610124_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การสวดมนต์มีกี่แบบ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข21 พฤษภาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

610124_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การสวดมนต์มีกี่แบบ

สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ วันพุธที่ 24 มกราคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้ มีมูลนิธิ Earth Safe มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ มาช่วยบรรยายให้เกษตรกรฟัง ถึงมาตรฐานการเกษตรไร้สารพิษของคนไทย ซึ่งเป็นที่น่าเศร้า ว่าคนไทยไม่เชื่อถือกันเอง เหมือนกับศึกษานิเทศก์ เขามาดูการศึกษาของเรา บอกว่า ทำไมเราต้องเอาการศึกษาตามต่างประเทศด้วย เราทำอย่างไรให้เด็กมีสุขภาพจิตดี แต่ทุกวันนี้เด็กสุขภาพจิตเสีย ครูก็เป็นผู้ที่สุขภาพจิตย่ำแย่ มีข่าวคราวไม่ดีเกี่ยวกับครู คนไทยเราควรยกย่องสิ่งที่ดี ที่เราทำได้เอง เขาบอกว่า มะระขี้นก หากเอาไปไว้ในห้าง ไม่มีคนหยิบ แต่พอบอกว่าเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ กินแล้วทำให้แก่ช้า คนก็มาแห่ซื้อกันหมดเลย คนไทยมักไม่นิยมคนไทยด้วยกันเอง อย่างนายกฯที่ทำงานอยู่ตอนนี้ คนก็จะเอาให้ได้ดี อย่างที่ตนเองคิดไว้ ให้ดีแบบบริสุทธิ์เลย ซึ่งมันหาไม่ได้หรอก มันต้องมีการพัฒนาไปตามลำดับ ไม่อย่างนั้นจะมี อาริยบุคคล 8 ทำไม ก็ต้องมีลำดับให้เดิน เขาก็ทำ มีการพัฒนาการเพิ่มขึ้น เราก็นิยมของไทยนี่แหละ อาตมามั่นใจว่า ประเทศไทยเรากำลังเจริญ การปกครอง แม้แต่การเกษตรไร้สารพิษ ก็มีคนส่งเสริมขนาดนี้ แม้แต่การศึกษา ก็เจริญ การศาสนา ก็จะเจริญ มีอาริยบุคคลเกิดได้ แต่ก่อนไม่มีใครมาบอก แต่ตอนนี้มีคนมาบอกเราแล้ว ว่าเจริญจนเป็นอาริยบุคคลได้ จนเป็นพระอรหันต์ อยู่กันเป็นกลุ่มชนอาริยะได้ มันน่าจะมาพิสูจน์ และศึกษา หากเอาอย่างได้ ฆราวาสมีคุณธรรมอยู่มากขึ้น แค่ 10 % ประเทศไทยสว่างไสว เจริญรุ่งเรือง พ่อครูคงไม่ต้องเหนื่อย พูดแม้แค่เรื่องสวดมนต์ การทำสมาธิลืมตา พ่อครูว่า... ก็ต่อที่ทิ้งประเด็นไว้ว่า ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ มาสอน มาบอก แต่ก็ยังรู้กันไม่ได้ มีผู้พาไปทำ

อ่านต่อ

ทิศทางที่ถูก แต่สังคมมีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เจริญขึ้น ก็เสื่อมได้ แม้คนไทยชาวพุทธ คนไทยก็เสื่อมไปจากศาสนาพระพุทธเจ้าได้ ตามอายุ กาลเวลา คนที่อวิชชา ได้สร้างทำ โน้มนำ ทำให้ผิดออกไป จากคำสอนพระพุทธเจ้า อย่างที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้ได้ อาตมาเอง อาตมามั่นใจว่า อาตมามากอบกู้ศาสนา เอาสัมมาทิฏฐิมาเปิดเผย นำพาทำมาจนกว่าจะตาย จะพยายามที่สุดเลย ที่จะทำงานศาสนา ให้ถึงอายุ 100 ปี อาตมาบวชตั้งแต่อายุ 36 ปี ทำงานมา 44 ปีแล้ว ต้องทำไปจนถึงอายุ 136 ก็จะทำงานได้ 100 ปี บวชได้ 100 ปี อาตมาเป็นโพธิสัตว์ มากอบกู้ศาสนาจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น ไม่ได้อวดดี ไม่ได้อวดอุตริมนุสธรรม ที่ไม่มีในตน ขอยืนยันว่าเป็นความแท้จริง แม้จะอ้างอิงในพระไตรปิฎก มหาจัตตารีสกสูตรว่า ผู้ที่เข้าใจ สัมมาทิฏฐิ 10 ตั้งแต่ ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง กัมมานัง อยังโลโก ปโรโลโก มาตา ปิตา สัตตาโอปปาติกา และข้อที่ 10 อาตมาขอยืนยันว่า อาตมาเป็นผู้นั้น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) เป็นผู้ที่มีความรู้ของตัวเองมาแล้ว ความรู้ของอาตมา เป็นความรู้ที่มีมาตั้งแต่ปางก่อน มาในชาตินี้ อาตมาไม่ได้ศึกษาธรรมะ กับครูบาอาจารย์คนไหนเลย ไม่ได้ศึกษาจากสำนักไหน อาจารย์ไหนเลย สมณะฟ้าไทว่า... เคยได้เรียนมาว่า ผู้ที่จะตรัสรู้เอง มีแต่พระพุทธเจ้า พ่อครูว่า... ก็ไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่ว่ามี สยังอภิญญา คือ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) เป็นสมณะพราหมณ์ ไม่ใช่พระพุทธเจ้า อาตมาก็เป็นสมณพราหมณ์ จนทุกวันนี้ ลงร่องลงช่องหมดแล้ว เราก็เคยจะเป็นพระ แต่เขาไม่ยอม ให้เราเป็นสมณพราหมณา ซึ่งมันก็ถูกต้องเลย เราพยายามให้เรียกเราว่าพระ เขาก็ว่าไม่ได้ ต้องให้เป็นสมณพราหมณ์ เราก็เลยได้จริง เป็นเรื่องจริงที่ลงตัวที่สุด ที่เราจะต้องเป็น ไม่เป็นเขาก็ยัดเยียดให้เป็น ยกตัวอย่างสำคัญ เช่น เรายืนยันว่าสิ่งนี้ถูก เขาก็ยืนยันว่าเราผิด เพราะเขารู้จักถูกไม่ได้ เขารู้แต่ผิดเป็นถูก เขาไปยึดผิดเป็นถูกไปหมดแล้ว พอมาเจอถูก เขาก็รู้ไม่ได้ ก็เลยว่าเราผิด เราก็เป็นอย่างเขาว่าไม่ได้ ยืนยันว่าเราถูก เพราะเราไม่ใช่ผู้ผิด ก็คงต้องพิสูจน์กันไปจนกว่า พระที่อายุยาว ที่เคยต่อต้านอาตมา ตั้งแต่บัดนั้น จนถึงวันนี้ ก็คงจะตายไปหมดแล้ว เหลือแต่รุ่นหลัง ไม่รู้ว่าอาตมาถูกค้านแย้ง จากพระองค์ก่อนๆ เรื่องมันเลือนไป เกิดตั้งแต่ พศ.2532 อาตมาประกาศออกมาตั้งแต่ 2518 แต่เขาไม่ยอมรับนานาสังวาส คือศีลไม่เสมอกัน คำสอนคำอธิบายคนละอย่างกัน กรรม การประพฤติคนละอย่าง อันนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญของนานาสังวาส ของเราถือศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล และพระวินัย แต่เขาไม่เอาจุลศีลมัชฌิมศีล มหาศีล เลย ซึ่งเป็นศีลธรรมนูญของพระพุทธเจ้า จึงเป็นความจริง ที่ศาสนาพุทธกระแสหลัก ไม่มีศีลแล้ว มีแต่วินัย บอกว่ามีศีลเท่าไหร่ เขาก็จะบอกว่าศีล 227 ยังเข้าใจสาระความแตกต่าง ระหว่างศีลกับวินัยไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า อานนท์ เราจะทำให้ตนเองมีอายุขัย ไปเกินกว่ากัปป์ก็ได้ เป็นจริงที่คนสามารถปรับพลังงาน ทั้งจิตและกาย ที่สามารถปรุงแต่ง อภิสังขาร พลังงานนี้ ให้เป็นสัมประสิทธิ์ มีอัตราการก้าวหน้า ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส ว่า อานนท์เราจะยังขันธ์ ทำให้อายุขัยเราถึง100 ปีได้ เกินกว่า 100 ปีก็ได้ เกินกว่ากัปป์ ซึ่งก็มีพุทธสาวกหลายรูป อายุเกินกว่าร้อยปี

อาตมาก็จะอ่าน sms

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ธาตุรู้อัญญา คือวิปัสสนาญาณตัวเต็ม _จากประดู่... เรียนถามพ่อครูว่า 1.อัญญะ คือธาตุรู้ ที่เริ่มรู้ปรมัตถ์ของพุทธ ซึ่งตรงกับวิชชา 9 ข้อแรกคือ วิปัสสนาญาณ ส่วนอัญญา คือ ธาตุรู้ที่สามารถกำจัดกิเลสได้ หรือที่เรียกว่า มโนมยิทธิญาณ ถูกต้องหรือไม่ ? พ่อครูว่า... ถูกต้อง แยกได้ อัญญะ เป็นธาตุรู้ โลกุตระตัวแรก จะบอกว่าเป็นลักษณะของญาณ คือความรู้ ที่เรียกชื่อต้นว่า วิปัสสนาญาณได้ไหม ส่วนอัญญา เอามาใช้งานแล้ว เกิดผลเป็น มโนมยิทธิญาณ ก็ได้ ถูกต้อง อัญญะ หรืออัญญา คำว่าอัญญา ภาษาอีสาน ต้องออกเสียงขึ้นจมูก หมายถึง เป็นคำยกย่อง ผู้ที่ยกว่าสูง สูงในที่นี้หมายถึง ผู้สูงในทางภูมิปัญญา หรือบางทีเป็นผู้สูงวัย เป็นผู้ที่มีผลงานช่วยสังคมมา ยกย่องเป็นผู้รู้ เรียก อัญญา เป็นผู้ใหญ่ ผู้ที่ควรเคารพยกย่อง โดยความจริงคือ ธาตุแท้ของความรู้ อัญญา เพราะฉะนั้น มันก็ยืนยันได้ว่า ภาษาอีสานเข้าใจเนื้อหาศาสนาพุทธ จากพยัญชนะคำว่าอัญญานี้ได้ ซาบซึ้ง และเอาไปใช้กับบุคคลได้ คนสมัยเก่าจะได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่ ถูกเรียกว่าอัญญา คนที่ได้รับตำแหน่งอัญญา คนที่ได้รับการเคารพสูง แม้แต่คนหนุ่มสาว หากมีความรู้ของพุทธศาสนา ถึงโลกุตระก็เรียกอัญญา แต่เขาไม่กล้าใช้กัน เพราะไม่รู้ว่าใช่ไหม ก็เลยเอาคนที่อายุมาก ทำงานสายธรรมะ ก็กลายเป็นว่า ความเป็นคนอายุมากแล้ว เป็นคนอยู่ในศีลในธรรม ก็เรียกอัญญา แต่ถ้าคนเกเร แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน ไม่เป็นผู้ที่เคารพนับถือ ก็ไม่เรียก อัญญา เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า อีสานรู้จักคำว่า อัญญา ส่วนภาคอื่นไม่เห็นคนเรียกกัน ที่จะยกย่องเป็นฉายานามเลย อาตมาแยกวิชชาโดยตัวต้น เป็น อัญญะ ข้อที่ 1 ใหม่ วิปัสสนาญาณ ส่วนมโนมยิทธิเป็นผลก็ได้ เข้าใจได้ถูก สภาวะใช่ อัญญาแปลว่าความรู้ อัญญะนี่แปลว่าอื่น มโนมยิทธิ คือ ฤทธิ์ทางใจ ที่สามารถกำจัดกิเลสได้สำเร็จ คือผลของศาสนาพุทธ คือประสิทธิภาพของ อัญญา ปัญญา ไม่ใช่ความสำเร็จของจิต คือทำให้จิตมีฤทธิ์ เหาะเหิน เดินน้ำ ดำดิน เป็นไสยศาสตร์ เดรัจฉานวิชา ไม่ใช่ แต่เป็นความรู้ที่กำจัดกิเลสได้ ไม่ใช่เก่งทางเดรัจฉานวิชา ไสยศาสตร์ เทวนิยม มันไม่ได้เข้าแนวความรู้ ที่สามารถกำจัดกิเลสได้เลย เมื่อผู้สามารถบรรลุญาณที่เรียกอัญญาได้ มีวิปัสสนาญาณแล้ว มาเป็นมโนมยิทธิ แล้วมาเป็นทิพยโสต มาเป็นเจโตปริยญาณ ห้าอย่างนี้ แล้วห้าอย่างนี้ เรียกว่าญาณแท้ๆ ที่เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว เป็นญาณ ความรู้ที่กำจัดกิเลสได้ วิปัสสนาญาณนี้ แยกเป็นอัญญา เป็นความรู้ตัวต้น แยกวิปัสสนาญาณ เป็นตัวเริ่มต้น วิปัสสนาญาณตัวเต็ม คืออัญญา แล้วเอามาปฏิบัติธรรม ให้จิตละกิเลสได้เรียกว่ามีฤทธิ์ในทางจิต เรียกว่ามีผลสำเร็จทางจิต มโนมยิทธิ ผลสำเร็จคือ มีฤทธิ์แรงความเก่งทำให้กิเลสลดได้ มีความรู้ที่ทำให้กิเลสลดได้ แล้วก็มีวิธีที่ทำให้กิเลสลดได้มากขึ้น อิทธิวิธญาณ วิธะ แปลว่ามากมาย หลากหลายวิธี ทำให้กิเลสลดได้หลากหลายวิธีมากขึ้น คือบรรลุอิทธิวิธี หลายประการ ตั้งแต่เริ่มต้น ยกตัวอย่างเป็น เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ ภาษาอังกฤษก็คือ One For all All for one ก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น ทีนี้ หากเข้าใจเป็นตัวตน บุคคลเราเขา ก็เลยแปลว่า คนๆเดียว เนรมิตตัวเป็นหลายคน หรือคนหลายคนจับมาเนรมิตเป็นคนเดียว เนรมิตตัวเองนั่งเต็มห้องได้ อาตมาว่า อาตมารู้มาเองแต่ปางก่อน เขาก็ว่าอวดดี รู้เองได้ไง เขาฟังสยังอภิญญาไม่รู้ รู้มาแต่ปางก่อนแล้ว ประกาศโลกนี้โลกหน้าให้รู้ตัวตนอัตตา ใน สัมมาทิฎฐิ 10 ข้อ ผู้ที่ไม่รับรองอาตมา คือผู้ไม่มีข้อที่ 10 นี้ แม้แต่ทานอย่างไร จะได้อานิสงส์ของพุทธ แต่ทุกวันนี้ ทานไม่มีอานิสงส์ ทำแต่มีภพ ชาติ เป็นเทวดา จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ซึ่งศาสนาพุทธ ไม่มีสวรรค์นรก ศาสนาพุทธ ให้ล้างสวรรค์นรก อาจจะมีผู้มีภูมิธรรมที่บอกได้ แต่ยังไม่เคยเห็นคนไทยที่พูดไว้ว่า ศาสนาพุทธไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก หากมีสวรรค์ มีนรกอยู่ ก็ยังไม่เป็นพุทธ เป็นภพ เป็นชาติ สวรรค์ก็เป็นภพ นรกก็เป็นภพ ผู้ไม่มีภพหมดนรกสวรรค์ เพื่อบรรลุธรรมของศาสนาพุทธ อาตมาต้องพูดเนื้อแท้ เพราะอาตมามีอย่างนี้ ถึงพูดอย่างนี้ ยถาวาที ตถาการี ตถาการี ยถาวาที ทุกวันนี้ ก็คงจะค่อยยังชั่ว คนที่ยึดมั่นถือมั่นว่า โพธิรักษ์ เป็นคนบ้า นอกรีต จะมาทำลายศาสนา ที่แท้เป็นผู้ที่จะมากอบกู้ศาสนาหรือ ก็มีคนพอเข้าใจ คลายใจ จากความยึดมั่นถือมั่นได้แล้ว จนทุกวันนี้อาตมาก็ไม่รู้ มีคำที่พระผู้ใหญ่ นักรู้ในสังคมประเทศ ท่านยังมีชีวิตอยู่ มีคนไปถามท่าน ผู้ที่ทำปริญญาเอก ถามท่านว่า พระโพธิรักษ์เป็นอย่างไร แล้วท่านก็พูดว่า เออเรื่องนี้อาตมาพลาดไป อาตมาซาบซึ้งใจ อาตมาตีขลุมเองว่า อาตมาไม่ได้ผิด เหมือนที่ท่านลงโทษอาตมา ท่านเป็นหัวเรือใหญ่ในการถล่มทลายอาตมาเลย สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เวทนาเป็นกรรมฐานของนักปฏิบัติธรรม 2.ที่พ่อครูบอกว่า Keyword ของศาสนาพุทธ คือ อุเบกขา กับเนกขัมมะนั้น เข้าใจว่า เมื่อเริ่มต้นปฏิบัติได้ผล และได้ผลไปเรื่อยๆ เรียกว่า “เนกขัมมะ” จนกระทั่งได้ผลสมบูรณ์ในเรื่องนั้นๆ จึงเรียกว่า “อุเบกขา” ถูกต้องหรือไม่ ? พ่อครูว่า… ถูกต้อง เข้าใจดีมากเลย เคหสิตะ ก็มี 18 เนกขัมมะ ก็มี 18 ต้องอ่านพฤติของจิตให้ดี 18 นี้มาจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 ทวาร เมื่อสัมผัสก็จะเกิดอาการ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ สามนัยนี้ เป็น 18 เวทนา นี่แหละคือ คีย์เวิร์ด หรือว่าตัวบ่งชี้ความรู้ในศาสนาพุทธ เรียกว่าเวทนาเป็นกรรมฐานของนักปฏิบัติธรรม แต่เดี๋ยวนี้ไม่เข้าใจแล้ว เข้าใจกรรมฐาน เป็น กรรมฐาน 40 ไปยึดเป็นที่พึ่ง แล้วทำจิตจดจ่อกับสิ่งนั้น ได้แต่สมถะจดจ่อเท่านั้น เขาถือว่าเป็นอย่างนี้เป็นของแท้ แม้ในตำราวิสุทธิมรรค ของท่านพุทธโฆษาจารย์ ก็เป็นเช่นนี้ หลงกสิณสมถะแบบนี้ ซึ่งพุทธไม่ใช่เลย ไม่ต้องไปสะกดจิตอย่างนั้น เรียนรู้ตามลำดับ ตั้งแต่ศีล 5 แล้วปฏิบัติให้สัมมาทิฏฐิ จิตเป็นอธิจิต ปัญญาก็ต้องรู้ว่า เราสัมผัสกับสัตว์ ก็ไม่เกิดอกุศล หรือมีอกุศลจิตเป็นกาม พยาบาท ก็ต้องจัดการ สัมผัสกับข้าวของ อทินนาทาน จิตเราเกิดโลภ หรือโทสะไหม ก็ต้องทำให้เป็นเนกขัมมะ หากเข้าใจความแตกต่างระหว่าง เนกขัมมะ กับ เคหสิตะ ถ้าจิตโน้มไป โลกีย์ ก็เป็นเคหสิตะ ส่วนหากจิตโน้มไปทาง อธิมุติ อธิโมกข์ ก็เป็น เนกขัมมะ แต่หากไม่เข้าใจที่ตั้งของจิต ที่โน้มไปทิศทางใด ผู้ใดสามารถพิจารณากรรมฐาน คือเวทนา ให้ครบ 108 ได้ คือ 18 +18 เป็น 36 รู้พฤติกรรมจิต คือวิจาร แล้วเริ่มต้นเรียกตั้งแต่ ตักกะ เริ่มดำริ แล้วมาต่อเป็น วิตักกะ เป็น สังกัปปะ มันมีกาม หรือพยาบาท หรือวิหิงสา มาร่วมหรือไม่ วิหิงสาเป็นขั้นปลาย แต่ตอนแรกจับกามพยาบาทก่อน แล้วก็จัดการในกามภพ เหลือรูปภพ อรูปภพต่อก็จัดการต่อ จนหมดก็สมบูรณ์

สื่อธรรมะพ่อครู(พิธีกรรม) ตอน สวดมนต์มีกี่แบบ พ่อครูว่า… ผู้ใดที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่รู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ คือสิ่งที่ยกขึ้นมาแสดง อธิบายให้ฟัง อย่างเช่นที่อาตมาพูดนี้ การขยายความให้ฟัง ท่านเรียกสังสาธยาย สังสาธยาย นี่ก็คือ อธิบายให้สำเร็จประโยชน์นั้นๆ หรือที่เรียกภาษาทับศัพท์ว่า สวด อาตมากำลังสวด แต่ต้องสวดคนเดียว ธรรมะพระพุทธเจ้านำสวดพร้อมกัน 2 คนในที่สาธารณะให้ใครต่อใครฟัง อนุปสัมบัน ให้สาธารณชนได้ยิน เป็นอาบัติปาจิตตีย์ สวดพร้อมกันในที่สาธารณะ เผยแพร่ไป ก็อาบัติทุกคำสวด พระภิกษุเอาธรรมบท คือคำสอนของพระพุทธเจ้าเอาไปสวดพร้อมกัน ตั้งแต่ 2 คนต่อหน้าประชาชน เป็นการสวดท่องบ่นติดปาก จะเป็นธรรมบท เช่น กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา เป็นอภิธรรม ไปสวดที่ไหน ก็เป็นอาบัติทุกคำ ขออภัยที่พูดความจริง เลิกเสียทีเถอะ พระพุทธเจ้าตั้งระเบียบ ตั้งวินัยไว้ เพราะศาสนาพุทธ ไม่ใช่ศาสนาท่องบ่น เหมือนเดียรถีย์ ให้เลิกเสีย ถ้าจะสวด ก็เป็นการสาธยาย ให้เข้าใจชัดเจนในเรื่องนั้นๆ อย่าเอามาสวดพร้อมกัน ท่านได้ตั้งระเบียบเอาไว้ หากไปสวดพร้อมกัน มันจะกลายเป็นไสยศาสตร์ หรือกลายเป็นสวดให้เก่ง อวดอ้างกัน ให้ยิ่งใหญ่ เป็นเรื่อง Magical ให้ได้ตามที่ปรารถนา ขอยืนยันว่าไม่มี อาตมาก็ขอใช้โอกาสนี้ อธิบายความรู้ สวดนี่ ถ้าสวดอันหนึ่งเรียกว่า สวด สรภัญญะ

ภัญญะคือลักษณะ ความเป็น ออกเสียงมา ความเป็นแห่งการกล่าวย่อมออกเสียง การสวดสรภัญญะ ก็ต้องใช้เสียงสระอันพอเหมาะ คือ สระมันมีเสียง อะ อา อิ อี อุ อู โอะ โอ ให้เสียงอันพอเหมาะ ไม่ใช่ลากเสียงยาว สระ เช่น อาก็ต้องอา แต่นี่ อาาาาาาาาาาา ไปถึงไหนกัน สระ อิ ก็อ่าน อิ สระอีก็อ่าน อี อุก็อุ อูก็พอสมควร มันไม่ดัง ไม่มาก ไม่ยาว เยิ่นเย้อหรอก เอ โอ ก็ยาวหน่อย ไปสวดเสียงสระอันพอเหมาะ ต้องเข้าใจ แต่ถ้าไปลากเสียงอันยาว ท่านปรับอาบัติเลย ทุกกฏ ทุกวันนี้ นามัวตัสสะะะะ เป็นอาบัติทุกคำ นั่นคือสวดสรภัญญะ

ต่อมา สวดสังคหะ คือการสวดอย่างย่อ การช่วยเหลือ การได้ สังคหะ คืออันย่อเข้าแล้ว แต่เขาก็สวดกันยาวๆ ยานคางไป เป็นความผิดเพี้ยนไปไกลจากศาสนาพุทธ สวดสังคหะ คือการเติมให้ช่วยเหลือ ทำให้พอเหมาะ พอดี เป็นการได้ ซึ่งท่านก็แปลตามบาลี หมายความว่าอันนั้นแหละ อันใด คำว่า นะโม เป็นต้น ก็คำว่านะโม ก็อย่าสวด นาาาามัว…. ไม่ใช่ คำว่านะโม ก็คือย่อมาแล้ว สังเขปเข้ามาแล้ว สวดสังคหะหมายถึงเช่นนั้น แต่ทุกวันนี้ สวดสังคหะ เป็นอย่างไร บางที เอิงเอยโหยหวนไปใหญ่ เหมือนกับประชดแดกดัน สวดยืดไป เป็นการบอกความจริงว่า ไม่เข้าใจศาสนา กลับตาลปัตรไปหมด ที่ถูกเป็นผิด ที่ผิดเป็นถูก ให้สั้นดันยาว แต่ให้ยาวดันสั้น

การ สวดสังคีติ ..เป็นข้อศึกษา ต่างจากการสวดสังคายนา แม้แต่พจนานุกรม ก็แปลว่าสวดพร้อมกัน เป็นหมู่ เหมือนสวดสังคายนา สวดสังคีติคือ สวดเป็นหมู่ แต่ สวดสังคายนา คือสวดรูปเดียว อย่างลงปาติโมกข์ก็สวดคนเดียว หมู่ก็คอยตรวจสอบ ให้ว่าผิดหรือถูก ถ้าคนสวดคนเดียวนี้ สวดผิด คนถูกก็ท้วง หรือมีใครท้วงมาว่า ผิด ก็ตรวจสอบกัน หรือของคนท้วงผิด หมู่ต้องช่วยกันจำ แต่ก่อนไม่มีบันทึก ก็ต้องจำไว้ หมู่ส่วนใหญ่ถือว่าอย่างนี้ถูก ก็ต้องเอาตามส่วนใหญ่ เยภุยสิกา หรือท้วงมาคนเดียว แต่หมู่เขาถูกหมด คุณก็หน้าแหกคนเดียว สังคีติ ท่านจะ สวดเป็นหมู่ โดยไม่สวดให้ฆราวาสได้ยิน ไม่สวดในที่สาธารณะ สวดมนต์ ท่องสูตรคูณ อาขยานไปด้วยกันได้ สวดในที่ลับตาลับหู ไม่ให้ฆราวาสไม่ให้ใครได้ยิน มีแต่พระภิกษุ ต้องรักษาคำสวด คำสอนเอาไว้ ตามธรรมบทของพระพุทธเจ้า สวดประณามคาถา คือคำที่คนรุ่นใหม่แต่ง ยกตัวอย่าง ยะถาสัพพี ยะถาสัพพี ผู้รู้สมัยโบราณ ก็สวดถูกต้อง ยะถาวาริวะหาปูราปะริปูเรนติสาคะรังเอวะเมวะอิโตทินนัง... คุณสวดคนเดียวถูกแล้ว แม้จะสวดต่อหน้าสาธารณะก็ไม่ผิด แต่ถ้า สัพพีติโยวิวัชชันตุฯ นี้สวดพร้อมกันเป็นหมู่ได้ เพราะว่าเป็นคำสวดที่คนรุ่นใหม่แต่งขึ้น เอาของพระพุทธเจ้ามาปะหน้าไว้ แต่ถ้าสวดพร้อมกันต่อหน้าประชาชน ตั้งแต่ ยะถาวาริวะหาฯ ก็ผิดแน่ แต่ถ้าตั้งแต่ สัพพีติโยฯก็ได้ แต่ถ้าสวดยานคางก็ผิดอีก สังคีติ คือสวดเพื่อจดจำ ไม่ใช่สวดเพื่อการอวดอ้าง เดี๋ยวนี้เขาสวดมนต์กัน เป็นล้านเที่ยว เพื่อให้เกิดบันดาลอะไรได้ เป็นเรื่องฉิบหาย ผิดเพี้ยนไปหมด สังคายนานี้ ต้องสวดคนเดียว ไม่ใช่สวดหลายคน ที่เป็นสังคีติ สวดสังคีติ สวดเพื่อท่องจำไว้ ไม่ใช่สวดต่อหน้าอนุปสัมบัน ไม่ได้ นี่แค่สวดประณามคาถา ก็เข้าใจไม่ได้ อีกคำคือ สวดสังสาธยาย คือ เอามาอธิบาย ก็ต้องคนเดียว อธิบายพร้อมกันสองคน จะไปได้อย่างไร อธิบายพร้อมกัน ต่างคนต่างจำมา มันเป็นคำแต่งขึ้นใหม่ เอาคำของพระพุทธเจ้ามาสวดพร้อมกัน ตรงกันเป๊ะๆเลย นี่ไม่ได้ ต่อหน้าฆราวาส แต่ถ้าสังสาธยายอย่างอาตมากำลังทำตอนนี้ก็ได้ สังวัธยาย อีกคำหนึ่ง จะท่องบ่นดังๆ เพื่อให้เข้าหูตนอีกทีหนึ่ง ก็ต้องคนเดียวนั่นแหละ จะได้จำได้ จะได้เสริมความจำ ท่องไปแล้ว มันก็สะท้อนมาเข้าตัวเอง แต่เสียงมันเร็วๆนะ ท่องติดปาก มันก็ได้ยินที่หูเลย

สรุปก็คือการสวดท่องทุกวันนี้ มันผิดเพี้ยนไป จนไม่รู้เรื่องแล้ว การสวดพร้อมกันนั้น อาบัติทั้งนั้น ต่อหน้าฆราวาส ต่อหน้าอนุปสัมบัน การสวดทุกวันนี้ เป็นการสวดมนต์ด้วยสวดทำอะไรก็แล้วแต่ นอกจากสวดประณามคาถา คือคำที่แต่งขึ้นใหม่ แม้แต่ พุทธังสะระณังคัจฉามิ ธัมมังสะระณังคัจฉามิ ก็เป็นคำที่แต่งขึ้นมา สวดมหาการุณิโกนาโถ สวดพาหุง สวดเจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน อาตมาไม่ได้ทำอย่างเขาเลย ได้แค่พาหุง กับมหากาฯ และภวตุสัพฯ ก็ดีแล้ว เราก็เลยใช้ของเราแค่นี้ เป็นประณามคาถามาตั้งแต่ต้น การสวดประณามคาถา ก็มีแค่นั้นของเรา สัพพีติโยฯ เขาถือว่าเป็นคำให้พร เป็นของพระพุทธเจ้า สวดสองคนพร้อมกันก็อาบัติ ส่วนสัพพีติโย เป็นคำประณามคาถา ก็ท่องพร้อมกันได้ เขาก็ทำได้ถูกอยู่ นี่คือการขยายความเรื่องสวดมนต์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ศาสตร์แท้พระราชา กับประชาธิปไตยไทยนิยม พ่อครูว่า… อาตมาเห็นคำนี้ของไทยโพสต์ ข่าวหน้าหนึ่ง ก็มีคำโปรยว่า ที่เมืองทองธานี นายกฯเผยตอนนี้ สวดมนต์ให้คสช. เอาตัวให้รอด คือนายกฯตู่ ก็คงไม่ได้เข้าใจรายละเอียด อาตมาเอาคำมาใช้ หนึ่ง คำว่าสวดมนต์ สอง คำว่าแจงประชาธิปไตยไทยนิยม ไม่มุ่งหวังการเมือง ปัดสืบทอดอำนาจ ไม่เอา แล้วก็ขยายความไปว่า ก็แค่อยากให้ประเทศหลุดพ้นความยากจน ความขัดแย้ง อาตมาก็ว่า มีประเด็นในคำโปรย หัวข่าวไทยโพสต์ เอามาเป็นหัวข้อสาธยายธรรม อันแรก สวดมนต์

อันที่สอง แจงประชาธิปไตยไทยนิยม นายกฯตู่เป็นคนพูดคำศัพท์นี้ วลีนี้ แล้วนายกตู่ก็ขยายความว่า คำพูดนี้ไม่ได้พูดเพื่อเล่นการเมือง หรือสืบทอดการเมือง หรือเป็นการสืบทอดอำนาจ ไม่ใช่ เป็นแค่อยากให้ประเทศหลุดพ้นจากความยากจน เป็นประเด็นที่ 3 ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญมาก ที่อาตมาจะต้องพูดถึงความยากจนนี้ไปอีกนาน ขอยืนยันว่าการบริหารประเทศนั้น บริหารประเทศให้ไปเป็นคนรวย บริหารอย่างไร ก็ไม่สำเร็จ เพราะว่าทุกประเทศในโลก บริหารจะให้คนไปรวย ทุกประเทศเป็นอย่างนั้น เป็น Concept ของทุกประเทศ ทุกผู้บริหาร ตามประสาเขา แต่อาตมาเข้าใจตามในหลวงรัชกาลที่ 9 มี Concept ตามในหลวงรัชกาลที่ 9 ตามพระพุทธเจ้า แบบให้บริหารประเทศด้วยแบบคนรวย ทฤษฎีจะสร้างให้คนรวย แข่งกันรวย มันเมื่อย และมันเป็นไปไม่ได้ Impossible เป็นไปไม่ได้ด้วย ถ้ามาสอนให้คนเข้าใจความจน แล้วก็พยายามทำให้เกิดความจน คนที่ทำความจนให้ตนเองสำเร็จแล้ว ขออภัยต้องยกตัวอย่างชาวอโศก ที่มุ่งมาจน ตั้งใจมาจน มีความเข้าใจว่ามาจนนี้ดี ก็มาจน ตั้งใจจน เต็มใจจน จนจนสำเร็จ เรียบร้อยได้ ก็เป็นคนจนที่ถาวรยั่งยืน เป็นคนจนที่มีความสุขสำราญเบิกบานใจ แต่ก็เข้าใจกันไม่ได้ ความจนไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ น่าชิงชัง หรือคนไม่ควรเข้ามาใกล้ เอาเถอะ มาเป็นคนจนผู้มหัศจรรย์ คนจนผู้วิเศษ เป็นคนจนผู้มีความสุข เป็นคนจนที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นคนจนที่มีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ เป็นคนจนที่ช่วยคนรวย อย่างนี้เป็นคนที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจ และเป็นคนช่วยสังคมประเทศ ไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม ก็ควรจะมาเข้าใจอย่างนี้ จะแก้ปัญหาความจน หรือความรวยได้ เพราะว่าคนนั้น มีความเป็นคนจน อย่างที่ สมัครใจมาจน อย่างสบายใจสุขสำราญเบิกบานใจ อย่างชาวอโศก 1. ใครคิดว่าตัวเองจะไม่ไปรวยกว่านี้อีกแล้ว ยกมือขึ้น (ยกมือถ่ายให้เป็นหลักฐาน ) 2. เมื่อมาจนได้แล้วสบายแล้ว ก็เป็นคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ ยกมือขึ้น (ถ่ายไว้เป็นหลักฐานอันที่ 2 ) 3. เป็นคนจนที่จะกอบกู้เศรษฐกิจให้แก่ประเทศชาติ ใครเข้าใจอย่างนี้ได้บ้าง ยกมือ (ถ่ายไว้เป็นหลักฐานอันที่ 3 ) ชาวอโศกเข้าใจได้ ก้าวหน้ากว่าคนทั้งโลก ขออภัยที่พูดใหญ่ เป็นคนที่เข้าใจ ก้าวหน้าไกล เกินกว่าความเข้าใจของคนทั้งโลก คนทั้งโลกไม่เข้าใจหรอกว่า มาเป็นคนจนที่มหัศจรรย์ เป็นคนจนที่ประเสริฐ เป็นคนจนที่รู้จักจน และเต็มใจจน จนจนสำเร็จ อย่างนี้จะเป็นคนที่จบแล้วในชีวิต เป็นคนที่บรรลุอรหันต์เลย จบ และจะเป็นคนที่ช่วยสังคมประเทศชาติได้ช่วยโลกด้วย เพราะอาตมามั่นใจว่า คนทั้งโลก ไม่เข้าใจว่าให้มาเป็นคนจนนี้ จะมีที่จบ เขาคิดว่าคนจนก็จะซวย อดอยากปากแห้ง ก็จะตาย ผู้ที่ไม่มีปัญญา ก็จะคิดอย่างนั้น แต่ผู้ที่มีปัญญาแล้ว จะรู้ว่ามาเป็นคนจน ที่ขยันหมั่นเพียร มีความรู้ มีการสร้างสรร รู้จักสัมมากัมมันตะ รู้จักสัมมาอาชีพ รู้จักสัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ ก็กระทำการงาน การกระทำวจีกรรม โดยมีสัมมาสังกัปปะ ความคิดนึกเป็นประธาน ก็จะพูดอย่างสัมมาวาจา หรือประกอบอาชีพอยู่อย่างสัมมาอาชีพ เป็นผู้พ้นจากอาชีพ ที่เป็นมิจฉาชีพ พ้นมิจฉาชีพ 5 พ้นอาชีพ 5 ที่ยากที่สุดคือ สัมมาอาชีพข้อสุดท้าย เรียกว่าลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา คือ ยังเป็นคนทำงานอาชีพ ที่จะต้องได้สิ่งแลกเปลี่ยนกลับ ในการทำกรรมของตัวเอง ทำการงานอะไรออกไป ก็จะต้องได้รับคำยกย่องสรรเสริญ แต่ผู้ที่ไม่มีแล้ว ก็ทำงานเสียสละไป เขาก็จะยกย่องตามความจริง แต่เราไม่ต้องการ แต่เขาให้ก็ได้ ไม่ต้องถึงกับบอกว่า ไม่ต้องมาชมฉัน แต่อย่ามาแกล้งยอฉัน เข้าใจให้เป็นไปตามความจริง ถ้าทำดี ก็ยกย่อง แต่ถ้าเราทำไม่ดี ก็ควรตำหนิ อย่างอาตมา คนไม่รู้ว่าอาตมาดี เขาก็ตำหนิ แต่ถ้าคนรู้แล้ว ตำหนิอาตมา นี้โง่ เพราะอาตมาไม่มีสาเฐยจิต แม้แต่จะแสดงการทำงาน ก็อยากให้คนมายกย่องชมเชย หรืออยากให้คนรู้ว่า ตนเองเก่ง ตนเองวิเศษ ไม่เคยมีจิตแบบนั้น แลกลาภ ยศ หรือตัวตนอัตตาใดๆ ก็ไม่มี สาธยายธรรมเพื่อให้คนรู้ความถูกความผิด แล้วแก้ไขความผิดนั้น ไม่ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยนอะไร ระมัดระวัง อย่าให้ผิด เมื่อทำได้ ก็สบาย แล้วจบ อาตมาแสดงธรรม งานของอาตมาคือ งานสาธยายธรรม อาตมาเกิดมาในชาตินี้ ตั้งแต่รู้ตัวมาอายุ 36 มาถึงบัดนี้อายุ 84 เข้านักษัตรที่ 2 อาตมาทำงานเลย 72 บวกไปอีก 1 นักษัตร เป็น 84 ปี และยังจะฝืนไปอีก เป็น 96 เป็น 108 เป็น 120 เป็น 132 เป็น 144 และแถมอีก 7 เป็น 151 ตั้งปณิธานไว้ ไม่ถึงก็ไม่มีปัญหา อาจจะตายก่อน 151 คนจะบอกว่าทำไมตายก่อน ใครจะว่าก็ว่าไปสิ อาตมาตั้ง โดยไม่ได้ตั้งเองหรอก ถ้าทำสำเร็จ รับรองว่าดังทั่วโลก แล้วถ้าอาตมาอยู่ถึง 151 ไม่ใช่ 151 แล้วเป็นใบ้ 90 แล้วก็เป็นใบ้แล้ว แล้วก็ยืนยาวไปถึง 151 เหมือนหลวงพ่อชา ต้องเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ไปอีก 11 ปี แล้วค่อยเสียชีวิต อาตมาว่า ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็คงไม่อยู่หรอก ถ้าอยู่ก็ต้องพูดได้ บรรยายได้ และก็ทำงานได้ เพราะงานของอาตมาคือ บรรยายธรรมะ ยืนยันธรรมะของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง นี่คือชาตินี้ อาตมาเกิดมาเพื่อทำงานนี้ พูดเหมือนคุยตัว แต่พูดสัจจะ ความจริง ไม่ได้อยากใหญ่อยากให้คนเชื่อ แต่ละคนมีสิทธิ์จะเชื่อ หรือไม่เชื่อ บังคับกันไม่ได้หรอก ประเด็นที่พูดไปจากโปรยหัวข่าว ไทยโพสต์ ประเด็นแรก เรื่องสวดมนต์พักไว้

แต่อีกประเด็นคือ ประชาธิปไตยไทยนิยม เป็นคำที่ดีมากเลย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน