580920_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก พรหมชาลสูตร ๒ ทิฏฐิ ๖๒.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580920_ วิถีอาริยธรรม โดยพ่อครู สันติอโศก พรหมชาลสูตร 2 ทิฏฐิ 62
ส มณะ เพาะพุทธ ...วันนี้วันที่ 20 กันยายน 2558 ที่ สันติอโศก วันนี้พ่อครูจะนำเสนอเรื่องราวของ พรหมชาลสูตร ต่อจากวานนี้
พ่อครูว่า … คำว่าชาละ แปลว่าแห แปลว่าข่าย คลุมไว้ ท่านสรุปไว้ตอนจบว่า คนเราทุกวันนี้เหมือนถูกข่ายแหคลุมไว้ ไปไหนไม่ออก วนไม่ออก ไม่มีพ้นจากตาข่าย เป็นสูตรแรกของธรรมะพระพุทธเจ้า ที่ผู้รู้ท่านทำสังคายนาแล้วเรียบเรียงเอาไว้ พระอรหันต์ 500 รูป ร่วมคิด ร่วมทำ แล้วเรียบเรียงไว้ เราต้องเชื่อนะ พระอรหันต์ 500 รูป ท่านเรียบเรียงเป็นวิชาการจากคำสอนพระพุทธเจ้า
วินัย 8 เล่ม เป็นภาควินัย เป็นกฎหมายลงโทษ เกิดขึ้นภายหลังศาสนาพุทธเกิดมาพักหนึ่งแล้วมีคนทำผิด แล้วพระพุทธเจ้าจึงออกกฏขึ้นมาปราบคนทำผิด ถ้าตราบใดยังไม่มีคนทำผิดท่านจะไม่ตั้งวินัย พระพุทธเจ้าตั้งวินัย 150 ข้อ ที่พระพุทธเจ้าตั้ง แล้วรวมกับที่มาจากอรรถคาถาอีก 77 ข้อ วินัยเหมือนกฎหมายลูก ส่วนศีลเป็นเหมือนกฎหมายหลัก แต่ศีลไม่มีบทลงโทษใครทำถูกต้องตามศีลก็เจริญ ส่วนวินัยนั้น ถ้าผู้ใดทำผิดก็เสื่อมเลย
ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่เอาเรื่องศีลแล้ว ทั้งที่อยู่ในพระไต รปิฎก เล่ม1 กล่าวถึงไว้หมดใน 13 สูตรแรก เป็นแต่เพียงพรหมชาลสูตร ท่านกล่าวถึงศีลแล้วท่านก็กล่าวถึง ปัญญาคือทิฏฐิ แล้วยังไม่ได้กล่าวถึงสมาธิ การศึกษาพระพุทธเจ้าคือ ไตรสิกขา คือ ศีล จิต ปัญญา แม้แต่คำว่าวิมุติก็ไม่ใช่การศึกษา แต่วิมุติคือผลของสิกขา 3 นี้ แล้ววิมุติ วิมุติญาณทัสนะเกิด จิตที่ตั้งมั่นแล้วตกผลึกแข็งแรงเป็นสมาธิ ตั้งมั่นอย่างไม่เปลี่ยนแปลงเลย นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนานตลอดกาล) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง
อ่านต่อ
(ไม่กลับกำเริบ)
พรหมชาลสูตร รวบรวม ศีล และปัญญาไว้ เป็นองค์รวม ทิฏฐิหรือปัญญา ที่ยังไม่ควบแน่นไม่รวม เป็นสมาธิ เป็นจิตเจโตตั้งมั่น
อาตมาได้อ่านถึงเรื่องของทั้งประวัติเร ิ่ มต้น มีนิทานเริ่มต้นด้วยว่า ปริพาชกสอง อาจารย์กับลูกศิษย์ เรื่อง สุปปิยปริพาชก กับพรหมทัตตมานพ สองคนนี้เดินทางมาก็นินทาพระพุทธเจ้ามา แล้วก็ชมด้วย สองฝั่งวิจารณ์กันแย้งกัน พระพุทธเจ้าว่าให้ติได้ ชมได้ แย้งได้ แต่ว่าอย่าให้จิตกระเพื่อม อย่ายินดียินร้าย ถ้าเขาติถูกก็พัฒนาตนเอง ปรับปรุง แต่ถ้าเขาติผิดก็สามารถแก้ไขหรือพูดแก้ได้ แต่ข้อสำคัญคือจิตอย่าให้มียินดียินร้าย
ใครไปนั่งสะกดจิตหลับตาฝึก อย่างสมาธิสากล ที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้ารู้จักใช้เป็นอุปการะได้ แต่ไม่ใช่ของท่าน ท่านไม่ได้รังเกียจ แต่ไม่ครบบริบูรณ์
ตอนนี้ศาสนาพุทธเขาไม่เอาศีลแล้ว มีแต่วินัย แล้วจะเหลืออะไร ศาสนาพุทธ ส่วนปัญญานั้นในทิฏฐิ 62 พระพุทธเจ้าสรุปไว้ คำว่า ทิฏฐิ หมายถึงกาละเวลาที่เป็นปัจจุบัน คือเป็นปัจจุบันไม่เอาอดีต อนาคต เรียกว่า ทิฏฐธรรม และอีกความหมายคือเห็นๆ รู้ๆ ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงสูงสุด ครบถ้วนก็คือ สัมมาทิฏฐิเพ ิ่ มขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่า ปัญญา มาเป็น ปัญญินทรีย์ คือมีพลังงานดีกรีความรู้เพิ่มขึ้น คือปัญญาที่เชี่ยวชาญชำนาญมีพลังขึ้น เรียกว่าเต็มครบ เป็น ปัญญาพละ หรือปัญญาผล
การจะเกิด ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ต้องปฏิบัติมรรคองค์ 8 เรียกว่า มัคคังคะ ในพระไตร ปิฎก เล่ม 14 ข้อ 258 การปฏิบัติมรรคทั้ง 8 ปฏิบัติมรรค 7 องค์ มีสติสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ปฏิบัติแล้วจะเจริญ สัมมาทิฏฐิ โดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้าเป็นประธาน เป็นตัวนำให้เกิด ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ
ทิฏฐิ มีสามนัย คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ทิฏฐิที่มิจฉาคืออดีตกับอนาคต ใครทำปฏิบัติแต่อดีตกับอนาคต ก็ปิดประตูนิพพาน แต่ศาสนาพุทธทุกวันนี้ไปปฏิบัติแต่อดีตกับอนาคต ก็ปิดประตูนิพพานเลย ขออภัยที่พูดเด็ดขาด ยุคนี้ต้องเช่นนี้
สรุปว่า อดีตกับอนาคต อยู่ในนี้ 62 ทิฏฐิ
ชาวอโศก เข้าใจทิศทางของพระพุทธเจ้า จึงตั้งใจมาจน จนอีหลีอีหลอ จนอย่างเต็มใจจน จนจนสำเร็จ ผู้จนแล้วสบาย ขออภัยที่ต้องพูดว่า ในหลวงนี่ ให้คนมาเป็นคนจนนี่แบบในหลวงพวกเรานี่ เพราะในหลวงว่า ให้เอาแบบคนจน บริหารแบบคนจน แต่ข้าราชการหรือผู้รู้ในไทยยังไม่เก่ง ยังทำไม่ได้ดี แต่ก็พยายามทำตามในหลวงอยู่ ไม่ได้ขี้ตู่ในหลวงนะ ในหลวงยังตรัสอีกว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา our loss is our gain. มาขาดทุนนี่ไม่ได้ให้ไปรวยแน่ แต่ขาดทุนแล้วอยู่ได้ อยู่ได้อย่างไม่ขูดรีดสังคมด้วย แต่ทุนนิยมนี่เป็นกระบวนการเลวร้าย ทฤษฎีเลวร้ายสุดตั้งแต่ทำมากัน สังคมเดือดร้อนก็เพราะทุนนิยมทุกวันนี้ คอมมิวนิสต์พยายามให้พ้น แต่ก็พ้นทุนนิยมไม่ได้ ต้องมาเอาของพระพุทธเจ้านี่จะสำเร็จ เพราะมาจนจนหมดตัวหมดตน
พุทธเรามีของดีแต่ทิ้งของดี ไปเอาของสั่วๆ ให้สนใจบ้างมาเอาจะได้ไม่เสียชาติเกิด มาต่อทิฏฐิ 62
ทิฏฐิ 62
ปุพพันตกัปปิกะ (ความเห็นปรารภเบื้องต้น, 18 ลัทธิ) อปรันตกัปปิกะ (ความเห็นปรารภเบื้องปลาย, 44 ลัทธิ) ว่าด้วยเรื่องโลกกับอัตตา - สัสสตทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ - พวกสัญญีวาท ( 16 ลัทธิ) หมวดเห็นว่าเที่ยง - เอกัจจสัสสตทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ - พวกอสัญญีวาท ( 8 ลัทธิ) หมวดเห็นว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง - อันตานันติกทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ - พวกเนวสัญญีนาสัญญีวาท ( 8 ลัทธิ) หมวดเห็นว่ามีที่สุด และไม่มีที่สุด - อมราวิกเขปิกทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ - พวกอุจเฉทวาท ( 7 ลัทธิ) หมวดพูดซัดส่ายไม่ตายตัวแบบปลาไหล - อธิจจสมุปปันนิกะ มี 2 ลัทธิ - พวกทิฏฐธรรมนิพานวาท ( 5 ลัทธิ) หมวดเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ มีขึ้นเอง ไม่มีเหตุ
ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นหรือทฤษฎีของพวกที่กำหนดขึ้น อาศัยส่วนของขันธ์ (เบญจขันธ์) อันเป็นอดีต
( 1 ) หมวดเห็นว่าเที่ยง (สัสสตทิฏฐิ) 4 1 . เห็นว่า ตัวตน (อัตตา) และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ ตั้งแต่ชาติเดียว จนถึงแสนชาติ 2 . เห็นว่า ตัวตน และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้เป็นกัปๆ ตั้งแต่กัปเดียวถึงสิบกัป 3 . เห็นว่า ตัวตน และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้มากกัป ตั้งแต่สิบกัปถึงสี่สิบกัป 4 . นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่าโลกเที่ยง
( 2 ) หมวดเห็นว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง (เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ เอกัจจอสัสสติกทิฏฐิ) 4 5 . เห็นว่า พระพรหมเที่ยง แต่พวกเราที่พระพรหมสร้างไม่เที่ยง 6 . เห็นว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยงพวกที่มีโทษเพราะเล่นสนุกสนาน (ขิฑฑาปโทสิกา) ไม่เที่ยง 7 . เห็นว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยง พวกที่มีโทษเพราะคิดร้ายผู้อื่น (มโนปโทสิกา) ไม่เที่ยง 8 . นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่า ตัวตนฝ่ายกายไม่เที่ยง ตัวตนฝ่ายจิตเที่ยง
( 3 ) หมวดเห็นว่ามีที่สุด และไม่มีที่สุด (อันตานันติกทิฏฐิ) 4 9 . เห็นว่าโลกมีที่สุด 10 . เห็นว่าโลกไม่มีที่สุด 11 . เห็นว่าโลกมีที่สุด เฉพาะด้านบนกับด้านล่าง ส่วนด้านกว้าง หรือด้านขวาง ไม่มีที่สุด 12 . นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่า โลกมีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่
( 4 ) หมวดพูดซัดส่ายไม่ตายตัวแบบปลาไหล (อมราวิกเขปิกทิฏฐิ) 4 13 . เกรงว่าจะพูดปด จึงพูดปฏิเสธว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ อย่างอื่นก็ไม่ใช่ มิใช่ (อะไร) ก็ไม่ใช่ 14 . เกรงว่าจะยึดถือ จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ 1 15 . เกรงว่าจะถูกซักถาม จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ 1 16 . เพราะโง่เขลา จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ 1 และไม่ยอมรับหรือยืนยันอะไรเลย
( 5 ) หมวดเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ มีขึ้นเอง ไม่มีเหตุ (อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ) 2 17 . เห็นว่าสิ่งต่างๆ มีขึ้นเอง โดยไม่มีเหตุ เพราะเคยเกิดเป็นอสัญญีสัตว์ 18 . นักเดา เดาเอาตามความคิดคาดคะเนว่า สิ่งต่างๆ มีขึ้นเองโดยไม่มี
อปรันตกัปปิกวาท ผู้ปรารภเบื้องปลาย ได้แก่ส่วนที่เป็นอนาคต มี 5 กลุ่ม แบ่งย่อยออกเป็น 44 สำนัก ( 1 ) กลุ่มสัญญีวาท เป็นพวกที่เห็นว่า อัตตา หลังตายแล้วมีสัญญา ( 16 ) ( 2 ) กลุ่มอสัญญีวาท เป็นพวกที่เห็นว่า อัตตาหลังตายแล้ว ไม่มีสัญญา ( 8 ) ( 3 ) กลุ่มเนวสัญญีนาสัญญี พวกเห็นว่า อัตตาหลังตายแล้ว มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ( 8 ) ( 4 ) กลุ่มอุจเฉทวาท เห็นว่าสัตว์ตายแล้วสูญ ( 7 ) ( 5 ) กลุ่มทิฏฐิธรรมนิพพานวาท เห็นว่าสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน ใน 5 กลุ่มของนักคิด สามกลุ่มแรกเห็นว่า อัตตา (อาตมัน) หรือวิญญาณ หลังตายแล้วยังมีอยู่ (อุทธมาฆาตนิกา) ในลักษณะเป็นทรัพย์ ( Substance ) เป็นตัวรองรับคุณสมบัติต่างๆ เป็นตัวไปเกิดใหม่ สืบภพชาตินิรันดร (อโรคะ)
( 1 ) หมวดเห็นว่ามีสัญญา (สัญญีทิฏฐิ) 16 19 . อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา 20 . อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา 21 . อัตตาทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา 22 . อัตตาทั้งที่มีรูปก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา 23 . อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา 24 . อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา 25 . อัตตาทั้งที่มีที่สุด ทั้งที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา 26 . อัตตาทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา 27 . อัตตาที่มีสัญญาอย่างเดียวกัน ยั่งยืน มีสัญญา 28 . อัตตาที่มีสัญญาต่างกัน ยั่งยืน มีสัญญา 29 . อัตตาที่สัญญาย่อมเยา ยั่งยืน มีสัญญา 30 . อัตตาที่มีสัญญาหาประมาณมิได้ ยั่งยืน มีสัญญา 31 . อัตตาที่มีสุขอย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา 32. อัตตาที่มีทุกข์อย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา 33 . อัตตาที่มีทั้งสุขและทุกข์ ยั่งยืน มีสัญญา 34 . อัตตาที่มีทุกข์ก็มิใช่ สุขก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา ตนทั้ง 16 ประเภทนี้ ตายไปแล้ว ก็มีสัญญา คือความจำได้หมายรู้ทั้งสิ้น
( 2 ) หมวดเห็นว่าไม่มีสัญญา (อสัญญีทิฏฐิ) 8 เห็นว่าตั้งแต่ข้อ 35 ถึงข้อ 42 ข้างต้น คือตนมีรูปจนถึงตนมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้ง 8 ประเภทนี้ ตายไปแล้วก็ไม่มีสัญญา คือไม่มีความจำได้หมายรู้
( 3 ) หมวดเห็นว่ามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ) 8 เห็นว่าตั้งแต่ข้อ 43 ถึงข้อ 50 ข้างต้น คือ ตนมีรูป จนถึงตนมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้ง 8 ประเภทนี้ ตายไปแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ทั้ง 3 หมวดนี้ รวมเรียกว่า อุทธมาฆตตนิกา แปลว่า พวกที่มีความเห็นเกี่ยวกับสภาพเมื่อตายไปแล้ว จะเป็นอย่างไร
( 4 ) หมวดเห็นว่า ขาดสูญ (อุจเฉททิฏฐิ) 7 51 . ตนที่เป็นของมนุษย์และสัตว์ 52 . ตนที่เป็นของทิพย์ มีรูป กินอาหารหยาบ 53 . ตนที่เป็นของทิพย์ มีรูป สำเร็จจากใจ 54 . ตนที่เป็นอากาสานัญจายตนะ 55 . ตนที่เป็นวิญญา ณัญจา ยตนะ 56 . ตนที่เป็นอากิญจัญญายตนะ 57 . ตนที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ ทั้ง 7 ประเภทนี้ เมื่อสิ้นชีพแล้วก็ขาดสูญ ไม่เกิดอีก
( 5 ) หมวดเห็นสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน (ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ) 5 58 . เห็นว่าการเพียบพร้อมด้วยกามคุณ 5 เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน 59 , 60 , 61 , 62 เห็นว่าการเพียบพร้อมด้วยฌานที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน
จบทิฏฐิ 62
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีต ทั้งส่วนอนาคตก็ดี มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีต ทั้งส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดถูกทิฏฐิ 62 อย่างเหล่านี้แหละ เป็นดุจข่ายปกคลุมไว้ อยู่ในข่ายนี้เอง เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ ติดอยู่ในข่ายนี้ ถูกข่ายปกคลุมไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ เปรียบเหมือนชาวประมง หรือลูกมือชาวประมงผู้ฉลาด ใช้แหตาถี่ทอดลงยังหนองน้ำอันเล็ก เขาคิดอย่างนี้ว่า บรรดาสัตว์ตัวใหญ่ๆในหนองนี้ทั้งหมด ถูกแหครอบไว้ อยู่ในแห เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ติดอยู่ในแห ถูกแหครอบไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย. สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง ก็ฉันนั้น ที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ถูกทิฏฐิ 62 เหล่านี้แหละเป็นดุจข่ายปกคลุมไว้ อยู่ในข่ายนี้เอง เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ ติดอยู่ในข่ายนี้ ถูกข่ายปกคลุมไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้วยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต เปรียบเหมือนพวงมะม่วง เมื่อขาดจากขั้วแล้ว ผลใดผลหนึ่งติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตได้ก็ชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต.
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า ธรรมบรรยายนี้ชื่ออะไร พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เพราะฉะนั้นแหละ อานนท์ เธอจงจำธรรมบรรยายนี้ว่า อรรถชาละก็ได้ ว่าธรรมชาละก็ได้ ว่าพรหมชาละก็ได้ ว่าทิฏฐิชาละก็ได้ ว่าพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมก็ได้.
ครั้นพระผู้มีพระภาค ตรัสพระสูตรนี้จบแล้ว ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น มีใจชื่นชม เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาค ก็และเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่ หมื่น โลกธาตุได้หวั่นไหวแล้วแล. จบพรหมชาลสูตรที่ 1 .
พ่อครูว่า… พวกนั่งสมาธิหลับตาอยู่ในอดีตกับอนาคตนี้ทั้งสิ้น จึงปิดประตูนิพพานสำหรับพวกนี้ หลับตาไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ไม่มีปัจจุบัน เอาแต่ในใจ แล้วใครจะรู้ได้ด้วย ใครจะมารับรองคุณ คุณรู้คนเดียว ศาสนาพุทธ อาตมาสรุปว่า นั่งหลับตาสมาธิ ปิดประตูนิพพาน ทุกประตู ไม่มีแสงลอดเข้ามาเลย แต่ผู้สัมมาทิฏฐินั่งหลับตาสมาธิได้ เป็นประโยชน์
เมื่อเรียนรู้ลดอัตตากับโลก ก็จะมีพลังงานอยู่เหนือโลก เรียกว่าโลกาธิปไตย อยู่เหนืออัตตาเรียกว่าธรรมาธิปไตย เรียกรวมว่า ธรรมาธิปไตย เป็นอธิปไตย 3 มีทั้งปัญญาและเจโตอยู่เหนือโลกและอัตตา
อนาคตคือพวกเพ้อฝัน โดยนั่งสมาธิ แล้วเข้าไปในภพ แล้วสร้างอนาคต นึกเอาคิดเอา รวมแล้วอนาคตทั้งหมด พระพุทธเจ้าสรุปเป็น 44 อย่าง ของผู้ดิ้นรน แส่หา
จะรู้โลกหรืออัตตได้ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย แต่ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ก็ไม่เป็นฐานะที่จะเป็นได้ คำว่าอดีต อนาคตคือข่าย ใครจมอยู่ไม่มีปัจจุบันคนนี้อยู่ในข่าย การนั่งหลับตาไม่มีปัจจุบัน แต่นั่งหลับตาบอกว่าปัจจุบันก็ปัจจุบันในอดีตกับอนาคต แต่ปัจจุบันจริงนั้นไม่มี พระพุทธเจ้าสรุปไว้ว่า เว้นผัสสะเสีย ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ แม้มี " ปัจจุบัน " ก็ทำ " ปัจจุบัน " ให้กลายเป็น " อนาคต " เพ้อฝัน ดังนั้นการปฏิบัติใดที่ " เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ " ทุกการ ปฏิบัติต้องมี " ผัสสะ " เป็นปัจจัย ไม่เช่นนั้น ก็จะเป็น " ผู้ไม่รู้ไม่เห็น " ที่มีแต่ความแส่หา ความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเท่านั้น (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 51 ถึง ข้อ 90 )
ตัณหามีก็มีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิด ชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชรา เกิดมรณะ เกิดโศก ปริเทว ทุกข์ โทมนัส อุปายาส (ยังเหลือเชื้อ ไม่ขาดสิ้น) ถ้าคุณหยุดการเกิดได้ โดยเฉพาะเกิดเหตุแห่งอกุศล หยุดได้ถาวรเลย แม้เขาจะมาทำร้ายเราจนตายเลย ก็ไม่โกรธตอบเลย ประมาณยากนะแต่ทำได้นะ อย่างพระพุทธเจ้าว่า ถ้าเขาเอาเลื่อยมาเลื่อยแขนขาจะโกรธไหม หากโกรธก็ยังใช้ไม่ได้ ต้องรู้อุบายเครื่องออกจากผัสสะทั้ง 6 อยู่กับผัสสะ 6 ได้อย่างไม่เป็นพิษเป็นภัยเป็นโทษเลย
แต่ทุกวันนี้ปฏิบัติไม่มีผัสสะ 6 ซึ่งบัญญัติพูดกันเป็นภาษา " พุทธ " แต่เนื้อหาเป็น " เทวนิยม " เพราะ " มิจฉาทิฏฐิ " ชัดเจน ว่า ต่างปฏิบัติ " ปรมัตถธรรม " กันโดยไม่บริบูรณ์ด้วย " ผัสสายตนะ 6" เพราะปฏิบัติกันแบบ " เว้นผัสสะ 6" จึงได้แต่ " ผุดอยู่ในข่าย " ของ " อดีตและอนาคต " ออกจาก " อดีต และอนาคต " มามี " สัมมาทิฏฐิ " ปฏิบัติใน " ปัจจุบัน " ให้มี " ผล " ไม่ได้ เปรียบเหมือนชาวประมง ใช้แหตาถี่ทอดลงในหนองน้ำเล็กเขาคิดว่า บรรดาสัตว์น้อยใหญ่ถูกครอบในแหนี้ ผุดก็ผุดในแห ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต อนาคต ทั้งอดีตและอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิ สมณะทั้งหมดถูกปกคลุมในข่ายนี้คือทิฏฐิ 62 ผุดก็ผุดในข่ายนี้ คนก็ติดในทิฏฐิ 62 นี้ ไม่มีเกินข่ายนี้
พระพุทธเจ้าตรัสจบพรหมชาลสูตรด้วย … ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้วยังดำรงอยู่ เทวดา และมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต เปรียบเหมือนพวงมะม่วง เมื่อขาดจากขั้วแล้ว ผลใดผลหนึ่งติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตได้ ก็ชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต.
พ่อครูว่า … อาตมาเปรียบการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เหมือนแยกสลายธาตุน้ำ เหลือเป็น ไฮโดรเจนกับ ออกซิเจน แต่ไม่เป็นธาตุน้ำแล้ว
ในมหาจักรวาลนี้ มีสิ่งให้เรียนรู้สองอย่างเท่านั้น คือโลก และอัตตา
โลกคือส ิ่ งสองสิ่ง เร ิ่ มต้นสองธาตุ ก็เป็นพีชะ อยู่ในแ น วระนาบ แต่ถ้าอุตุเป็นพลังงานที่แยกไม่ได้ ถ้าจะแยกต้องรู้ว่ามันทำหน้าที่เป็นพีชะ แล้วรู้ว่ามันทำหน้าที่เป็นจิต ความรู้ทางโลก สามารถรู้เรื่องพืชพอสมควร แต่รู้เรื่องจิตน้อยเดียว ของพระพุทธเจ้ารู้ครบ รู้ถึงจิตที่สร้างกรรม แล้วรักษากรรมเรียกว่าธรรมะ รักษาไว้แต่กรรมดี เลือกกรรมไม่ดีออก ไม่ทำกรรมไม่ดีอีก ทำแต่กุศล สั่งสมกุศลจนตลอดกาลนาน
การเกิดหนึ่งขึ้นมาแล้วดิ้นเดี่ยวๆ ทำทิ้งไปเลย ดวงอาทิตย์มีพลังงานมากแต่ไม่ติดอะไรไว้เลย ทิ้งพลังงานออกไปหมด มีแต่ตัวมันเอง เอาภาษาว่าอัตตาไปใส่ก็มันยึดตัวตนมันเอง อย่างไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้ชั่วหรือดี พ่นแต่พลังงานมา มันไม่รู้ว่าพลังงานมันไปทำโทษหรือดี พระอาทิตย์นี้โง่สุดโง่เลย มีพลังมากมาย คนก็เอามาใช้ประโยชน์ หรือป้องกันไม่ให้เกิดโทษก็เท่านั้นเอง
พืชมีพลังงานของตน แต่ไม่จองเวร ไม่มีรักหรือชัง แต่มันมีตัวตนแล้วไม่ยอมปล่อยแล้วมีสองแล้ว ถ้าเร ิ่ มมีสามก็มีวงวนแล้ว วนเวียนไปมาได้ เป็นแนวระนาบก่อน แต่ถ้ามีองศาก็เร ิ่ มมีวงรีแล้ว เกิดช่องว่าง หรือ empty เร ิ่ มเป็นสามมีเซลล์ของสัตว์ เร ิ่ มต้นด้วย หนึ่งเซลล์ เป็น primary cell เป็นวงวนที่ดิ้นไปเป็นวงวน ถ้าไม่มีวงโคจรแน่นอนก็เป็นอุกกาบาต
รวมลงที่พลังงาน จะเรียกว่ากำลังงาน หรืองาน หรือแรง หรือฤทธิ์ หรืออำนาจ ภาษาอังกฤษ มีเรียกมากกว่านี้ force , energy, sovereignty, authority เป็นต้น
เมื่อโลกมีตั้งแต่สามหน่วย ถ้าสามหน่วยได้สัดส่วนที่เป็นสามเหลี่ยมด้านเท่า หรือสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ได้องศาสมดุลกันหมด อันนี้เป็นวงกลม ถ้าไม่ได้องศาก็เป็นวงรี เบี้ยวหน่อย มีวงรีกับวงกลม ถ้าผู้ใดทำให้เป็นวงกลมได้จะนิ่งที่สุด แต่ในมหาจักรวาลนี้ไม่มีอะไรไม่มีทศนิยม ส ิ่ งที่นิ่งที่สุดนั้นมันมีทศนิยมจุด 000000000 ...... 1 เท่านั้น มีสิ่งที่น ิ่ งแล้วไม่มีทศยมเลยคือ นิพพาน นอกนั้นวัตถุธาตุ หรือนามธาตุที่ไม่นิพพานนั้น มีจุดทศนิยมหมด
อัตตากับโลกไม่ขาดกัน แยกอัตตาไปส่วนหนึ่ง โลกไปส่วนหนึ่ง ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง เรียนอะไรไม่ได้ ต้องเรียนสิ่งที่เกิด แล้วเรียนสิ่งที่รู้ เมื่อส ิ่ งที่เกิดคือความหมุนวน ถ้าแนวระนาบก็ไม่เป็นพิษภัย มีคุณบ้าง คือพวกพืช คนที่จะเรียนรู้อัตตา เรียนรู้ชีวะต้องเรียนตั้งแต่ 3 แล้วจะมี 4 แต่ต้องมี 5 และ 6 จึงเกิด สองหมู่ ที่เป็นสาม สองอัน แล้วเกิดอันที่ 7 เกิดเร ิ่ มหน่วยที่ 3 อีก แล้วก็เร ิ่ มหน่วยต่อไปอีก เป็นโลกที่ไม่มีที่สิ้นสุด ซ้อนกันไปเรื่อยๆ พระพุทธเจ้าเลยไม่ให้เรียนเรื่องโลกก่อน
โลกคือการหมุนวน ผ ู้ หลงอดีต อนาคต จึงหมุนวนอยู่กับตนเอง ไม่ออกจากตรงนี้ได้ ไม่หลุดพ้นจากข่ายได้ เพราะอะไร? เพราะคุณไม่เรียนรู้พลังงานในอัตตา จะหลุดจากโลกต้องเรียนรู้พลังงานอัตตา
โลกคือความเกี่ยวเนื่องกับอันอื่น จะเกี่ยวได้ต้องควบคุมตนได้ เพราะพลังงานโลกเหมือนสนามแม่เหล็ก คุณเหมือนโมเลกุลเล็ก ก็ต้องถูกสนามแม่เหล็กโลกจัดเรียงตามมันไป หมดสิทธิ์เป็นอิสระ จึงต้องมาทำที่อณูของตน ให้เป็นนิวตรอน สามารถเข้าไปในสนามแม่เหล็กนั้นเราก็ไม่ถูกอำนาจโลกจัดเรียง สามารถไปทิศไหนก็ได้ ไม่ถูกครอบงำ จึงต้องมาเรียนที่อัตตา
ผู้ใดปฏิเสธอัตตา ว่าอัตตาไม่มีหรอก พระพุทธเจ้าสอนว่า สัพเพธัมมาอนัตตา สิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตน ไม่ใช่อัตตา เขาก็ว่าจะไปเรียนทำไม พวกนี้จบเห่เลย จะไม่มีสิทธิ์ได้รู้อะไรอีกเลย ที่จริงตนเองอัตตาเต็มบ้องเลย แล้วคนเหล่านี้มีเยอะที่หลงตนเอง ให้เรียนรู้อัตตาตนตั้งแต่ 1 เลย เช่น คุณยังมีจิตไม่ชอบใจในสัตว์โลกนี้ได้ ที่สัมพันธ์กับคุณ ต้องล้างตัวกิเลสไม่ชอบใจเขาจากใจคุณให้ได้ ล้างอัตตาที่เป็นอกุศลจิตในตัวเราให้หมดไป เป็นอรหัตตา ในอาตมัน หรือตัวเรานี่ ไม่มีพลังงานเกลียดชังแล้ว ไม่เกลียดนาย ก. คนเดียวก่อน เขาจะไม่เป็นมิตรกับเรา แต่เราเป็นมิตรกับเขา เขาจะทำร้ายเรา เราไม่ทำร้ายตอบ บาปเป็นของเขาแต่ถ้าเราไปทำตอบก็บาปไปกับเขา เราไม่ทำชั่วตอบเลย มันไม่มีอะไรตอบออกไปเลย ไม่มีภาวะชั่วออกไปจากเราเลย ผู้นี้ทำได้จริงก็รักษาตัว แล้วเป็นตัวนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อไม่มีภัยกับใคร ไม่พยาบาทไม่แค้นเคืองใคร ใครจะทำร้ายเลวกับเราก็ไม่โกรธ คนๆ นี้รับรองว่า คสช. ไม่เรียกไปปรับทัศนคติหรอก อย่างอาตมานี่ไม่ได้ทำร้ายเขา แต่ว่าบางที่ไปถูกกิเลสเขา เขาก็อาจโกรธได้
อาตมาว่า อาตมาสุดอึดนะ ถ้าเป็นคนอื่นอาจลาแล้ว เพราะยากจริงๆ แต่อาตมาไม่จำนน คำว่ายากอาตมาตัดออกจากพจนานุกรม โพธิรักษ์ คำว่าไม่สู้ไม่มีด้วย สู้ยิบตา ไม่ทำร้ายใคร เมื่อมี หน่วยเพิ่มขึ้น จนเป็น 9 เป็น 10 ก็จะต่อก็มีหน่วยเพ ิ่ มอีกซ้อนไป ผู้รู้ล้างอัตตาตัวเอง ให้พลังงานอกุศลพลังชั่วหมดไป
ส มณะ เพาะพุทธ … ถามนักศึกษาว่า นิพพานคืออะไร....นศ. ตอบว่าทุกสิ่งว่างเปล่าทุกสิ่งไม่มีจริง ส มณะ เพาะพุทธว่า … ในมหาจักรวาลไม่มีอะไรนิ่งสุด สิ่งสุดคือนิพพานไม่มีทศนิยม หารลงตัวคือนิพพาน แล้วพีชะมีสอง ส่วนจิตมีสาม อุตุมีหนึ่งเดียว แล้วพระอาทิตย์นี้โง่สุด พ่อครูอธิบายเรื่องหลุมดำ คือจุดที่เรายังรู้ไม่ได้ และผู้ที่จมในอดีตและอนาคตคือผู้มิจฉาทิฏฐิ คือทิฏฐิ 62 คือมิจฉาทิฏฐิ พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าตรัสไว้
พ่อครูว่า … ก็มีส่วน 5 ปัจจุบันอีก แต่ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิก็ฝันเพ้อกับอนาคตอีก คุณต้องมาเรียนรู้ปัจจุบันที่มีทวาร 6 ทำงานร่วม อย่างสัมมาทิฏฐิ แต่ถ้าไปนั่งหลับตาก็มีปัจจุบันแต่ว่าเป็นปัจจุบันที่ไม่สัมมาทิฏฐิ จัดอยู่ในส่วนอนาคตและอดีต พระพุทธเจ้าไม่รับรอง ท่านให้ออกมาลืมตามีปัจจุบัน ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ครบ สัมพันธ์ครบ รูป นาม เป็นเทวธัมมา ทำงานรวมกันเป็น 3 เป็น 4 เป็น 6 เป็น 7 เป็น 8 เป็น 9 ทำได้เท่าที่เราควบคุมได้อย่าไปอาจเอื้อม เตี้ยอุ้มค่อม
คุณจะปฏิบัติได้นิพพาน ต้องปฏิบัติกับปัจจุบันที่สัมมาทิฏฐิด้วย แต่ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิก็ไม่ได้ ทิฏฐิ 62 นี้จึงยากมาก ตอนแรกอาตมาก็พูดว่า ปัจจุบัน 5 นี้ไม่อยู่ใน ทิฏฐิ 62 อาตมาก็ไปดูละเอียดอีกทีว่า ใช่ตามที่ท่านธัมมนิยโมท้วงมาว่า 5 นี้อยู่ใน ทิฏฐิ 62 ด้วย เป็นปัจจุบันที่ไม่มีทวารนอกร่วม แต่ปัจจุบันที่สัมมาทิฏฐิต้องมีทวาร 6 ครบ ลืมตาปฏิบัติกับปัจจุบันเรียกว่า ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ เรียกว่า ทิฏฐะ สุตะ มุตะ
ทิฏฐะคือได้เห็น สุตะคือได้ยิน มุตะคือได้กลิ่น
ทิฏฐะ คือการเห็นและเป็นปัจจุบัน นิพพานจะมีได้ด้วยการเห็น การได้ยิน ได้กลิ่น ได้รับรู้กับปัจจุบัน นิพพานมีอยู่ที่ต้องเห็นเป็นปัจจุบัน คนลืมตาเห็นนี้ตื่นทุกทวาร สติที่เอามาดูทางตา หูก็ได้ยินด้วย จมูกก็ได้กลิ่นด้วย ตานี่ควบรวมทวาร 6 จะอยู่กับกระบวนการทั้งหลายได้ ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัสจะตามมา แล้วเรียนรู้ให้อยู่เ