580921_ธรรมาธรรมะสงคราม ปฐมอโศก ตอบปัญหาพาอ่านอาการจิต.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข19 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

580921_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู ปฐมอโศก ตอบปัญหาพาอ่านอาการจิต

อ.กฤษฎาว่า...วันนี้วันที่ 21 ก ันยายน 2558 ขึ้น 9 ค่ำเดือน 10 ปีนี้เป็นปีที่ฝนมาช้า ฤดูกาลคลาดเคลื่อน สิ่งหนึ่งที่ช่วงนี้ กระแสสังคมจะพบว่า มีการเตรียมการกิจกรรมทางศาสนา ที่เรียกว่าการทอดกฐินกัน และตอนนี้ทางการก็มีการจัดการการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่ก่อนหน้าจะทำโครงการมีการออกมาคัดค้านกันมาก ตลอดถึงการทำโครงการก็มีการทุจริตเป็นจำนวนมาก ทำให้คิดต่อนะว่า กระบวนการบางอย่างที่เป็นการตอบสนองทางสังคม คำว่าสามัคคีคนหลายคนร่วมด้วย แต่หลายคนก็ถูกบังคับให้ร่วมกระบวนการไปกับรัฐบาล บางครั้งผมก็เห็นเยอะแยะว่า ทำซองกฐินผ้าป่ามากมาย ทุกคนก็ใส่เงินแต่เงินไปถึงวัดครบไหม? แต่เห็นมีการฉลองกฐิน มีการเอาเงินไปจ่ายมหรสพ แล้วเราควรจะประพฤติตนกับ ป ระเพณีเหล่านี้อย่างไรกัน ในส่วนฆราวาส

พ่อครูว่า … ถามมาอาตมาก็จำเป็นต้องตอบไป แล้วก็ต้องตอบให้เข้ากับศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าที่ถูก ที่ควรแท้จริง จำเป็นต้องสาธยาย เพราะอาตมามาทำงานศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธ ชีวิตนี้ให้กับศาสนาพุทธเต็มที่ ให้มาหลายชาติแล้ว

เพราะว่าศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้ ไปไกลมากเพี้ยนไปจากสัทธรรมมาก จนอาตมาต้องลาออกมา ถึงไม่ลาออกมา อาตมาก็ไม่ไปเป็นพระครู หรือเจ้าคุณ ไปรับตำแหน่งอาตมาไม่เอาแน่ อาตมาก็เป็นลูกวัด เป็นผู้ไม่มีสิทธิ์มีเสียง ถูกบังคับให้ปิดปากไป อาตมาจะอยู่ทำไม อยู่ไม่ได้จึงต้องแยกออกมา เมื่อแยกออกมาอาตมาก็พูดได้เต็มที่ เพราะไม่ได้อยู่ในคณะเดียวกัน นานาสังวาส สามารถปฏิกโกสนา คือคัดค้านได้อย่างจัง แต่ไม่มีสิทธิ์อธิกรณ์ฟ้องร้องเอาโทษ แต่มีสิทธิ์เพียงพูด พระพุทธเจ้าอนุญาตอย่างเต็มที่เลย

เมื่อถามถึงกฐิน ก็ต้องบอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีกฐิน มีแต่กระทะทองแดง มีแ

อ่านต่อ

ต่เรื่องนอกคำสอนพระวจนะของพระพุทธเจ้า นอกจากนอกแล้วเป็นการทำลายศาสนาอย่างยิ่งเลย กฐินนี่ นี่พูดอย่างตรงๆ จริงใจเลยนะ เพราะกฐินนั้นคือเรื่องของศาสนาเรื่องพระที่จะมีผ้านุ่งห่ม กฐินเรียกว่าสะดึง เพราะสมัยก่อนผ้าหายาก ต้องเก็บผ้าบังสุกุล มาเย็บต่อกันในสะดึง ต่อกันเป็นผ้าผืนใหญ่จนครบผืน ให้นุ่งห่มได้ท่านก็ทนทำเอาเพราะผ้าหายาก แต่ปัจจุบัน ผ้ามันมีมากเฟ้อแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปทอดอะไรแล้ว

คำว่ากฐิน คือเอาผ้ามาทอดให้พระ คือคนมีทุนรอนเงินทองก็ไปหาผ้ามาทอดให้พระ เป็นไตรจีวร มาถวายพระ ทำได้ตามฐานะ แต่ปัจจุบันมีบริวารของกฐินที่มีเรื่องตัวเงิน มันไม่เกี่ยวเลย เป็นพระแล้วไม่ต้องไปวุ่นเรื่องเงินทอง แต่กลายเป็นว่าแต่ละวัดจะได้เงินทองมาใช้ในวัด มันเสื่อมไปจนกระทั่ง คุณธรรมคุณลักษณะคุณค่าคุณความดีของพุทธธรรมมันไม่มีเลย จนต้องอาศัยเงินทองเหมือนชาวบ้านมาสร้างวัดวา

อ.กฤษฎาว่า … สร้างแล้วได้พัดยศ พ่อครูว่า … มันบานปลายไปต่างๆ นานา ทำให้เสื่อมโทรม ทำให้ต่ำมากมาย แต่คนไม่เข้าใจก็ไปถือว่า อาจารย์นี้วัดนี้คนขึ้นทำกฐินได้เงินมาก็ไปยกย่องเชิดชูกัน มันคนละเรื่องเลย อาตมาก็ต้องพูดเรื่องเนื้อๆ ฆราวาสก็ควรศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าให้ชัดเจน แล้วอย่าส่งเสริมอย่าร่วมมือทำ มันควรเลิกไปได้แล้ว ทางอโศกเราไม่มี ไม่เกี่ยวกฐิน ไม่เกี่ยวผ้าป่าเลย เพราะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องผ้านุ่งผ้าครอง ไม่ว่าวัดไหน จะวัดป่าวัดเมืองไม่ได้เดือดร้อนเรื่องผ้าเลย มันปิดฉากได้แล้วเรื่องกฐิน เพราะมันออกนอกสาระไปมากแล้ว เป็นการทำลายศาสนาด้วย ก็เลยน่าเศร้ามากที่สุด

การเทศน์มหาชาติ ก็ออกนอกลู่นอกทาง พระนักแหล่ ไปกันใหญ่เลย ให้คนติดยึด มันออกนอกเรื่อง มันไม่ได้เทศน์อะไร เทศน์มหาชาติ นั้นมันเอามาสวดร้อง คุณจะเทศน์ก็สาธยายไปสิ อธิบายทีละคนไม่ต้องไปสวดลากหางเสียง ลากด้วยเสียงอันยาวก็ผิดแล้ว นี่ใส่ทำนองอีก แล้วเหมือนไปออดอ้อนขอเงิน มันถึงขั้นอุจาดแล้ว ขออภัยไม่ได้ถล่มทลายนะ แต่พูดให้รู้สัจจะว่าต่ำสูง เจริญเสื่อมขนาดไหน นี่มันเสื่อมจนกระทั่ง อาตมาขอยืนยันว่า มันลามกจกเปรตแล้วในด้านศาสนา แต่เขาก็ไม่เคยรู้สีรู้สา คณะใหญ่ก็ไม่เปลี่ยนแปลง ปล่อยให้อาการหนักมากขึ้น แข่งกันแบบโลกๆ เละเทะ ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร พูดตีทิ้งไปแล้ว ว่าศาสนาทุกวันนี้ไม่เหลือเลย ศีลก็ไม่มี มีแต่วินัย พุทธศาสนิกชนควรร่วมปราบ แต่ก็ถูกครอบงำไปอีก

อ.กฤษฎาว่า … มันเหมือนเราคลอดมาก็ถูกใส่ทะเบียนเลยว่าเป็นศาสนาพุทธ แต่ว่าขึ้นอยู่กับแต่ละคนที่สั่งสมมา แต่ขณะเรารู้แล้วก็บางคนมีความหวาดระแวง ว่าเป็นเหมือนแกะดำของจารีตประเพณีเหล่านี้ ทำอย่างไรเราจะไม่เกิดอาการหวาดหวั่น แต่มาอยู่กับพ่อครูและชาวอโศกทำไมถึงไม่หวั่นหวาดต่อสิ่งเหล่านี้

พ่อครูว่า … คำว่าอาการ คำนี้ลึกซึ้งมาก ลึกซึ้งมากกว่าคนที่จะเข้าใจคำว่าอาการได้นั้น อาตมาก็พยายามอธิบายตั้งแต่หยาบ ว่าอาการไม่ใช่วัตถุธรรม แต่มันอาศัยวัตถุแล้วก็มีอาการในตัวของมัน อาการคือ สภาวะของพลังงานที่เคลื่อนไหว อาการไม่ใช่ ดิน น้ำ ไฟ ลม อาการไม่ใช่มหาภูตรูป แต่มันอาศัยมหาภูตรูป อาศัยธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่สัมผัสได้ ส่วนอาการที่ไม่ประกอบจากดิน น้ำ ไฟ ลมนั้นมันไม่ใช่ ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นองค์ประกอบให้เกิดอาการ จะเป็นธาตุที่จับเป็นเหลวเป็นน้ำ หรือจะจับตัวเป็น อุณหธาตุ บอกเย็นร้อนอ่อนแข็งก็เป็นอาการที่เกิดจากดิน น้ำ ไฟ จนถึงลม ถึงช่องว่าง เรียกว่าอากา ศ เป็นกลางๆ ระหว่างธาตุเหล่านี้ก็เกิดจากสิ่ง ประกอบอื่นๆ

อาการว่างๆ เกิดจากองค์ประกอบนั้นๆ แล้วมันก็ว่าง ในความว่างมันก็มีอะไรไหวๆ อยู่ในว่างๆ ไหม เช่นพระพุทธเจ้าตรัสใน มหาสุญญตสูตร เช่นศาลานี้ว่างจากช้าง ก็รู้ว่าไม่มีช้างแต่มีเสา มีต้นไม้ มีคน แต่ไม่มีช้าง แต่ถ้าศาลานี้ว่างจากช้าง ว่างจากคน แต่ก็มีเสามีต้นไม้หรือมีเล็กๆ น้อยๆ อื่นๆ อีกมันก็มีสิ่งมี สิ่งไม่มีก็ว่างจากสิ่งนั้น สิ่งที่มันเกิดสภาวะอาการที่เราสามารถสัมผัสได้ แม้จะว่างก็รู้ได้ จะไหวก็รู้ จะกำหนดเรียกชื่อว่า ไฟ ลม น้ำ ดิน ก็เรียกได้ ยิ่งรวมตัวเป็นอาการ 32 ที่เกิดจากดินน้ำ ไฟลม จับตัวเป็นอวัยวะ น้อยใหญ่ ตับไตไส้พุง อาการ 32 ก็มีลักษณะจับเป็นก้อน หรือเป็นน้ำ หรือเป็นลม เป็นไฟในนั้นด้วย อาการ 32 นี้เกิดจากองคาพยพของชีวะ มันก็มีหน้าที่ของ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ทำหน้าที่เคลื่อนของมันมันมีอาการประจำของมัน อาการของเสลด ของน้ำเหลืองของเลือด ของไต ของปอด ผม มีหน้าที่ทำงานมันก็ทำของมัน อาการเหล่านั้นเป็นอาการ 32 เรียกรวมเป็นรูปธรรมหมด

32 อาการ นี้แหละมันเป็นที่ร่วมหรือที่อยู่ของอาการที่ 33 คือตาวะติงสะ คือแปลว่า 33 ส่วนทวัตติงสะแปลว่า 32 มันก็เป็นอาการ 33 ที่เนื่องเกี่ยวกับอาการ 32 และอาการที่ 33 โดยสัจจะมันก็เป็นธาตุรู้ แต่คนที่อวิชชา ก็ไปเอาธาตุรู้สึก เรียกว่าธาตุอารมณ์ ปรุงแต่งเกิดจากอวัยวะ องคาพยพ 32 ที่ร่วมกัน แล้วมันก็เกิดเป็นอาการ 33 เป็นธาตุรู้ ถ้ามันรู้ตามความจริง แบบธาตุของจิต หรือวิญญาณ หรือธาตุปัญญาที่รู้จริงตามจริง แต่ถ้ามันเลยเถิดไปสร้างอุปาทานใหม่ว่า เราสัมผัสธาตุนี้แล้วมีอาการนี้แล้ว ก็มีอาการเสริมมาจากอาการจริง อาการจริงคือ ทุกคนรับรู้ได้เหมือนกันหมด แต่อาการปลอมนี้แต่ละคนรู้สึกไปเอง เรียกง่ายๆ ว่า อาการชอบหรือไม่ชอบ เป็นอาการที่พอใจยินดีชอบใจชื่นใจ เป็นรสชาติ เป็นอัสสาทะขึ้นมา อันนี้เป็นตัวการใหญ่ที่เรียกว่ารสวรรค์รสสุข ร ส ชอบ เป็นอิฏฐารมย์ เป็นอาการที่ต้องศึกษามันเป็นของหลอกของปลอม

และต้องเรียนรู้อาการทั้งหมด ที่เกิดจากองคาพยพของร่างกาย พระพุทธเจ้าให้เรียนตั้งแต่ผม ขน ฟัน หนัง เล็บ เข้าไป แล้วมีสภาพสองที่ปรุงแต่งเป็นสภาพสาม ที่จะต้องรู้ตัวจริง อันนี้ยากมาก ตัวสามเกิดมาแล้วมันกลายเป็นตัวจริง ที่ซ้อนในตัวปลอมเรียกว่า เวทนา

เวทนาเป็นความรู้สึกที่เป็นธาตุรู้อันเดียวกันหมด เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นธาตุรู้อันเดียวกันหมด เป็นแต่เพียงอธิบายลักษณะ ถ้าเวทนาระบุไว้ว่าเป็นธาตุที่รับรู้รส รสทางตาก็เป็นรูปทรง รสทางหูก็เป็นเสียง รสทางจมูกก็เป็นกลิ่น จะบัญญัติว่าหอม หรือเหม็นก็แล้วแต่ สีแดง เขียว เหลืองมันก็เป็นลักษณะของมันตามความจริง จะเรียกชื่อคนละชื่อแต่สภาวะเดียวกันหมด ถ้าตาไม่บอดสี รูปร่างสีสันเดียวกัน เรียกกันต่างภาษาก็ได้ ถ้าไม่รู้ชื่อทุกคนก็รู้ตามสัมผัสที่ได้รับ แล้วรู้ขึ้นมา ตัวที่รู้นี่คือนามกาย

พระพุทธเจ้าให้ตามเรียนรู้ อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส จะรู้นามเรียกนามกาย รู้รูปเรียกว่ารูปกาย ต้องรู้ได้ด้วย อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส ก็อธิบายรูป รส กลิ่น เสียงที่ปลอม เช่นหัดฝึก เมื่อตาเรากระทบรูปแล้วเราเกิดความไม่ชอบหรือชอบ หรือเราสัมผัสแล้วเรารักหรือชอบมัน นี่คืออาการปลอมหรืออาการเท็จนะ อาการจริงคือรู้ตามจริง แต่ชอบหรือไม่ชอบนี่เป็นเวทนาเท็จ มันไม่ใช่ความจริง แต่ก็ต้องมาหัดเรียนรู้เพราะเราอวิชชามาแต่ต้น มันไม่ชอบก็รู้หรือโลภ เราก็รู้อาการมัน มันนอกเหนือจากเส้นแสงเสียงที่ประสาทรับรู้ มันพ้นไปอีก มันต้องอ่านนามธรรมนี้ให้ออก มันไม่มีสรีระ

อ่านจิตเราว่าโกรธคืออะไร ไม่มีเส้นแสงสีแต่มีอาการเคลื่อนไหว นี่แหละคือตัวการ โกรธ โลภ นี่คือตัวการที่จะต้องกำจัดให้ลดลง

อ.กฤษฎา … ช่วงที่ผ่านมา เหมือนเราจะพยายามพัฒนาตนให้เข้าถึง เช่นผมชอบไอศครีมรสสตอเบอรี่ ผมก็ไปทานมัน ตอนทานไปผมก็นึกสิ่งที่พ่อครูอธิบาย เพื่อพยายามมองว่ามันมีอาการ ผัสสะ 3 ขึ้นมา พอทานไปผมก็ถามว่าตัวชอบมันอยู่ตรงไหน เราบอกว่าเราชอบ แต่เราชอบตัวไหน ดูเหมือนว่าเราหาไม่เจอ พอเราถามตัวเองเข้า เพราะเรารู้สึกว่า เหมือนเราหลอกตัวเองแต่แรกว่าชอบมัน พอได้เจอได้ทานมันเราก็ถามว่ามันใช่ตัวที่เราชอบจริงไหม พอเอาเข้าปากไปแล้วก็อย่างนั้น อย่างนี้ใช่การพยายามมองเข้าหาตัวชอบไหม

พ่อครูว่า… นี่คือยังไม่มีดวงตาเห็นตัวนั้น มันต้องรู้ ว่าตัวที่ไปชอบมันไม่ได้ไปชอบธาตุมะพร้าว ธาตุน้ำตาล ธาตุแป้ง ธาตุนมที่ใส่เข้าไปในไอติม เราไปชอบอะไร ความจริงเราไม่ได้ชอบมะพร้าว น้ำตาลหรือนม กลิ่นเนยต่างๆ ที่เขาปรุงแต่งมา แต่เราไปชอบอาการที่มันปรุงมา มันไม่ได้ชอบตัวธาตุแท้ๆ ว่าร่างกายเราต้องการธาตุมะพร้าว นม หรือ แป้งน้ำตาล แล้วเราก็จะเอาอันนี้ แต่เราไปสำคัญมั่นหมายว่ารสที่ปรุงกันขึ้นมาเราไปชอบ ว่าปรุงได้ดีมาก นั้นคือของเท็จ อารมณ์ไปชอบอันนั้นไม่ได้ชอบเนื้อแท้ แต่ชอบการปรุงแต่งแล้วไปชอบอันนี้ เป็นของเท็จทั้งนั้น อารมณ์ที่ปรุงแต่งของเท็จทั้งนั้น ร่างกายเราที่จะว่าเอาไปเลี้ยงร่างกาย แต่ที่จริงเป็นโทษด้วย มันต้องการธาตุที่สำคัญเท่านั้น แต่ของไม่ดีก็เข้าไปด้วย

ต้องอ่านอาการเทวดา อาการสวรรค์ต้องศึกษาว่ามันไม่จริง ไม่เที่ยง พาให้เป็นภาระทุกข์ร้อน เช่นเราไปติดผู้หญิงคนนี้ที่เป็นเมียเขา แต่เราต้องได้มาเสพสัมผัสสังวาส ก็เกิดจากต้องการรสไม่ได้ต้องการธาตุ แต่เอามาเสพรส สัมผัส เสียดสี ไม่ได้ต้องการผู้หญิงคนนี้ มาอย่างต้องการส่วนลึกใดๆ เลย มันเป็นส่วนเท็จไร้สาระไม่ตรงตามสัจจะ จะเห็นได้ว่าเราอวิชชาโง่ไม่รู้กี่ชั้น

ผู้ใดศึกษาที่จะออกจากความงมงายจากอัสสาทะ นี่คือการเรียนรู้สาระแท้ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาดับเข้าไปในภพ ก็มีแต่สัญญา ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ไม่เป็นฐานะที่จะเป็นได้ที่จะปฏิบัติธรรม เป็นอาริยะหรืออย่างใดๆ ได้เลย

ปฏิบัติธรรมนั่งหลับตาสมาธิ ปิดประตูที่จะบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าเลย อันนี้เป็นบทแรกเลยของพระไตรปิฎก ที่พระอรหันต์ผู้รู้เรียบเรียงมา เป็นพระไตรฯ เล่มที่ 1 ให้รู้ต้นทางคือ ทิฏฐิ หากต้นทางผิดก็โยนทิ้งไปได้เลยศาสนาพุทธ

อดีตก็ตาม อนาคตก็ตามเป็นสิ่งไม่มีสักอย่าง อดีตผ่านไปแล้วแก้ไม่ได้ อนาคตไม่เคยมี ต้องมีผัสสะจึงมีปัจจุบัน ถ้าไม่มีผัสสะก็มีแต่อดีตกับอนาคต พระพุทธเจ้าว่าแก้ไขทำอะไรไม่ได้

ในทิฏฐิ 62 ท่านก็แจกแจงทิฏฐิ ท่านสรุปว่า ความเห็นที่ยึดอดีต อนาคตนั้นผิด แล้วมันเกิดจากอะไรก็เกิดจากตัณหา การจะเรียนรู้ตัณหาต้องมีที่ตั้งคือ ผัสสะที่เป็นปัจจุบันคือ ทิฏฐธรรม ที่จะมีธรรมะทรงอยู่ แล้วเป็นทิฏฐิ คำว่าทิฏฐะ คือหมายถึงสองอย่างคือ เห็น กับปัจจุบัน เมื่อครบส ิ่ งนี้เห็นกับทรงอยู่กับปัจจุบันคือ ทิฏฐธรรม เมื่อรวมกันนิพพานเป็น ทิฏฐธรรมนิพพาน คือการศึกษาให้มีนิพพานเป็นปัจจุบันเห็น

ต้องมีปัจจุบัน ต้องมีเหตุปัจจัยสองอย่างผัสสะกัน จึงเห็น จะเห็นต้องมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พระพุทธเจ้าสรุปว่า ไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไม่ได้ ต้องมีผัสสายตนะ 6 ในคำสอนพรหมชาลสูตรเลยว่า มันเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง รู้ตามเห็นตามได้ยาก เบาบางปราณีต ละเอียดสุขุมต้องมีสภาวะรองรับ ไม่ใช่นึกคิดเอาเดาเอาไม่ได้ แม้มีของจริงยังอ่านยากจับยากเลย ละเอียดถึงนิพพาน รู้ได้เฉพาะบัณฑิต

เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความโดยปริยายว่า เพราะ ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะ นามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเท ส เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเท ส นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกายจะพึง ปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

พ่อครูว่า… จะแยกนามรูป ได้ต้องด้วยอาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส อาตมาก็เรียนรู้มากจากผู้รู้ แล้วเรียนรู้อ่านอาการของตน คำว่ากายมีได้ทั้งนาม ทั้งรูป เรียกว่ารูปกาย นามกาย มันต่างกันอย่างไร มีลิงคะต่างกันอย่างไร ก็ต้องแยกได้ แยกกายแยกจิตได้ แยกนาม แยกรูปได้ แม้แต่คำว่ากาย ก็มีนามกาย รูปกาย มันต่างกันอย่างไร ยังมีกายสารพัดมันต่างกันอย่างไร อาจบางอย่างคล้ายกัน แต่ก็มีนัยต่างกัน เช่น อาสวะกับอนุสัยก็ต่างกัน

มีนามรูป มีผัสสะ เกิดอันที่สามเรียกมันโดยพยัญชนะว่า วิญญาณ ก็ต้องอ่านอาการของวิญญาณให้ออก เพราะวิญญาณจะมีอาการให้อ่านออก เมื่อคุณสามารถใช้ญาณปัญญาคุณอ่านออก ตอนนี้เห็นหมากเม่า คนที่รู้ว่าแดงเปรี้ยวก็ไม่เอา ไปมองหาลูกดำๆ ก็เด็ดลูกดำสำหรับคนชอบหวาน แต่คนชอบเปรี้ยวก็เอาลูกแดง ก็กำหนดหมาย อธิวจนะสัมผัสโส พอสัมผัสอันนี้เห็นความจริงก็เรียกชื่อมัน เรียกว่ารูปกาย

แล้วการบัญญัตินามกายต้องพร้อมด้วยอาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส แต่ถ้าคุณไม่รู้จักอาการเลย แล้วอะไรกระทบกับอะไร แล้วเราเรียกว่าหมากเม่า ถ้าคุณอ่านอาการไม่ออกจะเรียกชื่อได้อย่างไร ต้องมีนามก่อน แล้วพอสัมผัสแล้วถึงเรียกชื่อได้ เช่นนี่ดอกกุหลาบสีแดงไปถามคนตาบอด มันไม่มีรูปกายให้เขา เขาจะเรียกชื่อได้อย่างไร แม้เขาจะเรียกได้ว่าดอกไม้สีแดง เขารู้เคยจำได้แต่มันไม่มีมาจากตัวรู้ภายในเลย เขาจะเรียกไม่ได้เลย

ต้องสัมผัสนอกมาหาในแล้วในมาหานอก ทวนออกมา เป็นเรื่องที่ยากมาก แต่จะยากอย่างไรก็มาปีที่ 45 แล้วขออธิบายเถิด เพราะมั่นใจว่าไม่มีใครอธิบายหรอก ถ้าอาตมาไม่อธิบายมันก็จะสูญเลย ใครฟังได้ก็ช่วยรับไว้เอาไปถ่ายทอดต่ออีก ใครไม่ได้ก็อย่าเพิ่ง

พวก ว.นบ. นี่ อาตมาก็ตั้งใจสอน อธิบาย จนถึงงัด ทิฏฐิ 62 มาสอนอีก เขาบอกว่าอย่างกับดูหนังนิยาย เขาสนุก อาตมาก็ว่าใช้ได้ๆ

อ.กฤษฎาว่า … เมื่อวานดูหนังเรื่องพระพุทธเจ้า ดูว่าพระพุทธเจ้าท่าน หลังตรัสรู้เสวยวิมุติ 7 วัน แล้วก็ดูว่ามีใครพอจะสอนได้บ้าง จะประกาศศาสนาได้ จะบรรลุธรรมได้ แต่จะบรรลุได้ต้องมีสัมผัสกับภายนอกด้วย

พ่อครูว่า … ในพรหมชาลสูตรบอกไว้ ต้องสัมผัสกับของจริง ส่วนไม่จริงอยู่ในอดีตกับ อนาคต ของจริงต้องปัจจุบัน คือทิฏฐิ คือเห็นร่วมกับปัจจุบันด้วย เรียนจาก กาม และฌาน 1 - 4 ทั้ง 5 ทิฏฐินี้ ถ้าไม่มีปัจจุบัน 5 อย่างนี้ ก็ปิดประตูนิพพานเลย

การจะมีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ต้องมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ และมีมรรคมีองค์ 8 ต้องปฏิบัติให้สัมมาทิฏฐิ จึงเกิดสัมมาสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ มีสติกับความเพียรเป็นตัวช่วย จึงเกิดสัมมาญาณ ตัวรู้ เกิดวิชชาและวิมุติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในทิฏฐิ 62 ท่านก็สอนสองตัว คือโลกกับอัตตา ก็เรียนรู้จนอยู่เหนือโลกกับอัตตา และไม่เป็นทาสโลกกับอัตตา รู้แจ้งโลกโดยอัตตาตัวเราจนไม่ลึกลับในอัตตา มีอรหัตตา รู้แจ้งหมด รู้ว่ายังเป็นทาสอัตตาตนเอง ไปหลงสุขหลงกาม หลงฌาน 1-4 เป็นการติดข่ายคือชาละ ดิ้นรนไม่รู้กี่ชาติ ออกมาไม่ได้อยู่ในข่ายของโลก และอัตตาก็หมุนวนในนั้นตลอดกาล ศึกษาให้ดีจนมีอธิปไตย มีกำลังแรงอำนาจอยู่เหนือโลกเหนืออัตตา มีอธิปไตยในโลก อธิปไตยในอัตตาจนครบอยู่เหนือโลกเหนืออัตตา ครอบงำโลกครอบงำอัตตา จึงเป็นผู้มีธรรมาธิปไตยสมบูรณ์แบบ

สุดยอดหลุดพ้นพันธนาการโลก และอัตตาบริบูรณ์ พระพุทธเจ้าไม่พยากรณ์ก่อน ถ้ามาถามเรื่องอัตตาเรื่องโลก ให้ไปศึกษาศีล สมาธิ ปัญญา คนฟังแค่นี้ก็หาว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่พยากรณ์เรื่องโลก เรื่องอัตตาก็ใช่ แต่ถ้าคุณมีภูมิมากขึ้นก็พยากรณ์ได้ เรื่องทิฏฐิ 62 เป็นพระสูตรเบื้องต้น มีหลักใหญ่อยู่ที่อดีตกับอนาคต อาตมานำมาขยายความตอนนี้ ก็เพราะว่าอาตมาตีศาสนาพุทธมานานแล้ว จนตีมาถึงวันนี้ ก็ตีตอกปิดผาโลงแล้ว เป็นตะปูดอกสุดท้ายปิดฝาโลงแล้ว ที่อาตมาว่านั่งหลับตาคือสุญโญ ข่ายที่เขาสร้างมาปิดตัวเองนั้นมีหลายระนาบ ตกอยู่ในข่ายนี้จนไม่รู้จะว่าอย่างไร

อ.กฤษฎาว่า … มีคนมาปรึกษาว่า ถ้าเดินอย่างนี้ไม่มีนิพพานหรอก จะนิพพานได้ต้องไปนั่งและท่องบ่นภาวนา ผมก็เลยอธิบายเขา ว่าการไปทำแบบนั้น พ่อครูว่า … ความเร็วของจิตมันเร็วมาก การพูดหรือฟังนี่มันช้ามาก คุณพูดสองคนนี่อาตมารู้เรื่องหมด มันช้ามากกว่าจิต กายกับวาจาช้ากว่าจิตมากเลย

อ.กฤษฎาว่า … การผัสสายตนะ ทางทวาร 6 ฟังแล้ว ระบบการฟังนี่ สามารถรับสื่อจากโลกได้ไกลกว่าอายตนะอื่น

พ่อครูว่า … มันมีสามอย่าง ถ้าตานี่ไปได้ไกลมากไปกับแสง ส่วนเสียงมันดูเหมือนได้ไกลนะ แต่ไม่ละเอียดเท่าตาหรอก ยิ่งใกล้มาที่กลิ่น กับลิ้นกระทบ สัมผัสเสียดสี ท่านถึงใช้คำว่า ทิฏฐิ (เห็น) สุตะ (ได้ยิน) มุตะ (ได้กลิ่น) ก็คือว่าไกลมาหาใกล้ การได้เห็นคือได้ครอบรอบรู้มากกว่าอย่างอื่น

ตอบคำถาม

_ถามว่า พระอรหันต์สามารถกลับมาเกิดกิเลสได้อีกหรือไม่? พ่อครูว่า… พระอรหันต์คือผู้พ้นกิเลสเด็ดขาด กิเลสไม่กลับคื น มาอีก ถ้ากิเลสกลับคื น ก็ยังไม่ชื่อว่าอรหันต์ พระอรหันต์กิเลสดับอย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) แต่คนจะไม่รู้จักอรหันต์ ก็ไปนึกว่าคนไม่มีกิเลสต้องเป็นอย่างที่ตนคิด เช่นคิดว่าคนเป็นอรหันต์ต้องไม่มีอะไรเป็นของตนเอง ต้องไปไกลห่างวัตถุ จะได้สะอาด มันก็เป็นพฤติกรรมที่เข้าใจง่ายว่าตัดขาดไม่เกี่ยวข้องเลย ก็ง่าย เช่นพวกเชน ศาสนาฤาษี เขาหนีทิ้งทุกอย่างเลย แม้ผ้านุ่งผ้าห่มก็ทิ้ง เปลือยเลย เขาก็เห็นง่าย เขาไม่ยุ่งเกี่ยวเลยจนตาย คนก็เข้าใจง่ายว่าอรหันต์ คนเข้าใจตื้นๆ ก็จะเชื่ออย่าง เชน ทิฆัมพร ไม่เอาโลกธรรมเขากดข่มเลย พระพุทธเจ้าก็เคยทำ ท่านก็ไม่รับรองแม้โสดาบัน ไม่เร ิ่ มตั้งแต่หยาบๆ เช่นอยู่กับอบาย ตื้นเขิน โกหก ทำอกุศลหยาบ แล้วท่านปฏิบัติจนจิตท่านแข็งแรงเหนือมันแล้ว มีปัญญาเป็นอุตระ มีอำนาจ อธิปไตย โลกทำอะไรท่านไม่ได้ ท่านก็อยู่กับสิ่งเหล่านี้เลย ไม่เหมือนพวกเชน ที่ไม่รับเลย แต่นี่ท่านอยู่กับโลกธรรม รับยศมีลาภอยู่เลย มีคนถามว่าอรหันต์เป็นคนเช่นไร อาตมาตอบว่า เหมือนคนธรรมดา คุณอ่านไม่ออกหรอก แต่ว่าไปเข้าใจว่าพระกรรมฐานในป่าเป็นอรหันต์ แล้วอย่างโพธิรักษ์เขาไม่รู้หรอก ว่าเป็น อาตมาไม่กลัวคนไม่รู้หรอก

อาตมาจะทำแบบพระป่าก็ได้ เคยทำมา คนจะมานับถืออาตมาเยอะกว่านี้ แต่ว่า อาตมาว่าอาตมามีคนเข้าใจรู้เป็นฐานรู้ว่า อาตมามีสัจจานุโลมิกญาณ อาตมาก็บอกว่า อาตมาเป็นอรหันต์ ก็เห็นใจพวกไม่เชื่อถือ มีทิฏฐิว่า อรหันต์จะมาแสดงอย่างนี้ได้อย่างไร แต่อาตมามีสัจจะย้อนสภาพได้มาก อาตมาตลกกว่าคนปกติด้วยบางที อาตมาก้าวข้ามอันนี้ อาตมาเอาคำสอนมาสื่อดีกว่า เลือกคนที่มีภูมิปัญญามา อาตมามาทำงานไม่ได้ทำเพื่อให้ได้บริวาร หรือคนมานับถือ ทำเพื่อช่วยคนที่จะมาละหน่ายคลายมาลดกิเลสจริงๆ

_ชาตินี้จะได้มีพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิดอีกไหมครับ พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าท่านไม่มาเกิดในยุคใกล้กลียุคหรอกไม่คุ้ม

_อยากเป็นพระโสดาบันต้องประพฤติอย่างไร พ่อครูว่า… อยากเป็นพระโสดาบัน ฐานศีลคือศีล 5 ศีลจะไปขัดเกลา กาย วาจา ใจ เมื่อปฏิบัติมีผลที่จิต ศีลข้อ 1 เห็นสัตว์ก็ไม่มีจิตฆ่า สัตว์จะทำร้ายเราเราก็ไม่มีจิตฆ่า เลี่ยงได้ก็เลี่ยง คุณต้องอภัย เมตตา จิตไม่ถือสาสัตว์ใดๆ ที่มาทำร้าย คนนี้หมดตัวตน เรื่องเกี่ยวกับคนมาทำร้ายเรา ใจไม่คิดทำร้ายตอบ ศีลข้อ 2 แม้อยากได้ของใด แต่ไม่ใช่ของเรา แต่อย่างไรก็ไม่เอาไม่ละเมิด ทางภายนอกไม่เอาเด็ดขาด ศีลข้อ 3 มีกิเลสกามอยู่ก็อยู่ทีผัวเดียวเมียเดียว คนอื่นไม่ละเมิดหรอก โดยเฉพาะข้างนอก กายไม่ไปทำเด็ดขาด แม้จะมีละเมิดในใจ ต้องกำราบจิตตนว่าชาตินี้ผัวเดียวเมียเดียวตลอด ศีลข้อ 4 ไม่โกหกเด็ดขาด ศีลข้อ 5 สิ่งที่เป็นอบายมุข หยาบไม่เอา จะต้องโกงมาก โลภมากๆ ไม่เอา เมามากไม่เอา ยศก็ตามมากไปตะกละไปไม่เอา ได้ตามฐานะ สรุปว่า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่เกินขอบเขตจัดไปเป็นอบายมุขไม่เอา จิตไม่ไปเสพ ไม่ทำด้วย มีพลังห้ามจิตได้แม้จะมีภายในก็ตาม มีได้ แต่ระงับได้ ในฐานโสดาบัน ศีล 5 ก็กำจัดกิเลสไม่ใช่ปฏิบัติศีลก็ได้แค่กายกับวาจา แต่มีผลถึงจิตตา มกิมัตถิยสูตร

_ถ้ามีรักทำไมถึงทุกข์ พ่อครูว่า… มีรักต้องหวงแหนเสียเวลา กังวล มันไม่ง่ายที่จะรู้ พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีรัก 1 ทุกข์ 1 มีรัก 10 ทุกข์ 10 มีรัก 100 ทุกข์ 100 ไม่รักเลยไม่ทุกข์เลย ต้องศึกษาความรัก 10 มิติ

_คำว่า สิกขา มาจากคำว่า ส +อิกขะ คำว่าสะ =ตน ,อิกขา= เพ่ง คำว่าสิกขา = เพ่งมองตน ขอให้พ่อครูว่าเพ่งอะไรบ้าง พ่อครูว่า… เพ่งคือตั้งใจกำหนดหมาย ทำตามศีล ตั้งเท่านี้ให้จิตมีปัญญา มีอธิจิต จนมีผลตั้งมั่นแข็งแรงเป็นสมาธิ ไม่ใช่เพ่งให้นิ่งๆ นะ แบบนั้นศาสนาเพี้ยน

_การขัดเกลาคนอื่นโดยการขัดใจเขา แล้วทำให้เขาทุกข์หรือโมโห ถือว่า เบียดเบียนไหม พ่อครูว่า… ถ้ามากไปก็เบียดเบียนกัน เราต้องมีการฝึก ถึงรู้ว่ามาก หรือน้อยไป

_บรรลุธรรมแล้วจะไปไหน พ่อครูว่า… บรรลุธรรมแล้วก็ไปสู่สังคม พระพุทธเจ้าว่าใน สั ทธาสูตร ก็มีศีลบริบูรณ์ มีศรัทธาบริบูรณ์ มีพหูสูตร (ปฏิบัติแล้วบรรลุธรรม รู้จักศีล สมาธิ ปัญญา มีวิมุติ) เมื่อได้แล้วก็เป็นธรรมกถึก เป็นผู้ไปบรรยายได้ เมื่อเป็นผู้เทศน์ก็จะเข้าสู่บริษัท ไม่ใช่บรรลุแล้วหนีเข้าป่า แต่แกล้วกล้าอาจหาญแสดงธรรมแก่บริษัท

_ทำไมต้องเกิดแก่เจ็บตายด้วย พ่อครูว่า… ถ้าเอาร่างกายก็ต้องเป็นเกิดแก่ เจ็บ ตาย แม้พระพุทธเจ้าก็เป็น เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ลึกซึ้งกว่านั้น พระพุทธเจ้าสามารถฆ่ากิเลส ให้กิเลสไม่เกิดเลย จิตไม่เกิด แก่ เจ็บตายเลย เพราะกิเลสทำให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีชาติของกิเลสเกิดอีกเลย ผู้จะพ้นเกิด แก่เจ็บ ตายคือ ต้องทำให้กิเลสตายสนิท

_ตายแล้วไปไหน พ่อครูว่า… ตายแล้วไปตามวิบาก วิบากคือผลที่เราสั่งสมกรรมไว้ เราจะไปนรกสวรรค์ตามที่เรามีจริงไม่มีอะไรห้ามกั้น สวรรค์ตอนตายมีน้อย แล้วมีแวบเดียวมันไม่ใช่อนุสัย แต่นรกมันมียืนนานว่า แต่ไม่ถาวรทำลายมันได้ ถามว่าตายแล้วไปไหน ก็ไปนรกหรือสวรรค์ นอกนั้นไม่มีอื่น หากไม่ใช่อรหันต์ตายแล้วไปนรกส่วนใหญ่ ไปสวรรค์มีแวบเดียวไม่มาก สวรรค์ลวงในสัญญาด้วยไม่จริง ถ้ามีนรกมาก ไปไม่ได้สวรรค์ เพราะพลังงานนรกเอาไปกิน เหมือนคนติดคุกออกมาเที่ยวไม่ได้ ไม่มีทางไปสวรรค์ได้ จบ...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน