580909_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๑๘.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.26 MB
วันที่แก้ไข18 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

580909_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู ราชธานีอโศก ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 18

พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 9 ก ันยายน 2558 ที่ ราชธานีอโศก เรามีหน้าที่เรียน ตราบใดที่เรายังไม่จบการศึกษาคือไม่เป็นอรหันต์ คนเราก็แม้ว่าฟังแล้วไม่ได้เอาไปอบรมฝึกฝน ก็ดูเหมือนมีตัวเป็นได้เลย ออกมาได้เลยเป็นไปทันทีเลย เหมือนเด็ก ตั้งแต่เกิดมานี่นะ เขาก็รับคำบอกจากพ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่าตายาย ตั้งแต่เขาไม่รู้เรื่องเลย พูดโดยไม่ได้ระวังเลย นึกว่าเขาไม่รู้เรื่อง แต่เด็กเขารู้ทุกคำความนะ ที่ได้ฟัง ยิ่งตอนเด็กๆ พ่อแม่นึกว่าเขาไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ระวัง ก็บันทึกไป พอถึงเวลาใช้อวัยวะพูดได้มันก็พูดได้หมด แต่จะเข้าใจสมมุตินั้นๆ ตามวัย

ถ้าเราได้หัดฝึก รู้ปริยัติ รู้ความหมาย พยายามฝึกฝนอบรมจริง มันก็ใช้ได้ ก็จะเร็ว มีคุณสมบัติประสิทธิภาพสูง ก่อนจะได้บรรยาย ก็ ขออ่าน sms ของผู้ที่ส่งมา _ 0812636xxx ผู้รู้หาข้อมูลมาอ้างหน่อยเถอะ ถ้าพระพุทธองค์ตรัสว่า เหล่าสาวก 500 หรือ 1000 รูปบ้าง 10000 รูปบ้างนั่งหลับตาผ่านไปเวลาเท่านั้นเท่านี้ แล้วได้บรรลุธรรมขั้นนั้นขั้นนี้บ้าง ถ้าเป็นอย่างนั้นจะได้พากันไปนั่งเอาเท่าที่เจอ พ่อครูว่า… อันนี้อาตมาก็ได้คิดนะ อาตมาเท่าที่ได้อ่านพระไตรปิฎก แม้ไม่มากก็ยังไม่เจอนะ ว่านั่งบำเพ็ญหลับตา ก็ไม่เจอนะ มีแต่ ท่านตรัสว่า เพราะยุคโน้นเป็นยุคนั่งหลับตาเข้าป่าเขาถ้ำ เป็นยุคเสื่อมเหมือนกัน ยุคนี้ก็มีพวกเราที่มาฟื้นแบบพุทธขึ้นมา

_ 0893867xxx นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บ้านราชฯ ทุกๆ พุทธส ถ.อโศกseufaasin _ 0837277xxx เห็นแต่หลักฐานที่พระพุทธตรัสไว้ว่า"จักขุมาปรินิพพุโพติ=นิพพาน (โดยรอบ) เห ็ นได้ด้วยสองตาเปิด!" _ 0868937xxx ขอน้อมกราบนมัสการพ่อครูท่านสมณะท่านสิกขมาตุทุกรู

อ่านต่อ

ปทุกสาขาอโศกครับ _ 0893867xxx ธรรมเป็นของรู้ได้เฉพาะตน! คนที่ดูถูกพ่อครูทำไมไม่พิจารณาธรรม ที่พ่อครูแสดง ท่านแสดงธรรมได้อย่างรู้ซึ้งเข้าถึงทุกตัวภาษาบาลี ในพระตปฎ. ได้อย่างเข้าใจ ถ่องแท้ทั้งที่ไม่มีเปรียญธรรม! _ 0837277xxx ทางสายพระป่าท่านเข้าใจคำว่า"ภาวนา"คือการนั่งสมาธิแต่ที่ต้องหลับตา เพื่อที่จะดูแต่ภายใน _ 0893867xxx การปฏิบัติให้รู้เท่าทันกิเลสภายในจิตในขณะที่กำลังกระทำกรรมทั้งหลาย เป็นปัจจุบัน! รู้เห็นอัตตาทั้งภาย นอกภายใน ดับกิเลสไปตามอิริยาบถทุกขณะได้ จะเรียกว่า ปฏิบัติทุกขนิโรธอาริยสัจได้ไหม? พ่อครูว่า … ต้องจับอ่านอาการเมื่อเจอผัสสะ ถ้าสู้ไม่ได้ก็กดข่มมันก่อน แต่ก็ต้องใช้ปัญญา มันไม่เที่ยง มันอยู่กับเราไม่ถึงชั่วโมงหรอก นี่ให้นานแล้วนะ ธรรมดาอยู่กับเราไม่กี่นาทีหรอก มันเวียนต่อเนื่องไม่ขาดสายเท่านั้นเอง จากอันนี้เปลี่ยนไปอันอื่น ก็ไม่เที่ยงแล้ว เห็นอาการจริงๆ ไม่ต้องตรรกะ แล้วก็เป็นอื่นอีก ยิ่งตัวไหน ถ้าไม่บำเรอให้มัน จะเห็นว่าเป็นทุกข์ แต่ถ้าบำเรอสมใจมันก็สุข เป็น อัลลิกะ ไม่ใช่สุขจริง เป็นสุขเท็จ เคยเห็นไหม ในพระไตรปิฎก มีไหมว่าสุขอริยสัจ มีแต่ทุกขอริยสัจ อย่างเก่งก็ปรมังสุขัง

จริงๆ ปฏิบัติแล้วไม่มีสุขไม่มีทุกข์ต่างหาก จะเรียกลำลองว่าปรมังสุขังก็ได้ แท้จริงไม่มีสุขไม่มีทุกข์นั่นแหละคือปรมังสุขัง แต่คุณไปเหมาเอาสุขทุกอย่างที่นี่ก็เลยผิด แม้ติดในฌานก็ไม่ใช่ปรมังสุขังที่แท้จริง ฌานคือไฟกองใหญ่เผา เรียกว่าฌาปนกิจกิเลสไปเรื่อยๆ แล้วก็เรียกโดยศัพท์ว่า ได้ฌาน แต่แท้จริงคือทำให้กิเลสดับไป ถ้าสามารถเข้าใจว่า นิพพานคืออย่างไร ก็ทำใจพากเพียรทุกลมหายใจ ทุกอานาปานสติ มีสติสัมปชัญญะปัญญา สัมปชาโน สัมปัชชลติ ไปจนถึง สัมปันนะ

เรารู้อัตตาภายนอกภายใน ลดกิเลสไปทุกอริยาบท ก็เรียกว่า หมดทุกขอาริยสัจก็ได้

_ 0893867xxx ถ้าพ่อครูเป็นพระเก๊ฤานักบวชไม่แท้ ท่านจะแสดงธรรมไม่ได้เลย! แต่พ่อครูแสดงธรรมทั้งพูดเขียนทำให้ญตธ. เห็นธรรมจนเข้าใจถ่องแท้กันทุกคน! นี่ล่ะพระแท้! _ 0857308xxx ผู้นั่งหลับตาเขาได้ยินที่พ่อครูเทศน์แล้วมีอาการเคืองมากค่ะ _ 0837277xxx การนั่งสมาธิหลับตามีมาก่อนพระพุทธเกิดจนป่านนี้ น่าจะเลิกได้แล้วสาธุ! _ 0893867xxx ทุกขสมุทัยอาริยสัจ คือ รู้จักเหตุที่ทำให้ตนตกเป็นทาสโลกีย์ฤาตกเป็นทุกข์ในโลกีย์! _ 0893867xxx ตัวตนอันเป็นรูปธรรมอันมีมหาภูติรูป 4 ฤา กว ฬิ งการาหาร เช่นอัตตา,อัตตนียาคือ อัตตาหยาบที่เรียกว่า โอฬาริกอัตตา ใช่ไหม? พ่อครูว่า… ต้องอ่านตั้งแต่ข้างนอก ตั้งแต่อันหยาบที่ใครก็เข้าใจได้ว่า หยาบต่ำ หรือแม้ไม่ง่ายคือมันหยาบใหญ่ เช่นโกงทีละแสนล้านนี่ มหาอบายมุขเลวมาก แต่เขาไม่รู้ว่านี่อบายมุข มันยิ่งกว่าเล่นไพ่ ที่แม้เสียหลายหมื่นล้านก็เลวไม่เท่าโกงแสนล้าน การได้เปรียบเอามาจัดๆ จ้านๆ คืออบายมุขทั้งนั้น ใครขึ้นค่าตัวได้มากเท่าไหร่ ก็วิ่งเข้าหาอบายมุขทั้งนั้น อย่างนี้ก็ไม่เข้าใจ การเสพอารมณ์จัดขึ้น รุนแรงขึ้น สะใจอร่อยก็คือไปหาอบายมุขทั้งนั้น

เรื่องเหล่านี้ไม่เข้าใจแต่ต้นทางก็เลยเสียหาย ไม่เข้าใจว่าอบายมุขคือต้นทางที่หลงทางไปเยอะ มอมเมาหลงทางกับอบายมุขมากมาย แม้เมืองไทยเมืองพุทธก็งมงายน่าเศร้า อาตมามันเศร้าไม่เป็นก็พูดโดยโวหาร ก็น่าเศร้าใจเสียใจสังเวชใจ ใช้สำนวนว่าไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น ทุกวันนี้อาตมาก็เห็นว่า ยิ่งน่าสงสาร

ยิ่งต้องจำนนว่าจะต้องไม่ตายเร็ว ที่จริงก็ไม่อยากอยู่ หรืออยากตาย กลางๆ กินข้าวแต่ละวันนี่เมื่อยๆ นะ เหงื่อหัวล้านออกทุกวัน ขนาดห้องเย็นๆ เปิดแอร์แต่เหงื่อออกซกๆ เมื่อยกินข้าวแต่ละทีกว่าจะพอสมควร ไม่ได้กินด้วยหลงระเริงว่าอร่อย คนเราอร่อยเรื่องอาหารมันไม่รู้ตัว เพราะว่ามันชิน ถ้าไม่ถูกปากก็กินไม่ลง แต่ถ้าเผื่อว่า อันนี้เคยชอบก็กิน ยิ่งอันไหนอร่อยก็ยิ่งกินเร็ว ชอบใจ อาตมาทุกวันนี้ มันกินช้า แต่ก่อนนี้สมัยก่อนก็ไม่เห็นกินช้า ทุกวันนี้ฟันก็ยังดีนะ แม้จะมีฟันปลอมบ้าง ฟันกรามนี่ปลอมหมด แต่ฟันหน้านี้ฟันจริงทั้งนั้น ก็ใช้เคี้ยวได้ดี ตั้งแต่ใส่มาก็ไม่เกิดรำคาญหรือเจ็บ ฝังรากเลย ก็ใช้ดี

มาเข้าสู่ยอดนิยายฯ

( 97 ) มี " ตานอก " แต่ยัง " มิจฉาทิฏฐิ " ในความเป็น " กาย " ส่วนประเด็นที่ 2 นั้นหมายถึง ผู้พ้น " มิจฉาทิฏฐิ " ที่ไม่ใช่หลับตาเข้าไปปฏิบัติได้นิพพานในภวังค์ แต่ลืมตาปฏิบัติแล้ว ประกอบด้วย " มรรคองค์ 7 องค์ " คือ มี " กรรม " ทุกอย่าง ทั้งกรรมที่เป็นอาชีพ (อาชีวะ) กรรมทั้งหมดทั้งหลาย (กัมมันตะ) กรรมที่เป็นคำพูด (วาจา) กรรมที่เป็น " การคิดนึก" (สังกัปปะ) แล้ว เพื่อสร้าง " เอกัคคตาจิต " ด้วยการปฏิบัติ " มรรค 7 องค์ " อยู่ ชื่อว่า " สัมมาสมาธิ " ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน " พระไตรปิฎก" เล่ม 14 ข้อ 252 ถึง 281 ขั้นหนึ่งแล้ว

ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่ใช่ " สมาธิ " ที่หลับตาเข้าไปอยู่แต่ภายในแล้ว ถูกต้องขั้นหนึ่ง ถือว่า " สัมมาทิฏฐิ " ขั้นหนึ่ง คือต้องทำ " สมาธิ " ในขณะปฏิบัติด้วย " องค์มรรค 7 องค์ " ดังที่กล่าว ก็ปฏิบัติอย่างนั้นแล้ว สามารถปฏิบัติมีภายนอกร่วมด้วยเป็น " ปัจจุบัน " แล้ว " ทิฏฐธรรม " ที่หมายถึง " ปัจจุบัน " นั้นถูกต้องแล้ว ไม่ได้หลับตาเข้าไปจมอยู่ในภวังค์มีแต่ " อดีตกับอนาคต " หรือหลงผิดจมอยู่กับ " อนาคต " ที่เป็นภาวะลมๆ แล้งๆ ในสิ่งที่ไม่มียังไม่เกิด มีแต่ความเพ้อฝันอันคือ " อนาคต " นั้นแล้ว แต่ส่วน " ทิฏฐธรรม " ในประเด็นที่หมายถึง " เห็น " (ปัสสติ) โดยมีภาวะสัมผัสทั้งภายนอกด้วยภายในด้วย ในส่วนนี้ยัง " มิจฉาทิฏฐิ " อยู่ กล่าวคือ ยังเข้าใจ " สัมมาทิฏฐิ 10" ยังไม่ได้เป็นต้น จึงปฏิบัติทั้งทาน ทั้งศีล ทั้งกรรมต่างๆ ล้วนไม่มีมรรคผลเป็น " โลกุตรธรรม " หรือยัง " ทำใจในใจ " (มนสิกโรติ) ไม่เป็น ยังไม่รู้จักว่า " กาย " เป็นอย่างไร "เวทนา " เป็นอย่างไร " จิต " เป็นอย่างไร " ธรรม " เป็นอย่างไร ชัดเจนถ่องแท้ แยกแยะ " กาย " กับ " จิต " ยังไม่เป็น ยังแยก " กาย " แยก " จิต " ยังไม่เป็น จึงยังไม่สัมมาทิฏฐิบริบูรณ์ เพียงแค่สัมมาทิฏฐิได้ส่วนหนึ่ง แต่ยังมีมิจฉาทิฏฐิอยู่อีกส่วนหนึ่ง ทินนัง ทำทานหรือได้ให้แล้วมีผลลดกิเลสหรือไม่ ยัตถัง คือยัญพิธีที่ทำแล้วมีผลลดกิเลสหรือไม่ หุตังคือจิตเสวยผลที่ได้ลดกิเลสหรือไม่ (หุตัง มาจากรากศัพท์คือ โหติ) เกิดเป็นการทำให้กิเลสลด หรือกิเลสเพ ิ่ มเป็นปุถุชน ก็ให้เห็นความจริงของ จิตเรา

สรุปแล้ว ทินนัง ยิตถัง หุตัง คือทาน ศีล ภาวนา นั่นเอง การภาวนาไม่ใช่แค่ท่องบ่น แต่ว่าแปลถึงการเกิดผล เป็นส ิ่ งสำเร็จ ภาวนามัย นี่คือสามข้อแรกของทิฏฐิ ที่ต้องสัมมาทิฏฐิ เกิดจาก สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ทำแล้วเป็นผล เป็นวิบากของเรา จะปฏิบัติเกิดสุคติหรือทุคติ ก็สั่งสมลงจริง ทำแล้วเกิดผล ทำแล้วเป็นอันทำ ธรรมพระพุทธเจ้าจึงเกิดจากกรรมเป็นอันทำ กัมมานังผลังวิปาโก อยังโลโก คือโลกปุถุชน ทั่วไป แล้วก็เรียนรู้ตัวแก้ให้เป็นโลกใหม่ จากเดิมที่วนเวียนทุกข์สุข โลกีย์เปลี่ยนให้เป็นโลกโลกุตระหรือโลกอื่น โลกใหม่ ไม่ใช่ปรโลกที่เป็นโลกหลังตายไปแล้ว แล้วเป็นโลกที่วนเวียนสุขทุกข์ ทาน ศีล ภาวนา กรรม โลกนี้ โลกหน้า ต้องเข้าใจให้ชัด โลกหน้าคือออกจากโลกแห่งกามที่เป็นโลกเดิม เนกขัมมะออกมา ไม่ใช่ว่าออกบวชคือเนกขัมมะ นะ แต่ว่าเนกขัมมะ หรือปวชะ หรือบรรพชาคืออะไร คือออกจากโลกโลกีย์ โลกปุถุชน ออกจากเคหสิตเวทนา ออกมาแล้วมาเป็นโลกใหม่ โลกปุถุชน มาเป็นโลกอาริยชน ไม่ใช่แค่พยัญชนะ แต่ต้องเห็นอาการของเวทนาใ น มโนปวิจาร 18 ที่แบ่งโลกียะกับโลกุตระได้ ตาหู จมูกลิ้น กายใจ กระทบสัมผัสแล้วเกิดวิญญาณแล้วเกิด เวทนา สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เราต้องทำเหตุที่ทำให้เกิดสุขทุกข์ ให้ออกไป ให้เหลือแต่ ไม่สุขไม่ทุกข์ แต่บางทีคนก็เฉยๆ พักยก หรือมันอิ่มแล้ว เสพจนเบื่อแล้ว ก็หยุดแล้วไปหาโลกสวรรค์ใหม่อีก อ่านให้ชัดถึง เคหสิตเวทนา 18 หรือมโนปวิจาร 18 คือสภาวะ 18 สภาวะที่เป็นพฤติ วิจาร เป็นอาการจิต 18 อย่าง แล้วเราก็รู้วิธีทำออก คือเนกขัมมะ โดยอ่านเหตุ แล้วทำเหตุให้จางคลาย จึงเกิดเนกขัมมะ มาเป็นลดกิเลสได้ แม้จะลำบากอยู่ก็ต้องเป็นในระยะแรก จนมันดีขึ้นเป็นอุเบกขามากขึ้น ก็สั่งสมจากเคหสิตเวทนามาเป็นเนกขัมมสติเวทนา ทำให้เป็นหนึ่งเดียว แล้วก็อยู่กับสองอยู่นี่แหละ แต่เราอยู่เหนือเคหสิตเวทนาได้ มาตา ปิตา สัตตา โอปปาติกา คือเกิดจากแม่และพ่อ เกิดเป็น โอปปาติกสัตว์ เป็นการเกิดทางจิต พ่อแม่มีตัวตนบุคคลเราเขาก็ได้ หมายถึงหลักธรรมก็ได้ หมายถึงธรรมะที่ช่วยกันทำให้เกิดอีกธรรม 1 การเกิดก็มีอีกอันหนึ่งตาย อกุศลจิตตาย กุศลจิตก็เกิด พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ท่านเป็นพ่อ มีพระสงฆ์ต่างๆ เป็นแม่ แม่ใหญ่คือ พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร หรือถ้าพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะเป็นพ่อ ก็มีสงฆ์ต่างๆ เป็นแม่ หรือศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ ช่วยทำให้เกิดจิตคือลูก เป็น โลกุตรจิต คนไทยส่วนมากจะยัง " ยึดมั่น " ( อุปาทิ ยติ)ว่า " กาย " นั้นคือ ร่างกาย คือยึดเอาเฉพาะ " ร่าง " เท่านั้น หมายเอาส่วน เนื้อหนังภายนอก ไม่ได้หมายเอาส่วนที่เป็น " นามธรรม " ร่วมอยู่ในคำว่า " กาย " ด้วยเลย ฉะนี้แลคือ ผู้ยัง มิจฉาทิฏฐิ ในคำว่า " กาย " ยังแยก " กาย " แยก " จิต " ไม่เป็น " ยังเห็นความเป็นกาย " แค่สรีระ แค่เฉพาะเนื้อหนังมังสา ยังไม่เห็น " กาย " เป็น " ธรรม 2" (เทฺว ธัมมา) ยังเห็นเป็น " ธรรม 1" เท่านั้น

เมื่อ " ทิฏฐิ " เห็น " กาย " เป็น " ธรรม 2" (เทฺว ธัมมา) ไม่ได้ ก็หมดสิทธิ์ทำ " เวทนาในเวทนาให้เป็น (ภวันติ) ธรรม 1 ในธรรม 2 นั้นแหละ " ได้แน่นอน นั่นคือ จัดการหรือปรุงแต่งเวทนาของตน (มนสิกโรติหรืออภิสังขาร) ทฺวเยนะ เวทนายะ เอกสโมสรณา ภวันติ ไม่ได้แน่นอน 1. นี่ไม่เป็นบาปเป็นบุญ แต่ถ้า 2. นี้ ถ้าเป็นเพื่อนสอง คือตัณหาเป็นอกุศลเป็นบาปแล้ว ถ้าผู้ใดเข้าใจโยนิโสมนสิการไม่เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว จะมาปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ไม่ได้ เพราะว่า โยนิโสมนสิการอยู่ในแสงอรุณ 7 หากเข้าใจโยนิโสมนสิการไม่ถูกต้อง ทำใจในใจไม่ถ่องแท้ ก็ปฏิบัติธรรมไม่ได้ผลโลกุตระ คนที่ไม่ฟังอาตมาพูด หรือยึดถือทิฏฐิเก่า ถ้าคุณไม่ฟังอาตมา ก็ไม่มีปรโตโฆษะ ว่าที่อาตมาเทศน์ไม่เหมือนที่เราเรียนมา จนคุณเข้าใจว่า อ๋อ อย่างที่อาตมาพูดนี้ถูก อย่างที่ท่านๆ ยึดถือกันมาผิด คุณก็จะเกิดสัมมาทิฏฐิ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้จะสัมมาทิฏฐิต้องมี ปรโตโฆษะกับโยสิโสมนสิการ ถ้าคุณคิดถูกก็จะมีอรหันต์มากมายแล้ว การแยกกายแยกจิต ถ้าคุณรู้อาการของผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ซึ่งส่วนที่ไม่ใช่กายคือส่วนหนึ่ง ส่วนที่เป็นกายก็คือส่วนหนึ่ง ส่วนที่เป็นกายนี้มีจิตร่วมด้วย เพราะฉะนั้นผมก็ดี หรือส่วนที่มีกาย ผมตรงนี้ถ้าไปถอนมันนี่เจ็บ แต่ที่ตัดผมออกไปนั้นผมไม่ใช่กาย เล็บก็เช่นกัน ส่วนอาการอื่นที่อยู่ภายในนั้นก็เป็นกายอยู่ภายใน ถ้าคุณบ้วนออกมาอยู่ข้างนอกก็หมดอาการที่จะถือว่าเป็นกาย แต่ถ้าอยู่ในร่าง มันก็เป็นกาย อุจจระทำพิษหรือให้คุณได้ ปัสสาวะ เสลดให้คุณให้โทษได้ มีอาการร่วมด้วย คนที่เรียนรู้อาการ ตั้งแต่อนุสัย วิสัย นิสัย อาศัย จิตมันเลื่อนขึ้นมาทำงานด้วย อาการ 32 คนนั้นจะสามารถสั่งหรือทำได้หลายอย่าง จิตมันสั่ง บางทีคนไม่รู้ก็สั่งได้ หลายคนเป็น psychosis จิตสั่งให้เป็นได้จริงๆ หมอก็มาเรียน อย่างเกร็ดดิน เคยไม่มีเมนส์ 7 ปี ตอนมาตอนแรกเจโตเต็มที่ เรียนอยู่ฝรั่งเศส ตอนอายุ 22 มาเมืองไทยก็ไม่กลับแล้ว จะมาเป็นแม่ชี เจโตแรง ไม่มีเมนส์ 7 ปี ต่อมาก็มี มามีปัญญาจะกดมันไว้ทำไม ให้เป็นธรรมชาติ อาตมาก็มีผู้ที่เป็น psychosis หมอหาเหตุไม่ได้ก็ว่า psychosis อาตมาก็ว่ากันไปตามเพลง อนุโลมปฏิโลมไป จิตประท้วงให้สงสารเห็นใจเรียกร้องเป็นมาก เอาความเจ็บป่วยมาเป็นข้อต่อรอง ถ้าเข้าใจแยกกายแยกจิตไม่ถูกก็เลยเข้าใจไปเละเทะ เช่นนั่งสมาธิแล้วถอดจิตออกจากร่าง เห็นตัวเองนอนตายอยู่ข้างหน้า แต่แท้จริงตัวเองนั่งสมาธิอยู่นะ คือปั้นเองทั้งนั้น ก็ตัวเองนั่งสมาธิ ต่อมาก็หายไป กลับมารู้ตัว ก็คือ มโนมยอัตตา หรือสามารถมองทะลุตนเองเห็นโครงกระดูก เขาเห็นจริงๆ แล้วก็ชื่นชมว่าเก่งฌาน เก่งสมาธิ ซึ่งคืออัตตาที่สำเร็จด้วยจิต หลอกตัวเอง เห็นคนเดินเป็นโครงกระดูกเดินไป สามารถเอาจิตตนไปควบคุมอาการ 32 ได้ ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิจะเลอะมาก แต่ถ้าสัมมาทิฏฐิก็เป็นประโยชน์มาก พระอรหันต์บางองค์จะตายอย่างไรก็กำหนดได้ พระอานนท์จะเหาะไปตายแล้วสลายร่างหมดเลยก็ได้ ต้องอ่านรู้จักสังขาร ที่มีตัวกามมาผสมด้วยไหม จับตัวกามได้ กำจัดกามได้ก็สำเร็จวิตักกะ ต้องแยกกามออกได้จากกาย (องค์ประชุมของรูปนาม) เป็นวิตักกะคือกิเลสไม่ให้มี และที่เหลือเป็นจิตวิเศษ " วิ " ในความหมาย คือจิตไม่มีกิเลส ทำงานเป็นสังกัปปะ ผ่านอัปปนา พยัปปนา เจตโ ส อภินิโร ปนาอีก แล้วจะปรุงอย่างไรขนาดไหนละเอียดลออมาก อัปปนา ต้องควบคุมความแน่นเข็งแรง ควบคุมสมรรถนะ จะออกเป็นกาย วจี จากมโนข้างใน ผ่านวจีสังขาร ตรวจสอบอีก 3 ด่าน จะเอาแค่ไหน เป็นความเหมาะสมที่จะทำกรรมภายนอก เราเป็นผู้จัดแจง อภิสังขารกับกรรมของเรา ผ่านวจีสังขารออกเป็นวาจา กัมมันตะ อาชีวะ ถ้าสามารถทำให้ได้จะเป็นคนวิเศษนะ

( 98 ) รู้ " กาย " แต่ " ดับเหตุ " ที่มี " กาม " ไม่ได้ " ฌาน " ก็ไม่มี หรือยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น " กาม " ยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น " ฌาน " ถูกต้องถ่องแท้เพียงพอ จึงปฏิบัติลดละกิเลส กำจัดกิเลสในขณะสัมผัสด้วยทวาร 5 ยังไม่เป็น ยัง " เห็น " (ปัสสติ) ตัวตนของกิเลสยังไม่ได้ ยัง " เห็น " (ปัสสติ) แม้แค่กายของตน คือ " สักกาย " ยังไม่สำเร็จ จึงไม่เป็นโลกุตรธรรม ตั้งแต่สังโยชนข้อ์ที่ 1 คือ ยังไม่ " พ้นสักกายทิฏฐิ " แม้ปฏิบัติธรรมใน " ปัจจุบัน " (ทิฏฐธรรม) แล้ว แต่ยังไม่สามารถ " เห็นนิพพานในปัจจุบันนั้น " (ทิฏฐธรรมนิพพาน) แน่ๆ เลย

เพราะปัจจุบันนั้นไม่มีการสัมผัสสัมพันธ์ อยู่ พร้อมทั้ง 5 ทวาร ลืมตามีทั้ง " ทิฏฐะ สุตะ มุตะ " ได้อยู่ จึงไม่รู้แจ้งใน " รูป,เสียง,กลิ่น,รส,สัมผัสภายนอกและภายใน " อยู่หลัดๆ ในบัดนั้น นั่นคือ ไม่มี " ความจริง " ของภาวะ " กามคุณ 5" ยืนยันอยู่โทนโท่ เต็มสภาพ

เพราะวิปัสสนาญาณหรือวิชชาข้อที่ 1 ที่ " เห็น " (ปัสสติ) หลัดๆ โต้งๆ ในความเป็น " กาย เวทนา จิต ธรรม " ยังไม่สัมมาทิฏฐิเพียงพอ จึงยังไม่บริบูรณ์ ในการปฏิบัติธรรมแบบพุทธ เพราะเป็นผู้ไม่มี " สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย " ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ต้องครบความเป็น " กายสักขี " (คือมี " กาย " ยืนยันโต้งๆ เป็นพยาน )

" วิโมกข์ 8" นั้นต้อง " เห็นทั้งรูป เห็นทั้งนาม " และต้อง " เห็นทั้งภายนอก" " กามภพ " เห็นทั้งภายใน ลึกเข้าไปทั้งรูปและอรูป ในขณะที่มีความเป็น " กาย " คือ " ธรรม 2" ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียดเป็นที่สุด ตั้งแต่ " กาม " ถึง " รูป " และ " อรูป " ตลอดจบถึงขั้น " สัญญาเวทยิตนิโรธ " ทีเเดียว จึงจะครบบริบูรณ์การ " สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย "

ตลอดครบ " วิโมกข์ 8" ต้องมี " กาย " อยู่พร้อมจนกระทั่งถึง " นิโรธ " ขั้นสุดท้ายปลายจบกันโน่นทีเดียว

ดังนั้นใครหรือนักปฏิบัติธรรมใด แม้จะมี " ตานอก " แล้ว ปฏิบัติในขณะลืมตาแล้ว รู้ความเป็น " กาย " แล้ว แต่ยังไม่รู้จัก " อาการ " ของความเป็น " กาม " ก็ดี ความเป็น " ฌาน " ก็ดี ที่เกิดจากภาวะ " ทิฏฐะ (ได้เห็น) สุตะ (ได้ยิน) มุตะ (ได้กลิ่น,ได้ลิ้มรส,ได้สัมผัสเสียดสีภายนอก ภายใน) " ก็ยังมิจฉาทิฏฐิในเรื่อง " กาม " เรื่อง " ฌาน "

นั่นคือ ไม่มี " ความจริง " อยู่แท้ๆ ที่มี " ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ " สัมผัสสัมพันธ์อยู่หลัดๆ ครบพร้อมอันเกิดอยู่ใน " จิต " ขณะนั้น

เพราะเมื่อไม่รู้ " กาม " ไม่รู้ " ฌาน " มันก็ทำ " กาม " ให้หมดไป แล้วจะเกิด " ฌาน " ขึ้นใน " จิต " มันก็ไม่เกิด ไม่เป็น ไม่ได้ ...ใช่มั้ย? ซึ่ง " อารมณ์ " ที่มี " กาม " เป็นตัวการปรุงแต่ง " จิต " อยู่เป็น " กามสดๆ " ขณะปัจจุบันนี้ มันสดๆ นะ ไม่ใช่ " อารมณ์กาม " ที่เกิดเฉพาะขณะมีแต่การรับรู้ตอนอยู่ในภวังค์ และรู้ด้วย " สัญญา " เท่านั้น เป็นการ " รู้ " ในขณะที่ไม่มีสัมผัสภายนอกจริงเลยนั้นนะ นั่นมันแห้งๆ ขณะนี้มันมี " มี" " ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ " สัมผัสสัมพันธ์อยู่หลัดๆ ครบพร้อมโทนโท่สดๆ แต่ตนเองยังอ่าน " อาการ " ที่เป็น " กามคุณ 5" ใน " ปัจจุบัน " ขณะที่มี " สัมผัส " ขณะลืมตานี้ยังไม่เป็นก็ดี หรือเผลอสติกำหนดไม่ทันก็ตาม ก็คือ ยังไม่ " เห็น " ความเป็น " กามสดๆ " นั้น ก็กำจัดมันไม่ได้ หรือไม่ได้กำจัดมัน ใช่ไหมล่ะ

เมื่อ " ดับเหตุ " ที่มี " กาม " ไม่ได้ ไม่มีผลบ้างเลย " ฌาน " ก็มีไม่ได้

...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน