580914_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๒๑.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580914_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู ราชธานีอโศก ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 21
พ่อครูว่า … วันนี้ วันที่ 14 กันยายน 2558 ที่ราชธานีอโศก ทุกวันนี้อโศกเราอยู่ได้ ไม่ทุกข์ร้อน เพราะพวกเราไม่ได้เอาเปรียบใคร ไม่ได้ทุจริตขี้โกงไม่ทำ ไม่เอาเปรียบด้วย พยายามเสียสละแก่สังคมเสมอ เพราะว่าเรารู้ว่าคุณค่าของคนอยู่ที่ เราได้มีส่วนให้แก่คนอื่น แก่สังคมเสมอ การไปเอาเปรียบคนอื่น มันไม่ใช่คุณค่าเลย เราไม่ทุจริตไม่เอาเปรียบแล้วเราไม่สะสมด้วย เราไม่ค่อยมีเงินคงคลังสะสมในตัวเท่าไหร่ก็หมุนเวียนใช้ไปเท่าที่มี ไม่สะสม สะพัดออก เราไม่กักตุนไม่ไปโลภเอาของคนอื่นมา ทุกวันนี้ทุนนิยมซับซ้อนมีสะสมในตัวเป็นร้อยล้านพันล้าน แล้วยังเอาเงินไปอาละวาดหารายได้จากต้นทุนเงินที่ตนมีอีก เป็นการได้เปรียบทบต้นไม่รู้กี่ชั้น เลวร้ายมาก ในทุนนิยมเป็นระบบเลวร้ายมาก เขาทำเป็นเหมือนช่วยเหลือแต่ที่ไหนได้ขูดรีดมหาศาล
ลัทธิเงินเชื่อเป็นลัทธิที่เลวร้ายที่สุด เป็นทุนนิยมที่ร้ายกว่าผีปอบ อโศกเราหยุดเงินเชื่อ รับรองไม่ทุกข์ไม่เดือดร้อน ยิ่งตกในระบบทุนนิยม ก็แทบกระดิกไม่ได้เลย มันมีเครือแหเชื่อมกันหมดของระบบทุนนิยม เป็นทุนนิยมที่ร้ายกว่าผีปอบ รวมทุกผีไว้ทั้งหมด แต่พวกชาวเราไม่เป็นหนี้ มีความขยันขันแข็ง ร่างกายไม่บกพร่อง พึ่งตนเองรอด
อาตมาพาพวกเราทำงาน 1 . ไม่เอาเปรียบ 2 . สร้างสรรเสียสละ 3 . สะพัดออกเสมอ คงคลังน้อย 4 .ไม่เอาเงินของคนอื่นที่ไม่ใช่สมาชิก 5 .ไม่เรี่ยไรเด็ดขาด ไม่หาวิธีหว่านล้อมให้ได้เงินมา ไม่ได้คุยตัว แต่เราก็อยู่รอด เลี้ยงตัวรอด สร้างบ้านแปลงเมืองมา ก็ได้ขึ้นมา
ระบบเศรษฐกิจบุญนิยมจะกอบกู้โลกได้ นักเศรษฐศาสตร์เขาฟังอาตมาไม่รู้เรื่องหรอก เพราะเขาต้องทำงานอยู่แบบนั้น กับทุนนิยม แต่ระบบบุญ
อ่านต่อ
นิยมนี่ถ้ามีมากเป็นรูปร่างจะชัดเจนว่ากอบกู้โลกอย่างไร เราทำงานได้มาก เราไม่มีพลังงานสูญเสีย เราเซฟพลังงานได้พลังงานกลับคืนมา เราก็เอาพลังงานมารวมกัน ซึ่งระบบทุนนิยมเขาก็รวมกัน mass product แต่ระบบบุญนิยมเราก็ทำได้ ทุกวันนี้เราเสียภาษีซ้อน เราทำให้ประชาชน แต่เรามีเป็นส่วนกลางก็รวมเป็นก้อนโตก็เลยต้องเสียภาษีก้าวหน้า เราก็อดทน ทำได้ไป แต่ถ้ารัฐเห็นใจเราก็จะช่วยเรา แต่ก็ทำไปจนกว่าคนตาบอดจะเห็นได้
ก่อนจะได้เข้าเรื่องก็มี sms มา 0893867xxx ก็แม้แต่พระพุทธองค์ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่าตถาคตนึกถึงความตาย อยู่ทุกลมหายใจเข้าและออกฯลฯ จากธรรมมรณัสสติกรรมฐาน
0857308xxx ปราบคอร์รัปชั่นแบบอโศกนี้ดีจะได้ค่อยๆ ขุดรากถอนโคนจนถึงที่สุด พ่อครูว่า… การจะขุดรากถอนโคน โดยจับคนคอรัปชั่นมาประหารชีวิตหมด คุณไม่เหลือคนช่วยงานหรอก แต่คุณจะประหารไปเอาให้แรง คุณต้องเลือกประหารคนที่จัดจ้าน แล้วคนอื่นก็งอกเงยมาแทนไม่จบหรอก ของศาสนาพุทธจึงตัดที่ต้นรากคือจิต แล้วจะได้ถาวรยั่งยืน เมืองไทยเป็นเมืองที่เข้าถึงจิต เจตสิก รูป นิพพาน แล้วตัดที่ขั้วหัวใจของความไม่ดีงามที่แท้จริง แต่สถาบันหลักไม่เหลือโลกุตรธรรม แม้โลกียธรรมก็ได้แค่นั้น
ท่านพุทธทาสกล่าวโลกุตรธรรม แต่ท่านก็คลี่ไม่ออก ไปตีทิ้งอภิธรรมเสียอีกก็เลยไปไม่ออก เพราะไม่เข้าใจสัจจะได้สมบูรณ์ แต่ท่านพุทธทาสเร ิ่ มมีแล้ว รู้ลักษณะโลกุตระที่ต้องปราบโลกีย์ แต่ท่านไม่มีรายละเอียด ก็เลยได้แต่ความหมายที่คนแสวงหาอยู่ก็เห็นดีด้วย อาตมาก็ขอบพระคุณ ท่านพุทธทาสมากเลยที่เปิดประเด็นนี้ โดยเฉพาะอบายมุข นี่ท่านปราบได้มาก ก็มีคนมาช่วยทำก็ดีแล้วได้ส่วนหนึ่ง
0893867xxx นมก.พ่อครูฯ ชื่นชมบิ๊กคสช.คนเดียวบ่พอ! อย่าลืมเปา ปุ้นต๊อกแห่งโรงตาชั่งเข็มตรง ท่านร่วมถอนอำนาจที่ควรเป็นมงคลออกจาก ตัวอัปมงคลได้! 0837277xxx (7) มีความปลอดภัยมากกว่า (8) ฝึกให้เป็นคนใจเย็น (9) ได้เพื่อนโดยไม่รู้ตัวและ (10) ได้ส่งเสริมเศรฐกิจพอเพียง 0893867xxx ยุคนี้เป็นยุคทองของสุจริตชน และ จะเป็นยุคมืดมนของทุจริตชน!ยกเว้นคนกลับใจออกมาจากยุคมืดก็ยังทันไม่สาย! 0893867xxx คนเชียร์คอรัปชั่นคือคนส่งเสริมความชั่วสะสมวิบากกรรมบาปพอกพูนชะตาชีวิตตัวเองเผชิญชะตากรรมหนัก! 0893867xxx ปชช.ขอรธน.ที่มีกฎม.ปก ป้องรธน.ให้พ้นเงื้อมมือจากผีดิบสภาฉ้อราษฎ์บังหลวงที่จ้องจะกลับมาคอรัปชั่นโดยไม่ยอมไปผุดไปเกิดเสียที 0893867xxx ร่วมเชียร์สุจริตชนสนับสนุนคนซื ่ อตรง! ส่งเสริมคนเที่ยงธรรม! ให้กำลังใจคนดีกระทำสิ่งดีโดยชอบให้ราบรื่นสำเร็จลุล่วงทุกกิจการงานฯ skk พ่อครูว่า… อาตมาเห็นแต่มีพวกแหย่ไม่ค่อยมีพวกเชียร์ พวกนักข่าวบรรณาธิการนี่แหละพวกนักหาเรื่อง ไม่มีเรื่องก็ขายข่าวไม่ได้อีกนั่น
0893867xxx ปชธต.ที่มาจากการเลือกตั้งชอบใช้อำนาจสกปรกฉีกชำแหละแก้รธน. ราวกับ กระดาษชำระเพื่อทำให้การคอรัปชั่นสะดวกตามใจ อำนาจเถื่อนครองเมืองอมตะ!จนอะมะแตก!
มีคุณไพศาลพืชมงคลส่งไลน์มาให้...ว่า มีน้อยที่ใครจะแสดงธรรมนี้ได้เพราะ มัวสอนแต่การเก็งกำไรบุญ จึงต้องอาราธนาพ่อท่านแสดง เพื่อโปรดสัตว์ (คน) ช่วยแบบนี้หลายแสนคน โรคซึมเศร้าและโรคเครียด กำลังคุกคามสังคมรุนแรงมาก อาจต้องแสดงธรรมโปรดบ่อยๆ โรคเครียดยังบางอยู่ในระดับเวทนา ในเวทนานุปัสสนามีปิติที่รักษาได้ โรคซึมเศร้าลึกฝังในจิตต้องทำให้จิตปราโมช ครับ ขอพึ่งพ่อท่านโปรดสัตว์ แต่เป็นกันมาก แสดงทีเดียวอาจไม่หายขาด ต้องบ่อยหน่อยด้วย เพราะอโศกก็มีจุด ที่เป็นสันติอโศกพึงรับธุระโปรดชาวโลก สำหรับโรคเครียด อาราธนาพ่อท่านแสดงโรค เหตุของโรค ความระงับ ถึงวิธีรักษา เริ่มจากง่ายๆ ก่อน คือ - ปิติจากอามิส - ปิติจากวิเวก – ปิติจากสมาธิ และขั้นที่สุดคือความระงับสิ้นของปิติ จะได้เยียวยาพระที่เป็นโรคเสียด้วย เห็นข่าวพระกลายรูปฆ่าตัวตายเพราะเครียดบ้างซึมเศร้าบ้าง ก็เวทนามาก พ่อครูว่า… เอาปีติรักษานั้นถูกต้อง คำว่าปราโมทย์กับปีติใช้แทนกันได้ การได้ปีติจากอามิส คุณต้องปฏิบัติฌาน หรือสมาธิของศาสนาพุทธเป็น คือต้องรู้จักเวทนาในเวทนา การเว้นเวทนาเสียไม่มีในฐานะที่จะมีมรรคผลของพุทธได้ พระไตรปิฎกเล่ม 9 ในพรหมชาลสูตร ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยในการปฏิบัติธรรม แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธดับหลับตา ดับผัสสะไปอยู่ในภพ แล้วทำสมาธิ จึงเป็นสมาธิมิจฉาทิฏฐิไปหมดแล้ว ไม่เป็นสัมมาสมาธิแบบพระพุทธเจ้าตรัส ในมหาจัตตารีสกสูตร เขาเป็นแบบสมาธิสากล นิรันดร มันมีคู่โลก มาถึงจุดเสื่อมที่เอาแต่ของสามัญมาใช้ ของพระพุทธเจ้า ต้องรู้มโนปวิจาร 18 ต้องรู้เนกขัมมะกับเคหสิตะ
การรู้อุบายเครื่องออกคือ เนกขัมมะ ต้องรู้กรอบขอบเขต คือศีล แล้วปฏิบัติไปตามลำดับ จะได้วิเวก ได้ปีติ เมื่อเนกขัมมะได้จิต จะเป็นโสมนัสเวทนาเนกขัมมะ เป็นปีติ เป็นปราโมทย์ เช่น
อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) ปามุชชะ ปราโมทย์ (มีความยินดี) ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) สมาธิ (จิตมั่นคง) ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) นิพพิทา (เบื่อหน่าย) วิราคะ (คลายกิเลส) 10 . วิมุตติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208 )
วิเวก มี 3 อย่าง กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก พระพุทธเจ้าตรัสกับ พระอุบาลีว่า ป่าหาวิเวกได้ยาก เราไปอยู่ป่าก็เพื่อจะให้รู้ว่า เราจะฟุ้งซ่านหากามหาโลกธรรมไหมคือลอย แล้วสองมันจะไปติดป่าไหม คือจม ถ้าไม่ถึงอนาคามีก็ยาก แต่อนาคามีก็ไปตรวจสอบได้ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ไปออกป่า เพราะยุคพระพุทธเจ้าเขาออกป่ากันหมด พระพุทธเจ้าเองก็หลงออกป่าตามความนิยมของเขามาแล้ว
แล้วก็มีช่วงเวลาที่ พระพุทธเจ้าออก ป่ า 6 ปี ไม่ใช่การปฏิบัติธรรม ว่า เราเป็นผู้ชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า " การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จาก โพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง " ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี เราถูกบุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น ต่อจากนั้นจึงได้บรรลุการตรัสรู้ ไม่มีโศก ฯลฯ (ล. 32 ข. 392 )
จริงๆ พระพุทธเจ้าไม่ใช่ตรัสรู้ แต่ที่จริง พระพุทธเจ้าท่านรู้มาแล้ว แล้วก็เอาที่ท่านตรัสรู้มาตรัส ท่านไม่ได้บรรลุธรรมในวันเพ็ญเดือน 6 นะ ท่านบำเพ็ญมาครบแล้ว ท่านใช้วิบาก มาตั้ง 35 ปีมาแล้ว ย ิ่ ง 6 ปีหลัง ยิ่งใช้หนี้วิบากหนักเลย ไม่ใช่ท่านไม่มีวิบากนะ แล้ววันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ท่านไม่ได้บรรลุธรรม คือไม่ได้รู้ธรรมเพิ่มเติมอีกเลย ท่านได้แต่ระลึกของเก่าที่ท่านได้มาหมดแล้ว ระลึกไปไม่รู้กี่แสนชาติ สังวัฏกัป วิวัฏฏกั ป จึงรู้จักเนื้อแท้ของสัจธรรมโลกุตรธรรม ส่วนรายละเอียด ที่ลึกขึ้น ท่านมาเติมทีหลังอีก ขนาดท่านบรรลุแล้วยังมาทบทวนคนเดียวอีก 49 วัน ซึ่งมันก็ไม่ได้หมด มันก็ทยอยมา เทวดามาหาก็คือได้รายละเอียดลึกขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนปีติจากอามิสอาตมาไม่เอา ไปจมกับอามิสไม่ได้มันต้องออกจากอามิส แล้วมีปีติอย่างโลกุตระ อาตมาไม่สอนโลกียะทุกวันนี้เขาเก่งมาก อาตมาไม่จำเป็นต้องไปสอน ศาสดาต่างๆ ท่านก็เก่ง เกิดรุ่นหลังพระพุทธเจ้าก็มีไม่รู้กี่องค์ ก็สอนปีติโลกียะนี่แหละเลี้ยงอยู่ ใครจะเอาปีติโลกียะไปเอาที่ศาสนาอื่น ส่วนศาสนาพุทธเป็นโลกุตระ ส่วนโลกียะเขาก็มีเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าก็ตรัสผ่านๆ มีนิดหน่อย แต่ของพระพุทธเจ้าท่านเน้นที่อาริยสัจ
ถ้าจะเอาโลกุตระนั้นมาทวนกระแส แม้ปีติจากอามิสก็ไม่เอา ขออภัยที่ไม่ได้ตามใจคุณไพศาลนะ ปีติอย่างวิเวกแบบง่ายๆ ไม่เอาด้วย ต้องปีติจากสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า ฌานพุทธคือฌานจากจรณะ 15 จากโพธิปักขิยธรรม คือจรณะ ข้อ 12 - 15 เกิดจาก ถึงพร้อมด้วยศีล คุ้มครองทวารอินทรีย์ ประมาณในโภชนา ประกอบความตื่น ศรัทธา (เชื่อมั่น) หิริ (ละอายต่อบาป) โอตตัปปะ (สะดุ้งบาป) แทงตลอดในพหูสูต 9. ปรารภความเพียร 10. สติอันเป็นอาริยะ 11. ปัญญา 12. ปฐมฌาน 13. ทุติยฌาน 14. ตติยฌาน 15. จตุตถฌาน (ล. 13 /34)
ฌานหลับตานั้นไม่มีทางบรรลุธรรมได้ ไม่มีโหติ ถ้าจะแก้เครียดกดดัน และแก้ความซึมเศร้าได้ต้องใช้ปีติ ถูกแล้ว สรุปแล้วอาตมาทำงานนี้อยู่ อาตมาก็อยากเก่งกว่านี้ แต่อาตมาเก่งได้เท่านี้ จริงๆ พยายามที่สุดแล้วเก่งได้เท่านี้ก็เอาล่ะ ขอบคุณ คุณไพศาลที่ให้ข้อคิดเห็นแล้วแสดงน้ำใจมา อาตมาก็ขอพูดตามประสาอาตมา อะไรกระทบกระเทือนก็ ขออภัย
ที่จะให้อาตมาช่วยคนเครียดความซึมเศร้านั้นทำอยู่ ต้องจัดกรอบให้ตนปฏิบัติเป็น ปริตตัง อย่าไปเอา อัปปมัญญา ไม่มีกรอบ ต้องเอาทีละลำดับแล้วค่อยขยายไปเป็นลำดับ ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล
มาต่อที่ยอดนิยายต่อฯ....
" วิโมกข์ 8" นั้นต้อง " เห็นทั้งรูป เห็นทั้งนาม " และต้อง " เห็นทั้งภายนอก" " กามภพ " เห็นทั้งภายใน ลึกเข้าไปทั้งรูปและอรูป ในขณะที่มีความเป็น " กาย " คือ " ธรรม 2" ตั้งแต่หยาบ กลางละเอียดเป็นที่สุด ตั้งแต่ " กาม " ถึง " รูป " และ " อรูป " ตลอดจบถึงขั้น " สัญญาเวทยิตนิโรธ " ทีเดียว จึงจะครบบริบูรณ์การ " สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย " ตลอดครบ " วิโมกข์ 8" ต้องมี " กาย " อยู่พร้อมจนกระทั่งถึง " นิโรธ " ขั้นสุดท้ายปลายจบกันโน่นทีเดียว ดังนั้นใครหรือนักปฏิบัติธรรมใด แม้จะมี " ตานอก " แล้ว ปฏิบัติในขณะลืมตาแล้ว รู้ความเป็น " กาย " แล้ว แต่ยังไม่รู้จัก " อาการ " ของความเป็น " กาม " ก็ดี ความเป็น " ฌาน " ก็ดี อาการเป็นความเคลื่อนไหว ตั้งแต่ นิสัย วิสัย อนุสัย ก็ต้องเรียนย้อนมา วิสัย มาใช้นิสัยจนกระทั่งมาอยู่กับอาศัย เราทำงานอยู่กับอาศัย เราจะรู้การทำงานตั้งแต่ลึก เข้ามาหาหยาบโอฬาริกมาเรื่อยๆ พลังงานที่จากลึกซึ้งมาหาตื้น จากธรรมนิยาม มากรรมนิยาม มาจิตนิยาม มาพีชนิยาม ก็จะรู้ธรรมะที่ประกอบกรรม จนรู้ธรรมะที่อยู่กับจิต หรือส ิ่ งที่เป็นพีชะเห็นอาการของระดับ พีชะได้ รู้ที่เป็นการร่วมกับดิน น้ำ ไฟ ลม กับพีชะ ร่วมกับอวัยวะของเรา จะรู้อาการของอวัยวะองคาพยพต่างๆ ได้ จึงจะรู้จักอาการ 32 เพราะเราเรียนรู้จากอาการ 33
ตั้งแต่หลงบ้าในอาการ 33 เป็นเทวดาเก๊ ไม่เอาแล้วเลิก มาเป็นเทวดา อุบัติเทพจนเป็นวิสุทธิเทพ อาตมายังไม่เก่งที่จะรู้อาการ 32 หมอแมะนี่เขาอ่านอาการ 32 หมอที่ใช้ stretchtoscope มาวัดอาการ 32 แต่ว่าอาตมาว่า หมอแมะนี่ เก่งกว่าหมอปัจจุบันไม่ได้นะ สู้หมอจีนหมอแมะไม่ได้หรอก เข้าใจมากขึ้นไหม อาการนี่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเรียนรู้ เมื่อเราสามารถเรียนรู้อาการจิต อาการพีชะ ที่ทำงานร่วมกับจิตขนาดไหน
อวัยวะของเราหากไม่มีจิตเข้าไปร่วมก็ไม่รู้เรื่อง มันก็ทำงานไปตามควรของมัน แต่จิตถ้าฝึกได้ดีก็จะทำให้อาการ 32 นี้ดำเนินไปตามต้องการได้ ไม่แปลกใจที่พระพุทธเจ้ารักษาโรคได้ ใช้จิตรักษาโรคของร่างได้ อาตมาเคยพูดไปว่า พ่อท่านว่าจะใช้พลังงานรักษาโรคไอ อาตมายังไม่ได้บอกว่าจะรักษาโรคไอ แต่จะรักษาองค์รวมให้ยืนยาวไป แต่ไม่ได้บอกว่าจะรักษาไอ นี่ยังไม่ค่อยรู้ชัด แต่เขาพอรู้ว่าที่คอมีถุงอะไรมันเบียดอวัยวะอื่น มันผ่าตัดไม่ได้ มันเสี่ยง
คำว่าอาการคือการเคลื่อนไหว มีทั้งรูป ทั้งอรูป อาการของความเป็นกามหรือเป็นฌานก็ดี ที่เกิดจากภาวะ " ทิฏฐะ (ได้เห็น) สุตะ (ได้ยิน) มุตะ (ได้กลิ่น,ได้ลิ้มรส,ได้สัมผัสเสียดสีภายนอก ภายใน) " ก็ยังมิจฉาทิฏฐิในเรื่อง " กาม " เรื่อง " ฌาน " พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้อาการแต่ภายนอกที่รู้ได้ง่ายกว่าก่อน ถึงจะเก่งที่จะรู้อาการภายในได้ พระพุทธเจ้าว่า พวกปฏิยัติแบบ สายสัทธานุสารี นั้นอาสวะบางอย่างดับได้ แต่ไม่ได้เป็นอรหันต์ ต้องมาสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายครบให้ได้ปัญญาวิมุติด้วย กามคือ สัมผัสทวารนอกแล้วเกิดรสยินดี ลิ้มเล็มสั่งสมใส่อนุสัย แต่ถ้าคุณรู้ลดอาการกิเลสกามได้ก็คือฌาน ฌานคือพลังงานวิราคะ มันจางคลายลดลง นั่นคือลดกามเป็นฌาน มันแยกเป็นสองคำคนละลักษณะ กามเป็นกิเลสแต่ฌานนี้ล้างกิเลสทำให้กิเลสลด พลังงานที่เป็นกามหรือฌานในขณะที่ได้ยิน ได้เห็นได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส ใครที่มิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้ลักษณะพลังงานกามหรือฌานได้ก็ยากปฏิบัติได้ นั่นคือ ไม่มี " ความจริง " อยู่แท้ๆ ที่มี " ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ " สัมผัสสัมพันธ์อยู่หลัดๆ ครบพร้อมอันเกิดอยู่ใน " จิต " ขณะนั้น ต้องผัสสะข้างนอกแล้วกระเทือนสู่ภายใน เป็นปฏิกิริยาไอโซโทป รู้ลึกเข้าไปภายใน คุณต้องไปรู้พลังงานละเอียดถึงนิวเคลียร์ฟิวชั่น ถ้าเป็นฟิชชั่นก็กระจายไกลจับไม่ได้ แต่ว่าที่จับได้ก็เป็นฟิวชั่น ส่วนฟิชชั่นนั้นจับไม่ได้หรอกหายไป ทุกครึ่งชีวิตเวลา เพราะเมื่อไม่รู้ " กาม " ไม่รู้ " ฌาน " มันก็ทำ " กาม " ให้หมดไป แล้วจะเกิด " ฌาน " ขึ้นใน " จิต " มันก็ไม่เกิด ไม่เป็น ไม่ได้ ...ใช่มั้ย? ซึ่ง " อารมณ์ " ที่มี " กาม " เป็นตัวการปรุงแต่ง " จิต " อยู่เป็น " กามสดๆ " ขณะปัจจุบันนี้ มันสดๆ นะ ไม่ใช่ " อารมณ์กาม " ที่เกิดเฉพาะขณะมีแต่การรับรู้ตอนอยู่ในภวังค์ และรู้ด้วย " สัญญา " เท่านั้น เป็นการ " รู้ " ในขณะที่ไม่มีสัมผัสภายนอกจริงเลยนั้นนะ นั่นมันแห้งๆ ขณะนี้มันมี " มี" " ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ " สัมผัสสัมพันธ์อยู่หลัดๆ ครบพร้อมโทนโท่สดๆ แต่ตนเองยังอ่าน " อาการ " ที่เป็น " กามคุณ 5" ใน " ปัจจุบัน " ขณะที่มี " สัมผัส " ขณะลืมตานี้ยังไม่เป็นก็ดี หรือเผลอสติกำหนดไม่ทันก็ตาม ก็คือ ยังไม่ " เห็น " ความเป็น " กามสดๆ " นั้น ก็กำจัดมันไม่ได้ หรือไม่ได้กำจัดมัน ใช่ไหมล่ะ เมื่อ " ดับเหตุ " ที่มี " กาม " ไม่ได้ ไม่มีผลบ้างเลย " ฌาน " ก็มีไม่ได้
( 99 ) รู้จัก " กาม " กำจัด " กาม " (เนกขัมมะ)ได้ ก็เกิด " ฌาน " ถ้าทำได้แม้แค่เพียงทำให้ " กาม " จางคลายลง ก็จะเป็น " ฌาน " ไปตามลำดับ เป็น " สัมมาฌาน " เป็น " ฌาน " ลืมตา ตามแบบพุทธแท้ทั้งเราทั้งเขาร่วมรู้ได้หมด ไม่มีอะไรปิดบัง ไม่มีอะไรลับ มีแต่ " ความจริง " ที่สว่างโจ้ง ครบตื้นลึกหนาบางครบครัน ไม่ใช่ " ฌาน " ที่ทำในตอนหลับตาเข้าไปอยู่ในภพ ลึกๆ ลับๆ งมอยู่กับ " ฝัน " อันไม่เป็น " ความจริง " ที่เป็น " สัจจะ " " สัจจะ " ที่เป็น " ความจริง " นั้นมี 2 ก็ต้องมีครบทั้ง 2 คือ ทั้ง " สมมุติสัจจะ " และมีทั้ง " ปรมัตถสัจจะ " บริบูรณ์พร้อมทั้งนอกทั้งใน ผู้จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน " สัจจะ " หรือ " ความจริง " ก็ต้องเรียนรู้ทั้ง " รูปและนาม " ของ " สมมุติสัจจะ " ทั้ง " รูปและนาม " ของ " ปรมัตถสัจจะ " องค์รวมของรูปกับนาม ซึ่งก็คือ " กาย " นั้น เมื่ออ่านเจาะวิจัยเข้าไปละเอียดๆ แล้ว ก็อ่านเข้าไปที่ " ความรู้สึก " ใน "องค์ประชุมของรูปกับนาม (กาย) นั้นนั่นแหละ ก็จะ " เห็น " ความรู้สึกของจิตเราเองขณะนั้น " ได้ ว่า มี " อารมณ์ " อย่างไร สุขหรือทุกข์ เป็นต้น จากนั้นก็วิเคราะห์ " ในเวทนา " นั้นเข้าไปอีกๆ ซึ่งมันก็คือ " จิต " โดยรวมนั่นเอง ใน " อารมณ์ " ที่เราเสวยอยู่นั้น ที่มันเป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี มันมาจากต้นทางแท้คือ " จิต " ที่เป็นตัวการคือ " ไม่ราคะ ก็โทสะ " (สราคหรือสโทส) แน่ๆ เราจึงเกิดอารมณ์สุขหรืออารมณ์ทุกข์ขึ้นได้ เราก็จัดการกับเจ้าตัว " เหตุ " (สมุทัยอริยสัจ) ตัวนี้แหละให้ได้ นี่คือ การปฏิบัติธรรม เริ่มจาก " สติปัฏฐาน 4" พิจารณา " กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม " 4 ข้อต้นของโพธิปักขิยธรรม 37 อันเป็น " โลกุตรธรรม 37" ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 31 ข้อ 620 และปฏิบัติ โพธิปักขิยธรรมข้ออื่นๆ จึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น " กาม " และความเป็น " ฌาน "
เมื่อคุณเจาะถึงจิตอ่าน สราค สโทส นั้นได้ จับได้ก็ทำการลดเมื่อลดได้เบื้องแรกจิตคุณจะได้ชื่อว่า สังขิตตังจิตตัง และวิกขิตตังจิตตัง คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน ปรสัตตานัง) . รู้บุคคลชั้นต่ำ สูงอื่นๆ ในจิตอาริยของตน (ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์ สราคจิต (จิตมีราคะ) วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) สโทสจิต (จิตมีโทสะ) วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) สโมหจิต (จิตมีโมหะ) วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) สายเจโต จับเป็นก้อน วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) สายปัญญาจิตจะฟุ้ง จิตก็มีสองลักษณะนี้มันได้แต่มันก็เป็นก้อนตีไม่แตก หรือ กระจายไม่รวมกันติดไม่รู้สภาวะจริงคุณก็ทำเข้าไปอีกให้ดีขึ้น มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) คือทำยังไม่ได้ สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้ ยังไม่จบ) อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135)
ถ้ายังไม่เริ่มรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น " กาย " อันเป็นจุดแรกของ " โลกุตรธรรม " แล้วก็พิจารณาเข้าไปใน " กาย " เป็น ก็ไม่เริ่มต้นเข้าสู่ " โลกุตรธรรม " ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส ก็ไม่มีทางบรรลุนิพพานแน่ๆ กระทั่งปฏิบัติแล้วอ่าน " กาย เวทนา จิตธรรม " ได้ แยกแยะ " กายกับจิต " เป็น แล้วจัดการ (อภิสังขาร) ใจในใจเป็น กำจัดเฉพาะ " อาการ " หรือส่วนที่เป็น " อกุศล " แท้ๆ ได้ถูกภาวะ จึงจะเป็น " สัมมาฌาน " ของพุทธจริง เป็น " สัมมาสมาธิ " แท้ เป็น " เนกขัมมะ " เข้าถึงความเป็น " เวทนาในเวทนา 108" ซึ่งเป็น " ฌาน " ลืมตามี " ความจริง " โดย " เห็น " (ปัสสติ) " มโนปวิจาร 18 และ 36" ที่เป็นจุด " แจ้ง " (สัจฉิ) " ความจริง " ไข " โลกียะ " สู่ " โลกุตระ " ชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุด อาตมาเคยถูก มหาระแบบ ว่า ว่ามาพูดธรรมะละเอียดกันแต่รู้เรื่อง สักกายะหรือยัง มันต้องรู้สักกายะทิฏฐิก่อน นั่น แล้วใครกันแน่ที่ไม่รู้สักกายะ
( 100 ) นิพพานเป็น " ทิฏฐธรรม " ลืมตา " เห็น " ใน " ปัจจุบัน " เห็นไหมว่า แม้จะสัมมาทิฏฐิแล้วปานฉะนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะปฏิบัติแล้วได้บรรลุ “นิพพาน”กันง่ายๆ " ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5" ที่พระพุทธเจ้าตรัส ไม่ว่าจะเป็น " กามคุณ 5" นี้ 1 หรือ " ฌาน 1 - 2 - 3 - 4" นี้อีก 4 รวมเป็น 5 นี้แหละที่จะต้อง " สัมมาทิฏฐิ " ให้ได้ จึงจะทั้งเป็น " ปัจจุบัน " และทั้ง " เห็น " ได้ แม้จะรู้ " กาย " ได้แต่ " ดับเหตุ " ที่จะมี " กาม " และ " ดับเหตุ " ที่จะมี " ฌาน " ในขณะที่อยู่ใน " กามาวจร " อันเป็น " ปัจจุบัน" ไม่ได้ ก็ไม่สามารถบรรลุ " นิพพาน " บริบูรณ์แน่นอน มีก็แต่ " นิพพานเก๊ " ..จริงๆ!!! เมื่อ " นิพพาน " มันก็เก๊ แล้ว " สมมุติสัจจะ " ที่ไม่มี " แก่น " (วิมุติ) มันจะเหลืออะไร ก็ดังที่มันเป็น และเห็นๆ กันอยู่ นิพพานที่ขาดสมมุติบัญญัติมันไม่มีแก่น เหมือนหยวกกล้วยหรือไม้ไผ่ ถ้าคุณเข้าไปอยู่ในกลางไม้ไฝ่ ไปปฏิบัติอยู่กลางไม้ไผ่หรือกลางหยวกกล้วยคุณก็ไม่มีแก่น ฉันใดก็ฉันนั้นนิพพานที่ไม่มีสมมุติสัจจะด้วยก็นิพพานเก๊ ไม่ได้แยกรูปกาย นามกาย เพราะรูปนามต้องครบกาย การปฏิบัติหลับตาก็คือเหมือนนั่งปฏิบัติท่ามกลางบ้องไม้ไผ่ แต่อยากได้แก่นๆ ก็ได้แก่นหยวก .. จบ