220201-284 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ018.txt

โฟลเดอร์สมณะโพธิรักษ์ - 2522 อภิณหปัจจเวกขณ์ (77 ตอน) MP3  ถอดเสียงเป็นข้อความ รอพิสูจน์อักษร 
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข7 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์พุทธศักราช 2522 พ่อท่านพระโพธิรักษ์นำหมู่พิจารณาธรรมะปัจจะเวกก่อนฉันที่พุทธสถานสันติอโศกอาการปฏิเวธแท้จริงแล้วไม่ได้หมายความว่าเราจะฟังใครพูดหรือฟังใครแนะนำฟังใครวิจัยหรอกเราจะตั้งใจของเราเองแล้วเราก็จะพิจารณาแท้จริงเป็นบทบาทที่เราจะเอาไป วิธีพิจารณาการที่จะเกิดอะไรก็ตามแต่เป็นรูปแบบว่าทุกเวลาที่เราจะเกิดทักษะเมื่อไหร่จะผัสสะด้วยทั้งนอกตาหูจมูกลิ้นกายหรือจะผัสสะทางในเป็นจิตวิญญาณผัสสะเนี่ยจะเป็นอะไรก็ตามแต่จิตวิญญาณที่มันละเอียดขึ้นไปถึงชั้นในที่เราจะไปต่อเป็นภาษาในและจะไปเกิดความรู้สึกทุกข์อะไรต่างๆนานาเราก็จะตามสติปัฏฐานตามเรียนรู้เข้าไปเพราะการปฏิบัติที่ว่านี่ก็คือการเตือนตัวเองให้เป็นผู้ที่จะต้องทำทุกอย่างทุกอิริยาบทขอให้มีบทมีรูปแบบมีอะไรต่ออะไรก็เป็นแต่เพียงรูปแบบตัวอย่างแต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะปฏิบัติ ตัวเราจะพิจารณาแต่เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวคราวกินข้าวนี่เท่านั้นไม่ใช่พราวใดๆก็ตามที่เราจะทำอะไรที่จะผัสสะต่อสิ่งที่สำคัญต่อสิ่งที่ตัวร้ายที่มันจะเกิดตัวดีที่มันจะเกิดโดยเฉพาะตัวร้ายตัวที่มันจะเป็นเรื่องปรุงแต่งเรื่องสัมผัสสัมพันธ์ที่มีอะไรจัดจ้านขึ้นมาทุกคราวทุกบทไปเราจะต้องมีการพิจารณาหรือการปัจจเวกมีสติสัมปชัญญะรู้จักสัมผัสรู้จักผัสสะทุกข่าวไปก็สำคัญอยู่ที่มโนผัสสะเป็นปัจจัยสำคัญหรือว่าการผ่าตัดที่เข้าไปถึงจิต ไม่ว่าจะต่อยาวออกไปทางสายนอกเป็นภายนอกเข้าไปอย่างไรก็ตามถ้าเราดับผัสสะเป็นมโนผัสสะที่เข้าไปถึงตัวจิตตรงนั้นได้เราจะเอาเป็นมาจากทางสายตาสายหูสายจมูกสายลิ้นสายกายก็ตามเราจะเป็นผู้ที่ทำสติปัฏฐานรู้ทวารรู้สายเชื่อมโยงที่จะเข้าไปสู่เวทนาแต่ละเมื่อเรารู้ความจริงของเวทนาในเวทนาคือรู้แม้กระทั่งความรู้สึกกันอย่างนี้เราเรียกว่าเวทนาและความรู้สึ

อ่านต่อ

กนี้เราก็พิจารณาซ้อนลงไปอีกทำเอาวิจัยชอนใช้เราไปอีกวิตกวิจารณ์ลงไปอีกให้รู้พฤติกรรมอย่างนี้ ออกจากจิตอย่างนี้เราเรียกว่าเวทนาที่มันเป็นอาการของสุขอาการของทุกข์อาการของความไม่สุขไม่ทุกข์อาการของความปรุงมีอะไรประสมคำว่าปัจจยจึงไม่ได้หมายความว่าจะฟังวิเคราะห์นั่นเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เท่านั้นโดยจริงแล้วก็คือเราจะต้องรู้ทุกอิริยาบถที่เรากำลังก่อเกิดที่กำลังเอาผัสสะเรากำลังจะประสบกับอะไรมีกิจกรรมอะไรสัมผัสกับอะไรแล้วก็จะเกิดกายเกิดเวทนาอย่างรวมไปถึงจิตหยั่งลงไปถึงอารมณ์เป็นอารมณ์กลางก็ดีเป็นอารมณ์ของสิ่งที่อยู่ข้างในเป็นชั้นเชิงลึกซึ้งเรียกว่าธรรมารมณ์ซับซ้อนอยู่อย่างที่ไม่มีตัวมีตนก็ได้เป็น อาการกิริยาที่เราจะต้องรู้ไม่ได้ชัดเจนและเราก็จะได้ปรับปรุงจิตผู้ใดรู้ความหมายของสติปัฏฐานรู้การปฏิบัติธรรมจะเรียกวิปัสสนาจะเรียกสติปัฏฐานอาจจะเรียกการปฏิบัติธรรมที่ถึงปรมัตถ์อย่างไรก็ตามมีหัวข้ออธิบายแจกกันไปทุกวันมีพิสดารอย่างนั้นอย่างนี้เยอะแยะถ้าเราได้กระทำถูกทุกวันทุกเวลาและปรับปรุงจิตจนยอมกันแล้วไปหาจิตจริงๆแต่ทำให้นายจ้างคลายเข้าไปสู่สภาพที่ได้อธิบายกันว่ามันถึงฐานอุเบกขาฐานและเราก็ยังยึดอุเบกขานั้นเป็นเราเป็นของของเรายังไม่ได้แม้มันจะสบายเชยว่างอย่างไรเราก็รู้รถไม่ติดแม้แต่ ท้ายที่สบายที่สุดเราก็จะต้องรู้การอนุโลมการยืดหยุ่นการเป็นไปอย่างสงบสบายให้ได้งั้นพูดได้ยังอยากอยู่ยังกระทบสัมผัสตั้งแต่การกินการอยู่รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอะไรก็ขอพิจารณาจริงๆมาเหยียบต่อมานั่งพิจารณาทำแต่ท่านี้เพื่อฟังบรรยายเท่านั้นไม่ใช่คำบรรยายก็เป็นบัญญัติที่ให้เหตุให้ผลให้ความรู้รอบๆไปเสมอเสมอและเราก็ตั้งสติไว้สติปัฏฐานไปทุกเวลาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกินการอยู่การหลับการนอนโดยเฉพาะคำว่าอยู่นั่นแหละเราจะเป็นอยู่อะไรก็ตามแต่จะมีบทบาทที่จะหมดทำงานทำการอาจจะเกี่ยวแขนไปขาจะเดินจะยาก ทำไอ้โน้นอันนี้สัมผัสต่ออย่างโน้นอย่างนี้แม้แต่จะอยู่กับผู้กับคนจะอยู่โอภาปราศรัยอะไรต่ออะไรกันหรือว่าทำงานร่วมกันหรืออะไรก็ตามแต่คำว่าอยู่นี่ครบกินรอบหมดจะต้องมีสติสัมปชัญญะต่อภาวะทุพภาวะที่มีผัสสะนู่นมีอะไรก็ได้แล้วก็ไล่ไปจับให้ถึงสิ่งที่ได้ผู้นั้นก็จะทำสติปัฏฐานอยู่ในกรรมฐานที่ว่ากินอยู่หลับนอนได้อานิสงส์สูงสุดจริงๆเท่าที่เราจะสามารถรู้และจะอยากเห็นผลของมันขอให้ติดตามและตรวจตราดูให้ดีๆว่าเราเป็นนักปฏิบัติธรรมมีมรรคมีผลทุกวันทุกคืนอยู่หรือไม่ถ้ามีอยู่ทุกวันทุกคืนผู้นั้นก็พึงมีหวังได้ว่าเรา ถึงที่สุดสักวันหนึ่งแน่นอน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน