580918_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๒๔.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580918_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู สันติฯ ยอดนิยายของโลก ที่ไขความเป็นมนุษย์ 24
พ่อครูว่า...วันนี้ วันศุกร์ที่ 18 ก ันยายน 2558 ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 10 ปีมะแม ณ สันติอโศก ชีวิตมันต้องเรียน คนเราหากคิดว่าชีวิตไม่ต้องเรียนก็ไม่ต้องศึกษา อาตมาเองมาถึงอย่างนี้ก็ต้องศึกษา แต่ไม่ได้ศึกษาเพื่อความพ้นทุกข์ตัวเอง เพราะความพ้นทุกข์ตัวเองอาตมาไม่มีปัญหา มีแต่ปัญญา นอกนั้นความสุขทุกข์เพื่อผู้อื่นยังต้องศึกษา สำหรับตนเองไม่ต้องศึกษาแล้ว
ก่อนจะเข้าสู่บทเรียน ก็ความรู้ของพระพุทธเจ้าก็มีความรู้โลกกับอัตตา หรือเขากับเรา หรือนอกกับในเท่านั้นเอง หากเข้าใจแล้วก็จะรู้ว่าจะอยู่กับโลกนี้อย่างไร อย่างไม่เป็นโทษภัย และมีประโยชน์คุณค่า
มาดู SMS เมื่อวานนี้ _ 0827534xxx เอาผู้ที่รับนั่นแหละเข้ามาผู้ไม่รับผลาญงบไปเท่าไหร่ รธน.ที่คว่ำดีอยู่แล้วมันปราบนักการเมืองชั่ว _ 0893867xxx คนที่จะรู้ซึ้งถึงขั้นปรมัตถธรรมจักรู ้ แจ้งด้วยวิชชา8 ต้องรู้เวทนาในเวทนา,จิตในจิต,ธรรมในธรรมฯ _ 0893867xxx นั่งสมาธิแบบฌานฤาษี แตกต่างจากรู้สมาธิลืมตาทุกอิริยาบถแบบฌานพุทธ ตรงที่ จิตใดน้อมไปสู่องค์ธรรมของฌาณ นั่นคือจิตที่ปฏิบัติครบมรรคอันมีองค์8 พ่อครูว่า… รูป นี้คำเดียวรวมความไว้หมดแล้ว เราก็ดูตั้งแต่นอกเข้ามาหาใน แล้วดูว่ามีกิเลสกาม พยาบาทปนมา ผู้ใดทำกิเลสออกจากจิตได้ ก็เป็นธรรมลึกซึ้งละเอียด จิตที่ได้ล้างออกไป มีวิชชา 8 สามารถรู้อะไรต่ออะไรได้ตามบารมี โลกวิทูแต่ละคน คนรู้โลกได้น้อยก็รู้ได้เท่าที่เขารู้ อะไรดี - ชั่ว โลกียะ - โลกุตระ การรู้ดี - ชั่ว ก็รู้ตามสมมุติ ประเทศโน้นก็ไม่เหมือนประเทศนี้ เราไม่รู้ว่าเขาสมมุติอะไร ยอมรับอะไรกัน ไม่ใช่ของจริงตรงๆ ผู้ที่จะปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าสัมมาทิฏฐิ ไม่ว่าจะปฏิบัต
อ่านต่อ
ิในธรรมะหมวดไหนได้ทั้งหมด ผู้รู้ กาย เวทนา จิต ธรรม เมื่อปฏิบัติก็ต้องรู้ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 มีสังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขณาปธาน โดยมี อิทธิบาท เอาใจใส่พากเพียรให้ได้ หรือในอวิชชาสูตร ก็สำรวมอินทรีย์มีสติสัมปชัญญะ มนสิการ หรือโพชฌงค์ 7 สติปัฏฐาน 4 คุณจะได้ฟังสัทธธรรมบริบูรณ์ ก็ต้องคบสัตบุรุษบริบูรณ์ มีศรัทธาบริบูรณ์ มีสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ มีสุจริตกรรม 3 เป็นต้น ถ้ายิ่งเข้าใจทำสภาวะได้ ก็เอาพยัญชนะมาจับก็ไม่ขัดแย้งกันเลย
_ 0893867xxx สมาธิหลับตาได้ความสงบนิ่งของใจผ่อนคลายกายแต่สมาธิลืมตาได้องค์ฌานที่ทำให้จิตเป็นมุทุภูต,กัมมนิย,ฐีต,อเนญชัปปัตต ฤาองค์ ธรรมอันลึกซึ้งของวิชชา8 พ่อครูว่า… ถูกต้องหมด
_ 0893867xxx ส่งธรรมมาถูกฤาเปล่า? ไม่ แน่ใจ มิกล้าถามพ่อครูเพราะวันศุกร์ รก.พ่อครูต้องจบ เร็วเพราะบิ๊กม.ดับเบิ้ลโฟว์ ต้องมารายผลงาน!ผู้น้อย ขอลาละก๊ะ! พ่อครูว่า… ที่ส่งมาถูกส่วนใหญ่
_ 0857308xxx เท่าที่สนทนากับผู้นั่งหลับตาเขาบอกว่า ถ้าเรียนข้อธรรมมากนั้นเสียเวลา ต้องนั่งหลับตาจึงจะบรรลุธรรม พ่อครูว่า… นี่คือความเพี้ยนไปของศาสนาพุทธ ที่เกือบจะหมดแล้ว อาตมาถึงหนักเหนื่อย แต่ก็ต้องทำ เหนื่อยก็พัก ไม่เหนื่อยก็เพียร
_ 0812636xxx พ่อครูบอกว่าทำโลกุตร ะ จะได้โลกียะด้วย ผมเข้าใจว่าทำบุญก็จะได้กุศลพ่วงด้วยเป็นนัยเดียวกันหรือเปล่าครับ พ่อครูว่า . ..เราจะตีความเอาเองก็ได้ ได้ อุภยัตถะ ได้ประโยชน์สองฝ่าย แต่บุญนี่ท่านแยกไว้เลยว่ามีหน้าที่ชำระกิเลส หน้าที่นี้ก็เหนื่อยอยู่แล้ว การชำระกิเลสตนนั้นคนอื่นไม่เสียผล เขาก็เลยตีรวมมาเป็นอุภยัตถะ คนก็บอกว่าทำไมต้องแยก ทำบุญก็ได้กุศลด้วยก็ได้ ถ้าตีความเช่นนั้น
_ 0837277xxx ใช้คำว่านั่งสมาธิมันแคบไปต้องมีคำว่ายืนสมาธิวิ่งสมาธิฯลฯ เดินสมาธิหรือทำงานที่สุจริตก็เป็นสมาธิได้ พ่อครูว่า . ..ก็ทุกอิริยาบทคุณต้องตัดกิเลส ในอานาปานสติสูตรที่บรรยายลักษณะ 16 อย่างของอานาปานสติ ท่านย่อมาแล้วว่ายุคโน้นเขานิยมนั่งหลับตา ท่านก็อนุโลมให้ว่าเหลือลมหายใจ ที่ภายนอกไว้นะ ก็ให้อ่านลมหายใจเข้า คือการเคลื่อนไหวของสิ่งภายนอก รู้อาการ ลิงคะ นิมิต ของมัน หายใจเข้าสั้น ยาว ว่ามันต่างกันนะ ให้รู้ มหาภูตรูป ด้วยอย่าทิ้งข้างนอก แล้วจึงอธิบายต่อเข้าไปรู้แจ้งกายทั้งปวง สัพ พะ กายะปะฏิสังเวที รู้กองลมทั้งปวง จิตก็ต้องเกียวข้องกับนอกด้วย คุณต้องทำให้กายสงบ แต่ต้องเข้าใจกายให้ถูกต้องว่า ไม่ใช่แค่ร่างภายนอกนะ อานาปานสติ เขาเข้าใจเพี้ยนไป ว่าต้องทำให้ร่างกายนี้ไม่ขยับไม่กระดุกกระดิกนะ ให้หยุดนิ่ง แล้วใจก็ให้รู้แต่ในไม่เกี่ยวกับข้างนอก อย่างนี้เสียผลหมด ต้องมารู้ตั้งแต่ภายนอกว่าเกี่ยวข้องอย่างมีกิเลสกับใคร ก็ล้างกามภายนอก เสร็จแล้วก็อ่านต่อถึงภายใน พอกาย ปัสสัมภะยัง ก็มีปีติ ก็ต้องรู้ว่าคืออุปกิเลส เป็น โสมนัสเวทนาอย่างเนกขัมมะ หรือโทมนัสเนกขัมมะ คุณต้องลดปีติ จะเหลือสุข พอมาข้างใน จิตตะ สังขาร ะ ปะฏิสังเวที จิตรู้แจ้งดีแล้ว พระพุทธเจ้าก็ว่า ทำให้จิตเป็น อภิปโมทยังจิตตัง เพราะทำปีติ สุขมาแล้ว เหลือแต่จิตในจิต ทำให้สงบก็คือดูว่าเหลือเศษอะไร ทำเศษสงบแล้วเหลือแต่จิต อภิปโมทยัง จิตเบิกบานร่าเริงไม่ใช่จิตแห้งเหี่ยวนะ
คนบรรลุธรรมไม่ใช่จิตแห้งเหี่ยวอุเบกขาเด๋อไม่ใช่ แต่จิตบรรลุธรรมจะเบิกบานร่าเริง มีจิตที่รู้อนุโลมปฏิโลม มี ปฏินิ ส สัคคานุปัสสี จิตแตะต้องกับผัสสะแล้วก็รู้ได้เร็วปล่อยได้เร็ว ปฏินิสสัคคะ คนที่เข้าใจสภาวธรรมสูงๆ แล้วไม่มีสวรรค์ เพราะปฏิบัติธรรมก็เอานิพพาน ทุกวันนี้เขาเข้าใจสวรรค์สองอย่างไม่ได้ คือสวรรค์โลกีย์ สวรรค์โลกุตระ
เขาก็บอกว่า ความสงบเป็นจุดสำคัญ สายเจโตก็เอาความสงบ แต่เขาหยุดน ิ่ งเฉย สวรรค์ของเขาเป็นเช่นนี้สงบ หยุด นิ่งเฉย ไม่รับรู้อะไรได้ดีที่สุด พาซื่อ แต่สงบของพระพุทธเจ้ารู้เลยว่า ตัววุ่นวายคือตัวไหนก็หยุดมัน ให้สนิทเด็ดขาดเลย สวรรค์โลกียะนั้นจืดสนิทแห้งหมดเลย แต่สวรรค์โลกุตระนั้นรู้ว่าอะไรดีอะไรควรไม่แห้งไม่เหี่ยวเลย วูปสโมสุขนั้นไม่เหี่ยวแห้งเลย ( สวรรค์โลกียะนั้นจืดสนิทแต่สวรรค์โลกุตระนั้นเบิกบานไม่แห้งเหี่ยวเลย....พ่อครู 18 ก.ย. 58 ) มาต่อที่ยอดนิยายฯ
( 115 ) ด้วยปรารถนาดี จริงใจ ต้องขออภัยกันอีกแหละ ที่อาตมาเน้นอยู่ในประเด็น " หลับตา " ปฏิบัติ หรือ " ลืมตา " ปฏิบัติ หรืออกป่า พูดซ้ำย้ำ วนเวียนไปมาแล้วๆ เล่าๆ นี้ จนน่าเบื่อ และพยายามนำเอาหลักฐานจากพระไตรปิฎก สารพัดมาอ้างอิง ยืนยัน ก็เพราะศาสนาพุทธทุกวันนี้ ได้หลงผิด ว่า การปฏิบัติธรรมขั้น " สมาธิ " ขั้น " ฌาน " นั้น จะต้องหลับตาเข้าไปสะกดจิตกันให้เป็น " เอกัคคตาจิต " อยู่ในภายใน แล้วจึงจะบรรลุ " นิพพาน " กันเกือบทั้งประเทศ และเผยแพร่มิจฉาทิฏฐินี้ออกไปเต็มโลกแล้ว ซึ่งมันไม่เป็น " สัมมาสมาธิ " ที่เป็น " อาริยะ " ไม่เป็น " โลกุตระ " เลย ไม่ตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสใน " มหาจัตตารีสกสูตร " (พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 252 -28 1 ) เป็นต้น และไม่ตรงตามพระอนุสาสนีทั้งหลายจริงๆ ตรวจสอบกันดีๆ อย่ามีอคติ ตั้งใจตรวจสอบดูเถิด เมื่อมันไม่ตรงตามคำสอนของพระบรมศาสดา แล้วมันจะบรรลุ " นิพพาน " กันได้ยังไง? มีแต่ " นิพพานเก๊ " อาตมาจึงจำเป็นต้องย้ำ ทั้งเน้น ทั้งกระแทกแรงลงน้ำหนัก ยืนหยัด ยืนยัน "ความจริง" กันอย่างทุ่มเทถั่งโถมจริงๆ ด้วยปรารถนาดี จริงใจ จริงๆ ต้องขออภัยกันซ้ำซากอีกแหละ เพราะชาวพุทธยุคนี้ได้ยึดมั่นถือมั่นกันมานานจริงๆ และอุปาทานนั้น ก็กัดเกาะกินลึกในจิตกันแน่น ความเชื่อและภัยหลักที่แก้กันไม่หลุดได้ ก็คือ เชื่อ " สถาบัน " เป็นหลัก จึงปักแน่นมากๆ อาตมามันแค่ไม้ซีกจริงๆ แถมไม่มีทุนทางสังคมใดๆ เลยด้วย อาตมามีแต่ความจริงใจของอาตมา จึงต้องทำตามใจจริงที่เห็นจริงนี้ มันยากจริงๆ จึงต้องอุตสาหะสุดๆ ด้วยความเต็มใจตั้งใจ ทุ่มใจสุดใจ อาตมาพูดได้แต่เพียงว่า อาตมาปรารถนาดี จริงใจ ไม่มีแฝง ความจริงใจของอาตมามีเต็ม ไม่มีเศษธุลี " ไม่จริง " ปน แม้แต่พูดก็จริงวาจา อาตมามีสิทธิ์เท่านี้ อาตมาทำเต็มบริสุทธิ์ตามสิทธิ์ ส่วนใครจะยอมรับ จะเชื่อ ก็เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน อาตมาละลาบละล้วงใครย่อมไม่ได้เลย ในทิฏฐิ 62 ก็มี อดีต 18 อนาคต 44 มีปัจจุบันด้วยที่มิจฉาทิฏฐิอยู่ในนั้นด้วย 5 ปัจจุบันก็มีทั้งสัมมาทิฏฐิและมิจฉาทิฏฐิ การตัดทวารนอกไปอยู่ข้างในเลย หรือลืมตาก็ตาม ก็นึกคิดเอาได้สร้างภพชาติขณะนี้ก็ได้ สรุปแล้ว 62 นี้มิจฉาทิฏฐิหมด ส่วนใหญ่แล้ว 39 กับ 18 มิจฉาทิฏฐิหรือ คือพวกนั่งหลับตา มี 5 ปัจจุบัน แต่ก็เพ้ออยู่ในอนาคต เพราะรวมไว้ในอนาคต 44 การนั่งหลับตาจึงตีรวมได้ว่ามิจฉาทิฏฐิ อย่าไปเสียเวลาทำเลย มีหลักฐานว่าพระพุทธเจ้าว่าปฏิบัติมรรค 7 องค์ ในพระไตรฯ ล. 9 ก็ปฏิบัติฌานลืมตา การนั่งหลับตานั้นไม่ใช่ เลิกเสียเถอะ สำนักนั่งหลับตามีมากมาย เหนี่ยวแน่น เป็นทิฏฐุปาทาน พวกคุณนี่จับพลัดจับ ผ ลูมาได้นะ หลายคนเคยไปปฏิบัตินั่งหลับตามา
( 116 ) " ความจริง " ต้องมี " การสัมผัส " ด้วย " อายตนะ 6" ซึ่งการเชื่อ " สถาบัน " เป็นหลักนั้นมันเป็นความดีงามสมควรยิ่ง ในแง่สังคมศาสตร์ อาตมาก็เคารพนับถือในประเด็นนี้ แต่มันยากเหลือเกินในความเป็นสัจจศาสตร์ที่จะฟื้นพุทธชีวะ ในเมื่อ " สถาบัน " ในขณะนี้อาตมาเห็นด้วยภูมิอาตมาอีกแหละว่า มันไม่ตรงต่อสัจจะแล้ว มันเพี้ยนจากสัจจะไปแล้ว โดยเฉพาะเพี้ยนไปจากพุทธสัจจะ ที่เป็น " ปรมัตถธรรม " ที่เป็น " โลกุตระ " พุทธทุกวันนี้กลายเป็นศาสนา " เทวนิยม " เกือบจะสมบูรณ์แล้ว ไม่เหลือเนื้อหาเป็นความเป็น " อเทวนิยม " จมอยู่ใน " ทิฏฐิ 62" กันทั้ง " รูปกายและนามกาย " เกือบจะ " เต็มกาย " ไปแล้วกระมัง ซึ่งบัญญัติพูดกันเป็นภาษา " พุทธ " แต่เนื้อหาเป็น " เทวนิยม " เพราะ " มิจฉาทิฏฐิ " ชัดเจน ว่า ต่างปฏิบัติ " ปรมัตถธรรม " กันโดยไม่บริบูรณ์ด้วย " ผัสสายตนะ 6 " เพราะปฏิบัติกันแบบ " เว้นผัสสะ 6" จึงได้แต่ " ผุดอยู่ในข่าย " ของ " อดีตและอนาคต " ออกจาก " อดีต และอนาคต " มามี " สัมมาทิฏฐิ " ปฏิบัติใน " ปัจจุบัน " ให้มี " ผล " ไม่ได้ เปรียบเหมือนชาวประมง ใช้แหตาถี่ทอดลงในหนองน้ำเล็ก เขาคิดว่า บรรดาสัตว์น้อยใหญ่ถูกครอบในแหนี้ ผุดก็ผุดในแห ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต อนาคต ทั้งอดีตและอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิ สมณะทั้งหมดถูกปกคลุมในข่ายนี้คือทิฏฐิ 62 ผุดก็ผุดในข่ายนี้ คำว่าอดีต อนาคตคือข่าย ใครจมอยู่ไม่มีปัจจุบันคนนี้อยู่ในข่าย การนั่งหลับตาไม่มีปัจจุบัน แต่นั่งหลับตาบอกว่าปัจจุบัน ก็ปัจจุบันในอดีตกับอนาคต แต่ปัจจุบันจริงนั้นไม่มี พระพุทธเจ้าสรุปไว้ว่า เว้นผัสสะเสีย ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ แม้มี " ปัจจุบัน " ก็ทำ " ปัจจุบัน " ให้กลายเป็น " อนาคต " เพ้อฝัน ดังนั้นการปฏิบัติใดที่ " เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ " ทุกการปฏิบัติต้องมี " ผัสสะ " เป็นปัจจัย ไม่เช่นนั้น ก็จะเป็น " ผู้ไม่รู้ไม่เห็น " ที่มีแต่ความแส่หา ความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเท่านั้น (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 51 ถึง ข้อ 90 ) ไม่ต้องเอาอะไรมาก แค่เอามารวมกันนั่งหลับตาสมาธิ รวมกระแสจิตให้ช่วยอย่างนั้นอย่างนี้นี่ก็เทวนิยม ใช้น้ำเป็นสื่อ ใช้ไฟเป็นสื่อกันทั้งนั้น ไม่เหลือสักวัดเลย
( 117 ) " ทิฏฐิ " แรกที่จะต้องสัมมาทิฏฐิก่อนจะศึกษาพุทธ แต่อาตมาสงสารมวลมนุษย์จริงๆ และเสียดายคุณวิเศษอันประเสริฐของความเป็น " พุทธธรรม " ที่สงสารหนักยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ ที่เห็นท่านทั้งหลายมัวหลงผิด ต้องต่ำแล้วไปวนเวียนสู่ วัฏสงสาร นั่นเอง ที่ไม่ควรจะตกลงไปเลย มันต่ำถึงนรกลึกๆ ด้วย จริงๆ นะ ซึ่งนักปฏิบัติธรรมชาวพุทธทั้งหลายวันนี้ แค่ประเด็น " อดีต " กับ " อนาคต " นั้นก็ไม่ควรจะไปจมอยู่กับ " มิจฉาทิฏฐิ " เช่นนั้น แต่ชาวพุทธก็ไม่ฉุกใจ ยังมิจฉาทิฏฐิกันหนักอยู่ ไม่ถอน " ทิฏฐิ " นี้ก่อน จึงไม่มีโอกาสบรรลุพุทธธรรมกันได้เลย เพราะมิจฉาทิฏฐิอยู่กับ " อดีต " อยู่กับ " อนาคต " ไม่เงยหัว ไม่ปฏิบัติเข้าหาปัจจุบัน เพราะจมอยู่กับ " ทิฏฐิ " แรก จำนนต่อ " มิจฉาทิฏฐิ 62" กัน จึงไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น " โลก " อย่างบริบูรณ์ ก็ไม่สามารถเรียนรู้ " อัตตา " (ความเป็นตน) อย่างเป็นลำดับ จาก " โอฬาริกอัตตา " ที่จะได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง " มโนมยอัตตา " ไปจากหยาบ กลาง ไปหาละเอียดจนกระทั่งถึง " อรูปอัตตา " ขณะปฏิบัติโอฬาริกอัตตา จะปล่อยให้มันสำเร็จด้วยจิตตามกิเลสหรือว่า จะให้สำเร็จด้วยฝีมือของตนเอง ให้กิเลสหยุดทำงาน ให้โลกุตรจิตเป็นตัวทำงานก็เป็นผลสำเร็จ ถ้าสมบูรณ์ก็คืออรหัตตาก็คือ มโนมยอัตตา หรือมโนมยิทธิ " ปัจจุบัน " เป็น " ทิฏฐธรรม " เป็น " ความจริง " ที่ " เห็น " จริง และ " ทำได้ " จริง " สัมผัส " ได้จริง ต้องเปลี่ยนแปลงใน " ปัจจุบัน " " อดีต " กับ " อนาคต " ใครจะไปทำอะไรกับมันได้ นอกจาก " ฝัน " ถึงมันเท่านั้น เพ้อบ้าๆ บอๆ ถึงมันไปเท่านั้น " อดีต " กับ " อนาคต " ทำอะไรกับมันไม่ได้ " อดีต " กับ " อนาคต " เป็นประโยชน์แค่ใช้ " ระลึก " มาประกอบประโยชน์เท่านั้น ถ้าฉลาดใช้มันเป็น ถ้าไม่ฉลาดก็เป็นโทษต่อตน ซึ่ง " อดีตกับอนาคต " นั้น ล้วนขึ้นอยู่กับ " ปัจจุบัน " จะเป็น " ตัวแปรหลัก " ทำให้ " อดีต " กับ " อนาคต " เปลี่ยนไป อาตมาเคยบอกว่าจิตไม่มีเสียใจ เศร้าใจ น้อยใจ แหว่งใจ ดีใจ ไม่มีหรอก เราทำเอง ถ้าคุณหลุดออกมาได้ จะรู้ว่าแต่ก่อนเราทำไมโง่อย่างนี้ ….หรือใครไม่หลุดก็แต่ก่อนคนเรายังโง่ แต่ตอนนี้ก็ยังโง่อยู่
( 118 ) " พุทธธรรมนูญ " ที่เป็น " หลักเอก " ของศาสนาพุทธ " ทิฏฐิ 62" นี้คือ " ทิฏฐิ " บทแรก ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน แล้วโบราณาจารย์ที่เป็นผู้รู้ของศาสนาทั้งหลาย ได้ร่วมกันจัดทำนำมาบันทึก ไว้ในพระไตรปิฎก เป็น " พระสูตร " แรกของ " พระไตรปิฎก " ทีเดียว (พรหมชาลสูตร) เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสถึง " ศีล " ของศาสนาพุทธ อันได้แก่ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ซึ่งเป็นเนื้อความ " ธรรมนูญ " ของศาสนาพุทธแท้ๆ มาถึงวันนี้ ในวงการพุทธศาสนา ก็เลิกนับถือกันแล้ว ไปนับถือกันอยู่แค่เพียง " วินัย 227" เท่านั้น โดยหลงกันทั่วไปว่า " วินัย 227" เท่านี้เป็น " ศีล " แท้ๆ ของพุทธ ชาวพุทธในศาสนาพุทธ ไม่รู้กันแล้วว่า จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นี้แหละคือ " ศีล " ที่ภิกษุจะต้องรักษาไว้ให้แก่ศาสนาพุทธให้ได้ เป็น " หลักเอก " ของศาสนา แต่ทุกวันนี้หลงผิดไปแล้วอย่างยากมากที่จะหวนกลับไปเป็น " ศาสนาพุทธ " ที่มี " ศีล " คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นหลักเอกของศาสนาพุทธ เพราะจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลได้เลือนหายไปแล้ว เป็นศาสนาไม่มี " ศีล " แล้ว มีแค่วินัย 227 ที่เรียกขานกันว่า " ศีล " ของพระ โดยไม่รู้กันแล้วจริงๆ ว่า แท้ๆ นั้น จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ต่างหากคือ " ศีล " ของพระ แต่ทุกวันนี้เหลือแค่วินัย 227 เท่านั้น แม้ " วินัย 227" ก็ยังเละเทะกันอยู่ซ้ำไปเสียอีก ถึงขนาด " สมีอุ้มสมี " ก็เห็นๆ กัน อะไรเหลือบ้าง ในความเป็น " พุทธศาสนา "
( 119 ) เมื่อ " ทิฏฐิ " ขั้นต้น " มิจฉาทิฏฐิ " ทิฏฐิอื่นก็มิจฉาตาม เมื่อ " ธรรมนูญ " อันเป็นบัญญัติ " หลักเอก " ของศาสนาพุทธก็ไม่มีเสียแล้ว แถมละเมิดบัญญัติที่เป็น " ธรรมนูญ " เสียเกือบครบบทบัญญัติแล้วอีกด้วย แล้วศาสนาพุทธจะเหลืออะไร 1 . เขาไม่ได้รับ 2 . เขาไม่รู้ด้วยซ้ำไป 3 . ละเมิดไปแล้ว หรือว่ารู้แล้วก็ไม่รับ ละเมิดอีก จะเหลืออะไร ไม่ได้ใส่ไข่นะ แต่บอกสัญญาณให้ ว่าศาสนาพุทธได้ล้มละลายขนาดไหน อาตมาไม่ได้ลงโทษ อาตมาไม่อยากให้เกิด อาตมาเสียดายสงสาร อาตมารักศาสนาพุทธนะ อาตมาอยากกอบกู้ศาสนาพุทธ ไม่ได้คิดทำให้เสื่อมเสีย แล้วจะเอามาประจานทำไม ถ้าอาตมาไม่พูดคุณจะรู้สึกไหม เอาบทบัญญัติของจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลไปตรวจสอบดูเถอะ วัดต่างๆ เต็มไปการเลี้ยงชีพด้วยเดัจฉานวิชา (ความรู้ที่ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน) บริบูรณ์ไปด้วยเดรัจฉานกถา (พูดกันสอนกันแต่เรื่องไม่พาไปนิพพาน) อย่างดีก็เรียนกันแต่ความรู้ตรรกศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ซึ่งต่างจากพุทธศาสนาที่อาตมาหมาย คณะสงฆ์หมู่ใหญ่ กับคณะสงฆ์อโศกจึงเป็นนานาสังวาสกัน ด้วยความเป็นอยู่ปฏิบัติจริง กรรมหรือการประพฤติปฏิบัติต่างกัน อุเท ส (คำอธิบายธรรมจากหัวข้อธรรม) ต่างกัน ศีลไม่เสมอสมานกัน มันเป็น " นานาสังวาส " แล้วจริงๆ คือ แตกต่างกัน (นานา) ไปแล้ว อย่างเด็ดขาด พวกหนึ่งไม่เอา " ศีลธรรมนูญ " แล้ว กับ อีกพวกหนึ่งเอา " ศีลธรรมนูญ " อย่างยิ่ง พวกหนึ่งหลงเที่ยง หลงประพฤติอยู่กับ " ทิฏฐิ 62" อย่างดื่นดาษ ยึดถือ นับถือ " อดีตกับอนาคต " กันอยู่ ทั้งหนีเข้าป่า หลับตาทำสมาธิ ทั้งเอาตรรกศาสตร์ ภาษาศาสตร์มาแข่งดีแข่งรู้กัน หรือนำมาโพนทนาเป็น " วิมาน " หลอกล่อให้ได้แต่เพ้อฝันกันไปเท่านั้น ไม่มี " ทิฏฐิ " ที่เห็นว่า " นิพพาน " นั้นต้อง " ปัจจุบัน " (ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ) ไม่ใช่ไปหลงอยู่กับ " โลกอดีตโลกอนาคต " อย่างที่เป็นกัน เต็มสังคมพุทธทุกวันนี้ ก็เท่ากับ " มิจฉาทิฏฐิ " กันตั้งแต่ประเด็นต้น ของพระสูตรเล่มแรกแท้ๆ (เล่ม 9 ) พระพุทธเจ้าตรัสไว้ แล้วโบราณาจารย์นำมาบันทึกไว้เป็นบทแรกของพระสูตร ของพุทธศาสนากันทีเดียว ป่านนี้ท่านทั้งหลายก็ยังไม่ฉุกใจ ยังทำ " สัมมาทิฏฐิ " กันไม่ได้ ทิฏฐิอื่นๆ ที่จะต้อง " สัมมาทิฏฐิ " กันอีกหลากหลายแง่เชิงนั้น จึงเตลิดเปิดเปิงต่อไปอย่างระเนระนาด ดังที่เป็นที่เห็นกันอยู่โต้งๆ
( 120 ) "ผู้รู้ผู้ตื่น" คือ "ตื่น" (ชาคร) จากอะไร? อย่างไร? ตั้งสติกัน ทำปัญญาให้แจ้งกันบ้างเถิด อย่าเอาแต่ยึดๆๆ ทั้ง "ทิฏฐุปาทาน" ก็ยึดกันแน่น ทั้ง "สีลัพพตุปาทาน" ก็ยึดเหนียวหนึบ ยิ่ง "อัตตวาทุปาทาน" ก็ยิ่งยึดกันไปลมๆแล้งๆ ไม่เข้าใจกันด้วยซ้ำว่า ตนยึดได้ก็แต่ "อัตตวาท" คือยึดได้แต่ " คำกล่าว การพูด " เท่านั้นว่า "อัตตา" ๆๆๆ แต่แท้จริงยังไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงสภาวะกันเลยว่า สภาวะจริงๆ ของ "อัตตา" นั้นเป็นไฉน มีอยู่อย่างไร ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสอยู่ใน "ทิฏฐิ 62" นั่นแหละ หรือ "อัตตา 3" คือ "โอฬาริกอัตตา" นั้นไฉน "มโนมยอัตตา" เป็นอย่างไร จนถึง "อรูปอัตตา" ขั้นปลายสุดจึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้ สำหรับ "กามุปาทาน" นั้น ไม่ต้องพูดเลย รู้กันดี แต่เต็มใจจมอยู่กับกามกัน ทั้งรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เสียดสี หรือจมอยู่กับความใคร่อยาก ได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้สุข ที่เป็นโลกีย์ทั้งหลาย เต็มสถาบันศาสนากันเห็นๆ "ตื่น" ขึ้นมาจากหลงใหลกันบ้างเถิด สถาบันเราก็เคารพ ครูบาอาจารย์ทั้งโบราณปัจจุบันเราก็เคารพ แต่ "สัจจะ" นั้นน่าจะเข้าถึงให้จริงให้ได้ เราไม่ได้ลบหลู่สถาบัน หรือบรรดาอาจารย์เลย เพียงแต่เราประสงค์จะให้เข้าถึงสัจธรรมกันจริงๆ เป็นเป้าแท้ จะได้เกิดประโยชน์แท้จริง กอบกู้ศาสนาขึ้นมาได้จริงกันบ้าง พากันหลงเลอะ น่าสงสารมานานแสนนานแล้ว คนที่ชื่อว่า ผู้ "ตื่น" (ชาคร) ไม่ได้หมายว่า แค่คนนอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาจากการหลับพักกาย แต่เป็นผู้มี “ความตื่นรู้พร้อมด้วยสติเต็มทำงานกับ " อายตนะ 6" เป็น " ชาคริยานุโยค " หมายความว่า พากเพียรทำความตื่นให้เป็น " ผู้รู้ผู้ตื่นจากโลกียารมณ์ที่ตนหลับไหลลุ่มหลง " อยู่นั่นทีเดียว ไม่ใช่แค่ตื่นจากนอนหลับเท่านั้น อย่าหลับไหลไปกับสถาบันกันจนหลงใหลคลั่งไคล้กันนัก " สถาบันพุทธศาสนา " ยังอยู่ในศีลในสัจธรรมกันดีอยู่หรือ? "ตื่น" ขึ้นมาตรวจดู "ความจริง" ที่เป็นภายนอกที่ห้อมล้อมอยู่ทั้งหลายดูดีๆ เถิด อย่าเอาแต่จมอยู่กับอารมณ์ " ฝัน " อันแสนสวยแสนสุขกัน อยู่กับ "โลกียธรรม" ที่พรั่งพร้อมของตนเอง จนไม่รู้จัก " ความจริง (สัจธรรม) ตามความเป็นจริง " กันนักเลย ไตร่ตรองกันดีๆ ว่า สัจธรรมคือศาสนา หรือสถาบันคือศาสนา หรือบรรดาอาจารย์คือศาสนา อะไรคือศาสนากันแน่ ทำ "ทิฏฐิ" นี้ให้แจ้งกันดีๆ เถิด ลดละอัตตากันเสียบ้าง ยิ่งใครยังเอาแต่หลงหนักมืดอยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ตกเป็นทาสมัวเมาดำกฤษณา ถูกบำเรอบำรุงด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุขสบาย ถูก " สินบน " หรือ " ลัทธิประชานิยม " สะกดจิตเอาจนกลายเป็นทาสซื่อที่แสนเชื่อง ก็จงรู้ตัวเองบ้างเถิด สลัดแอกให้แก่ตนเองบ้าง นี่คือ "ทิฏฐิ" บทแรกที่จะต้องตื่น (ชาคร) เลิกงมงายตายซากอยู่กับ " ลัทธิโลกียนิยม ทุนนิยม " เลิกงมงายตายซากอยู่กับ " ลัทธิจิตนิยม เทวนิยม อัตตนิยม วัตถุนิยม " กันให้ได้เสียทีเถิด มันจะ " เสียหน้า เสียศักดิ์ศรี เสียผู้เสียคน " อะไรกันนักหรือ ที่จะเป็นผู้รู้สึกตัวว่า เราหลงเป็นทาสอยู่ในดงแดนแห่ง " มิจฉาทิฏฐิ "
( 121 ) ผู้ไม่ "ฝึกฝนดับฝัน" เพราะไม่ตื่นขึ้นมาฝึกภายนอก ดังนั้น ผู้ยิ่งมัวไปมั่วหลงปฏิบัติอยู่กับภาวะที่หลงมุ่นใน "อดีต" หรือ "อนาคต" ในภายใน ที่เป็นเพียง "ฝัน" เท่านั้น ว่าเป็น "ความจริง" ที่จะปฏิบัติเกิด "ผลธรรม" ก็ยิ่งเป็น "มิจฉาทิฏฐิ" อยู่ตลอดกาลนาน เพราะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น "อัตตา" และไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น "โลก" เท่านี้แหละ ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงอะไรต่ออะไรได้หมด คนทุกคนที่ยังต้องสุขๆ ทุกข์ๆ หมุนวน ตาย เกิด เกิด ตายอยู่ใน วัฏสงสาร ไม่รู้สิ้นสุด ก็เพราะไม่รู้แจ้ง "โลกและอัตตา" นี่เอง และพระพุทธเจ้าก็ทรงสอนให้คน "จบกิจ" เรื่องเป็น " ทาสโลก ทาสอัตตา " นี้แล คือ "โลกุตรธรรม" เป็นคนโลกใหม่ ที่อยู่ใน "โลก" กับมวลมนุษยชาติเขา อยู่กับลาภ,ยศ,สรรเสริญ,สุข กับกามกับอัตตาของคนในโลก แต่ท่านไม่เป็น "ทาส" แล้วจริงแท้ และไม่หลงติดหลงยึดเอามาเป็นตน เป็นของตนแล้วเด็ดขาด เพราะท่านไม่มีตน มีแต่ "เมตตา" ที่จะช่วยผู้คนที่หลงเมามัวอยู่กับโลกและอัตตา คนที่ยังอวิชชาจึงอยู่กับ "ฝัน" กันทั้งนั้น ไม่ศึกษาให้บริบูรณ์ด้วย "ความจริง" ที่มีทั้ง "สมมุติสัจจะ" ในปัจจุบัน แล้วกำจัด "อนุสัย" ให้หมดไปกับภูมิ "ปรมัตถสัจจะ" ในปัจจุบัน นั่นคือ "ฝึกฝนดับฝัน" ซึ่งต้องฝึกกันในขณะมี "ภายนอก" และเป็น "ปัจจุบัน"
( 122 ) ผู้เอาแต่ "ปัจจุบัน" ก็อีกแหละ ยิ่งร้ายหนักใหญ่ ผู้ที่ไม่รู้จัก "อดีต" และ "อนาคต" ตีทิ้งอดีต อนาคตไปเลย ก็อีกแหละ ผู้ที่หลงแต่ "ปัจจุบัน" แบบนี้ ยิ่งร้ายหนักใหญ่เพราะกลายเป็นผู้ "ขาดสูญ" (อุจเฉทะ) ทั้งโลก ทั้งอัตตา แต่เป็นผู้จมอยู่กับอวิชชา ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง "โลกหรืออัตตา" เลย ตนเองงมงายเรื่อง "โลก" เรื่อง "อัตตา" ในปัจจุบันนั้นเองด้วยดำกฤษณา ทำลายโลกทำลายสังคมอยู่ ผู้ที่ต้องกลายเป็น " อุจเฉททิฏฐิ" ก็เพราะไปศึกษาเผินๆ จึงหลงผิดว่า พระพุทธเจ้าไม่สำคัญในเรื่อง "โลก" เรื่อง "อัตตา" ระวังเถอะ!! แม้จะฉลาดเฉลียวเชี่ยวชาญปฏิภาณมากหลาย แต่หลงโลกีย์ อันเป็นลาภ เป็นยศ เป็นสรรเสริญ หนักจัด จนกลายเป็นคนลวงโลก เรื่อง "โลก" เรื่อง "อัตตา" พอรู้บ้างไม่รู้บ้าง ตามประสา แต่กิเลสหนาหนัก ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงเลยแม้แต่ คำว่า "กาย" บ้างก็หลงเมามายไปกับ "โลก" กับ "อัตตา" โดยใช้ "โลก" ใช้ "อัตตา" ของตนนั้นแหละ มอมเมาโลก มอมเมาอัตตาทั้งตน ทั้งผู้อื่น ผู้ที่ยิ่งเป็นคนเฉลียวฉลาด แต่เรื่อง "โลก" เรื่อง "อัตตา" พอรู้บ้างไม่รู้บ้าง ตามประสาที่มีความฉลาดมาก แต่กิเลสหนาหนัก ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงเลยแม้แต่ คำว่า "กาย" จึงไม่เข้าใจว่า "รูปกาย" คืออย่างไร "นามกาย" คืออย่างไร ก็จะใช้ความฉลาดของตนนี่เอง ที่รู้ความเป็น "รูป" เป็น "นาม" อย่างูๆ ปลาๆ นี้ ไปหลอกคนที่ไม่ประสีประสาเรื่อง "รูป" เรื่อง "นาม" เลยกันอย่างหนักหนาสาหัส ที่มีหลอกโลกลวงสังคมกันอยู่ทุกวันนี้ มีอยู่หลากหลายมากมาย ทั้งขนาดยิ่งใหญ่มโหฬารพันลึก ทั้งใหญ่มาก ใหญ่กลาง และขนาดเล็ก เต็มสังคม
( 123 ) ผู้เอาแต่ "ฝัน" มาหลอกลวงมอมเมาคน ก็มีแต่นรก จึงร้ายสุดก็คือ ผู้ที่ไม่รู้ความเป็น "กาย" จริงที่ฉลาดดังกล่าวแล้ว แต่ดันเอา คำว่า "กาย" ไปหลอกโลก ไปลวงสังคม ดัดจริตเอาคำว่า "ธรรม" ไปใส่เข้ากับคำว่า "กาย" แล้วเรียกอย่างโก้ ว่า "ธรรมกาย" ที่หมายถึงพระพุทธเจ้านั่นเทียว แล้วนำคำนี้มาลวงโลก มันก็มีแต่นรกอเวจีไม่มีจบกันเท่านั้น คนเช่นนี้ยากที่จะซมซานคลานขึ้นจากนรกได้ อาตมาไม่อยากให้เขาต้องตกนรกเลย มันทุกข์ทรมานจริงๆ นะ นรกหนะ แต่ไม่มีทางอื่นเลยที่จะให้เขารู้ เขาเข้าใจ ก็ได้แต่อธิบายธรรม สาธยายธรรมนี่แหละ จ้ำจี้จ้ำไชอยู่อย่างนี้เอง ลำพังเขาตกนรกก็เป็นทุกข์ของเขา แต่เขาพาคนไปตกนรกด้วยนี้สิ มันเลวร้าย และมันทำลายศาสนานี่ ยิ่งเลวร้ายสาหัสสากรรจ์อีก จึงจำต้องพูด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive