายิกะ " จึงไม่หมายถึงภาวะในอนาคต หรือในโอกาสภายหน้าแน่ ๆ " นิพพาน " นั้นก็ต้องเป็นภาวะที่สัมผัสอยู่หลัดๆ โทนโท่ ในปัจจุบันนั้นๆ ทีเดียวนั่นเอง " นิพพาน " จึงมีใน " ปัจจุบัน " เท่านั้น ในที่อื่นที่ไหนก็ไม่มี " ทิฏฐกาล " ก็หมายถึง ในเวลากาละที่ " เห็น " อยู่โทนโท่หลัดๆ " ทิฏฐะ " หมายถึง ได้เห็น " สุตะ " หมายถึง ได้ยิน " มุตะ " หมายถึง ได้รู้สึกด้วยกลิ่น, รส รู้จริงได้ด้วยสัมผัส " นิพพาน " จึงเกิดได้ในขณะมี " สัมผัส 6" เป็นปัจจัยให้รู้จักรู้จริง " นิพพาน " จึงไม่ใช่ตรรกะ แต่เกิดขณะมี " อายตนะ 6" ครบ พร้อมใน " ปัจจุบัน " นั้นทีเดียว อายตนะไม่มี หากไม่มีการสัมผัสระหว่าง ตากับรูป หูกับเสียงฯ แล้วอายตนะไม่ตั้งอยู่ เกิดตอนเชื่อมต่อเท่านัั้นก็ดับไป ไม่ตั้งอยู่ในที่ใดๆ

( 93 ) " กาย " นี้แหละสำคัญนัก ที่ต้องสัมมาทิฏฐิให้ได้ การได้เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู ได้กลิ่นด้วยจมูก ได้รสด้วยลิ้น ได้สัมผัสทั้งภายนอกด้วย " รูป " (สิ่งที่ถูกรู้) ทั้งสัมผัสภายในด้วย " นาม " (ธาตุรู้ที่ทำหน้าที่รู้ได้) จึงชื่อว่า " กาย " อธิวจนะ (คำเรียกชื่อ) ของภาวะที่สัมผัสจากภายนอกด้วยก็คือ " รูปกาย " และอธิวจนะ (คำเรียกชื่อ) ของภาวะที่สัมผัสกันอยู่ภายในก็คือ " นามกาย " " กาย " ทั้ง 2 นี้ เมื่อมี " อาการ " จึงจะเห็น " นิมิต " ต่างๆ " นิมิต " นี้ คือ เครื่องหมายที่เรากำนดหมายให้แก่ตนเพื่อรู้ โดยกำหนดลงไปที่ภาวะเราสัมผัสอยู่นั้นๆ เครื่องหมายที่เรากำหนดรู้เอาได้นี่แหละ คือ นิมิต คำว่า " นิมิต " ในที่นี้จึงไม่ใช่การเนรมิต หรือการบันดาลอะไร หรือการสร้างอะไรขึ้นมาได้อย่างเก่งลึกลับ อย่าหลงผิดกันก็แล้วกัน " นิมิต " นี้เป็น " อาการ " ของ " รูปกายหรือนามกาย " ที่เกิดขึ้นมาจากการ " สัมผัส " กันของ " ธรรม 2" (เทฺว ธัมมา) ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมจะ " เห็น " (ปัสสติ) " กาย " ของ " รูป " และ " เห็น " (ปัสสติ) " กาย " ของ " นาม " " รูปกาย " ต้องเรียนรู้เป็น " ขั้นต้น " ไปตามลำดับ จึงจะถูกต้องตามแบบฉบับขอ ง พุทธ เพราะเป็นขั้นโอฬาริกอัตตา ขั้นหยาบ ต้องมีพร้อมการสัมผัสภายนอก คือ กามาวจร จึงจะเกิด " จิต เจตสิก รูป นิพพาน " ให้เรา " เห็น " ซึ่งจะ " เห็น " ทั้ง " ความเกิด ความดับ " ของภาวะทั้งหลาย ที่สำคัญอย่างยิ่งก็ " เห็นความเกิด เห็นความดับ " ของ " นามธรรม " อันเป็น " ความสุข ความทุกข์ " เป็น " กุศลจิต อกุศลจิต " ได้โต้งๆ ทั้งหมดนั้น ต้องมีวิญญา ณ (ที่รู้สึกทางใจ) มาประกอบ มารวมเข้าด้วยเสมอ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์อย่างบริบูรณ์ของสิ่งที่ประกอบทั้งหลาย ด้วยวิถีทางทุกประการของ " ปชานาติ " (รู้ชัด,ค้นพบ,หยั่งรู้,เห็นความแตกต่างตามความเป็นจริง) ปฏิญญาต (อัน..รู้เฉพาะแล้ว) ไม่เช่นนั้น ไม่ครบครันบริบูรณ์จนสามารถสรุป " ความจริง " ได้

( 94 ) " ความจริง " ต้องสัมผัสได้ในปัจจุบันทั้งสวรรค์,นิพพาน ดังนั้น " ทิฏฐธรรม " จึงหมายถึง รู้,เข้าใจ,ได้เห็นชัดเจน ด้วยภาวะที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงอยู่หลัดๆ ใน " ธรรม " นั้นๆ ซึ่งต้องเป็นปัจจุบัน " ทิฏฐธรรมนิพพาน " ก็หมายถึง ได้เห็นธรรมถึงขั้นนิพพานในปัจจุบันนั้นชัดเจนหลัดๆ กันทีเดียว จึงจะเป็นการยืนยัน " ความจริง " ไม่ใช่มีแต่ " ฝัน " (ไม่ใช้คำว่า ความฝัน เพราะไม่มีจริง) มีแต่ลอยลม มีแต่วิมาน มีแต่อยู่ในอนาคต ต้องเป็นภาวะที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงอยู่หลัดๆ กระทบสัมผัสภาวะนั้นๆ อยู่โทนโท่ โต้งๆ เป็นปัจจุบันนั้นๆ มีภาวะนั้นยืนยันแท้ๆ จึงจะชื่อว่า ปรมัตถสัจจะ คือ ความจริงอันสูงสุดมีจริงเป็นจริง ปรากฏอยู่จริง เป็นไปได้จริง ได้รับผลนั้นจริง อยู่เป็นปัจจุบันนี้ ไม่ว่า ทิฏฐาภินิพพานก็ดี ก็บรรลุนิพพานในปัจจุบันนี้ อันไม่ใช่สัมปรายิกภพ ; ทิฏฐสุขวิหารก็ดี ก็บรรลุความเป็นสุขในปัจจุบันนี้ อันไม่ใช่สัมปรายิกภพ ; ทิฏฐเวทนียะก็ดี ก็บรรลุผลเสวยผลในปัจจุบันนี้ อันไม่ใช่สัมปรายิกภพ ; ทิฏฐปัตตะก็ดี ก็เป็นผู้บรรลุผลเข้าถึงผลในปัจจุบันนี้ อันไม่ใช่สัมปรายิกภพ ทิฏฐกาละ (เวลาที่เห็นนิพพาน) ล้วนคือ ภาวะในปัจจุบันนี้ อันไม่ใช่สัมปรายิกภพ ทั้งนั้น สรุปแล้ว " ทิฏฐ " นั้นเน้น " ปัจจุบัน " และ เน้น " เห็น " ด้วยสัมผัสภาวะนั้นๆอยู่โต้งๆ ในขณะที่มี " รูป,เสียง,กลิ่น,รส,สัมผัสกาย ใจ " อยู่ ไม่ว่า จะเป็น " นรกสวรรค์ " หรือแม้ที่สุด " นิพพาน " จึงจะเรียกว่า " ความจริง " ไม่ใช่เอาแต่ " ฝัน " เพ้อพกอยู่กับได้แต่รู้ แต่คิด

( 95 ) " นิพพาน " ของพุทธต้องมี " ตานอก " เป็นองค์ประกอบ ประเด็นที่ 1 ผู้ " มิจฉาทิฏฐิ " คือผู้เข้าใจผิดไปว่า ในความเป็น " นิพพานในปัจจุบัน " (ทิฏฐธรรมนิพพาน) เพียงแต่การรู้ได้ด้วย " การกำหนดรู้ " (สัญญา) อยู่ในภวังค์ (ในภพภายใน) ขณะนั้นเท่านั้น ซึ่งการกำหนดรู้แค่ใช้ " สัญญา " นี้ ก็เป็น " ปัจจุบัน " เหมือนกันนะ " ปัจจุบัน " แบบนี้นั้น มันก็ใช่ " ปัจจุบัน " อยู่หรอก แต่เป็นปัจจุบันที่มีองค์ประกอบไม่ครบครัน ยืนยันไม่ได้ ว่า ที่ผู้เอาแต่ " รู้ได้ด้วยสัญญาภายในของตนคนเดียว " นั้น มันเป็นแค่ " ฝัน " เอา หรือระลึกเอาจาก " อดีต " มารู้ ไม่มีใครเห็นด้วย หรือเป็นแค่อนาคต ที่ " ฝัน " เพ้อขึ้นมาใหม่ มันยืนยัน " ความจริง " ไม่ได้ ...เห็นมั้ย? มันจึงต้องมี " ตานอก " ที่สัมผัสภายนอกด้วย ซึ่งยืนยันกันได้โต้งๆ จึงต้องพ้นภาวะ " อดีตหรืออนาคต " เป็นภาวะ " ปัจจุบัน " เท่านั้น " นิพพาน " ในศาสนาพุทธ ต้องเป็น " ความจริง " กันปานฉะนี้ ดังนั้น การหลับตาเข้าไปเห็นสวรรค์ นรก เห็นสัตว์ เห็นคนนั้นคนนี้ก็ดี เห็นสารพัดใดๆ ก็ดี ล้วนเป็นภาวะที่เห็นอย่างลึกลับ ยังยืนยันไม่ได้ว่า เป็น " ความจริง " กันแท้ ที่เป็น " เอหิปัสสิโก " กล่าวคือผู้อื่นก็สามารถร่วม " รู้ " ได้ด้วย เมื่อมีเหตุปัจจัยเพียงพอ แต่นี่ตนเอง " เห็น " อยู่คนเดียวลึกลับ ตนก็หลับตาเห็นอีกด้วย ไม่มีภายนอกส่วนใดยืนยันอะไรเลย มันก็ไม่มีอะไรให้คนอื่นร่วมรู้ได้ แม้ผู้ปฏิบัตินั้นจะเชื่อว่าตนบรรลุ " นิโรธ " หรือ " นิพพาน " อันหมายถึง " ความดับ " ก็ตาม ก็เป็น " นิพพานเก๊ " กันเท่านั้น ซึ่งทุกวันนี้ เชื่อกันอย่างนี้ มีแต่ " นิพพานเก๊ " แบบนี้กัน เพราะไปบรรลุ " นิพพาน " กันอยู่แต่ในภาวะที่ไม่มีองค์ประกอบ " ตานอก " ของตน ซึ่งคนอื่นจะยืนยันกับเหตุปัจจัยที่เป็นภาวะไม่มีภายนอกยืนยันนั้น มันก็ไม่มีภาวะใดเชื่อมกับคนอื่นร่วมรู้ได้เลย อย่างน้อยมันต้องมี " ภายนอก " ที่ร่วมสัมผัสกันพอรู้พอเห็นบ้าง

( 96 ) " นิพพาน " ของพุทธต้อง " ดับคาตา " เป็นองค์ประกอบ ถ้ายังไม่ " เห็นกิเลสดับ " ลงไป " คาตา " หลัดๆ และเห็น " อาการของความดับ " อยู่อย่าง " แจ้ง " (สัจฉิ) ณ บัดเดี๋ยวนั้น โดยมีภาวะลืมตาและสัมผัส " เหตุ " แห่งทุกข์ หรือ " เหตุ " แห่งสวรรค์นั้นๆ ครบพร้อมความเป็น " กาย " คือ มีทั้ง " รูป " และมีทั้ง " นาม " ประกอบอยู่พร้อม สิ่งร่วมรู้กับผู้อื่นแม้จะเป็นแค่ " รูป " ที่เป็นองค์ประกอบของ " กาย " ภายนอก ที่ผู้อื่นก็สามารถร่วมสัมผัสได้ ก็ยังมีหลักฐานส่วนหนึ่ง อธิบายขยายความให้เห็นชัดอีกที เช่น หลับตาเข้าไปใน " ภวังค์ " มีความรับรู้อยู่แต่ในภาวะภายในเท่านั้น คุณก็รู้อยู่คนเดียว ดังนั้น ในขณะเช่นนี้ ผู้นี้ก็มีแต่ " สัญญา " กำหนดรู้ ซึ่งไม่มีภายนอก ก็ไม่มีภายนอกให้คนอื่นสัมผัสด้วย ภายนอกเป็น " ภาวะปัจจุบัน " ให้ผู้อื่นร่วมรู้ไม่มี คุณก็รู้ของคุณอยู่คนเดียว จะเป็น " ปัจจุบัน " จริง หรืองมอยู่แต่ " ภาวะอดีตและภาวะอนาคต " เท่านั้น ใครก็ไม่รู้ได้ด้วย คนที่มีนิพพานจริง ก็ระลึกถึงนิพพานที่ได้ ได้อย่าง เช่นพระพุทธเจ้าท่านดึงของเก่ามารู้มาเห็น ท่านก็เห็นของท่านหมด ก็ท่านมีของจริงของท่าน หรือใครก็ตามที่มีของจริงมาแล้ว ไม่ต้องเป็น สยัมภู ก็ดึงมารู้ได้ ในสัญญาของเราเอง อย่างนี้คุณมีสิทธิ์ แต่ถ้าคุณไม่มีของจริง จะดึงมาจากไหน? ซึ่งผู้มีภายนอกกำหนดรู้อยู่นั้น ภายในของเขาขณะนั้นเขาก็กำหนดรู้ได้ด้วยนะ ส่วนคนอื่นก็ไม่รู้ภายในของเขาหรอก แต่ถ้าเรามีภายนอก สัมผัสอยู่โทนโท่ร่วมรู้กันได้ ทั้งเราทั้งผู้อื่นยืนยันกัน มันก็ยืนยันว่ามันมีสิ่งหนึ่งที่คนอื่นร่วมรับรู้ ร่วมมีเครื่องยืนยันขึ้นมาแล้ว อย่างน้อยก็เพื่อจะได้พิสูจน์กันต่อไป กับสิ่งภายนอกสิ่งนี้แหละเป็นหลักฐาน แล้วจะได้ใช้เป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไป ดังนั้น ถ้าใครไปหลงว่า " นิพพาน " ที่ตนได้บรรลุ จะเอาแต่ขณะที่อยู่ในภายใน พระพุทธเจ้าจึงถือเป็น " มิจฉาทิฏฐิ " เพราะไม่มี " ภาวะปัจจุบัน " ที่มีของแท้ ไม่มีสิ่งนั้นจริงๆ สัมผัสแตะต้องอยู่แท้ๆ อยู่ยืนยันได้หลัดๆ โต้งๆ เมื่อมีแต่ " รู้อยู่แค่ภายใน " ไม่มี " ภายนอก " ครบพร้อมด้วย ยืนยัน " ความจริง " ก็ยังไม่เป็น " ทิฏฐธรรมนิพพาน " กว่าอาตมาจะประกาศอรหันต์ ก็ต้องให้มีฐานรับรู้ ต้องมีโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ มากๆ ก็ต้องมีคุณสมบัติถึงอรหันต์บ้าง มันเป็นนามธรรม เมื่อมาเป็นองค์รวมจะมีราศี รังสีที่เป็นพฤติกรรมที่เป็นนามธรรม มันจะมีทั้งคุณลักษณ์ที่เป็นทั้ง ปริมาณและคุณภาพของมัน แม้เป็นนามธรรม กว่าอาตมาจะกล่าวอันนี้ ก็ค่อยพูดค่อยประกาศ ต้องอาศัยส ิ่ งปรากฎยืนยัน พอประกาศไปแล้วก็เงียบ ถ้าคุณเป็นอรหัตผลจริง กายวาจาก็จะมีราศี รังสีแสดงออก แต่ถ้าคุณไม่ใช่อรหันต์จริง พฤติกรรมกายวาจาของคุณก็ไม่ใช่อรหันต์จริง ผู้เป็นอรหันต์ แม้ไม่บอกไม่พูดคนก็รับรังสี ราศีได้ แต่ถ้าไม่มีราศี รังสีก็ไม่ใช่อรหัตผล แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไร แล้วสอนกันว่า เป็นอรหันต์ก็ไม่ให้ประกาศ แม้คนเป็นอรหันต์เก๊ก็ไม่ประกาศอีก แล้วของเก๊นี่ขี้มักจะเก๊ก แสดงออกให้ดูเป็นอรหันต์ดูเก๋เท่กว่าต้องตากว่าอรหันต์จริง นางงามขึ้นเวทีนี่ต้องตากว่าคนงา ม ในสวนในป่า ผู้มี " ทิฏฐิ " คือมี ความเห็นว่านิพพานจะได้ก็ต้องหลับตาเข้าไป ทำเอาจึงจะได้ จึงเป็น " ผู้มิจฉาทิฏฐิ " แล้วชัดๆ ในประเด็นแรก พระพุทธเจ้าจึงจัดผู้มี " ทิฏฐิ " เช่นนี้ อยู่ใน " อนาคต " (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 87 ) [ 87 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เป็น " ผู้จมอยู่ในอนาคต " หมายความว่า เป็นผู้จมอยู่กับภาวะลมๆ แล้งๆ ในสิ่งที่ไม่มี ยังไม่เกิด มีแต่ความเพ้อฝันอันคือ " อนาคต " นั่นเอง ไม่มี " ความจริง " หลัดๆ จึงเป็นมิจฉาทิฏฐิ 1 ใน 44 ไม่ใช่ปัจจุบันที่สัมผัสด้วย " ตา หู จมูก ลิ้น กาย " ได้หลัดๆ ในบัดนี้ มันมีแต่ภาวะแค่ " ฝัน " แม้ปัจจุบันขณะนั้นก็ " ฝัน " ไม่ใช่ " ความจริง "

( 97 ) มี " ตานอก " แต่ยัง " มิจฉาทิฏฐิ " ในความเป็น " กาย " ส่วนประเด็นที่ 2 นั้นหมายถึง ผู้ " มิจฉาทิฏฐิ " ที่ไม่ใช่หลับตาเข้าไปปฏิบัติได้นิพพานในภวังค์ แต่ลืมตาปฏิบัติแล้ว ประกอบด้วย " มรรคองค์ 7 องค์ " คือ มี " กรรม " ทุกอย่าง ทั้งกรรมที่เป็นอาชีพ (อาชีวะ) กรรมทั้งหมดทั้งหลาย (กัมมันตะ) กรรมที่เป็นคำพูด (วาจา) กรรมที่เป็น " การคิดนึก" (สังกัปปะ) เพื่อสร้าง " เอกัคคตาจิต " ชื่อว่า " สัมมาสมาธิ " ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน " พระไตรปิฎก " เล่ม 14 ข้อ 252 ถึง 281 แล้ว ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่ใช่ " สมาธิ " ที่หลับตาเข้าไปอยู่แต่ภายในแล้ว ถูกต้องขั้นหนึ่ง ถือว่า " สัมมาทิฏฐิ " ขั้นหนึ่ง คือต้องทำ " สมาธิ " ในขณะปฏิบัติด้วย " องค์มรรค 7 องค์ " ดังที่กล่าว ก็ปฏิบัติอย่างนั้นแล้ว สามารถปฏิบัติมีภายนอกร่วมด้วยเป็น " ปัจจุบัน " แล้ว " ทิฏฐธรรม " ที่หมายถึง " ปัจจุบัน " นั้นถูกต้องแล้ว ไม่ได้หลับตาเข้าไปจมอยู่ในภวังค์มีแต่ " อดีตกับอนาคต " หรือหลงผิดจมอยู่กับ " อนาคต " ที่เป็นภาวะลมๆแล้งๆ ในสิ่งที่ไม่มี ยังไม่เกิด มีแต่ความเพ้อฝันอันคือ " อนาคต " นั้นแล้ว แต่ส่วน " ทิฏฐธรรม " ในประเด็นที่หมายถึง " เห็น " (ปัสสติ) โดยมีภาวะสัมผัสทั้งภายนอกด้วยภายในด้วย ในส่วนนี้ยัง " มิจฉาทิฏฐิ " อยู่ กล่าวคือ ยังเข้าใจ " สัมมาทิฏฐิ 10" ยังไม่ได้เป็นต้น จึงปฏิบัติทั้งทาน ทั้งศีล ทั้งกรรมต่างๆ ล้วนไม่มีมรรคผลเป็น " โลกุตรธรรม " หรือยัง " ทำใจในใจ " (มนสิกโรติ) ไม่เป็น ยังไม่รู้จักว่า " กาย " เป็นอย่างไร " เวทนา " เป็นอย่างไร " จิต " เป็นอย่างไร " ธรรม " เป็นอย่างไร ชัดเจนถ่องแท้ กระทั่งปฏิบัติแล้วอ่าน " กายเวทนา จิต ธรรม " ได้ แยกแยะ " กายกับจิต " เป็น จัดการ (อภิสังขาร) ใจในใจเป็น ยังแยก " กาย " แยก " จิต " ยังไม่เป็น จึงยังไม่สัมมาทิฏฐิบริบูรณ์ สัมมาทิฏฐิได้ส่วนหนึ่ง แต่ยังมีมิจฉาทิฏฐิอยู่อีกส่วนหนึ่ง

( 98 ) รู้ " กาย " ได้แต่ " ดับเหตุ " ที่จะมี " กาม " มี " ฌาน " ไม่ได้ หรือยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น " กา ม" ยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น " ฌาน " ถูกต้องถ่องแท้เพียงพอ จึงปฏิบัติลดละกิเลส กำจัดกิเลสในขณะสัมผัสด้วย "ทวาร 5" ยังไม่เป็น ยัง " เห็น " (ปัสสติ) ตัวตนของกิเลสยังไม่ได้ ยัง " เห็น " (ปัสสติ) แม้แค่กายของตน คือ " สักกาย " ยังไม่สำเร็จ จึงไม่เป็นโลกุตรธรรม แม้ข้อที่ 1 ยังไม่ " พ้นสักกายทิฏฐิ " แม้แต่สังโยชน์ข้อที่ 1 จึงปฏิบัติธรรมใน " ปัจจุบัน " (ทิฏฐธรรม) แล้ว แต่ยังไม่ " เห็น " นิพพาน ที่ปัจจุบันก็มีการสัมผัสสัมพันธ์อยู่พร้อมทั้ง 5 ทวาร ลืมตาเห็น " รูป,เสียง,กลิ่น,รส,สัมผัสภายนอกและภายใน " เพราะวิปัสสนาญาณหรือวิชชาข้อที่ 1 ที่ " เห็น " (ปัสสติ) หลัดๆ โต้งๆ ในความเป็น " กาย เวทนา จิตธรรม " ยังไม่สัมมาทิฏฐิเพียงพอ ไม่บริบูรณ์ เห็นไหมว่า แม้จะสัมมาทิฏฐิแล้วปานฉะนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะปฏิบัติแล้วได้บรรล ุ " นิพพาน " กันง่ายๆ " ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5" ที่พระพุทธเจ้าตรัส ไม่ว่าจะเป็น " กามคุณ 5" นี้ 1 หรือ " ฌาน 1 - 2 - 3 - 4" นี้อีก 4 รวมเป็น 5 นี้แหละที่จะต้อง " สัมมาทิฏฐิ " ให้ได้ จึงจะทั้งเป็น " ปัจจุบัน " และทั้ง " เห็น " ได้ แม้จะรู้ " กาย " ได้แต่ " ดับเหตุ " ที่จะมี " กาม " และ " ดับเหตุ " ที่จะมี " ฌาน " ในขณะที่อยู่ใน " กามาวจร " อันเป็น " ปัจจุบัน" ไม่ได้ ก็ไม่สามารถบรรลุ " นิพพาน " บริบูรณ์แน่นอน

จบ...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน