610119_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วางความหวัง แล้วทำแต่เหตุให้ถึงความหวังนั้น.docx
เนื้อหาในไฟล์
610119_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วางความหวัง แล้วทำแต่เหตุให้ถึงความหวังนั้น
สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันศุกร์ที่ 19 มกราคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก พ่อครูว่า... โลกนี้ ก็มีการเคลื่อนตลอดเวลา แต่อันไหนที่สุดยอด แน่น ไม่เปลี่ยน อันนั้นจะมีได้ ในจิตคนที่ได้ ตั้งแต่ หยาบๆ คืออบาย ได้แล้ว ก็ค่อยได้เพิ่ม มาตามลำดับ จากอบายภูมิ มากามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ตามลำดับ เป็นวิมุติ นิโรธ ของพุทธที่ดับกิเลส อย่างไม่เปลี่ยนแปลง สมณะเดินดินว่า… วันอาทิตย์นี้ ก็จะมีงานรำลึกถึงหมอฟากฟ้าหนึ่ง ที่ปฐมอโศก ปลายเดือน จะมีงานฉลองหนาว ญาติธรรมที่จะไป ก็เตรียมเครื่องกันหนาวไปด้วย จะมีภาวะความแปรปรวนของอากาศ อาจมีหนาว มีฝนด้วย ต้องประเมินสุขภาพของตนเองให้ดี ช่วงนี้ พ่อครูจะเทศน์เรื่อง 2 ป คือ ป่า และ ประชาธิปไตย เรื่องประชาธิปไตย มันง่ายกว่าเรื่องโลกุตระตั้งเยอะ แต่ก็ไม่ง่าย ที่จะทำความเข้าใจ วันนี้ไปดูในสมัยยุคพลเอกเปรม ก่อนจะลงออกจากตำแหน่ง บอกว่าเป็นการก้าวลงอย่างสง่างาม ผลการเลือกตั้งออกมา พวกพรรคการเมืองทั้งหลาย ก็ไปเชิญท่านให้เป็นนายกฯต่อ แต่ท่านก็บอกว่า พอแล้ว เอาแค่นี้แหละ สมัยนั้น อาตมาเป็นนักศึกษาอยู่ รู้สึกว่า ค่านิยมของปัญญาชนในยุคนั้น เป็นยุคที่ใช้ไม่ได้ เป็นยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ โดนล้อเลียน ตอนนั้น หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ถือว่าเป็นเสาหลักประชาธิปไตย บอกว่า จะเขียนด่าพลเอกเปรมทุกวัน จนกว่าพลเอกเปรมจะลาออก เราเองเป็นนักศึกษา ก็ฟังแล้วมันส์มาก รู้สึกว่าเป็นคนที่ขัดขวางความเจริญ และเป็นผลเสีย ของประชาธิปไตย แต่เมื่อมีการปฏิวัติที่ไม่สำเร็จ ในหลวงก็ตั้งให้พลเอกเปรมเป็นรัฐบุรุษเลย เป็นประธานองคมนตรี ทำให้งงกันไปตามๆกัน ผลงานของพลเอกเปรมนั้น เป็นคุณูปการต่อประเทศไทย เขาใช้คำว่า พหุคุณูป
อ่านต่อ
การ ตอนนั้นมีการต่อสู้ ระหว่างคอมมิวนิสต์ กับรัฐบาล ก็ใช้วิธีการประนีประนอม เศรษฐกิจก็มีการวิกฤตมาก ต้องลดค่าเงินบาทถึง 2 ครั้ง สุดท้ายก็สามารถแก้ไขได้ ทำให้มีเงินคงคลังเพิ่มขึ้น อย่างไม่เคยมีมาก่อน ตอนที่อยู่นั้น ใครก็มองว่าเป็นตัวถ่วง ทำให้เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ พอมองสมัยนี้ ก็คงจะเป็นแบบเดียวกัน คนไทยก็ยึดติดตำรา นักวิชาการยึดติดตำรา ในหลวงตรัสไว้ว่า อย่าไปยึดติดตำรามากเกินไป ฝรั่งบอกไว้ ฝังในหัว ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ พลเอกประยุทธ์ ก็บอกว่า ให้เป็นประชาธิปไตยแบบไทยนิยม คนเขาก็ตีความไปว่า เป็นประชาธิปไตยแบบเอาตามใจตนเอง หรือไม่? คนไทยฉลาดมอง ติได้หมด แม้แต่พระพุทธรูปสวยงามขนาดไหน ก็ติจนได้ พระพุทธรูปสวยหมด เสียอย่างเดียวพูดไม่ได้ พระพุทธรูป ก็ยังสามารถหาข้อตำหนิได้ ส่วนเรื่องของป่านี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจยากกว่าอีก โลกทั้งโลก มีการนั่งหลับตา ปฏิบัติก็ไปในป่า พระพุทธเจ้าก็ไปตรัสรู้ในป่า พระพุทธเจ้ายังบอกอีกว่า ท่านยินดีในการอยู่ป่า คำเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำให้หลงรักป่า ถ้าหากมาปฏิบัติธรรมแล้ว
สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน ป่ากับศาสนาพุทธ 4 พ่อครูว่า... ที่จริงแล้วท่านไม่ได้ยินดีในการอยู่ป่า ไปอ่านในที่อาตมาขยายความ ตอนนี้ ภิกษุไปติดอยู่ป่า ยินดีในความเป็นป่า อย่างผมนี่ ยินดีในความเป็นป่า จะไปอยู่ที่ไหน ก็สร้างป่า สันติอโศก ปฐมอโศก แม้จะเป็นท้องนาเน่าๆ ก็สร้างป่าได้ สมณะเดินดินว่า... พ่อครูเปรยๆว่า ขายภูผาฟ้าน้ำเสีย ก็คงจะหมดป่า ให้พวกฤาษีอยู่ พ่อครูว่า... ก็มีป่าที่อื่นอยู่ สมณะเดินดินว่า... ก็จะได้ไม่เจอโรคร้าย ที่มีในป่านั้น คนทั้งโลกเข้าใจอย่างนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากกว่า การเข้าใจประชาธิปไตยอีก เป็นภาษาอย่างนั้น ถ้าคนมีทิฏฐิอย่างนั้น ก็จะเข้าใจอย่างนั้นเลย ย่อมจมไปเลย แม้ใจอาตมาเองลึกๆ ก็มีใจชอบอยู่ภูผาฟ้าน้ำ พ่อครูว่า... จะขอประกาศไปว่า ใครจะซื้อภูผาฟ้าน้ำ ก็มาได้นะ ขายแล้ว ขายเลย จริง เพราะว่า ถ้าจะอยู่เชียงใหม่ ก็มีภูผาฟ้าน้ำ และมีภูฟ้าผาธรรม ห่างกันแค่ 10 กม. และมันพอเหมาะกับเรา ไม่ใหญ่โตอะไร ที่จะมีสถานที่ ภูมิประเทศทางโน้น อยู่สูงบนเขา เป็นธรรมชาติ เราก็ได้ธรรมชาตินี้มา ตามบารมีของเรา อาตมาก็ว่า ช่วยกันดูแล ช่วยกันทำ ตอนนี้จุ้ย ก็หนักคนเดียว เป็นหลักใหญ่ คนอื่นก็ช่วยอยู่บ้าง อาตมาก็ถือว่า เป็นอันหนึ่งในสถานะของความเป็นป่าในชาวอโศกเรา เป็นรูปแบบประยุกต์ ไม่ได้เป็นแบบ โสกโดก ดิบๆ ที่เขายึดกัน จะต้องเข้าใจสภาพธรรมะ 2 สมณะเดินดินว่า... หากไม่มีภูผาฟ้าน้ำ ก็หมดภพฤาษี ตัวอาตมาเอง ภพฤาษีหมดแล้ว แต่ก่อนพอเราไปอยู่ภูผาฯ ก็อยากอยู่อย่างนั้น นิรันดร แต่ตอนนี้ หากขายไป ก็หมดภพแล้ว พ่อครูว่า... สำนวนที่บอกว่า เป็นผู้ที่มีจิตใจยินดี ในความเป็นป่า ไม่ใช่ประโยคไปยินดี ในความไปอยู่ป่า ไม่ใช่ พระพุทธเจ้าท่านว่าแรง ในประเด็นที่ว่านี้ ในพระไตรปิฎกเล่ม 8 ในพระวินัยปิฎก ธุดงควรรคที่ 6 ถืออยู่ป่า เป็นต้น [1191] อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่านี้มี 5 จำพวก 5 จำพวก อะไรบ้าง? คือ: 1. เพราะเป็นผู้เขลา งมงาย จึงถืออยู่ป่า 2. เป็นผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ จึงถืออยู่ป่า 3. เพราะวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถืออยู่ป่า 4. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า สรรเสริญ จึงถืออยู่ป่า 5. เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัย ความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ ด้วยความปฏิบัติตามนี้ จึงถืออยู่ป่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามี 5 จำพวก นี้แล ข้อที่ 4 เหมือนพระกัสสปะ ต้องอนุโลมให้ เพราะเป็นคนเดียว ในศาสนาพุทธเลย เป็นเรื่อง วาสนาของพระกัสสปะ ที่เป็นเถรวาทเต็ม ต้องเรียกว่าเถรวาทสุดโต่ง เต็มที่ แต่มีสัมมาทิฏฐิ ที่สามารถที่จะบรรลุหลุดพ้นได้ เท่านั้นเอง แต่ในด้านเจโตนี้ สุดโต่ง เป็นเทวนิยม หนักทางศรัทธา เจโต ปัญญาไม่เท่าไหร่ ไม่ได้อยู่ในอย่างปัญญา อยู่ในระดับเจโตเต็มขั้น แต่มีบารมี ที่ได้บรรลุอรหันต์ เป็นตัวอย่างหนึ่งรูป ในศาสนาพุทธพระสมณโคดม ไม่มีใครเทียบ พระพุทธเจ้าตรัสว่า กัสสปะ เทียบเท่าเรา ในด้านเจโต เพราะสุดแห่งที่สุดแล้ว พระพุทธเจ้าก็มีเจโตอย่างพระกัสสปะ แต่ท่านไม่ทำโต่งอย่างนั้น ที่ท่านตรัสว่า พระกัสสปะเทียบเท่าเรา หรือบอกว่าพระสารีบุตรเทียบเท่าเรา มันก็เป็นสองฝั่ง ของทางปัญญาและเจโต ผู้ที่เข้าใจไม่ได้ มีความเอียงไปทางเจโต ดิ่งเลย ข้อที่ 4 ที่หลงเข้าใจผิดว่า พระพุทธเจ้าและสาวก สรรเสริญการอยู่ป่า มีสำนวนว่า อยู่ป่าเป็นวัตร คือ ไม่ใช่ถืออยู่ป่า แต่อยู่ป่าเป็นวัตร วัตร แปลว่าการประพฤติ ปฏิบัติ หากจะประพฤติปฏิบัติ อยู่ป่าบ้าง ผู้เอนเอียงอยู่ป่า ก็จะไปในป่ามากหน่อย แต่สุดท้ายแล้ว ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาของคนอยู่ป่า เพราะฉะนั้นหลักเกณฑ์ที่ผู้ใดไปหลงป่า เข้าใจว่าป่าเป็นที่ตั้งของศาสนาพุทธ อาจารย์ผู้ที่บรรลุจรณะ 15 วิชชา 8 ผู้บรรลุวิชชาสมบัติ จรณะสมบัติ บริบูรณ์แล้ว จะอยู่ป่า ไม่มีในศาสนาพุทธ ผู้บรรลุวิชชาจรณะสัมปันโนแล้ว จะต้องออกจากป่า ทุกองค์ เพราะฉะนั้นการไปแสวงหาอาจารย์ในป่า จึงเริ่มเป็นความเสื่อม และเสื่อมหนัก ที่คิดว่า ผู้ที่บรรลุวิชชาและจรณะ จะต้องอยู่ในป่า ซึ่งไม่มี มี พระพุทธเจ้าไปตรัสรู้ในป่า แต่ที่ท่านตรัสรู้ ไม่ใช่ไปปฏิบัติ ท่านไประลึกของเก่าของท่าน ท่านมีสัมมาสัมโพธิญาณที่ได้บรรลุมาแล้ว ในปางที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะนั้น ไม่ได้ปฏิบัติธรรมของพุทธเลย แม้แต่นิดเดียว เพราะท่านได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ลงมาอุบัติในโลก เป็นพระพุทธเจ้า แต่กว่าที่จะค่อยๆรู้ ก็มีวิบาก วิบากของพระสมณโคดม ต้องไปป่า แต่พระพุทธเจ้าบางองค์ ไม่ได้ออกป่า ก็ตรัสรู้ในสวนในอุทยานของพระเจ้าแผ่นดิน ตรัสรู้ เวลาปฏิบัติก็ระลึกชาติเช่นกัน ไม่ได้ปฏิบัติอะไรมาก 7 วันเท่านั้น สูงสุด ก็ได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใด องค์หนึ่ง อยู่ในอุทยานของกษัตริย์นั้น และอาศัยความสงบของป่า เรียกว่าวิเวกของป่า ซึ่งเป็นคุณธรรม ส่วนดี คือ มักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด อยู่ในข้อที่ 5 ของพระสูตรนี้ ซึ่งเป็นส่วนน้อย ป่านี้มีโลกีย์น้อย ไม่มีลาภ ยศ สรรเสริญ อะไรให้สัมผัส ยศศักดิ์ไม่มี สุขก็ไม่มี เป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติ ไม่มีอัตตา มานะ หรือกาม หรืออัตตา ก็ไม่มี มันเป็นป่า แต่มันเป็นธรรมชาติ ที่ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์แย่งกัน ปุถุชนจะแย่งกัน ไม่มีในป่า แต่ลึกๆส่วนหนึ่ง มนุษย์ต้องอาศัย จิตนิยามต้องอาศัยพีชนิยาม ส่วนดีเด่นของพีชนิยาม พีชนิยามไม่เห็นแก่ใครเลย เห็นแก่ตัวเองเท่านั้น แต่ไม่ไปทำร้ายใคร ไม่มีความโกรธไม่มีพยาบาท ไม่ชังใคร ใครทำลายมันได้ มันก็แพ้ ก็สลายไป แล้วมันก็ไม่มีความจำที่ยึดถือ เป็นพยาบาท ชังไม่มี มีแต่ตัวมัน รวบรัด เป็นพลังงานแม่เหล็ก ที่ยึดถือ สภาพเป็นตัวตน ของ พีชะ นัยละเอียดพวกนี้ ค่อยๆศึกษาไป แล้วจะเข้าใจพลังงาน และระดับ แสง เสียง แม่เหล็กไฟฟ้า อุตุนิยามด้วย ซึ่งซ้อนในนั้น อุตุนี้ มันเป็นของมันเอง จะเป็นภัยก็ไม่ใช่ เป็นคุณก็ไม่ใช่ อย่างหลุมดำนี่ คุณก็ไปตกใส่มันเอง มันก็อยู่ของมัน มหาระแบบ อาตมาเคยยิ้มให้ แต่ท่านทำบึ้งๆ นี่คือ สัมผัสสุดท้าย ท่านเป็นผู้ตัวตั้งตัวตี รื้อฟื้นคดีอาตมา ตามมาตรา 18 ไปบัญญัติ ขึ้นมาใหม่ ที่เป็นคนชงเรื่องให้สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร เป็นผู้เซ็นสั่ง ให้พ่อครูสึกภายใน 7 วัน ตอนที่เกิดคดีสันติอโศก ซึ่งเป็นเรื่องที่เกินกว่าพระพุทธเจ้าบัญญัติ ผิดไปจากพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ ว่าผู้ที่ผิดพระวินัย 11 ข้อ จึงจะสั่งให้สึกได้ แต่นี่สั่งมาขัดแย้งกับพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะเรื่องวินัย ไปบัญญัติพระธรรมวินัยเองใหม่ไม่ได้ การสังคายนา เกิด ก็ว่าอย่างไรๆ ก็ไม่แก้ไข พระอานนท์ว่า ไม่แก้ไข อาบัติเบาๆ นั้นพระพุทธเจ้าบอกว่า เพิกถอนได้ แต่สุดท้ายก็ไม่แก้ ซึ่งดีสุดแล้ว เพราะยุคนี้เป็น ยุคปลายภัทรกัปป์แล้ว ไม่มีใครฉลาดเกินกว่าพระพุทธเจ้าสมณโคดมแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า พระพุทธเจ้าองค์นี้ สู้พระพุทธเจ้าองค์ก่อนไม่ได้ พระพุทธเจ้ามีสัมมาสัมโพธิญาณเท่ากันทุกองค์ แต่องค์ประกอบ ยุคสมัย ผู้คน ปริมาณคุณภาพ ไม่เท่าเทียมกัน ในของโลก ยุคของพระสมณโคดม กับพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ที่บางองค์ มีพระภิกษุ อรหันต์ มารวมกันเป็นล้านองค์ ในมาฆบูชา แต่ท่านก็ได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ เท่ากันทุกพระองค์
SMS วันที่ 17 มกราคม 2561 (พ่อครู : บวรราชธานีอโศก)
สื่อธรรมะพ่อครู(อจินไตย) ตอน อจินไตยของพระเจ้าอโศกมหาราชและพ่อขุนรามคำแหง พ่อครูว่า...SMS วันที่ 17 ฟังดีๆนะ ตั้งใจฟัง มีอจินไตยหลายๆอย่าง _7630ผมว่าพ่อครูในอดีตชาติคือ..พระเจ้าอโศกมหาราช- พ่อขุุนรามคำแหง พ่อครูว่า... คงลองใจอาตมา แหย่หนวดเสือ ว่าจะเป็นเสืองับเอาไหม ...อาตมาพูดด้วยความจริงใจ ว่าอาตมาคือ พระเจ้าอโศกมหาราช คือพ่อขุนรามคำแหง ก็ไม่ผิด แต่ขณะนี้ ปางนี้ อาตมาก็ระลึกได้ไม่มาก ในความเป็นพระเจ้าอโศก และพ่อขุนรามคำแหง ก็เลยนำสิ่งที่เราเองมีเก่า มาใช้ได้น้อย มาใช้บ้าง ถ้าใครเข้าใจในบัญญัติ ในสภาวธรรม ที่มีนัยสำคัญ ของพระเจ้าอโศก และของพ่อขุนราม มี ถ้าใครเข้าใจดี ซึ่งสิ่งเหล่านั้น ก็ไม่ได้บัญญัติจากตำราไหน เป็นของเก่าอาตมา แล้วจะไปยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นอันนั้น อันนี้มา อาตมาก็บ้า แล้วพวกคุณก็จะบ้ากว่าอีก สิ่งเหล่านั้น มันอาศัยการเกิดทั้งนั้น อาตมาก็รู้ว่า อาศัย พระเจ้าอโศก เราก็อาศัยเกิด พ่อขุนราม เราก็อาศัยเกิด แล้วก็ทำงาน เพื่อจะพัฒนาอัตภาพนี้ของเราไป เท่านั้นเอง อาตมาไม่บ้ายึดมั่นถือมั่นอะไร ใครจะว่าใช่ ก็ใช่ ไม่ใช่ ก็ไม่ใช่ ไม่มีปัญหา สมณะเดินดินว่า... เรื่องนี้พ่อครูไม่ได้ยึด แต่ถ้าพวกเราไปยึด ก็จะบ้า พ่อครูว่า... ขนาดผมไปเกี่ยว ก็ยังไม่ยึด แต่พวกคุณไม่เกี่ยว แล้วไปยึด ก็จะบ้ายกกำลังล้าน ก็จะเละไปใหญ่ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นอย่างนั้น
_3867... กาย ฤาจิต มโน วิญญาณ จากธาตุรู้ ที่เกิดจากองค์ประกอบ ของรูปนาม ยังความรู้เกิดขึ้น เพราะโผฏฐัพพะ กระทบกาย สาธุ ผิดถูก โปรดชี้แนะ กบสิ้นโศก! พ่อครูว่า... รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือสิ่งที่ไปรู้ ธรรมสองนี้ ของแต่ละคน ก็จะพัฒนาไป
_0207... ขอบคุณพ่อท่านอีกครั้งที่ตอบ SMS ของผม ผมชื่นชมพ่อท่าน และไม่ได้ชื่นชมเถรสมาคม ผมเคารพหลายท่าน ในสันติอโศก แต่ทางการเมือง ผมอาจมองอะไรผิวเผินไป แต่ผมขอเชียร์ท่านอภิสิทธื์ละกันครับ ผมไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคใด ไม่ได้อยู่สีไหน หรือฝ่ายไหน แต่จะดูเป็นเรี่องๆไป พ่อครูว่า... สองคนยลตามช่องได้ เห็นต่างกันได้
_อำภา รื่นใจดี · คนมีปัญญาเท่านั้น ที่จะเข้าใจประชาธิปไตย อย่างที่ท่านพ่อครูกล่าว แต่คนสมัยนี้ เขามีแค่ความรู้ กับความฉลาด จึงมองไม่ออก เอาคนไปปนกับระบอบการปกครอง ระบอบการปกครองเป็นแค่สิ่งสมมุติ แต่มนุษย์มีจิตวิญญาณ ถ้าผู้นำเป็นคนดี มีความกล้า มีความเพียร อดทน จะมาด้วยระบอบการปกครองอะไร ก็ไม่สำคัญหรอกค่ะ พ่อครูว่า... ระบอบการปกครอง เป็นแค่สิ่งสมมุติ ใช่ไหม ใครจะตรากฎหมาย รัฐธรรมนูญ เลือกอะไรมาก็เป็นบัญญัติ กฎหมาย หรือธรรมนูญ ที่บัญญัติขึ้นมา เป็นการบัญญัติขึ้นมา ของผู้ที่ดูแลบริหารประเทศ เป็นธรรมชาติต้องทำอย่างนั้น ถ้าเป็นผู้ที่สูง มีภูมิธรรม ก็บัญญัติได้ดี แต่ถ้าไม่สูง ก็บัญญัติเละ เห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกมากๆ มักใหญ่ อย่างที่เคยเป็นมา ออกกฎหมายมารับรองตัวเอง วันเดียวเท่านั้น ทักษิณ รองรับตัวเองวันเดียวว่า วันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันเปิดทำการราชการ แล้วเอาเวลานั้นไปเซ็น เพื่อได้อะไรของเขา คนเราเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ก็ใช้อำนาจบาตรใหญ่ เป็นภาวะความไม่ดี ที่หาที่สุดไม่ได้ ต่ำสุด ทำเห็นแก่ตัวอย่างโจ่งแจ้ง ก็ว่าไป เขาก็รับวิบากไปเรื่อยๆ วิบากอย่างที่เขารับไปเรื่อยๆ มันเป็นวิบากซ้อน เหมือนกับเขาเองสุขสบาย เพราะมีอำนาจ และลาภ ที่เหลือช้อนเขาไว้ แต่จิตเขาจะยิ่งจมในความยึดมั่นถือมั่น ในความรู้ในอำนาจ และเงิน ทักษิณจะเชื่อในอำนาจ และเงิน หนักเข้าไปอีก เพราะทุกวันนี้ ใครก็ยังทำอะไรเขาไม่ได้ ก็ยังเป็นเรื่องทำให้เขาเหลิงๆ เขายังเชื่อมั่นในอำนาจเงิน และอำนาจของอำนาจ มันซ้อนอยู่อย่างนี้ ก็เลยทำให้เขายิ่งช้านานซวยไปอีก จะมีวิบากอีกมาก เขาจะได้รับวิบาก หนักซวยกว่านี้อีก ชาตินี้เขานึกว่าดี แต่ชาติต่อๆไป เขาจะยิ่งหนัก อย่างทรมาน หาที่สุดไม่ได้ ที่อาตมาพูดไม่ได้ เกลียดชังทักษิณ แต่พูดให้เห็นว่า ไม่ควรจะเอาอย่าง ให้เข้าใจว่า มันน่ากลัวขนาดนี้เหรอ ใครกลัวบ้างไหม พูดอย่างนี้ อย่าไปเอาอย่างเชียว สมณะเดินดินว่า... เขาเชื่อในอำนาจ และเงิน เขาก็จะยิ่งกล้าทำบาป พ่อครูว่า... และวิบากเก่า เขาก็ยังใช้ไม่หมด ก็ทำวิบากใหม่อีก เป็นตัวอย่างในยุคนี้ ทำให้คนดูทั้งโลก สมณะเดินดินว่า... บางคนถูกจับติดคุกก็ยังพอจะสำนึกได้บ้าง พ่อครูว่า... ถ้าเขาถูกจับติดคุก ก็จะไม่ได้ใช้เงิน และอำนาจ ทำวิบากให้แก่ตัวเอง เพิ่มอีก ที่จริงเขาซวยนะ ที่ไม่ได้ติดคุก แต่หากติดคุก จะได้เห็นความจริงเพิ่มขึ้น แค่ 2 ปีเท่านั้นนะ คือความไม่รู้ของเขาเอง อวิชชาของเขาเอง ทำให้เป็นเช่นนั้น พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าแผ่นดินในยุคนั้น เข้าใจพระพุทธเจ้าสมณโคดม จึงได้ยอม ไม่ว่าจะเป็นแคว้นใหญ่ใดๆ แคว้นมคธ โกศล แคว้นสักกะเป็นแคว้นเล็ก นิดเดียว แต่พระเจ้าแผ่นดินแคว้นใหญ่พวกนี้ หรือแคว้นต่างๆ มีภูมิปัญญา เหมือนคนไทยมีภูมิปัญญา อาตมาพูดได้อย่างนี้ ไม่เช่นนั้นตายไปแล้ว อาตมาว่าหนักนะ แต่อาตมาอยู่ได้ เพราะว่าคนไทยมีปัญญา ถ้าคนไทยไม่มีปัญญา อาตมาอยู่ไม่ได้หรอก โดยเฉพาะคนไทยที่ชั้นสูง คนไทยเป็นคนชั้นสูง ที่ดีมีทุนทางสังคม มีอำนาจ มีฤทธิ์ สั่งให้โพธิรักษ์เข้าคุกก็ได้ หรือทำให้อาตมาหยุดเลย เขาทำได้ แต่เพราะว่าท่านเหล่านั้น มีปัญญา และจริงใจ เพราะถ้าขืนทำ ก็เป็นกรรมวิบาก ก็คงจะเชื่อกรรมวิบาก แต่แม้ไม่เชื่อ ก็เข้าใจในสิ่งที่ควร และไม่ควร อย่างแท้จริง ก็ไม่กล้าละลาบละล้วง กับสิ่งที่ควร อย่างที่คุณอำภาว่า จะระบอบไหนก็ตาม ประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ ถ้ามีภูมิปัญญาที่แท้จริง ทำเพื่อประชาชนอย่างบริสุทธิ์ใจ อัตตาของท่านมีภูมิปัญญา ก็ทำงานอย่างช่วยเหลือโลกอนุเคราะห์โลก อย่างแท้จริง
SMS วันที่ 18 มกราคม 2561 (สมณะ สิกขมาตุ : บวรราชธานีอโศก)
_5788...สมณะ,สิกขมาตุ รวมทั้งญาติธรรมชาว อโศกคิดดีทำดี ผมคนนอกชื่นชมครับ
_2166... ชาวพ่อ-แม่-ครูบาอาจารย์ สายวัดป่า เขาก็ต้องบอกว่า หลวงปู่มั่น ชาวสวนโมกข์ ก็ต้องยกให้หลวงปู่พุทธทาส ชาวหนองป่าพง ก็ต้องเอาหลวงพ่อชา ชาวพุทธวจน ก็ต้องพระอาจารย์คึกฤทธิ์ ชาวอโศก แน่นอนต้องพ่อท่าน-พ่อครู จริงหรือเปล่าครับบบบบบบ???? พ่อครูว่า… พูดกำปั้นทุบดิน มันก็ไม่ถูกน้ำ มันก็ไม่ถูกฟ้า
_3867... ในความเห็นต่าง มีแต่คนหากินกับผลประโยชน์ เก่าแก่มานานนั้นแล ที่เดือดร้อน! คนตัวเปล่า ใจว่างเปล่า ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ให้ยึดติดจักทุกข์ร้อน ตามคนมีผลประโยชน์ ที่หลงติดโลภโกรธหลง หวงแหนผลประโยชน์ คอยจุดชนวนขัดแย้ง แตกแยก ไปใยเล่า? กบเข็ดหม้อต้มยำกลียุค!
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ทุกข์มีกี่อย่าง จะพ้นทุกข์ได้ถาวรหรือไม่ _ชญานิศวร์...อยากเรียนถามท่านว่า ทุกข์มีกี่อย่างคะ...แล้วเราจะพ้นทุกข์ได้ถาวร หรือไม่คะ พ่อครูว่า… ตอบ ข้อแรก ก็ยังต้องตอบข้อ 2 ก่อน แล้วมันจะเที่ยงแท้ถาวรไหม ทุกข์ ก็สามารถพ้นทุกข์ได้ถาวร ปฏิบัติธรรมตามพระพุทธเจ้า พ้นทุกข์ได้ถาวร ทีนี้ ทุกข์มีกี่อย่าง? ก็ตอบสั้นๆก่อน ที่อธิบายทุกวันนี้ ก็อธิบาย ทุกข์ 2 อย่างนี้ ทุกข์โลกีย์ กับทุกข์อาริยสัจ(ทุกข์โลกุตระ ทุกข์อาริยบุคคล) โลกคือรูป อาริยสัจเป็นนาม โลกคือ องค์รวมทั้งหมด สรุปว่าทุกข์มีสองอย่าง ทุกข์โลกีย์ กับ ทุกข์อาริยสัจ ทุกข์โลกีย์ ไม่มีวันจบ เป็นนิรันดร ใครจะศึกษาอย่างไร หากไม่เข้าสู่โลกุตรธรรม ก็จะวนเวียน มีสุขกับทุกข์ นรกกับสวรรค์ อย่างนั้น จะหนักหนา จะเบา จะอะไร ก็ตามเหตุปัจจัยทั้งนั้น ทุกข์อาริยสัจ หรือทุกข์โลกุตระ เท่านั้น ที่ต้องเรียนรู้ให้จริง แล้วดับให้เป็นลำดับๆไป เป็นขั้นตอนไป เพราะว่าหมดทุกข์อันนี้แล้วหมดจริง ก็หมดในภพ กาม รูปภพ อรูปภพ ได้จริง
_เราเอานายกตู่พันเปอร์เซ็นต์ขอให้อยู่ยาวๆ นายกตู่บวกกับกำนันสุเทพ _ขอให้มาอย่างสง่างาม ใครจะเป็นนายกคนต่อไป ก็ขอให้มาอย่างสง่างาม เปิดเผยโปร่งใส ไม่ใช่ชอบเอาเปรียบคนอื่น ใช้เล่ห์กลทางการเมืองต่างๆนานา มันยากที่จะรับได้
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน จงวางความหวัง แล้วทำแต่เหตุ ให้ถึงหวังนั้น _19 มกราคม 2561 จาก บ้านเล็กเมืองน้อย กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพครับ จากความสับสนของสภาวะที่เกิดขึ้นในจิต นำไปสู่แนวคิดดังนี้ ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกต้องหรือไม่ กรุณาช่วยตรวจสอบการบ้านให้ด้วยครับ ...ML ความหวังเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจของมนุษย์ ให้มีกำลังใจ(แรงฮึด) ให้ต่อสู้กับอุปสรรค ในการดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ ความหวังที่เป็นกิเลสหยาบๆ ในทางโลกีย์ ขอที่จะไม่พูดถึง แต่จะโฟกัสไปที่ความหวังในสิ่งที่ดี ทางโลกุตระ โลกานุกัมปายะ เท่านั้น เนื่องจากการจะสร้างแรงบันดาลใจ หรือสร้างกำลังใจ(co-efficiency) ขึ้นมาได้นั้น ย่อมต้องมีความหวังเป็นตัวกระตุ้น (แม้แต่ความคาดหวังในสิ่งที่ดี แก่องค์กร ก็คือความหวัง) เป็นเหตุให้เกิดความยึดในผลได้ ผลเสีย มากจนเกินไป จนเกิดแรงผลักดันให้สำเร็จ มากจนเกินไปตามมา กลายเป็นความอยาก ที่เป็นกิเลส แล้วยึดเป็นความถูกต้อง เพียงหนึ่งเดียว ความเห็นอื่น ที่ต่างไปจากนี้ รับไม่ได้ เพราะเกรงว่า จะเป็นเหตุทำให้ไม่สำเร็จ มันจึงเป็นโมหะที่แยบยล ซ่อนเงื่อน ให้หลงผิดไปได้ง่ายมาก โดยไม่รู้สึกตัว เช่น เป็นห่วงประเทศไทยมาก จึงระแวงนายกประยุทธมาก หรือแสดงความไม่เห็นด้วย จนออกนอกหน้า ต่อความเห็นของพ่อท่าน ที่ไม่ตรงกับตัวเอง แม้กระทั่ง เกิด co-efficiency ลุกขึ้นมาทำดีเพื่อในหลวง ก็มีความหวังแฝงอยู่ แม้แต่หวังให้คนอื่นเข้าใจ และรักในหลวง อย่างที่เราเป็น เพื่อจะได้ช่วยกันทำอย่างที่เราทำ มันก็มีความหวังเป็นตัวขับเคลื่อนอยู่ แต่เราก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธความหวังได้ ไม่งั้น co-efficiency จะไม่เกิด ดังนั้นจึงต้องมีขั้นตอนเพิ่ม ในการทำให้เกิดความพอประมาณ ในความหวังนั้นๆ(ตามระดับฐานของตน) โดยใช้ปัญญา ให้เกิดปุญญาภิสังขาร ประหารความอยาก สลายความยึด ขจัดความต้องการ "ให้สมหวัง" ให้เบาบางจางลง(ให้เหลือเพียง เจตนา แต่อย่าอยาก) ก็จะไม่ถูกการคำนึงถึง ผลได้ผลเสียครอบงำ ไม่กลัวการถูกเข้าใจผิด ไม่กระหายที่จะชี้แจงอธิบาย ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองใดๆ เป็นไปตามปัจจุบันขณะ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสัญญาเดิม เพียงแค่ "ได้ทำ"( ตามแรงบันดาลใจที่เกิด) ก็พอ ไม่จำเป็นต้อง "ทำได้" ล้มเหลว หรือสำเร็จ เป็นเพียงสมมุติ ขั้นตอนในการกระทำต่างหาก ที่ต้องดำรงให้อยู่ในความบริสุทธิ์ การทำco-efficiency นั้นๆ ก็จะมี เนกขัมมะสิตอุเบกขา คอยกำกับให้คงอยู่ในความบริสุทธิ์ได้ตลอดขั้นตอน พ่อครูว่า… ขอตอบตรงนี้ก่อน “ ...แต่จะโฟกัสไปที่ความหวังในสิ่งที่ดีทางโลกุตระ โลกานุกัมปายะ เท่านั้น... ” คุณจะได้ โลกุตระ คือจิต โลกานุกัมปายะ คือพฤติกรรมของโลก ซึ่งผู้ที่มีโลกุตระจิตแล้ว ก็จะอนุเคราะห์โลก คือ โลกานุกัมปายะ คือช่วยโลก คนที่จะช่วยโลกได้ ก็ต้องมีโลกุตรจิตก่อน คนที่จะมีโลกุตรจิต ต้องหลุดพ้นจากโลกโลกีย์ มาให้ได้จริงๆ ตามลำดับ ตั้งแต่อบายโลก โลกโลกีย์มีต่ำสุด ตั้งแต่อบายโลก คุณไม่ได้ไปเลอะ อย่างที่เขาเป็น เป็นคนไม่เลอะมาก หรือเลอะมาก ก็หลุดมาแล้ว แต่สิ่งที่ต่ำสุดของคุณ มันก็คืออบาย บางคนยังเลอะ หยาบ ก็เรื่องของเขา เราเกิดมาในชาตินี้ แม้จะเคยติด หรือไม่เคยติดก็ตาม แต่ก็ไม่ติดสิ่งเหล่านั้น แต่คุณยังมีที่เป็น status quo ของคุณก็ focus อันนั้น สิ่งที่คุณหลุดพ้นแล้ว ไม่มีผลัก ไม่มีดูดแล้ว ก็เป็นเรื่องของคนอื่น ที่เขายังติด คนที่มีโลกุตรจิต ก็ต้องรู้จักโลก โลกอบายของเขา ไม่ใช่ของเรา หรือของเรา เราก็ต้องเอาออก เมื่อเราสามารถหลุดพ้นโลกขั้นต้นของเรามาแล้ว ตั้งแต่โลกอบาย โลกกาม ที่หยาบมาก ก็หลุดพ้น มาพ้นกาม ก็มาพ้นรูปโลก อรูปโลก การพ้นโลก ไม่ได้หนีโลก แต่โลกก็ยังอยู่ แต่เราอยู่เหนือโลก มีโลกุตรจิต อยู่เหนือโลก โลกทำอะไรเราไม่ได้ เราก็จะช่วยเขาได้เพิ่มเติมขึ้น เราไม่ไปซ้ำเติม ทำร้ายนะ แต่เราช่วยเขา เราเป็นผู้หลุดพ้นได้อย่างแท้จริง ผู้ที่หลุดพ้นมาได้ตามลำดับ ตั้งแต่โลกอบาย เหนือมา ก็ต้องแข็งแรงพอสมควร ถึงจะไปช่วยเขาได้ ถ้าหากไม่แข็งแรงพอ ก็เหมือนเตี้ยอุ้มค่อม เรายังไม่แข็งแรง จะไปช่วยเขา อวดดี ระวังเถอะ เหมือนคนที่อาตมาเคยยกตัวอย่าง คนที่อยู่บนบ่อ เห็นคนตกน้ำ อวดดีจะไปช่วยเขา ตัวเองที่เกาะข้างบนยังไม่แข็งแรง คนที่กำลังจะตายก็จะคว้าเอา เราที่อยู่ข้างบน ที่ยังไม่แข็งแรงพอ จมลงไปทั้งคู่เลย ตายด้วยกันทั้งคู่เลย เป็นการเตี้ยอุ้มค่อม เราก็ต้องมีของจริง ที่แข็งแรง แต่ถ้าแข็งแรงมากๆๆแล้ว ไม่ไปช่วยเลย มันก็ใจดำเกินไป ถ้าหากไม่ใช่คน ก็จะไม่รู้ โลกวิทู ต่ออีก ก็อยู่แต่ในกรอบ มันต้องไปเจอกับความซับซ้อน ความยาก ความง่าย ต่างๆกันไปอีก ที่เป็นโลกียะอีกมาก แต่คุณไม่ทำ ก็ทำได้แต่ชอบที่คุณได้แล้ว ไม่ต่อ ก็หยุดอยู่ในนั้น เมื่อไม่กระทบกับโลก โลกไม่กระแทกคุณหลายอย่าง คุณเป็นฤาษีมา คุณได้สะกดมันไว้เยอะ หากไม่กระแทกอีก มันก็อยู่กับคุณอีกกี่ชาติ ไม่ออกมาให้คุณล้างหรอก ของพระพุทธเจ้าชัดเจน ศาสนาพุทธ ต้องมีสัมผัส ถ้าไม่มีสัมผัส กิเลสมันไม่ออกมา นอกจากไม่ออกมาแล้ว หลงผิดๆ ว่าจะต้องสะกดเข้าไป ทับเข้าไป ให้มันแน่นเข้าไปอีก หลงผิดอย่างนั้นอีกด้วย แล้วมันจะนานไหมนี่ ชัดไหม หากเข้าใจสัมผัส ก็ต้องรู้จักขอบเขต อย่าไปมากเกิน ก็ตายลูกเดียว เพราะฉะนั้น ความเป็นลำดับ ขั้นตอนที่จะต้องให้ได้พอเหมาะ ปโหติ เป็นความพอเหมาะ จึงต้องมี ประมาณให้ดี มัตตัญญุตา จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เป็นตัวกลางของ สัปปุริสธรรม 7 การประมาณให้อย่างพอเหมาะ ซึ่งไม่ง่าย แต่ก็ทำไปเถอะ แล้วเราจะรู้ความพอเหมาะ พอดี เราจะบอกว่า ความปานกลาง ความพอเหมาะพอดี ความเป็นกลาง พูดได้ พล่อยๆ พูดได้ แต่ไม่ง่ายเลย ที่จะรู้ความพอเหมาะ พอดี สำหรับตัวเอง มันมักจะเข้าข้างกิเลสเสมอ ก็ต้องเผื่อพอไว้เสมอ กิเลสของตัวเอง ดีไม่ดี ถูกกิเลสตัวเองซับซ้อน หลอกตัวเอง ให้อีกนาน ไม่รู้ตัว ศึกษากันอย่างให้สัมมาทิฏฐิ แล้วทำไปตามลำดับ คุณคนนี้ ตั้งประเด็นว่า ความหวังเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงใจไว้ ก็จริง แต่ก็อย่ายึดมั่นในความหวังนั้น จงวางความ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive