580914_พ่อครูพบนร.บ้านราชฯ ครั้งที่ ๔ ต้นตอของการคิดพูดทำไม่ดี .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข18 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

580914_ พ่อครูพบน ักเรียน บ้านราชฯ ครั้งที่ 4 ต้นตอของการคิดพูดทำไม่ดี

พ่อครูว่า … วันนี้วันที่ 14 กันยายน 2558 ที่ราชธานีอโศก พวกเราที่ชื่อว่ายังเด็ก คือคนอายุยังน้อย แต่อายุน้อยก็ไม่ได้หมายถึง คนไม่สามารถที่จะรู้ ที่จะคิด ที่จะเจริญทางจิตใจหรือ ทางกาย วาจา ใจ เราเจริญได้ทางกาย วาจา ใจ แม้เป็นเด็กน้อย ถ้าเราตั้งใจระลึกเสมอว่าเรากำลังพูดอะไร กำลังทำอะไร ทำอย่างนี้มันดีไหม ถ้าไม่ดีเราก็ปรับปรุงทำให้ดีขึ้น พูด ตอนนี้เราพูดไม่ดีนะ เราก็ปรับปรุงให้มันดีขึ้น ตอนนี้เราคิดไม่ดีนะ คิดไม่ซื่อ คิดโกหก คิดจะไปทำร้ายรุนแรง คิดจะไปเห็นแก่ตัว คิดไปขี้เกียจ คิดไปทำในสิ่งที่หมู่ฝูงเขาไม่ทำกัน ต่างๆ นานา เราใช้ปฏิภาณปัญญา สามารถรู้ได้ ใช่ไหม สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม

ลึกไปกว่านั้น เรากำลังพูดไม่ดี ทำไม่ดี คิดไม่ดี เราก็หยุดเลิก มันเลวมันไม่ดี ไม่ควรไม่มีในหัวคิดเรา เราก็เปลี่ยนความคิดใหม่ อย่างนี้ก็ดีแล้ว แล้วดีไปกว่านั้นก็คือ เราต้องอ่านเลยว่า ที่กำลังคิดไม่ดี หรือกำลังพูดไม่ดี กำลังทำไม่ดีนี่ จิตใจของเรานี่ มันทำอย่างนั้นเพราะอะไร? อ่านใจเราเองว่า มีอะไรทำให้เราคิด เราทำ เราพูดเช่นนั้น ค้นลงไปในจิตใจ เราจะเห็นอาการตัวที่มันมีการฟักตัว ซ้อนในจิต ว่ามันอยากได้เอามาให้แก่ตน มันอยากเอาเปรียบ อยากทำเลว จะเห็นจิตตัวต้นคิดที่ให้ทำเลว รู้ตัวนี้ให้ได้ ตัวนี้เรียกว่าตัวกิเลสหรืออกุศลจิต เป็นตัวต้นทางที่พาพูดเลว ทำเลว แล้วเป็นตัวซ่อนในความคิด บงการความคิด ตัวนี้แหละหาให้ได้ ฟังดีๆ อาจจะลึกซึ้งหน่อย อาจลึกลับหน่อย เราต้องหาต้นเหตุแห่งการทำไม่ดีนั้นๆ

1 . ต้นเหตุแห่งการทำไม่ดี จิตตัวไหนที่ทำให้พูดไม่ดี จิตตัวไหนตัวนั้นแหละอย่าให้มีในจิต แล้วตัวที่เป็นตัวต้นให้ค

อ่านต่อ

ิดไม่ดี ตัวนี้แหละเป็นตัวลึก ตัวคิดไม่ดีจะพาทำไม่ดี พาพูดไม่ดี ตัวที่มันทำให้เราคิดไม่ดี ตัวนี้คือกิเลส ไม่ใช่คิดไม่ดีเท่านั้นที่เป็นตัวกิเลส ความคิดเป็นตัวสำเร็จรูป แต่ตัวต้นเหตุที่ทำให้เราคิดไม่ดี แล้วผลักดันให้เราคิดไม่ดี ทำไม่ดี พูดไม่ดีนี่แหละ ฟังให้ดีจะรู้ว่ากิเลสอยู่ตรงไหน ตรงฐานใต้ของความคิดอีกที

กิเลสมีโลภ โกรธ หลง อ่านให้ได้ว่ามันเป็นต้นตอของความคิดไม่ดี ตัวนี้เป็นเหตุแห่งอกุศลธรรม เห็นต้นตอของตัวที่ให้คิดไม่ดีให้ได้ คือโลภะ โทสะ โมหะ อ้าวสองคนนี้ไม่ฟังเลย คุยกันจุ๊กจิ๊กเลย ไม่ฟังเลย ขอฟังหลวงปู่สักชั่วโมง อย่าเพิ่งเล่นอย่าเพิ่งคุย ฟังหลวงปู่อธิบายสู่ฟัง

ต้นตอความคิด ตัวโลภ เป็นอย่างไร ตัวโทสะเป็นอย่างไร มันไม่ชอบใจแล้วก็จะพาคิด พูด ทำ มันมาก่อนความคิดนะ เพราะฉะนั้นค้นหาต้นตอตัวนี้ให้เจอ ….ใครไม่เข้าใจยกมือเลย อ้าว กระบวยไม่เข้าใจทำไมไม่ยก

แล้วอาการของจิตที่เป็นโลภะ โทสะ มีต้นตออย่างไร โทสะมันจะต้องทำร้าย ทำแรงแย่งชิง ต้องฆ่า ปล้นจี้เอามา เห็นแก่ตัวจัดจนทำร้ายคนอื่นเรียกว่าโทสะ ต้องอ่านอาการของมันจริง ใครอ่านอาการของมันได้แล้วเรียกชื่อมันถูก พระพุทธเจ้าตั้งชื่อไว้หมด เราก็เห็นตัวมันให้ได้ แล้วก็ต้องมีวิธีฆ่า วิธีทำลาย วิธีกำจัดตัวเลวร้ายตัวนี้อย่างไร เดี๋ยวค่อยพูดกันต่อ

ถ้าเราเป็นความคิดก็พอรู้ว่าเราคิดอย่างไร เราพูดอย่างนี้ก็ยิ่งเข้าใจใหญ่ เราทำอย่างนี้ แสดงออกท่าทาง มือไม้ร่างกายแขนขา เนื้อตัวท่าทางเรารู้ เข้าใจง่าย แล้วความคิด เป็นอาการนามธรรมไม่มีรูปร่างแต่เราอ่านอาการนี้ได้ เด็กๆ หรือผู้ใหญ่ก็หัดอ่าน อ่านให้ออก ถ้าเห็นอาการว่ามันคิดไม่ดี หรือคิดเอาของคนอื่นเป็นฐานะขโมย หากเราเห็นก็หยุดเลย บังคับมันเลย วิธีง่ายๆ มันจะลักเอาของเขา มันไม่ดี ไปทำร้ายเขามันไม่ดี จะทำร้ายอย่างเบาหรือแรงฆ่าให้ตายก็เลวทั้งนั้น

ทีนี้รักหรือโลภ เอามาให้แก่ตัวเอง อันนี้ก็ยังไม่ดี ฟังตรงนี้ดีๆ การจะสร้างสรรทำอะไร เราสร้างขึ้นมา เรามีความรู้ความสามารถก็ทำมา ดินของเรา น้ำของเรา บ้านเรือนเรา วัสดุของเราด้วยแรงงานเรา เราทำด้วยสุจริตก็เป็นของเรา สร้างแล้วเราหวงแหนยึดถือเป็นของเรา ใครมาแตะไม่ได้ ใครมาใช้ไม่ได้ ก็คือหวงแหน เห็นแก่ตัวมาก แต่ถ้าเราสร้าง มีดิน มีน้ำ มีพืชอะไร ก็สร้างมาแล้ว แล้วเราก็ไม่หวงแหน สร้างแล้วก็แจกจ่ายคนอื่น อันนี้เรียกว่าไม่โลภ เป็นคนมีใจเกื้อกูลเป็นทาน บริจาคให้แก่ผู้อื่นดีไหม ทั้งที่เป็นของเราจริงๆ ที่เราสร้างเราผลิตมาไม่ได้เบียดเบียนเอาของใคร แต่ถ้าเราสร้างมาเป็นของเราแล้วเราก็แจกจ่ายเจือจานคนอื่น เราก็แบ่งกินแบ่งใช้ของเราพอกินพออยู่แล้ว ที่เหลือมีเกินก็แบ่งแจกคนอื่น อย่างนี้เรียกว่าไม่โลภ ไม่หวงแหนไม่เห็นแก่ตัว ช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่น เราต้องเห็นว่าอย่างนี้เป็นของดีของเจริญ เป็นความดีงาม ต้องใช้คำว่าต้องทำ

กิเลสเรามีหวงแหน เห็นแก่ตัวมีมากมายเกินแล้วก็ไม่ให้ใคร หรือให้เขามาซื้อสิ มายืมก็เสียดอกให้ต้นคืนด้วยนะ นี่คือเห็นแก่ตัว ทำให้โลกเราลำบากเดือดร้อน ในชุมชนชาวอโศกตั้งแต่หลวงปู่ สมณะ หรือผู้ใหญ่ ก็เลิกเห็นแก่ตัว ไม่สะสมกอบโกย มีมากก็แบ่งแจกคนอื่น ทำตนเป็นคนเช่นนี้ ทำจริงๆ ฝึกฝนตนให้เป็นคนแบบนี้ เราจึงอยู่รวมกัน แล้วขยันสร้างสรร ปลูกพืชก็เกิดพืช ทำไม้ทำดินก็เกิดสิ่งนั้น ถ้าเราทำงาน มันไม่มีหมดหรอก แล้วเราก็มีกินมีอยู่มีใช้สอย เราไม่ไปทำสิ่งเป็นพิษทำแล้วไม่เห็นจะกินได้ใช้ได้ ไปเตะฟุตบอล เต้นแรงเต้นกา กินไม่ได้ เสียเวลาเสียแรงทำไม ไม่ได้กินใช้ได้ประโยชน์เลย แล้วได้แต่สนุก

สนุกเป็นตัวอย่างไร เอามาเป็นประโยชน์อะไรได้บ้าง เห็นไหม นี่คือความลึกซึ้งของการเสพอารมณ์ คนเข้าใจแล้วไม่ต้องไปเสพ จะต้องไปเต้นเขาทำท่านั้นท่านี้ เขาบอกว่าสนุกแล้วมันได้อะไร แต่คนไปหลงว่าสนุกมันคือสุขเท็จ ไปติดยึดจนมีอารมณ์เช่นนั้นจริงๆ เรียกว่าของหลอก ของเก๊ สุขเท็จ ถ้าเราทำความเข้าใจให้ดี

หลวงปู่ก็เคยสนุกอย่างพวกเรามา พอมาเข้าใจธรรมะก็รู้ว่าเราหลงไปกับความเท็จเหล่านี้มากมาย ไปเตะฟุตบอลเข้าโกล คนไปดูมันเตะเก่ง ดูแล้วมันอร่อย แล้วไปเสียเงินเสียเวลาแรงงานไปเชียร์ เทคนิคมากมาย พอเสร็จเชียร์บอลเหนื่อยก็ไปหาอะไรกินโด๊ป เสียเวลาแรงงานทุนรอน ได้แต่สนุกมันฉิบหายเลย นั่นแหละคืออารมณ์เท็จ เดี๋ยวนี้หลอกกันหลายมุมเยอะเลย พวกเราศึกษาดีๆ จะได้รู้ว่ามันเท็จมากมายเลย เราเอาความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่มีสามอย่าง

สูญเสียเวลา 2 . สูญเสียเงินทองทุนรอน เอาไปเสียให้มัน เช่นฟุตบอลรอบนี้ มันเก่งมาก เสียเงินบางทีเป็นล้านบาทจะได้อะไรก็ได้ดูมันเตะมันๆ สนุก แล้วก็เลิก อยาก ดูอีกก็ไปเสียเงินอีก คนที่รู้แล้วเขาเห็นว่าเป็นของหลอกก็ไม่เสียเวลาไปดู 3 . แรงงาน แรงงานต้องเดินไปดูไปจ่ายพลังงาน ไปเชียร์นั่นคือแรงพลังงานทางกายทางจิตที่เสียไป นี่คือความสูญเสียที่โง่เง่าเยอะเลย เอาความสูญเสียของข้าคืนมา นี่คือความสูญเสียของคนโง่ คนอวิชชาในโลก ทุกวันนี้ไม่รู้เรื่องกันเยอะ แล้วไปเก่งสร้างสิ่งหลอกเอาเงินทองกันไป ไม่ได้เรื่องไม่ได้สาระอะไรเลย เอาแรงงานนั้นมาปลูกเมล็ดพันธ์พืช เอามาหุงข้าวทำสิ่งมีประโยชน์ยังได้อาศัยใช้สอยเลย แต่ไปดูมันเตะบอลแล้วเราเตะอย่างเขาได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ เอามาไม่ได้ เอามาใช้ไม่ได้ โง่ไหม

ไปดูเขาร้องเขารำ ว่าโอ้โห เช่นกังนัม มันเต้นเก่งไปดูมัน มันเต้นเก่ง เราก็ไปติดยึดกับเขา เราไปหัดเต้นอีกก็เสียเวลาแรงงาน ทุนรอนอีก เสียค่าจ้างคนสอนอีก แล้วได้อะไร ได้เสียเวลา แรงงาน ทุนรอน เสียไปทำไมวะ

มันอร่อยดี มันเพลินดี สนุกดี แล้วเอามาใช้ได้ไหม เอามาทำอะไร ? เอามาหุงข้าวได้ไหม เอามาเช็ดพื้นได้ไหม เอามาทำอะไรได้? นี่ คนเราไปติดยึดลมๆแล้งๆ ที่เขาหลอกบำเรอใจ พวกนี้คือโลภและราคะ เอามาให้แก่ตนเอง

เช่นคนได้เพชร เขาว่าสวย ก็สมมุติเอาเอง มันหายาก อาจใช่มันหายาก มันมีไม่มากในโลกนี้ กว่าจะสะสมตัวของมันมา มันก็นาน แต่เสร็จแล้วได้เพชรมา เอาไปแกง ก็ไม่เค็ม เอาเพชรไปใส่แกงจะทำให้เค็มก็ไม่ เอามานุ่งแทนผ้าได้ไหม ….ไม่ได้

เราหุงข้าวไม่มีข้าวจะตายแล้ว แล้วหุงเพชรกินเพชรแทนได้ไหม ก็ไม่ได้ซื้อมาตั้งแพง นี่คือการสมมุติแล้วหลงค่ากัน ถ้าชีวิตนี้เราไม่มีเพชรเลย เราจะทำความดีทำคุณค่าแก่โลกนี้ได้ไหม ชีวิตนี้ไม่ต้องมีเพชรผ่านมือเลย แล้วเราทำความดีเต็มที่เลย แต่ถ้ามีเพชรแล้วทำให้เราขยันทำความดี คิดอะไรไม่ออกก็คิดออก ก็น่าจะลงทุนซื้อ แต่ซื้อมาแล้วมันบันดาลอะไรให้เราได้ มีแต่ต้องระมัดระวัง ต้องเก็บ อย่างเก่งก็เอาไปอวดเขาว่ามีเพชร แต่มีแล้วเก่งอะไรขึ้น ได้ทำประโยชน์อะไรขึ้น ไม่ได้ มีแต่ภาระ มีแต่โทษไม่เห็นมีคุณอะไร คนหลงเห่อก็หลงไป

หลวงปู่ นึกถึงตนเองตลอดชีวิตตั้งแต่เด็กจนโต ผ่านวัยมาเคยหาเงินเองได้เป็นล้าน ไม่เคยซื้อเพชรสักเม็ดเดียวในชีวิต เคยซื้อทองคำให้ตัวเอง 1 บาท สร้อยคอทองคำ มีพระสมเด็จห้อยด้วยเลี่ยมทอง ห้อยพระสมเด็จองค์นั้น ตอนหลังก็ให้พระเขาไป ก็ไปได้พระทองคำ ก้อนทองคำที่เป็นพระพุทธชินราช เขาให้มา เป็นทองลูกบวบ ก็เลยไปเลี่ยมมา มีสร้อยอันนั้นอันเดียวซื้อให้แก่ตนเอง นอกนั้นซื้อให้คนอื่น

คนก็ไปติดยึดหวงแหนเพชร แย่งชิงกันระดับโลกเลยนะ สิ่งเหล่านี้หลวงปู่เทศน์ฟังอาจไม่ซาบซึ้ง แต่โตมาจะเข้าใจว่าคนมันหวงแหนเพชร คนมันอยากได้ทองคำ แต่ตอนนี้ก็อยากได้เกมกด อยากได้การ์ตูนมากกว่า

สิ่งเหล่านี้ยิ่งได้มายิ่งลำบากหวงแหน ซื้อมาแล้วต้องซื้อเซฟใส่อีก ยุ่งฉิบหาย แล้วคนไม่รู้ว่ามันซวย คนที่ไม่ต้องมีสิ่งเหล่านี้ก็ไม่เสียเวลาทุนรอนแรงงาน เอาไปทำงานสร้างสรรดีกว่าเยอะ

ความสูญเสียสามประการ 1 . เวลา 2 . แรงงาน 3 . ทุนรอน ต้องไปให้มัน สามอย่างนี้คือความสูญเสียที่มนุษย์คิดไม่ถึง แต่ยิ่งใหญ่ ใครเอาความสูญเสียสามอย่างของข้านี้คืนมา จะเป็นคนรวยอย่างไม่ต้องมีทรัพย์สินของตน ทำแต่สิ่งสาระให้ประโยชน์ต่อสังคมดีกว่า

อย่างชุมชนชาวอโศกเป็นชุมชนจน นะ เราไม่ค่อยมีเงินทอง ทำงานหมุนเวียนไปวันต่อวัน ได้มาก็ให้ไป เราจ้างคนมาทำงานบ้าง จ้างได้เยอะ เหมือนคนรวยแต่เราไม่ได้มีเงินมากอย่างนั้น เราก็ใช้แรงงานทำงานทุกวัน แล้วแบ่งใช้กัน คนมาทำงานกับเราก็แบ่งกันทำงาน แล้วเฉลี่ยกัน ไม่ได้ร่ำรวยเลย แต่เราไม่สะสมไม่กอบโกยไม่เอาเปรียบเอารัด เอื้อเฟื้อเจือจานกัน นี่คือเศรษฐศาสตร์ที่ลึกซึ้งมาก แบ่งแจกเกื้อกูลเฉลี่ย จะเป็นข้าวของเงินทองก็ตามก็เฉลี่ยคือ เศรษฐศาสตร์บุญนิยม

เราเอาแรงงานความคิดที่ไม่เห็นแก่ตัวมารวมกันเป็นหนึ่ง แล้วช่วยกันทำงาน ให้เงินทองข้าวของหมุนเวียนไม่เก็บกักตุน เศรษฐศาสตร์แบบนี้พระพุทธเจ้าคิดขึ้นมา ซึ่งระบอบอื่นเขาก็อยากได้แต่ทำไม่เป็น แต่เราเป็นลูกพระพุทธเจ้าก็ทำเป็น ให้พากเพียรดู

ต่อไปเป็นการตอบคำถาม

_ในเวลาหลวงพ่อเทศน์แล้วมีคนเล่นอยู่ข้างหลัง วิบากบาปจะเป็นอย่างไร พ่อครูว่า.. . 1 .วิบากจะเป็นคนโง่เง่า เพราะไม่ได้ฟังสิ่งดีสิ่งเป็นประโยชน์ 2 .จะเป็นคนถูกเอาเปรียบในอนาคต กลายเป็นทาสเพราะว่าเราโง่ 3 .เราก็จะขาดแคลนทุกข์ร้อน เพราะเราถูกคนอื่นเขาใช้เป็นทาสจะหนักจะลำบาก อย่างน้อยโง่เง่าเป็นต้นตอของสิ่งที่จะตามมามีอีกเยอะ เกิดจากความโง่เง่า อวิชชา ยิ่งหลวงปู่อธิบายความฉลาดลึกซึ้งยิ่งไม่ฟัง ไปเล่น แล้วเมื่อไหร่จะฉลาดขึ้นมาก็ได้แต่โง่เง่าลูกเดียว นี่คือวิบากที่ได้ทันที

_ไม่ทราบว่าตอนนี้ชุมชนเรามีการควบคุมระเบียบคนงานก่อสร้างอย่างไร ที่ผ่านมาได้กลิ่นบุหรี่บ่อย ไม่ทราบว่าต้องบอกใคร พ่อครูว่า… เราก็พยายามกันอยู่ คนเสพติดก็เสพ คนพยายามหยุดก็ได้ดีไป คนติดมากก็แอบเสพ ใครติดมาเราก็บอกให้หยุด หากเขาทำร้ายหรือทำผิดมาเราก็ไม่ให้มาทำงาน เราต้องระมัดระวังภัยเราก็ไม่ได้รุนแรงอะไรกัน

_ผมรู้แต่ว่าสุขมีแต่สุขหลอกๆ แล้วสุขจริงๆ มีไหมครับ พ่อครู… คำว่าสุขนี่เป็นภาษาแล้วเรียก คนเข้าใจผิดไปว่าสุขคือบำเรอกิเลส สมใจอร่อยดี มันดีเพลิดเพลินดี แล้วเรียกว่าสุข สุขอย่างนี้เป็นสุขไม่เที่ยงเป็นสุขเท็จ จริงๆ มันทำให้ไม่มีได้เลย เราอยากได้มาแล้วมีอาการอย่างหนึ่งเกิดในใจ เช่นเราอยากได้ส้มโอนี่ อยู่วันหนึ่งเราได้ส้มโอมา แต่เราไม่มีอาการใจที่ฟูใจ เลย ได้มาเราก็ว่าได้แล้วเป็นสิทธิ์ของเราแล้ว เราก็เฉยๆ การเฉยๆ นี่คือความสุขที่ไม่จ่ายพลังงานเลย เป็นความสุขสงบไม่เสียพลังงานไปฟูฟองดีใจ เสียใจก็ไม่มี ดีใจก็ไม่มี เฉยๆ แต่รู้ว่าเราได้เป็นสิทธิ์โดยสุจริต เช่นเราปลูกมาหรือคนเสียสละให้ด้วยเต็มใจเราก็ได้ แต่อาการทางใจเราก็รู้ว่าได้อันนั้นคือสุขสงบ อันนั้นคือสุขจริง ภาษาพระพุทธเจ้าว่า วูปสโมสุข จิตอทุกขมสุข เฉยๆ แต่รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่าเราได้สมควรได้ไม่เป็นไร อย่างนี้เรียกว่าสุขที่แท้จริง สุขที่ไม่เสียพลังงานของตนเองเลย สุขไม่ได้บาป จิตเฉยๆ ไม่ฟูฟองเรียกว่าสุขวิเศษสุขแท้จริง นี่คือสุขจริง

_ถ้าชีวิตนี้เราไม่ได้อะไรสักอย่างจะเป็นอย่างไรครับ พ่อครูว่า… มันมีสองแบบ 1 . ถ้าเราไม่ทำอะไรก็ไม่ได้อะไรเลย เราก็เป็นคนว่างเปล่าก็ตายซะไม่ควรอยู่เลย แต่ถ้าเราทำงานแล้วเราทำได้ผลโดยสุจริตไม่เบียดเบียนละเมิดใคร เราก็ได้สิ่งนั้นมา เราก็ได้อาศัย เราทำสิ่งที่ควรทำควรได้ ได้อาศัยในชีวิต เราได้ส้มโอเพราะเราปลูกส้มโอ เราปลูกแก้วมังกรได้ ได้แก้วมังกร มันได้ได้ แต่ถ้าไม่ได้อะไรสักอย่างก็ตายซะ ต้องได้โดยสุจริต แต่ถ้าได้โดยเราเบียดเบียนคนอื่นทำให้เสียหายก็ไม่ควรทำ ชีวิตนี้เราควรได้ควรเป็นควรมีในสิ่งที่ดี ควรทำในสิ่งที่ดี เราจะได้จะมีจะเป็นสิ่งที่ดี เมื่อมีขึ้นมาเราก็อาศัยใช้สอยและแบ่งคนอื่นได้ก็เป็นของดีของประเสริฐใช่ไหม

_ตั้งแต่โลกนี้ได้เกิดขึ้นมาแล้วพระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้นมาพร้อมโลกในนี้หรือเปล่า? พ่อครูว่า… ไม่ได้พร้อม หลวงปู่เคยไล่ให้ฟัง พระพุทธเจ้าจะเกิดต่อเมื่อมีคนทำชั่วถึงขีดหนึ่งแล้วไม่มีใครแก้ไขได้ จะมีคนๆ หนึ ่ งฉลาดที่จะแก้ไขความชั่วของสังคมได้เป็นคนแรก คนนั้นจึงเป็นพระพุทธเจ้าองค์แรก ในโลกมีพลังงานทางวัตถุไม่รู้เรื่องดินน้ำไฟลม แล้วก็พัฒนามาเป็นพืช ก็ทำไปตามประสา แต่ต่อมาพัฒนาตนเป็นสัตว์ มันก็มีอัตภาพอาตมัน ทำกรรมไปจนถึงขีดที่เสียหายเดือดร้อนโลก เดือดร้อนวุ่นวายเสื่อมลงไป ก็จะมีคนๆ หนึ่งหาวิธีคิดแก้ไขความเสื่อมนั้นจนได้ คนที่คิดแก้ไขความเสื่อมนั้นได้คนแรกคือ พระพุทธเจ้าองค์แรก

เป็นคนที่รู้โลกวิทู แล้วท่านก็รู้วิธีแก้ไขอย่างยอดคือ โลกุตระ แล้วก็แก้ไขได้อย่างเยี่ยมยอด เป็นหลักฐานให้คนต่อมามาสืบต่อสรุปคือ อริยสัจ 4 หรือทุกอย่างมาแต่เหตุ เหตุอยู่ที่จิตนี่แหละ แม้ไอสไตน์ก็ค้นพบอันนี้ แต่ว่าไอสไตน์ค้นพบทางวัตถุ ได้ค้นพบหลังพระพุทธเจ้าค้นพบทางจิตได้ เมื่อโลกเลวถึงขีดก็มีคนคิดจะช่วยได้ ได้สูตร อิทัปปัจจยตา หรือ relation ทางนามธรรม ตั้งแต่พระพุทธเจ้าองค์แรกถึงปัจจุบันก็ใช้สูตรนี้แหละ

_ที่เพื่อนหลวงปู่มีใครอายุมากมาถึง 80 เหมือนหลวงปู่ไหม พ่อครูว่า… ก็มี

_ได้ยินข่าวว่าในอนาคตจะไม่มีสัมมาสิกขา ม.ปลาย พอขึ้นม.ปลายก็จะเข้าปวช.หมด หนูไม่อยากให้เป็นแบบนี้ พ่อครูว่า… ก็ไม่ได้ล้มเลิกสัมมาสิกขาสามัญนะ เราก็เห็นความสำคัญของปวช. ก็เป็นนักศึกษานักเรียน ก็ทำได้เหมือนสัมมาสิกขา ปวช.นี่ทำงานด้วยนะ ยิ่งเดี๋ยวนี้ทางรัฐก็ส่งเสริมปวช. ก็ได้ทั้งสามัญด้วย ที่บ้านราชฯ จะเน้นปวช. ถ้าเผื่อว่า ปวช. เจริญจริงๆ แน่นอนว่าสัมมาสิกขาที่เอาแต่เรียนหัวโตจะไม่มีแล้ว จะมีศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา เต็มรูป ความรู้ทางโลกจะ 25 % เป็นงาน 35 % ชาญวิชา 45 % ทุกวันนี้โลกจะกลียุคเพราะว่า คนเอาแต่เรียนแล้วดูถูกคนทำงาน เอาเปรียบโลกถึงแย่ คนที่ทำงานเป็นแล้วไม่เอาเปรียบคน การเอาเปรียบเขานี่ดีหรือชั่ว เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้แล้วโลกมันชอบเอาเปรียบเขาไป ก็จะเป็นลูกหนี้ มันโง่หรือฉลาด แล้วคนมันโง่ขนาดไหน คิดดูสิ เรียนแต่หัวโตได้แต่คิด แล้วคิดแล้วกินได้ไหม รู้ว่าหุงข้าวเป็น แต่หุงข้าวไม่ได้ แต่คนนี้หุงเป็นเลยใครจะได้กินไหม

คนรู้ว่าจะหุงอย่างไร รู้มากกมายแต่จุดไฟไม่เป็น หุงไม่ได้ แต่คนที่เขาหุงเป็นแม้จะไม่หอมไม่เลิศยอดอย่างที่คุณว่าใครจะตายก่อน พวกนักรู้มากมาย แต่ทำไม่ได้ก็ตายก่อน คนที่ทำได้แม้จะไม่เก่ง แต่ว่าทำพออยู่ได้ แล้วถ่อมตนด้วย

_หลังจากที่ได้นั่งคุยกับเพื่อนๆในม. คิดว่าบางทีคุรุคาดหวังกับพวกหนูมากไป เหมือนกดดันว่าจะให้เป็นเหมือนที่คุรุ สมณะ สิกขมาตุ ให้เป็น คาดหวังแต่ไม่เคยให้คำปรึกษาหรือแก้ปัญหาให้พวกหนูเลย พวกหนูเลยระบายแต่กันเอง ไม่ได้ทำให้ความไม่สบายใจหายได้เลย พ่อครูว่า… ปัญหาเรื่องเพศปัญหาเอาแต่ใจ เพราะพวกหนูกิเลสมากไป รู้ตัวบ้าง อยากได้อย่างนั้นอย่างนี้มากมายก็ทุกข์ ทุกข์เพราะอยากได้ แล้วมาให้คุรุแก้ไข จะแก้อย่างไร ใจเราอยากได้อะไรก็ไม่รู้อีก ต้องรู้ว่าใจเราอยากได้อะไร แล้วเลิกอยากได้ให้ได้ แล้วก็จะไม่อยากได้อะไร ก็ทำตามที่คุรุพาทำก็จะไม่ทุกข์ ถ้าคุรุจะพาทำงานจนตายก็จะได้เห็น แต่มันไม่เป็นหรอก ที่บอกว่าจะตายแล้วนะ ถามตัวเองสิว่าจะตายหรือยังมันเห็นแก่ตัว มันไม่เหนื่อยพอหรอก เหนื่อยเกินผู้ใหญ่ก็รู้อยู่ แต่นี่มันไม่เหนื่อยมากมายอะไร จะเป็นการสร้างเสริมร่างกายด้วย วัยรุ่นเป็นวัยพัฒนาพลังงานจะมีพลังงานเสริมแข็งแรงด้วย ให้พยายามมีสมรรถนะสูงมากกว่านี้อีก แต่มีโรคขี้เกียจอย่างเดียวนี่แหละ ไม่เชื่อว่าคุรุจะให้ทำงานเกินไป แต่มีความเห็นแก่ตัวขี้เกียจทำให้เราไม่ทำตาม

_ถ้าเราอยากให้ทำบุญแต่ให้คนอื่นไปทำแทนจะได้บุญไหม พ่อครูว่า… ก็คนที่เป็นต้นคิดนี่แหละคือผู้ได้ แต่บางคนที่ไปทำตามแต่ใจฝืนหรือไม่เห็นด้วยก็ไม่ได้ แต่ถ้าคนที่ไปทำนี้เต็มใจยินดีด้วยก็ได้

_ถ้าเราทำไม่ดีแล้วคนอื่นไปรายงานผู้ใหญ่โดยใส่ไขตอแหลเรียกว่าอะไร พ่อครูว่า . ..คำว่าตอแหลใส่ไข่คือไปบอกเติมเรียกว่าใส่ไข่ บอกเกินจริง อย่างนั้นเรียกว่าตอแหล โกหกแต่ถ้าเราทำอย่างนั้นจริงแล้วคนอื่นที่ไปบอกตามจริง เรียกว่ารายงาน ถ้าเขาเอาความไม่ดีเท่าที่เราเป็นไปบอก ผู้ใหญ่ก็ช่วยแก้ไขให้ อันนี้ดีมาก ผู้ที่ไปฟ้องหรือทำดีโดยไม่ใส่ไข่นี้ดีมาก เรียกว่ารายงานความจริงแก่ผู้ใหญ่ แต่ถ้าไปรายงานแล้วใส่ไข่ตอแหลอย่างนั้นเลว ยิ่งไม่มีเรื่องแล้วกุเรื่องก็เลวมาก แต่ถ้าคนที่ปกปิดความผิดของเพื่อนคนนั้นแหละเลว

_คนที่เอาเปรียบเรียกว่าบาปน้อยหรือบาปมากครับ พ่อครูว่า… เอาเปรียบมากก็บาปมาก เอาเปรียบน้อยก็บาปน้อย ไม ่ เอาเปรียบเลยก็ไม่บาป...เอวัง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน