580915_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๒๒.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580915_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู ราชธานีอโศก ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 22
พ่อครูว่า … วันนี้วันที่ 15 กันยายน 2558 ที่รา ชธานีอโศก ชีวิตเราก็อยู่กับการศึกษา เป็นชีวิตที่ไม่ไร้ค่า จะได้ฟังไปแต่โยนทิ้ง ก็แล้วแต่ ถ้าสัมมาปริยัติ แล้วสัมมาปฏิบัติได้จริงก็เกิดผลไปตามลำดับ ก็เป็นชีวิตเจริญ คนเราที่ได้ไปเสพ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข กิเลสก็อ้วนก็โตขึ้นเสมอ อันนี้เป็นเรื ่ องที่ไม่พูดกัน ได้เสพสมกามกับอัตตา
กามคือสิ่งที่ได้รับผ่าน ทวาร 6 แล้วเสพรสก็เป็นกาม ชอบใจก็สุข ไม่ชอบใจก็จองเวรจองกรรม กิเลสโต อ้วน หนาพอกขึ้น เรียกปุถุชน แต่เสพอัตตานั้นไม่ใช่ทาง ทวารนอก ไม่ได้เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แต่ จิตปรารถนาใดๆ นอกเหนือไปนั่นคืออัตตาทั้งสิ้น เช่นอยากได้ลาภ มันไม่ใช่ รูป รส กลิ่นเสียงสัมผัส ก็เป็นอัตตา อยากได้ตั้งแต่รูป ตั้งแต่วัตถุจนถึงพฤติกรรมมนุษย์ต่างๆ อยากไปดูคนนี้เต้นเป็นต้น มีสารพัดเยอะแยะ สมใจตนคือต้องได้อะไรสมใจตนคือบำเรอใจ มันก็เป็นกามกับอัตตา สั่งสมเป็นอัตตาทั้งสิ้น ได้กามก็สมใจ ได้อัตตาก็สมใจ คนที่สั่งสมกามก็มีอัตตาด้วย
ถ้าล้างกามภพได้ รูปภพ อรูปภพ ในกามราคะก็จะเป็นอัตตา เป็นต้น จากรูป เป็นอรูป ทรงไว้ ไม่เกี่ยวกับทวารนอก อยู่เหนือมันได้ก็เหลือรูป อรูป มันก็เป็นอัตตา ผู้ไม่ได้ศึกษาปฏิบัติธรรมเกิดมามีแต่ซวน แม้แต่ทำกุศลโลกีย์ก็ได้บาปก็มี เพราะเอาไปทำบาปซ้อน
เช่นได้เงินมากก็เป็นกุศล แต่เอาไปทำบาปเวรซ้อนอีก ได้ยศมาก็เอาไปทำบาปเวรซ้อน ธรรมะพระพุทธเจ้าละเอียดลึกซึ้งซับซ้อน ต้องลดละปฏิบัติไปตามลำดับ กิเลสไม่เกิดอีก เกิดแล้วก็แล้วไป มีวิธีไม่ให้กิเลสที่เป็นอดีตมีพลังมันไล่ตามเห็นหมาไล่เนื้อ ก็มีวิธี สัพพปาปสอกรณัง กุสลสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง
อ่านต่อ
ทิศทางของพระพุทธเจ้านี้สุดยอด หากแม้นทำผิดทางก็จะน่าสงสารที่ไปหลงจมในโลกีย์เท่าไหร่ แค่ชาวพุทธในไทย บอกว่าเป็นพุทธ 95 % แล้วที่ตั้งใจศึกษาฝึกฝนจริงๆ มีสักเท่าไหร่ แต่โลกุตระนั้นหยุดได้ไม่วนเวียนมีเวลาหมดสิ้น แต่โลกีย์ไม่มีทางหมดสิ้น วนเวียนไปไม่รู้กี่กัป
มาตอบ sms 0893867xxx พ่อครูเคยกล่าวการอาศัยความมักน้อยสันโดษขัดเกลาไปสู่วิเวกที่มิใช่ป่าวิเวก แต่เป็นการปฏิบัติไปสู่กายวิเวกจิตวิเวกอุปธิวิเวกฯ ถ้าไปปฏิบัตธรรมในป่าก็ได้สมาธิขั้นตนในการดับความกลัวภูติผีปีศาจนางไม้ สิงสาราสัตว์! ในการดับความวิตกฟุ้งซ่านที่อยู่ป่าเพียงลำพัง! ได้จิตแกร่งกล้าใน การพึ่งตนกินอยู่กับป่าได้ แต่ป่าที่เป็นที่ฝึกผัสสะเป็นปัจจัยที่ดีที่ทดสอบจิตตนเองได้ดีที่สุดคือ ป่าคอนกรีตที่ เต็มไปด้วยโลกธรรมจะอยู่ป่าช้าป่าไม้ฤาป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยโลกธรรม8 มีแต่ผู้ที่ฝึกวิปัสสนาการ ปฏิบัติจรณะ 15 มีศีลสัมปทาอปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 ฌานและวิชชา 8 ที่ อยู่ได้ทุกที่! ทุกข้อความผิดถูกประการใดเรียนพ่อครูฯ โปรดติเตือนชี้แนะ กราบขอบคุณฯ 0875576xxx นมัสการเจ้าจากแดงสันป่ายาง
0812636xxx ไม่มีใครอธิบายธรรมได้ลุ่มลึกเท่าพ่อครูจริงๆ มันลึกอย่างนี้นี่เองคนไม่มีบุญจึงไม่มีโอกาสได้สดับ 0857308xxx ขณะมีโทสะรู้แต่จะแก้ปุ้บปั้บไม่ได้ต้องอบรมจิตสักพักจึงคุมกัมมันตภาพรังสี โทสะได้สนิทค่ะ 0893867xxx ผมขนเล็บฟันเป็นกายนอกที่ตัดไปแล้วไม่รู้สึกอะไรเพราะไม่เกี่ยวอะไรกับ กายในกาย ที่เรียกว่าองค์ประชุมฯ ถูกไหม? 0818557xxx กราบนมก.พ่อท่าน ที่ท่านอธิบายมีอยู่ในหนังสือด้วยรึเปล่าค่ะ พ่อครูว่า ...ก็มีแน่ แต่ตอนนี้ยังไม่เสร็จ อดใจรอก่อน
0857308xxx ระดมข้อธรรมเท่าที่ระลึกได้เช่นบอกตนว่านี่เป็นโทสะ เป็นทุกข์ ต้องมีเมตตา ฯลฯ นี่เป็นแบบวิกขิตตังฯ หรือไม่ พ่อครูว่า… ถ้าจับอารมณ์เช่นนั้นได้ ก็บอกตนเองใช้บัญญัติพยัญชนะปรับอารมณ์ให้เมตตา ก็เป็นการปฏิบัติทำใจในใจเช่นกัน เมตตาก็ดีขึ้น แต่จะให้จริงต้องเห็น หลักของพระพุทธเจ้า ต้องเห็นว่าไม่เที่ยง ถึงที่สุดเป็นอนัตตาเลย แต่เห็นว่ามันไม่เที่ยงต้องมาก่อน เห็นความไม่อยู่กับร่องกับรอย มันเป็นไปตามความต้องการของเรา มันไปๆ มาๆ มันเป็นอาคันตุกะ คุณไปดึงมันมาเองนะ เป็นแขกของตัวเอง
แล้วพิจารณาว่ามันเป็นทุกข์ เป็นสุขเท็จ มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ แล้วเราเห็นความไม่เที่ยง ทำได้ก็จะเกิดเป็นวิปัสสนาญาณ 9 ที่จริงมันก็หายไปทุกที จะช้าหรือเร็วมันก็หายไป อยู่ที่เราจะดึงมันเอาไว้เองน่ะ
( 100 ) นิพพานเป็น " ทิฏฐธรรม " ลืมตา " เห็น " ใน " ปัจจุบัน " เห็นไหมว่า แม้จะสัมมาทิฏฐิแล้วปานฉะนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะปฏิบัติแล้วได้บรรลุ " นิพพาน " กันง่ายๆ " ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5" ที่พระพุทธเจ้าตรัส ไม่ว่าจะเป็น " กามคุณ 5" นี้ 1 หรือ " ฌาน 1 - 2 - 3 - 4" นี้อีก 4 รวมเป็น 5 นี้แหละที่จะต้อง " สัมมาทิฏฐิ " ให้ได้ จึงจะทั้งเป็น " ปัจจุบัน " และทั้ง " เห็น " ได้ แม้หลับตาก็เป็นทิฏฐธรรมนิพพานได้ แต่ไม่สัมมาทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ
แม้จะรู้ " กาย " ได้แต่ " ดับเหตุ " ที่จะมี " กาม " และ " ดับเหตุ " ที่จะมี " ฌาน " ในขณะที่อยู่ใน " กามาวจร " อันเป็น " ปัจจุบัน" ไม่ได้ ก็ไม่สามารถบรรลุ " นิพพาน " บริบูรณ์แน่นอน มีก็แต่ " นิพพานเก๊ " ..จริงๆ!!! เมื่อ " นิพพาน " มันก็เก๊ แล้ว " สมมุติสัจจะ " ที่ไม่มี " แก่น " (วิมุตติ) มันจะเหลืออะไร ก็ดังที่มันเป็น และเห็นๆ กันอยู่ แต่นั่นแหละ คนจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น " นิพพาน " ว่า เก๊ หรือแท้ มันไม่ใช่เรื่องสามัญ อาตมาก็ได้แต่อธิบายไปตามความจริงใจเท่าที่มีภูมิจะพูดความจริงได้ ด้วยความปรารถนาดี ไม่ได้มีอกุศลจิตใดๆ ในการอธิบายนี้เลย แม้แต่การสู่รู้ พูดเกินที่รู้ " ความจริง " ที่มี อาตมาอธิบายว่า เหมือนไปอยู่กลางกระบอกไม้ไผ่ หรือกลางหยวกกล้วยมันไม่มีแก่น มันก็ไม่เหลือแก่นอะไร " นิพพาน " ของพุทธนั้นมันไม่ใช่หลับตา " เห็น " หรือหลับตาบรรลุ มันต้องบรรลุกันอย่างรู้รอบถ้วนพร้อมในขณะลืมตาเห็นๆ ตามบาลีว่า จักขุมาปรินิพพุโพติ นี้คือ หลักฐาน ที่ชี้ชัด ยืนยัน มีหลักฐานที่ไหน จากตรงไหนบ้างที่ยืนยันชัดเจนว่าผู้บรรลุ " นิพพาน " นั่งหลับตาแล้วบรรลุในขณะหลับตา หามาดูซิ ตามหลักฐานที่ยืนยันกันได้ ในพระไตรปิฎก เห็นมีแต่ลืมตาบรรลุในขณะได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัสกายอยู่ทั้งนั้น ขอยืนยันว่า " นิพพาน " เป็น " ทิฏฐธรรม " ลืมตา " เห็น " ลืมตา " บรรลุ " กันใน " ปัจจุบัน " ทั้งนั้น ไม่มีใคร " หลับตา " บรรลุหรอก
( 101 ) " รู้พุทธธรรม " จาก " อดีต " ไม่ใช่ " การบรรลุธรรม " อย่าหลงเข้าใจผิดว่า " พระพุทธเจ้า " นั่งทำสมาธิหลับตาใต้ต้นโพธิ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 นั้นคือ การบรรลุ " นิพพาน " หรือการบรรลุธรรม ขณะหลับตาอยู่ในภวังค์ เป็นอันขาด นั่นมันเป็นเพียง พระองค์ระลึกย้อน " อดีต " เข้าไปถึงขันธ์ที่เคยอาศัยในกาลก่อน แล้วพระองค์ก็ปรารภ " อดีต " ของพระองค์ พระองค์จึงได้รู้ ได้เห็น " ความจริง " ที่เป็นสุดยอดแห่ง " ความจริงอันยิ่งใหญ่ " ของพระองค์ที่ได้ผ่านการบรรลุธรรมถึงขั้น " สัมมาสัมโพธิญาณ " มาแล้ว ต่างหาก พระองค์ไม่ได้ " บรรลุธรรม " ในตอนนั้น ท่านบรรลุมาแล้ว บรรลุเป็น " อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ " มาแล้ว ต่างหาก แล้วพระองค์จึงสามารถระลึกเอา " ความจริง " อันยิ่งใหญ่นั้นออกมาจาก " สัญญา " ของพระองค์เอง พระองค์อาศัย " การระลึก " เท่านั้น ใช้บุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกดูภาวะเก่าภาวะเดิม ที่พระองค์เคยเกิดเคยดับมาแล้วของพระองค์เอง และได้ทรงบำเพ็ญมาแล้ว ใช้ จุตูปปาตญาณ จึงทรงเห็น " อดีต " ต่างๆ ก็ทรงเห็น " ความจริง " ที่เป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณของพระองค์ ที่ได้ทรงบำเพ็ญสัมบูรณ์มาแล้ว อาศัย " การระลึก " ด้วย " เจโตสมาธิ " แล้วปรารภ " อดีต " ของพระองค์เองเท่านั้น ต่างหาก " สัมมาสัมโพธิญาณ " นั้นพระองค์ได้ทรงสั่งสมมาบริบูรณ์แล้วแต่อดีต ที่พระองค์ระลึกเห็น " ความจริง " อันยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ในคืนขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 นั้น พระองค์ก็ได้ทรงรู้ " ความจริง " อันเป็นของพระองค์เองที่พระองค์ปฏิบัติบรรลุสำเร็จมาแล้วทั้งนั้น ได้ทรงมี " อริยสัจ " นั้นมาก่อนแล้ว ไม่ใช่ " บรรลุธรรม " ในขณะปฏิบัติการนี้ คือนั่งหลับตาระลึกชาติในคืนขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 นั้น ก็เพียง " บรรลุของเก่า " ที่ได้แล้วมีแล้ว ระลึกเห็น " ความจริง " เดิมที่ทรงมีทรงเป็นมาแล้ว ขึ้นมาได้ ไม่ใช่ " ปฏิบัติ " ตอนนี้ แล้วได้ " บรรลุธรรม " นั้นๆ ขึ้นตอนนี้ พระองค์ไม่ได้ประพฤติใหม่ ไม่ได้ปฏิบัติใหม่ แล้วจึงบรรลุ " ผลธรรม " นั้นๆ ใหม่เลย พระองค์มีอยู่เก่าแล้ว ต่างหาก " พระธรรม " ของพระองค์ มีมาก่อน มีเองมาแล้ว
( 102 ) เจ้าชายสิทธัตถะอาศัยระลึก " อดีต " มารู้ธรรม สำคัญความข้อนี้ให้ดีๆ ว่า พระองค์ " บรรลุธรรม " ถึงขั้น " สัมมาสัมโพธิญาณ " มาแล้ว ท่านบรรลุธรรมบริบูรณ์สัมบูรณ์ความเป็น " อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ " มาแล้ว ก่อนจะมาอุบัติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ในปางที่จะประกาศพุทธศาสนาขึ้นในยุคนั้น หาใช่เพิ่ง " บรรลุผลธรรม " ตอนนั่งเข้าสมาธิใต้ต้นโพธิ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตามที่พูดๆ กันในพระประวัติไม่ ทำความสำคัญมั่นหมายนี้ให้ชัดเจน ให้คมๆ แม่นๆ กันดีๆ พระองค์ไม่ได้เกิด " ทิฏฐิ " เห็น " โลก " ที่ตนยึด เห็น " อัตตา " ที่ตนยึด ในขณะที่อาศัย " อดีต " ในขณะปรารภ " ธรรม " จากอดีตนี้และไม่ได้อาศัย " อนาคต " ไม่ได้ปรารภ " ธรรม " จากอนาคต หรือไม่ใช่ตรึกเอาเอง แล้วจึงมี " ทิฏฐิ " แต่ท่าน " บรรลุทิฏฐิ " เป็น " สัมมาทิฏฐิ " ได้แล้วมาก่อนนี้แล้ว จนกระทั่ง " พ้นมิจฉาทิฏฐิ " หมดสิ้นแล้ว ต่างหาก พระองค์เข้าถึง " ความรู้แจ้งเห็นจริง " (วิปัสสนาญาณ) ในความเป็น " โลก " และความเป็น " อัตตา " มาแล้วอย่างมี " สัมมาสัมพุทโธ " ครบถ้วน " สัมมาสัมโพธิญาณ " บริบูรณ์สัมบูรณ์มาแล้วจริง ต่างหาก พระองค์ทรงรู้แจ้งจบครบถ้วนองค์ประกอบความเป็น " โลก " ถ้วนองค์ประกอบความเป็น " อัตตา " ทรง " ธรรม " ที่เป็นสุดยอดแห่ง " อธิปไตย " มาก่อนจะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะแล้วด้วย พระองค์ทรงมี " อธิปไตย 3" ครบสัมบูรณ์แล้ว ทั้งความเป็น " โลก " พระองค์ก็มี " อธิปไตย " อยู่เหนือความเป็น " โลก " แล้ว ทั้งความเป็น " อัตตา " พระองค์ก็มี " อธิปไตย " อยู่เหนือความเป็น " อัตตา " แล้ว โดยพระองค์ทรงมี " ธรรม " เป็น " อธิปไตย " แท้จริง ที่จะอนุเคราะห์ " โลก " (โลกานุกัมปา) และทำคุณประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติ (พหุชนหิตายะ) และสร้างสุขอันประเสริฐให้แก่มวลมนุษยชาติ (พหุชนสุขายะ) แต่ตอนนี้ อาศัยระลึก " อดีต " ตรวจ " ความจริง " จากอดีต แล้ว ปรารภ " ธรรม " ที่พระองค์เคยมี " ความจริง " มาแล้วว่ามีอะไร อย่างไร
(103) เจ้าชายสิทธัตถะยังไม่มี " พุทธธรรม " ให้ปฏิบัติ ในช่วงระยะที่เป็น " เจ้าชายสิทธัตถะ " แม้แต่ทรงออกผนวชอีก 6 ปี พระองค์ก็ยังไม่มี " พุทธธรรม " จากที่ไหนๆ ให้ปฏิบัติ เพราะช่วงนั้น " พุทธธรรม " ยังไม่เกิด ยังไม่มีในโลก ออกปฏิบัติธรรมตลอด 6 ปี นั้นไม่ใช่การปฏิบัติ " ธรรม " ของพุทธ ในพระชนม์ชีพจากประสูติถึงทรงออกผนวช 29 พรรษา พระองค์ ก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องเป็นราวอะไร แม้ทรงออกผนวชอีก 6 พรรษา พระองค์ก็มีแต่ทรงบำเพ็ญ " ทุกกรกิริยา " ตามสมัยนิยมยุคนั้น [เหมือนยุคนี้นิยมออกป่าปฏิบัติ นิยมหลับตาทำสมาธิ] และพระองค์ก็ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาได้สุดยอดยิ่งกว่า นักบวชใดๆ ในยุคไหนๆ พระองค์ไม่ได้ทรงบรรลุธรรมใดๆ อันเป็น " พุทธธรรม " เลย แม้สักน้อย ก็ความเป็น " พุทธธรรม " ยังไม่ปรากฏเลยในโลก พระองค์ก็ปฏิบัติไปตามชาวโลกยุคนั้นเขา เท่าที่ชาวโลกเขารู้เขามีกัน เพราะ " พุทธธรรม " มันยังผนึกลับอยู่ "ใน" ในส่วนลึกของ " จิตในจิต " พระองค์เอง " พุทธธรรม " มันไม่มีอยู่ที่ไหนหรอก พระองค์นั่นแหละคือ " เจ้าของพุทธธรรม " (ธรรมสามี) แต่ตอนนี้มันยังไม่ออกมา ยังไม่ถึงเวลา " พุทธธรรม " จะปรากฏ พระองค์จึงเหมือน " ลิงลมอมข้าวพอง " ก็เมาเมา งง งง แบบ " ลิงลมอมข้าวพอง " ไปกับสังคมโลกเขา ก็หลงทำอะไรต่ออะไรตามโลก ปฏิบัติธรรมก็ปฏิบัติไปกับมนุษย์ทั้งหลาย ในกระแสโลกกระแสสังคมที่เขามีกัน อยู่ในสังคมยุคนั้นตามประสา กับเป็นไปตามวิบากของพระองค์เอง ตลอด 6 ปี ที่ทรงปฏิบัติไปตามโลกเขานั้น มันยังไม่มีทั้ง " ทางปฏิบัติ " หรือ " วิธีปฏิบัติ " ที่สัมมาทิฏฐิ มีแต่ " วิธีปฏิบัติ " ที่ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ทั้งนั้น พระองค์ก็ทำไปตามๆ เขา อย่างไม่รู้ อย่างคนหลงผิด มืดมัวโมหะ เมาๆ มัวๆ งงๆ ไปกับความไม่ชัด ไม่จริง จึงเรียกว่าอยู่ในภาวะ " ลิงลมอมข้าวพอง " ที่เป็นคน " งงๆ " ไม่รู้ " ความจริง " ชัดเจนแจ่มแจ้งด้วย " ความจริง " แท้ๆ ยังไม่มี " พุทธธรรม " เกิดมาให้ปฏิบัติแต่อย่างใดเลย ในขณะนั้น
( 104 ) การปฏิบัติเข้าป่าบำเพ็ญกันนั้น จึงมิจฉาทิฏฐิแท้ๆ 6 ปี ที่พระองค์ปฏิบัติธรรมอยู่ในป่านั้นล้วน " ทางผิด " ทั้งนั้น ยังไม่ใช่ " ทางที่ถูกต้อง " เลย (ยังไม่มีสัมมามรรค) ที่ออกป่า นั่งสมาธิ และบำเพ็ญหลงให้เป็น " ภาวนา " (การทำให้จิตเกิดผล) ต่างๆ สารพัดที่พากันทำในป่านั้น ไม่ใช่ " ภาวนา " (การทำให้เกิด) ที่จะได้ผลเป็น " พุทธธรรม " เลย ถ้าไม่ใช่การปฏิบัติ " มรรค 7 องค์ " อย่างสัมมาทิฏฐิ เพราะเอาแต่หลับหลบเข้าไปอยู่ภายใน ไม่สัมมาทิฏฐิโดยมี " กาย " เป็นหลักปฏิบัติสำคัญ พระพุทธเจ้าต้องตรัสให้คนที่นิยมออกป่า ก็จึงต้องใช้คำว่า อยู่ป่าก็ดี แล้วก็ต้องมี อานาปานสติ 16 ที่ขาดกายไม่ได้ แม้จะเป็นลมหายใจ ก็อย่าให้ขาดนะ ยิ่งยุคนี้ยิ่งมีพิสดารทำอะไรไปนอกรีตนอกรอย เลอะเทอะ แล้วหลงว่าเก่งกาจ สามารถยิ่ง เป็นพระกรรมฐาน พระธุดงค์อะไร แสนเก่งแสนขลัง มีฤทธิ์อย่างนั้นอย่างนี้ล้วนเรื่องลึกลับ ไม่มีใน คำสอนของพระพุทธเจ้าเลย นับถือบูชากันอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ล้วนเดรัจฉานวิชา ล้วนไสยศาสตร์ เป็นเดียรถีย์กัน ส่งเสริมกันทั้งชนชั้นล่าง กลาง บน ทั้งสื่อสารมวลชน โฆษณาชวนเชื่อกัน เห็น แก่เงินแก่ลาภยศ ก็น่าสังเวชใจ น่าสงสารศาสนาเป็นอย่างยิ่งจริงๆ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด ว่า ที่พระองค์ไปเสียเวลาอยู่ในป่า 6 ปี นั้นมันไม่ใช่ " ทางถูก " มันเป็น " ทางผิด " ท่านไม่ได้บรรลุธรรมด้วยทางนั้น นั่นเป็นเพียงพระองค์ต้องออกไป " ใช้หนี้วิบาก " ของพระองค์ ที่ได้ละเมิดจาบจ้วงล่วงเกินพระพุทธเจ้าองค์ที่มีพระนามว่า " กัสสปะ " ในปางที่พระองค์เกิดเป็น " โชติปาละ " ในพระไตรปิฎก เล่ม 32 ข้อ 39 2 พระองค์ทรงเล่าถึงอดีตประวัติของพระองค์ ว่า " เราชื่อว่า โชติปาละ" ได้กล่าวกะพระสุคตเจ้า พระนามว่า กัสสปะ ในกาลนั้นว่า จะมีโพธิมณฑลแต่ที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เราได้ประพฤติกรรมที่ทำได้ยากมาก (ทุกกรกิริยา) ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ตลอดเวลา 6 ปี แต่นั้นจึงได้บรรลุโพธิญาณ แต่เราก็ไม่ได้บรรลุโพธิญาณอันสูงสุดด้วยหนทางนี้ เราอันบุรพกรรมตักเตือนแล้ว จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด
ก็ชัดเจนที่สุดแล้วว่า การปฏิบัติโดยหนีเข้าป่าไปบำเพ็ญออกนอกรีต ไม่ใช่ทางประพฤติตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มหาจัตตารีสกสูตร หรือในพระสูตรอื่นๆ อีกมาก อุบาลีสูตร (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 99 ) เป็นต้น ที่มีนัยสำคัญว่า ศาสนาพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ศาสนาหลงออกไปยึดป่า ติดป่า ใช้ป่าเป็นที่บำเพ็ญประพฤติธรรมเป็นหลัก จะไปปฏิบัติในป่าก็ได้ ถ้าสมเหมาะสมควร คือมี " สัมมาทิฏฐิ " จริงๆ และต้องมี " สัมมาสมาธิ " เพียงพอด้วย ไม่เช่นนั้นล้มละลาย ไม่ " จม,ล่ม (สังสีทติ) " ก็ " เพ้อๆ ,ลอยๆ (อุปฺปิลวติ) " ดังที่ศาสนาพุทธยุคปัจจุบันนี้ประสพอยู่ เป็นอยู่ขณะนี้ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนยิ่ง ใน " อุบาลีสูตร " ที่ว่า " ดูกรอุบาลี เสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด อยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิ (สัมมาสมาธิ) ไปเสีย ดูกรอุบาลี ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราเมื่อไม่ได้สมาธิจักสร้องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัดผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง (สํสีทิสฺสติ) หรือจักฟุ้งซ่าน (อุปฺปิลวิสฺสติ) แต่ก็พูดยากเสียแล้ว ยุคนี้ เพราะได้หลงติด และหลงผิดกันทั้งคนผู้ประพฤติอยู่ในป่า ทั้งคนที่ประพฤติกันในบ้าน ต่างก็ยังพากันหลงว่า การปฏิบัติธรรมที่จะมีมรรคผล ของพุทธต้องพากันปฏิบัติอย่าง พระป่าปฏิบัติกันนี่แหละ ของแท้ มันได้ " มิจฉาทิฏฐิ " กันหนักแล้วเป็น " ทิฏฐุปาทาน " แน่แท้จริงๆ จึงยากมากๆ ที่จะทำให้กลับมามี " ความเห็นถูก " (สัมมาทิฏฐิ) ได้ แต่อย่างไรๆ ก็ตาม อาตมาก็จะอุตสาหะพยายามให้คนทำ " สัมมาทิฏฐิ " นี้ให้เกิดให้ได้ อาตมาทำมา 45 ปีแล้วก็ได้มาบ้างแล้ว
( 105 ) การระลึก " อดีต " ที่ " สัมมาทิฏฐิ " ย่อมได้ " ความจริง " ดังนั้น 6 ปี ผ่านไป เจ้าชายสิทธัตถะจึงสูญเปล่า เพราะหลงผิด จนวันเพ็ญ เดือน 6 ผ่านการปฏิบัติเท่าที่โลกเขามีวิธีต่างๆ เก่งแค่ไหนๆ พระองค์ก็ผ่านมาหมดแล้ว ก็ไม่เห็นจะ " พบพุทธธรรม " (ที่เป็นของพระองค์เองแท้ๆ) ด้วยวิธีต่างๆ เหล่านั้นเป็นพระพุทธเจ้าได้สักที เมื่อไปนั่งใต้ต้นโพธิ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก็ตั้งพระทัยอย่างแน่วแน่ ทรงใช้ " เตวิชโช " เท่านั้น แล้วทรงอาศัย " อดีต " ทรงปรารภ " ธรรม " ของพระองค์เองจาก " อดีต " ระลึกถึง " ความจริงอันยิ่งใหญ่ " ของพระองค์เองได้สัมบูรณ์ว่า พระองค์ทรงบำเพ็ญมาอย่างไร บรรลุผลมาแล้วแค่ไหนจึงได้ทรงรู้ " ความจริง " ต่างๆ นั้นจาก " สัญญา " พระองค์ทรงได้รู้ " สัมมาสัมโพธิญาณ " ขึ้นมาในคืน 15 ค่ำ เดือน 6 นั้นจาก " สัญญา " เป็นการระลึกเอา " อดีต " ของพระองค์ขึ้นมารู้ ไม่ใช่ " ความรู้ " ที่เป็น " ปัญญา " อันเป็น " ความรู้ใหม่ " เพิ่งเกิดใหม่ขึ้นมา แต่เป็น " ความรู้ " ของเดิม ที่พระองค์ได้ทรงมีมาเก่า ได้สั่งสม " กุศลวิบาก " ที่เป็น " พระสัมมาสัมโพธิญาณ " นี้มาแล้ว เป็น " พระปัญญาธิคุณเดิม " ไม่ใช่ " พระปัญญา " ที่เพิ่งเกิดใหม่ในขณะนี้ " ความรู้ " ต่างๆ นานา ทั้งหมดที่พระองค์ระลึกเห็น " ความจริง " ขึ้นมานั้นเป็นแค่ " สัญญา " เป็น " ความจำของเดิม " ไม่ใช่ " ความรู้ " ที่เป็น " ความฉลาดรู้ " อันประกอบด้วย " ฉฬายตนะ " แต่อย่างใด จึงไม่ใช่ " ความฉลาด " แต่เป็น " ความรู้ " แค่ระลึกรู้เอา " ความรู้เก่า " ที่มีมาแล้วขึ้นมา " รู้ " ตอนนี้ กำหนดรู้เอาจากของเดิมที่ได้มีมาแล้วเท่านั้น " ความรู้ " ที่ทรงรู้ขึ้นมานี้ จึงไม่ใช่ " ทรงเกิดพระสัมมาสัมโพธิญาณ " ขึ้นมาตอนนั้น ในขณะที่นั่งระลึกอยู่ใต้ต้นโพธิ์นั้น แต่เป็น " ความรู้ " ที่ทรงรู้แค่กำหนดรู้ " พระสัมมาสัมโพธิญาณ " อันเคยมีมาแล้ว ทรงค้นของเก่าขึ้นมาจาก " คลังสมบัติ " ของพระองค์เองเท่านั้นมารู้ เป็นแค่ " สัญญา " มิใช่ " ปัญญา " เลย ซึ่งมีนัยสำคัญลึกซึ้งอยู่มาก ระหว่าง " สัญญา " กับ " ปัญญา " นี้ " สัญญา " นี้ เป็น " สัญญา " ที่ระลึกรู้ " ความจริง " เดิมขึ้นมาได้ ไม่ใช่ " ความฉลาดใหม่ " ที่เกิดขึ้นขณะนั้น จึงมิใช่ " ปัญญา " " ปัญญา " ต้องมี " ฉฬายตนะ 6" ประกอบการเกิด " สัจธรรม " และต้องเป็น " สัจธรรม " ที่จริง โดยเฉพาะ " ปรมัตถสัจจะ " ใน " ปัจจุบัน " นั้น
(10 6 ) ระลึก " อดีตอนาคต " ที่ " มิจฉาทิฏฐิ " ก็มีแต่ " ฝัน " " สัญญา " กับ " ปัญญา " เรียกว่า " ความรู้ " เหมือนกั น แต่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่องของ " จิต เจตสิก รูป นิพพาน " หรือ " ปรมัตถธรรม " ดังนั้น การระลึก " อดีต " แม้จะระลึกได้ความจำเดิมจริง หรือจะนึกตรึกกำหนดเอาอะไรขึ้นมาใหม่ก็ตาม ถ้าเป็นผู้ " สัมมาทิฏฐิ " ก็จะสำคัญใน " ปัจจุบัน " ว่า ปัจจุบันนั้นเรากำลังเห็น " อดีต " ที่เป็น " ของจริง " เดิม หรือกำลัง " ฝัน " ได้ " ของใหม่ " ขึ้นมา ก็เท่านั้น และ " ของเดิม " นั้นหรือ " กำลังได้ของใหม่ " นี้ เแม้จะเป็น " ของเดิม " หรือ " ของใหม่ " แต่เป็น " ความจริง " คือ " สัจธรรม " หรือเปล่า " สัจธรรม " ที่ยังไม่ได้ ล้วนเป็น " ความจริง " ที่อยู่ใน " อนาคต " ทั้งนั้น ซึ่งก็คือ " ความจริง " ที่เราอยากจะได้ ที่เรากำลัง " ฝัน " อยู่นั่นเอง ภาวะ " ใหม่ " ที่กำลังเห็นกำลังรู้ขึ้นมาอยู่นี้ มันคือภาวะ " อนาคต " ไม่ใช่ " ภาวะอดีตของเก่า " เรากำลัง " เห็น" " อดีตหรือนาคต " กันแน่ ทั้งอดีตและอนาคตที่ยังมิใช่ " ความจริง " (สัจธรรม) ก็มีแต่ " ฝัน " แต่ถ้า " ภาวะที่กำลังเห็นกำลังได้รู้ขึ้นมานั้น" มันยังไม่ใช่ " สัจธรรม " ยังไม่ใช่ " ความจริง " มันก็ล้วนคือ กำลัง " ฝัน " ทั้งนั้น เพราะปฏิบัติไม่มี " ผัสสะ " ภายนอกที่เป็น " ปัจจุบัน " เลย มีแต่ " สัญญา " กำหนดหมายขึ้นมาในใจเท่านั้น แม้จะเป็นปัจจุบัน ที่ผู้นั้นหลับตาปฏิบัติเข้าไปอยู่ในภวังค์ ย่อมมีแต่ " สัญญา " เป็นต้นนั้น นั่นยังไม่ใช่ " ปัญญา " ภาวะเช่นนั้นจึงไม่เห็น " ความจริง " เป็นของแท้ตาม " ความเป็นจริง " ที่มี " สมมุติสัจจะ " และ " ปรมัตถสัจจะ " ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติเพื่อจะบรรลุ " ความจริง " ที่รู้แค่ " สัญญา " ยังไม่เป็น " ปัญญา " จึงต่างกันอย่างมีนัยสำคัญมาก จบ...