610122_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไตรสิกขาที่พาขยายอายุขัย.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข3 พฤษภาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

610122_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไตรสิกขาที่พาขยายอายุขัย

สมณะฟ้าไทว่า… วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ก็มีนักศึกษาราชภัฏจังหวัดอุบลราชธานี มาทำวิจัย คณะบริหารธุรกิจ

สื่อธรรมะพ่อครู(สัมประสิทธิ์) ตอน ต่ออายุขัย ต้องใช้สมดุลสัมประสิทธิ์ ระดับคูณ พ่อครูว่า... คำถามที่คนถามมาวันนี้ ยาก ซึ่งวันนี้มีเด็กนักเรียนมาฟังด้วย ก็คงจะฟังได้ยาก อาตมาพูดไป อาตมาเจตนาจะพูดเอาไว้ อาตมาก็รู้เหมือนกันว่า พวกที่จะรับได้ มีพวกเราพอจะเข้าใจ ก็จำเป็นจะต้องพูดเอาไว้ เพราะในยุคครึ่งศาสนาพระพุทธเจ้าสมณโคดมแล้ว มันเสื่อมไป จนกระทั่งจะหมดแล้ว อาตมาเอาสิ่งที่เป็นสัจธรรมของพระพุทธเจ้า เพื่อจะประกาศออกไป ของพระพุทธเจ้านะ ไม่ใช่ของอาตมา เอามาตราขึ้นอีก เพื่อให้ผู้ที่ใส่ใจศึกษาเรียนรู้ว่า จะได้ศึกษาต่อ เพราะฉะนั้น ผู้รู้ที่รับได้ ก็จะมีจำนวนน้อย ผู้ไม่รู้มีเยอะ เมื่อไม่รู้แล้วก็ยัง..ขออภัยพูดให้ชัดๆ ง่ายๆ ไม่รู้แล้วยังโง่อีก โง่ยังไม่พอ ยังดูถูกดูแคลนคนอื่นอีก หาว่าเป็นเรื่องบ้าบอ ตนเองมีภูมิไม่ถึง ก็พูดอย่างนี้ ก็ทำให้เขาตกต่ำ แต่อาตมาจำเป็นที่จะต้องทำ มันก็เกิดผลตามนั้น มาเอาที่ผู้เขียนอะไรมา หลายอย่าง วันนี้ก็มีผู้ที่ทำปริญญาเอก ดุษฎีนิพนธ์ เกี่ยวกับเรื่อง ศาสนากับการพัฒนา ศึกษาเพื่อทำดุษฎีนิพนธ์เรื่อง แรงจูงใจของศาสนากับการทำเกษตรอินทรีย์ ก็มาถามได้ อโศกเรามีความรู้ หรือว่าเราทำงานกับมนุษยชาติ โดยใช้หลักธรรมพระพุทธเจ้า เข้าใจว่าอันนี้ ใช่ธรรมะพระพุทธเจ้า ก็มีคนมาทำดุษฎีนิพนธ์ ไม่น้อยแล้ว ปริญญาโทก็มากมาย เขาก็ทำไป เพราะอาตมาอาภัพ ทำไปแล้ว เป็นของดี แต่เขาไม่ได้ศรัทธา ไม่ได้เอาไปทำต่อ แค่แต่ว่า ผู้ที่ทำปริญญา ในสำนักอื่น จะอ้างอิงหลักฐาน จากดุษฎีนิพนธ์ หรือปริญญาโท ที่ท

อ่านต่อ

ำวิทยานิพนธ์ไป เขาก็ไม่ได้ทำ เพราะว่า เขาไม่มีความศรัทธา เขาเห็นว่าสำนักนี้ มันไม่ใช่ แต่แท้จริงแล้ว อาตมามั่นใจว่า อาตมาไม่ใช่คนปลอม อาตมาเป็นคนจริง ที่นำศาสนาพุทธคืนกลับมา นำเอาแก่นแท้ของศาสนาพุทธ มาปัดฝุ่น แต่ที่จริงมันจมหายไปไหน ที่ไหน ก็ไม่รู้ ขุดขึ้นมา ก็จะแย่อยู่แล้ว มีหน้าที่ต้องรื้อฟื้นธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ง่าย ทำมาจนเกือบ 50 ปีแล้ว ก็เห็นผลว่า ได้ผลไม่เท่าที่ควรจะเป็น มันน้อยเหลือเกิน จึงได้พยายามที่จะอยู่ต่อไป ใช้พลังงานสัมประสิทธิ์ Coefficient เพื่อจะเติมอายุขัย อาตมาใช้จริงๆ หลายอย่างที่ทำมา อาตมาก็ใช้ภาษาบาลี กำกับตัวสภาวะ พวกเราพอเข้าใจ ก็เอามาถาม อย่างอันนี้ เรียบเรียงว่า นกกระจอก หรือจะรู้สภาวะพญาอินทรีย์ นกกระจอกต้องพยายามศึกษา จากพญาอินทรีย์ ในชีวิตจริงของพญาอินทรีย์ จะมีวิธียืดอายุของตัวเอง ถูกบ้างผิดบ้าง ท่านก็จะชี้แนะเราเอง พระอรหันต์ มีอุปจยะ มีสันตติ ก็คือ เป็นเรื่องของรูป ลักษณรูป 4 อันสุดท้าย อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา ใน อุปาทายรูป 24 จาก ย คือ ย.ยักษ์ ถือเป็นต้นวรรคของเศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ แล้วก็มาที่ห้องขังแดนหนึ่งคือ อํ อนุโลมให้เกิดได้ (นี่คนจะรู้ได้ ต้องเคยฟังมาก่อน และรู้สภาวะกัน) คนฟังรู้เรื่อง ที่เป็นคนข้างนอก จะมีน้อย เพราะคนส่วนใหญ่ จะไม่ยอมรับอโศก จะยอมรับมหาเถรสมาคมมากกว่า ก็เลยเกิดความยาก อาตมารู้ว่าทำไมต้องมาทำงานยาก หากไม่ยาก มันไม่ใช่โพธิสัตว์ระดับ 7 โพธิสัตว์ระดับ 7 จะมีโจทย์ที่ยากอย่างนี้แหละ อาตมาเข้าใจดี ก็ต้องทำงาน ศึกษา ฝึกฝน ตามที่ตัวเองมีโจทย์ คือโจทย์ให้ทำทั้งนั้น บอกว่า ...มาถึง แล้วก็มาที่ห้องขังแดนหนึ่งคือ อํ อนุโลมให้ไปเกิดได้ จากเศษวรรค ก็เกิด โอปปาติกะ กะ เป็นตัวท้าย แสดงเจ้าเข้าเจ้าของ จากนั้นก็ สันตติ ที่อาตมาทำนี้ก็เท่ากับต่อ อุปจยะ วรรค 1 2 เป็น static แต่การเกิดของอัญญา เป็น dynamic ที่เร็วแรง รอบจัด มาวรรค 2 จ ฉ ช ฌ ย ความเร็วของจิต เร็วไวกว่าแสง พลังงานแสงเร็วเท่าไหร่ ...อัตราเร็วแสงที่มีค่า 299,792,458 เมตร/วินาที แต่จิตมีความเร็วกว่าแสงมาก แสงเดินทางจากโลกไปถึงดวงจันทร์ 1.3 วินาที แต่ใจของ นีล อาร์มสตรอง เดินทางเร็วกว่า นึกไปก็ถึงทันที แต่คนที่ไม่เคยไป ก็เดาเอา อาตมามี ฌานวิสัยเป็นไปได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ในฌาน 4 เกิดอยู่ตลอดเวลา และยังมีอัญญธาตุ เติมมาอีกเรื่อยๆ ก้าวหน้าเรื่อยๆ ความสว่างไสว ก็เกิดขึ้นมากต่อมาก แม้ยามหลับพักผ่อน เทวดาก็มาพบอีก

_ อยากทราบวิธีจัดสมดุลครับ พ่อครูว่า... มันไม่มีหน่วยวัด ไม่มีภาษาบอก ว่าอาตมาจะมี static dynamic อย่างไร และมี Coefficient ที่จะเพิ่มอีก ก็จัดสมดุลที่ตัวเอง ประมาณว่า เราปรุงแต่ง อภิสังขารขนาดนี้ สังขารเรารับไหวไหม ทั้ง static และ dynamic ที่เราจัดสรร Coefficient ให้เพิ่มขึ้นนี่ จะเป็นระดับคูณ ระดับยกกำลัง มันจะมากจนฐานนี้ รับได้ไหม จะเรียกว่านิวเคลียส จะรับไหวไหม ถ้ารับไม่ไหว มันจะละลาย ก็จะร้อน เราก็จะรู้ว่า อันนี้มันไม่ไหว เราก็ต้องเอาตาม ประมาณความรู้สึกเรา เวทนาเราวัดเอง ถ้ามันน้อยไป ก็เสียเวลา จะเสียเวลาทำไม ก็ต้องปรุงให้เต็มที่ ถ้าน้อยไปเสียเวลา ถ้ามากไปมันทำลาย อธิบายได้แค่นี้ ไม่มีหน่วยวัด เวทนา จึงเป็นการอ่านพลังงาน ที่มี อาการ ลิงค นิมิต ตามที่รับฟังบรรยายมา ลิงค คือความแตกต่างระหว่าง ความห่าง ความชิด ความมาก ความน้อย อาการ ลิงคะ แล้วจัดสรรเกิดภาพรวม เรียกว่า นิมิต เป็นเครื่องหมาย เท่านั้น เท่านี้ เมื่อเราทำอภิสังขารเป็น ตรวจผลของการปรุงแต่ง รวมสามเส้า สรุป คือรูปกับนาม ที่เราปรุงแต่ง จิตเราเป็นประธาน เราปรุงผลที่ได้พอเหมาะ พอดีไหม มากไปไม่ดี น้อยไปเสียผล น้อยไปมันไม่ควร สมณะฟ้าไทว่า... พ่อครูเคยเขียนหนังสือ จนล้มลงไปเลย อย่างนั้นมากไป สังขารมากไป พ่อครูว่า... มากไป ทำลายตัวเองได้ อาตมาเคยเขียนหนังสือ จนเป็นลมหน้าห้องน้ำเลย เขียน EQ โลกุตระ ต่อมา...การออกแรง ทางสรีระกาย จะมีส่วนเหลือของการบีบเค้นของเซลล์ คือน้ำเหงื่อ ส่วนการออกแรงทางสมอง หรือใจ เมื่อมีภาวะบีบเค้นทางอารมณ์ เสียใจมาก ดีใจมาก มีปีติ ก็มีน้ำตาออก แสดงถึงความเชื่อมต่อของนามที่รูป เราจะบอกว่าพลังงานถึงขั้นไฟ เรียกโดยภาษาอีกว่า อากาศ ลม ไฟ ไม่มีตัวตน แต่มีสภาพ ให้รู้ได้ ถ้าไฟมีสองสภาวะของธาตุ สองตัวนี้จับตัว เป็นตัวที่สามคือ น้ำ H 2 O เมื่อทำงานร่วมกัน เป็นธรรมะสอง จับตัวได้ดี ก็เกิดน้ำ ตั้งแต่ กลละ เป็นเชื้อก่อในมดลูก เล่ม 15 [803] รูปนี้เป็น กลละ ก่อน จากกลละเป็น อัมพุทะ จากอัมพุทะเกิดเป็น เปสิ จากเปสิเกิดเป็น ฆนะ จากฆนะ เกิดเป็น 5 ปุ่ม( ปัญจสาขา ) ต่อมา...หน้าที่ของน้ำน่าจะแบ่งได้อย่างนี้ 1. ถ่ายเซลล์ที่เสียออกจากสรีระ ออกแรงมาก เหงื่อก็ออกมาก 2. หล่อลื่น หล่อเลี้ยงเซลล์ รอบจัดมากปัสสาวะก็ออกมาก 3. เป็นสื่อถ่ายทอดพลังงาน บ่มเพาะ สร้างเซลล์ใหม่

ขอบอกคนเขียนมา คุณไปได้ไกล ได้มาก ระวังจะหลงความรู้ อย่าลืมตัวจริง ตัวเองที่ปฏิบัติ ดูในฐานที่จริงของตัวเอง และที่เหลือของเรา อย่าไปเพลินกับความรู้ พวกนี้ หลง วิปัสสนูปกิเลส จนลืมปฏิบัติให้แก่ตนเอง อย่าให้มันเสียผล

ต่อ...ในเวลากลางคืน สรีระพัก หากมีสังขาร กลางคืนจะมีรอบการปรุงในจิต ที่มากกว่ากลางวัน เพราะมีแต่มโนวิญญาณ เป็น dynamic ล้วนๆ ปัสสาวะจึงออกมามาก (อาตมาปัสสาวะมากในกลางคืน) ส่วนเวลากลางวัน มี Action ร่างกายรองรับด้วย รวมแล้วสภาพเคลื่อนไหว และเป็นหลัก อธิวจนสัมผัสโส จึงคือ ลูกข่างนอนวัน มีจุดหมุนเป็นตัวแกน และมี kinetic ที่เป็นตัวก้าวหน้า เป็น Coefficient ที่เป็นตัวแปรใหม่ ถ้าหากตัว static และ Dynamic ที่เป็นแกน มันไม่แข็งแรง มันไม่นิ่ง เหมือนลูกข่างนอนวัน มันก็จะไม่แข็งแรง ไม่นิ่ง จะไม่อยู่ในจุดศูนย์กลาง สมดุลกัน คนหลงเพลิดไปกับการปรุง เป็นพลังงานใหม่ kinetic ใหม่ Coefficient ใหม่ ที่มันแรงกว่าแกน static dynamic มันรับไม่ได้ ก็จะเกิดการแกว่ง ก็เกิดการพัง ระบบความคิด นักปรุงแต่งจิต สายหลับตาเรียก กรรมมันแตก สายไม่หลับตา ก็เรียกว่า บ้า จิตเภท

_คำถามที่ 2 การขยายอายุขัย รอบตัองจัดต้องเร็วขนาดไหน? พ่อครูว่า... มันไม่มีตัววัด ของใครก็ของใคร จิตมันเร็วกว่าแสง ต้องได้สัดส่วนที่ดี ถ้ามากไป ก็ทำลาย มีแต่อายุจะสั้นลง หรือไม่มีแรงพอ ก็ไม่เสริม อุปจยะ Coefficient ให้เกิด ต่อไปได้ สันตติต่อไปได้ อาตมาพูดไปนี้ คนที่รับได้จะมีน้อย ยิ่งในยุคนี้ มีความผิดเพี้ยนของศาสนาพุทธไปมากมายแล้ว มีที่ไหนสวดมนต์ข้ามปี อาตมาพูดไปเหมือนไปว่าเขา อย่างสวดมนต์ล้านเที่ยว อย่างธรรมกายทำ นึกว่าเป็นประโยชน์ การท่องบทมนต์ เพื่อให้จำได้ จำได้แล้ว ก็เอาไปปฏิบัติ เพราะสมัยพระพุทธเจ้า การบันทึกยังไม่มี ก็ต้องอาศัยท่องจำ การสังคายนา คือคนหนึ่งท่องขึ้น แล้วให้คนอื่นฟังดูว่าผิดไหม หากสวดผิด ก็ท้วงกัน ว่าอย่างไหนถูกกันแน่ การสวดมนต์ ไม่ใช่สวดให้เกิดเป็นกุศล หรือมีฤทธิ์เดชอะไร บุญ คือ การลดกิเลส ส่วน กุศล คือ สิ่งที่ทำแล้วเกิดผลสั่งสม เป็นคุณความดี เป็นสมบัติ หากเป็นสิ่งไม่ถูก ไม่ดี ก็คือ อกุศล คุณทำกุศล อกุศล ทำแล้วก็เป็นผลของคุณทันที แต่บุญชำระกิเลสเสร็จ มันก็หายไปทันที เข้าใจคำว่าบุญผิด เข้าใจคำว่ากายผิด ก็ปฏิบัติผิด พระพุทธเจ้าตรัสว่า กาย คือ จิต มโน วิญญาณ คนฟังแล้ว ก็อาจคิดว่าพระพุทธเจ้าพูดผิด แต่ที่จริงแล้ว คุณต่างหาก ที่เข้าใจผิด กาย มีรูปกับนาม แต่การปฏิบัติต้องปฏิบัติที่นาม รูปเป็นสิ่งประกอบ แต่รูปก็มีฤทธิ์ มีผลนะ พูดไปแล้วคนก็อาจเข้าใจได้ยาก แต่อาตมาพูดไป เป็นอิทัปจยตา คนฟังอย่างพวกคุณก็รับได้ แต่ถ้าพูดไปอย่างไม่เป็นเหตุ เป็นผล คุณฟังดู ก็จะรู้ได้ ศาสนาพุทธ ต้องรู้เหตุ จับเหตุได้ จะให้เกิด หรือไม่เกิดก็ได้ หากอภิสังขารได้ครบ รู้ลักษณรูป 4 ก็จัดการให้มันเกิด เท่าที่คุณกำหนดหมายได้ ว่าอย่างนี้ อุปจยะ อย่างนี้ สันตติ หรือ ชรตา หรือ อนิจจตา ได้ จะให้มันเกิดต่อ หรือไม่ ก็แล้วแต่ นี่คือสัจจะ ที่ผู้ฟังที่รับ ที่อาตมาสื่อได้แล้ว ก็เข้าใจเอาไปปฏิบัติได้ แต่อาตมาไม่เก่ง ที่จะอธิบายไปถึงกลุ่มที่รู้ไม่ได้

ต่อมา...ในเวลากลางคืน สรีระพัก หากมีสังขาร กลางคืนจะมีรอบการปรุงในจิต ที่มากกว่ากลางวัน เพราะมีแต่มโนวิญญาณเป็น dynamic ล้วนๆ ปัสสาวะจึงออกมามาก ส่วนเวลากลางวันมี Action ทางกายรองรับ จึงมีทั้งจิตที่ตื่นรับวิถี และ dynamic ของสรีระ อธิวจนสัมผัสโส คือลูกข่างนอนวัน นอนก็พัก วันก็เคลื่อน ไม่ใช่เรื่องโมเมนะ “การขยายอายุขัยรอบ ต้องจัดเท่าไหร่ครับ..” ต้องรู้ด้วยอาการ ลิงค นิมิตของตน ว่ารอบมันเร็วมาก จนร้อนไปไหม หรือว่าขนาดนี้ กำลังได้การก้าวหน้าดี ผู้ที่ทำไม่ได้ ก็จะเกิน หรือขาด ขาดมันก็ไม่เร็วเท่าที่ควร แต่ถ้าได้สมดุลจะเร็ว และมากที่สุด ต้องประมาณ หรม. ครน. ได้อย่างสัดส่วนดี

จากสมการ E(ของพระอรหันต์) = ฌานวิสัย(อเนญชาภิสังขาร 2 + อปุญญาภิสังขาร ) คือ coefficient อเนญชาภิสังขาร คือ c 2 กับ mc เป็นหน่วยของการปรุงแต่งพลังงานทางธรรมะ ทีนี้มาเพิ่ม C ( Coefficient ) mc คืออปุญญาภิสังขาร + A ผู้สามารถเป็นอรหันต์แต่ละลำดับ ก็สามารถที่จะรวมแล้ว พลังงาน ฌานวิสัย เป็นการปรุงแต่งของพลังงานที่เรียกว่า ฌาน ฌาน คือ พลังงานไฟ ภาษามหาภูตรูป คือ อุณหธาตุ เป็นพลังงานที่แรงร้อน ฌาน จึงแปลว่า ไฟกองใหญ่ พจนานุกรมบาลีไทยก็แปลได้ บางพจนานุกรมเท่านั้น บางเจ้า ก็บอกว่า ฌานคือไฟ บางเจ้าก็บอกว่าคือ ไฟกองใหญ่ ไฟฌาน คือ พลังงานบุญ สร้างพลังงานบุญขึ้นมา สร้างสำเร็จ ก็จะมีฤทธิ์อำนาจ ไปทำลาย ไฟราคะ โทสะ โมหะ เพราะไฟฌานมีฤทธิ์พลังงานพอ จะไปกำจัด ไฟราคะ โทสะ โมหะ

ต่อ...เมื่อ E(ของพระอรหันต์) = ฌานวิสัย(อเนญชาภิสังขาร 2 +อปุญญาภิสังขาร) พ่อครูว่า... ของไอน์สไตน์ มีสูตร E=mc 2 แต่ของอาตมามีสูตร E=C(mc 2 +A) อาตมาเคยไปบรรยายที่ คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ต่อมา...คุณคนนี้ก็อธิบายต่อ (คุณดั้นเมฆ) ...เมื่อมี อัญญธาตุ พ่อครูว่า... ธาตุใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เหมือนตอน อัญญาโกณทัญญะรู้ได้ ตอนที่พระพุทธเจ้าสอนครั้งแรก อัญญาสิ วตโพ โกญทัญโญ อัญญา นี้เป็นความรู้ใหม่ ต่างจาก เฉกา (อัญญา เป็นพหูพจน์ของ อัญญะ) อัญญาไปสร้างเป็นสัญญา เป็นกัญญาจน เป็นปัญญา ถ้าเข้าใจพยัญชนะ เข้าใจสภาวะ เป็นเรื่องลึก ที่เป็นอุตริมนุสธรรม จำเป็นต้องพูด ปเวเทนตีติ ประกาศเอาไว้ ไม่เช่นนั้น ความรู้ของพระพุทธเจ้าจะสูญหายไปหมด คนที่เข้าใจได้รับได้ก็จะเอาไปทำต่อ ผู้ที่จะสามารถขยายความให้พิสดารกว่านี้ ไปได้อีกเยอะ อาตมาพูดตัวหลักไว้ก่อน แต่ไม่มีเวลาขยาย พวกเราที่รู้ ก็ขยายกันต่อ ต่อมา...ต้องเพิ่มที่ อปุญญาภิสังขาร คือ mc 2 +A พ่อครูว่า... A คือพลังงาน ที่เป็นขั้นบวก ก็จะบวก mc 2 + mc 2 + mc 2 จนเกิดสามเส้าแรก ต่อมาเกิดเพิ่มเป็นสามเส้าที่สอง ต้องเป็นสามเส้าที่สาม จึงได้เก้า ได้สามยกกำลังสอง จะไปเพิ่มอปุญญาภิสังขาร ที่เป็น พหุชนหิตายะ มีองค์ประกอบภายนอก มาเกี่ยวข้อง ซึ่งจัดการได้ยาก แต่เราจัดองค์ประกอบศิลป์ได้ อาตมาใช้ การจัดองค์ประกอบศิลป์ คอมโพซิชั่น ต้องมีความรู้ใน รูป 28 มหาภูตรูป อุตุนิยาม ใช้ทั้งพีชนิยาม ใช้ในการเกิด จิตนิยาม ทั้งพฤติกรรมของมนุษย์ พฤติกรรมของมนุษย์นี้ เป็นตัวที่เป็นตัวแปรมาก ก็ต้องจัดการให้เกิดสภาพรวมตัว เรียกว่า ธรรมนิยาม กุศลธรรม หรือเป็นโลกุตรธรรม ธรรมนิยาม แบ่งได้สองคือ กุศล อกุศล โลกียธรรม กับ โลกุตรธรรม ผู้ที่ไม่สามารถแยกธรรมะเป็นสอง คือ โลกียธรรม กับโลกุตรธรรม ก็ไม่สามารถที่จะไปหานิพพาน เป็นอาริยะที่แท้จริงได้ เช่น เดี๋ยวนี้ ก็รู้แค่กุศล อกุศล อย่างสวดมนต์ล้านเที่ยว เป็นต้น แม้แต่การเอาบทมนต์ของพระพุทธเจ้า มากล่าวพร้อมกัน ตั้งแต่สองคน ต่อหน้าอนุปสัมบัน ก็อาบัติปาจิตตีย์ การสวดมนต์ กลายเป็นสิ่งที่เขาคิดว่า สวดแล้วจะได้สวรรค์วิมาน ได้ทุกอย่าง ที่ต้องการ แม้แต่ธรรมกาย เถรสมาคมก็ทำ ไม่เข้าใจจริงๆ ยิ่งกลายเป็นเทวนิยม หลงเมจิค เรื่องเพ้อเจ้อ ธรรมะที่เป็นสวรรค์ วิมาน แต่เขาไม่คิดว่า ได้นรก แต่เขาทำเหตุที่ไปนรก ยิ่งพาคนหลงทาง เป็นความเสื่อม เพราะชวนคน ทำหลงทาง ก็เป็นบาป เป็นนรก อาตมาก็มายับยั้ง เขาก็หาว่าเป็นจระเข้ขวางคลอง บอกว่าให้หยุดเถอะ การสะกดจิต สวดมนต์ เวลาเขาไปสวดมนต์ กันเป็นหมู่ เขาไม่กำหนดหมายเลย ว่าติดปาก ขณะสวดไปจิตฟุ้งซ่าน ไปได้หมดเลย แล้วบอกว่า เป็นเรื่องสิริมงคล เป็นเรื่องของศาสนาพุทธ แท้จริงมันไม่ใช่ เป็นเรื่องปาจิตตีย์ เป็นอาบัติหนัก ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แก้ไม่หาย จำเป็นต้องบอกความผิด ความถูก สำหรับผู้มีภูมิปัญญา ให้ลด ให้เลิกเถอะ บางคนมีภูมิธรรม ถึงก็บอกว่าเลิกเลย แม้แต่ในมหาเถรสมาคม หรือบางคน ก็แม้รู้ว่าผิด แต่ตกกระไดพลอยโจน ต่อมา...เมื่อเหตุสมบูรณ์ ผลก็ตามมา ผนึกกำลังสร้างชุมชนต้นแบบ ให้แข็งแรงขึ้น เพื่อสะพัด กระจายเผยแพร่ ให้มวลชนมาเอาเป็นแบบอย่าง เมื่อมีแรงดึงดูดมากพอ ทางราชการจะเห็นตามได้ ก็จะมาร่วมด้วย ช่วยกัน อัตราการก้าวหน้า ก็จะเกิด พ่อครูว่า... I hope so! ต่อมา...เมื่อนั้น C สัมประสิทธิ์ (อัญญธาตุ) พ่อครูก็จะเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น 151 ปีจึงเป็นอันหวังได้ พ่อครูว่า... คนนี้หยั่งรู้ใจอาตมาจัง ไม่อย่างนั้นก็ไม่ไป

_คำถามที่สาม นี่คือการสร้างอัญญธาตุ มีแง่มุมอื่นอีกไหมครับ พ่อครูว่า... ก็แค่นี้คุณก็ตามให้ได้เถอะ ไม่ต้องไปอยากรู้มากๆกว่านี้ ต่อมา...ถึงกระนั้น จากสมการ C ฌานวิสัย ซึ่งเป็นเรื่องอจินไตยอย่างยิ่ง นกกระจอก ก็ได้เห็นแค่เงาของพญาอินทรีย์ ไม่อาจก้าวล่วงได้มากกว่านี้ (พญาอินทรีย์ จึงยังเป็นพญาอินทรีย์ อยู่ดังเดิม) พ่อครูว่า... แล้วนกกระจอก จะไม่ได้มรรคผลบ้างหรือไง คุณรู้แล้วว่าอะไรคือพญาอินทรีย์ คุณก็พยายามเก็บเอา

_คำถามสุดท้าย C อาหาร(กวฬิงการาหาร) มีส่วนมากน้อยแค่ไหนครับ พ่อครูว่า... มีส่วนมาก ตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงทั้งหมดเลย อาหาร 4 กวฬีการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร อาหาร 4 นี้สัมพันธ์กันหมด จะบอกว่า กวฬีการาหาร เกี่ยวกับ ผัสสาหาร เกี่ยวกับ มโนสัญเจตนาหาร เกี่ยวกับ วิญญาณาหาร ถ้าคุณอ่านรูปนามไม่ได้ หรือว่านามที่เป็น มโนสัญเจตนา นามนี้จะเรียนนาม 4 ไม่ใช่เรียนนามเจตสิก 52 จิต 89 หรือ 121 มันเป็นเรื่องเรียบเรียง แต่ที่ต้องเรียนคือ รูป 28 กับนามอีก 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา(มโนสัญเจตนา) ผัสสะ มนสิการ ไม่ใช่ไปเรียนนาม เจตสิก 52 จิต 89 หรือ 121 ในพระไตรปิฎกว่า ก็นามรูปเป็นไฉน รูปคือ มหาภูตรูป 4 อุปาทายรูป 24 นามคือ เวทนา สัญญา เจตนา(มโนสัญเจตนา) ผัสสะ มนสิการ มหาภูตรูป และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 คืออุปาทายรูป 24 คือรูป นามห้า รูปอีก 28 นามและรูป ดังพรรณามานี้ เรียกว่า นามรูป พระไตรปิฎกข้อ 14 เล่ม 16 วิภังคสูตร ท่านก็แจกนามต่อว่า ก็วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ 6 เหล่านี้คือ [15] ก็วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ 6 หมวดเหล่านี้คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่า วิญญาณ ฯ ภิกษุสาติมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้ เกิดขึ้นว่า “เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น” ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องภิกษุสาติจากทิฏฐินั้น จึงซักไซ้ ไล่เลียงสอบสวนว่า ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูกรท่านสาติ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว โดยปริยาย เป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณเว้นจากปัจจัยมิได้มี (มหาตัณหาสังขยสูตร พตปฎ. ล.12 ข.440) พ่อครูว่า... วิญญาณของพระพุทธเจ้านั้น เกิดจากการสัมผัสทางทวารทั้ง 6 ตากระทบรูป แม้ว่าจะมีแสงกระทบตา แต่ว่าไม่มีจิตไปรับรู้ เช่น การนั่งเหม่อลอย นั่งตาแข็ง ไม่รู้เรื่อง ก็ไม่เกิดปัญญา คุณก็มีแต่สัญญา มีแต่ภพชาติในสัญญา ฟุ้งของคุณ ข้างนอกตาลืม ภาพตกที่เรติน่า แต่ไม่มีสัญญาไปกำหนดรู้ตาม ไปหลงแต่ภายในมโน คือจิต ก็จะไม่รับรู้ข้างนอก ยิ่งหลับตา ก็จะยิ่งไม่เปิดรับอะไร แม้ลืมตา แต่ตาแข็ง ก็ไม่รับรู้ได้ สรุปตรงนี้ว่า วิญญาณต้องเกิดจากการกระทบภายนอก และมีจิตวิญญาณภายใน รับรู้ด้วย ต้องมีกาย คือธรรมะ 2 จึงจะเกิดวิญญาณ โดยเฉพาะต้องมีนามธรรม พระพุทธเจ้าจึงได้สรุปว่า กายนี้คือ จิต มโน วิญญาณ มีการกระทบทางตา จึงเกิดจักษุวิญญาณ เกิดทางหู ก็เป็นโสตะวิญญาณ เกิดทางจมูก ก็เป็นฆานวิญญาณ เกิดทางลิ้น ก็เป็นชิวหาวิญญาณ เกิดทางสัมผัส ก็เป็นโผฐัพพารมณ์ จิตไปสัมผัสจิตเอง เรียกธัมมารมณ์ อย่างนี้คือวิญญาณ แต่ภิกษุสาติเข้าใจผิด ภิกษุสาติมีทิฏฐิอันลามก เห็นปานนี้ เกิดขึ้นว่า “เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น” ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องภิกษุสาติจากทิฏฐินั้น จึงซักไซ้ ไล่เลียงสอบสวนว่า ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูกรท่านสาติ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว โดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณ เว้นจากปัจจัยมิได้มี (มหาตัณหาสังขยสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 440) พ่อครูว่า... สาติภิกษุไปเข้าใจว่าวิญญาณเป็นตัวตนบุคคลล่องลอยไปมาเหมือนพวกเทวนิยม พระพุทธเจ้าจึงว่า ใครสอนเธอ กล่าวตู่เราด้วย ขุดตนเสียด้วย จะประสพบาป มิใช่บุญมากด้วย เพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้ว วิญญาณเป็นธาตุรู้ ขณะนี้ต้องมีปัจจุบันธรรม ไม่มีปัจจุบันธรรม วิญญาณไม่เกิด คุณหลับตา ไม่มีจักษุวิญญาณ คุณปิดหู แก้วหูรับเสียงไม่ได้ ก็ไม่มีโสตวิญญาณ จมูกไม่รับกลิ่น ก็ไม่เกิดฆานวิญญาณ วิญญาณ คือธาตุรู้ เข้าใจวิญญาณ 6 ไม่ได้ ก็ไม่มีทางปฏิบัติศาสนาพุทธได้ ไม่มีทางบรรลุธรรม ไม่มีเลย

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน สมาธินอกรีต กับ อริโยสัมมาสมาธิ พ่อครูว่า... ยิ่งพวกนั่งหลับตา หมดทางเลย ปิดตาไม่พอ นั่งสะกดจิตเข้าไป อย่าไปรับรู้อะไร แม้แต่ในอานาปานสติ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า คุณเหลือแต่ภายนอก เป็นลมหายใจ เพียงเท่านั้น ถ้าหากไม่มีอันนี้ ไปอยู่ข้างในหมดเลย ก็ศึกษารูปนามไม่ได้ ไม่มีธรรมะ 2 การนั่งหลับตา โดยไม่มีภายนอกเลย อานาปานสติ ที่ยังเหลือแค่ลมหายใจ ก็จะต้องรู้ตัวทั่วพร้อม ขณะมีลมหายใจ ถ้ามันหรี่ลงไป รับรู้แต่ลมหายใจแคบๆ เขาก็จะฝึกอย่างนั้น อย่าไปนึกคิดอะไร แล้วไปอธิบายว่า ลมหายใจอ่อน เบา แรง เป็น มโนมยอัตตา ก็เล่นลมหายใจ ที่เป็นข้างใน ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแบบนี้ บอกว่าลมเข้าออก ขยายได้เป็นนิมิต ไปไกลใกล้ได้ ฟุ้งซ่าน ปรุงแต่งไป การนั่งหลับตา สะกดจิต ที่ทั่วไปบอกว่า เป็นการสร้างสมาธิ ในศาสนาพุทธก็ตาม ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่ใช่วิธีปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ ไม่ใช่วิธีสร้างสมาธิ นั่งหลับตาสะกดจิต ไม่ใช่วิธีสร้างสมาธิ มันเป็นสมาธินอกรีต ของเดียรถีย์ทั้งหมด พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา เขาก็สอนกันว่า จะต้องเข้าป่า นี่ก็ผิดแล้ว ไปนั่งหลับตา สะกดจิต ก็ผิดอีก ซึ่งเป็นเดียรถีย์หมดเลย เป็นเรื่องนอกรีตหมดเลย พระพุทธเจ้าจะทำอย่างไร ก็เขาเข้าใจอย่างนี้ไปหมด ว่าเป็นสมาธิ ท่านก็สอน สมาธิแบบนั้น ท่านก็ไม่ปฏิเสธ เป็นสมาธิสะกดจิต มันก็เป็นหนึ่งได้ เป็น เอกธรรม แต่ไม่เป็น เอกัคคตาจิต ไม่ใช่เป็นหนึ่ง ที่ยิ่งใหญ่แบบพุทธ แต่มันเป็น เอกจิต เป็น เคหสิตอุเบกขา ฝึกฝนกันเขาก็ทำได้มากมาย มีอาฬารดาบส อุทกดาบส เป็นอาจารย์ใหญ่ในป่า พระพุทธเจ้าก็ไปตามหาอาจารย์ใหญ่ในป่านี้ ก็มีแค่นี้ ท่านก็ไปฝึกตาม ท่านก็บอกว่าอันนี้ไม่ใช่ทางไปสู่ความพ้นทุกข์ ไม่ใช่ทางที่ถูกต้องเลย นั่งหลับตา สะกดจิต จนได้อรูปฌาน 7 8 มันไม่ใช่ ผู้รู้ที่ดี แปลพระไตรปิฎก ก็เรียบเรียงเอาไว้ใน พรหมชาลสูตร การนั่งหลับตาจะได้ อดีต 18 กับ อนาคต อีก 44 มีแค่นี้แหละ เป็น มิจฉาทิฏฐิ 62 นี่คือการทำเจโตสมาธิ ได้แค่นี้ ก็อย่าไปทำ สมาธิของพระพุทธเจ้า เป็นสัมมาสมาธิ เรียกว่า อริโยสัมมาสมาธิ ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 มหาจัตตารีสกสูตร พระสูตรนี้รวบรวมไว้ชัดว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะเป็นอย่างนี้ มีอะไรเป็นเหตุ สอุปนิโส เป็นองค์ประกอบ ที่ให้เกิด สัมมาสมาธิ คือการปฏิบัติ มรรค 7 องค์ ปฏิบัติหลับตา สะกดจิต จะเกิดสัมมาสมาธิ มันไม่ใช่ อาตมามาแก้ไขนี้ จนตาย ก็จะแก้ไขได้ประมาณหนึ่ง มีคนเข้าใจได้จำนวนน้อย แต่ก็จะได้สืบสานศาสนาพุทธ ไปถึง 5000 ปี ไม่เช่นนั้น เขาก็จะถืออย่างนั้น ถ้าจะพูดอจินไตย คือพวกนั้นเป็นเดียรถีย์มานาน มารับโพธิรักษ์ไม่ได้หรอก หาว่าอาตมามีอาจารย์ที่ไหน สำนักไหน อาตมาก็บอกว่า เป็น สยังอภิญญา เพราะว่าไม่มีสำนักที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ทั้งเถรสมาคมนั่นแหละ พูดหนักๆ แต่อย่าเพ่งโทษอาตมาเลย เอาไปไตร่ตรอง แล้วเอาคำสอนที่อาตมาสอน กับคำสอนของเถรสมาคม มาเทียบกันดีๆ แม้แต่พระสูตรที่ 1 พรหมชาลสูตร พูดถึงทิฏฐิที่ผิด มีเท่านี้ ก็ตกในชาละ คือข่ายแหที่เขาออกไม่ได้ อาตมาเอามาประกาศให้พวกคุณ พวกคุณก็ทำได้ ในพรหมชาลสูตรก็บอกไว้ ชัดเจนว่า ทำแบบนั้น มันผิด ก็จะให้ทำอย่างไร ก็ทำอย่างสามัญผลสูตร ปฏิบัติอย่างไร มีศีลอันเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์ อันเป็นอาริยะ มีสติสัมปชัญญะอันเป็นอาริยะ สันโดษอันเป็นอาริยะ ไปอ่านให้ดี สามัญญผลสูตร มีแต่การลืมตาปฏิบัติทั้งนั้น ด้วยไตรสิกขา มีผัสสะเป็นปัจจัย พระพุทธเจ้าไล่เรียงถึง การเกิดเป็นสมณะ จะมีผลแห่งการปฏิบัติอย่างไร พูดให้ พระเจ้าอชาตศัตรูฟัง ที่ท่านฟังแล้ว ก็ขอถือธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมนูญของชีวิต พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ถ้าหากมีข้าราชบริพาร ของพระเจ้าอชาตศัตรู ที่รับใช้ใกล้ชิดพระองค์ ซึ่งเป็นผู้ที่พระองค์ท่าน ขาดคนนี้ไป ก็จะลำบาก เป็นข้าราชบริพารใกล้ชิดตื่นก่อน นอนทีหลัง เป็นข้าราชบริพาร ที่เหมือนเป็นทหารเอก เหมือนนางสนองพระโอษฐ์ แล้วถ้าเขาเกิดความศรัทธา ในธรรมะพระพุทธเจ้ามาเอาหลักธรรมนูญ ศีล สมาธิ ปัญญา มาเป็นหลักของชีวิต แม้แต่ในสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถ้าหากคนของพระองค์มาเข้ารีตของพระพุทธเจ้า ขอมาบวช มาเข้ารีต ท่านจะปล่อยให้มาไหม ถามพระเจ้าอชาตศัตรู พระเจ้าอชาตศัตรูก็บอกว่า ต้องสนับสนุนเลย ท่านเข้าใจว่าเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว เป็นสิ่งที่เลิศยอด พระเจ้าอชาตศัตรูมีอนันตริยกรรม เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้ แต่ก็เข้าใจว่าเป็นสิ่งสูงสุด พระพุทธเจ้ามีบารมีมาก พระพุทธเจ้าปกครองคนในรัฐของตนเอง ได้ยิ่งกว่าแคว้นใดๆ ที่ม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน