610117_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิญญาณฐีติ 7 สัตตาวาส 9 วิโมกข์ 8.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข11 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

610117_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิญญาณฐีติ 7 สัตตาวาส 9 วิโมกข์ 8

สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้วันพุธที่ 17 มกราคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก

สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน ป่ากับศาสนาพุทธ 3 สมณะฟ้าไทว่า… วันก่อน พ่อครูกล่าวถึง ธุดงควรรคที่ 6 ถืออยู่ป่าเป็นต้น [1191] อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่านี้มี 5 จำพวก 5 จำพวก อะไรบ้าง? คือ: 1. เพราะเป็นผู้เขลา งมงาย จึงถืออยู่ป่า 2. เป็นผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ จึงถืออยู่ป่า 3. เพราะวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถืออยู่ป่า 4. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า สรรเสริญ จึงถืออยู่ป่า 5. เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัย ความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ ด้วยความปฏิบัติงามนี้ จึงถืออยู่ป่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามี 5 จำพวก นี้แล พ่อครูว่า... ข้อที่ 5 ไม่ใช่พวกที่เป็นอย่างนั้น แต่เป็นพวกที่เหลือปัญญา อยู่เพียงเล็กน้อย รู้จักว่าจะทำจิตให้สงบจากกิเลส ยังเหลือความรู้ เป็นติ่งเหมือนเนื้อข้างเขียง ยังโชคดี ที่ยังมีความเข้าใจถูกต้องแล้ว เป็นเศษเนื้อ นอกนั้นเลอะเทอะไปทั้ง 4 ประการ ที่นึกว่า พระพุทธเจ้า และสาวก สรรเสริญ การอยู่ป่า ซึ่งไม่มีเลย คำสรรเสริญการอยู่ป่าของพระพุทธเจ้า ไม่มีเลย อาตมาก็พยายามสรุปประเด็นให้ชัดๆ แต่สรุปมาให้ชัดแค่ 3 ประเด็นง่ายๆ ในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎก เล่ม 8 ข้อ 1191 ธุดงควรรคที่ 6 ถืออยู่ป่าเป็นต้น [1191] อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่านี้มี 5 จำพวก 5 จำพวก อะไรบ้าง? คือ: 1. เพราะเป็นผู้เขลา งมงาย จึงถืออยู่ป่า 2. เป็นผู

อ่านต่อ

้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ จึงถืออยู่ป่า 3. เพราะวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถืออยู่ป่า 4. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า สรรเสริญ จึงถืออยู่ป่า 5. เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัย ความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ ด้วยความปฏิบัติงามนี้ จึงถืออยู่ป่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามี 5 จำพวก นี้แล ข้อที่ 5 นี้ ท่านข่ม ดูถูกการอยู่ป่า ศาสนาพุทธไม่มีการไปอยู่ป่า มีแต่อยู่เมือง ปฏิบัติ ศีล 5 8 10 จุลศีล 26 ไปตามลำดับ แล้วมีการปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 แล้วก็เรียนรู้กำจัดกิเลสไปตามลำดับ เป็นลำดับขั้นตั้งแต่ขั้น อบาย กาม โลกธรรม อัตตา ไปตามลำดับ ตั้งแต่เริ่มต้นพระสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 9 ตั้งแต่ พระสูตรที่ 1 พรหมชาลสูตร ท่านก็ตีทิ้ง ใน เรื่องนั่งหลับตา ว่าไม่ใช่ศาสนาพุทธ เพราะถ้านั่งหลับตา ปฏิบัติสมาธินั้น ได้แค่อดีต 18 อนาคต 44 เป็นมิจฉาทิฏฐิหมด ทั้ง 62 เขาก็อ่านพระไตรปิฎกไม่แตก พระสูตรที่ 2 เป็น สามัญญผลสูตร เป็นการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงเป็นสามัญ เป็นเรื่องปกติของศาสนาพุทธ ก็คือ ปฏิบัติไปตามลำดับ มีการรู้ศีล ปฏิบัติศีลไปตามลำดับ สำรวมอินทรีย์ ทำให้เกิดความสันโดษ มีสติสัมปชัญญะ ลดละไปตามลำดับ นั่นคือความถูกต้อง ต้องอย่างสามัญญผลสูตร ส่วน อัมพัฏฐสูตร คือพระสูตรที่บอกเลยว่า ตั้งแต่สมัยนั้น ศาสนาพุทธยังไม่เสื่อม บอกว่าผู้จะบรรลุวิชชา และจรณะ ที่หลงออกป่า ไปหาอาจารย์ในป่า เมื่อ ตามหาอาจารย์ในป่า ก็ได้ข้อ 1 2 ข้อที่ 3 และ 4 ก็ สร้างเรือนไฟเลย มีสิญจนยัญ อัคคียัญ ออกนอกรีตศาสนาพุทธหมด อาตมาอ่านแล้วชัด แต่เขาไม่ค่อยกระจ่าง ก็เป็นเช่นนั้น สรุปแล้ว ศาสนาพุทธสอนมาตั้งแต่ต้น จนสุดท้าย ท่านเป็นคนไม่เหมือนอาตมา พระพุทธเจ้า อาตมาตีทิ้งหักล้าง แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ไปลบหลู่ ไม่ตีทิ้งใคร แต่ท่านให้ปัญญา ท่านให้สิทธิเสรีภาพคนจะเชื่อ แท้จริงอ่านดูดีๆ มันผิด แบบนั้นไม่ใช่ของศาสนาพุทธ ถ้าเข้าใจศาสนาพุทธให้ถูก ผู้ที่ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะพระภิกษุ จะไม่ออกป่าเลย ตั้งใจปฏิบัติ มรรคมีองค์ 8 ตั้งใจปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 โพธิปักขิยธรรม ให้สมบูรณ์แบบ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้ถูกต้อง ตามธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นลำดับ บรรลุธรรมเป็นลำดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ไปลำดับ จบเลย แต่มันวนกลับ มันเสื่อม จนถือเอาผิดเป็นถูก พระพุทธเจ้าออกบวชครั้งแรก ก็ไปหลงป่าผิด ท่านบอกว่านั่นไม่ใช่ทางบรรลุ ก็เข้าใจไม่ได้ ในอุบาลีสูตร ก็ตรัสไว้ชัดที่สุด

เล่ม 24 ข้อ 99 อุปาลีสูตร...ครั้งนั้นแล ท่านพระอุบาลี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ยังที่ประทับถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนา เพื่อสร้องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี เสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด อยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ดูกรอุบาลี ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราเมื่อไม่ได้สมาธิจักสร้องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้คือ จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน ดูกรอุบาลี เปรียบเหมือนมีห้วงน้ำใหญ่อยู่ มีช้างใหญ่สูง 7 ศอกหรือ 7 ศอกกึ่ง มาถึงเข้า ช้างตัวนั้นพึงคิดอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ เราลงสู่ห้วงน้ำนี้แล้วพึงขัดถูหูเล่นบ้าง พึงขัดถูหลังเล่นบ้าง ครั้นแล้ว จึงอาบ ดื่มขึ้นมากลับไปตามต้องการ ช้างนั้นลงสู่ห้วงน้ำนั้นแล้วพึงขัดถูหูเล่นบ้าง ขัดถูหลังเล่นบ้าง ครั้นแล้วจึงอาบ ดื่มขึ้นมาแล้วกลับไปตามต้องการ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าช้างนั้นเป็นสัตว์มีร่างกายใหญ่ ย่อมได้การลงในน้ำลึก ครั้นกระต่ายหรือเสือปลามาถึง (ห้วงน้ำนั้น) เข้า กระต่ายหรือเสือปลาพึงคิดอย่างนี้ว่าเราเป็นอะไรและช้างใหญ่เป็นอะไร ไฉนหนอ เราพึงลงสู่ห้วงน้ำนี้แล้วจึงขัดถูหูเล่นบ้าง พึงขัดถูหลังเล่นบ้าง ครั้นแล้ว จึงอาบ ดื่มขึ้นมาแล้วกลับไปตามต้องการ กระต่ายหรือเสือปลานั้นก็ลงสู่ห้วงน้ำนั้นโดยพลัน ไม่ทันได้พิจารณา กระต่ายหรือเสือปลานั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือจักจมลง หรือจักลอยขึ้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่ากระต่ายหรือเสือปลานั้น เป็นสัตว์มีร่างกายเล็ก ย่อมไม่ได้การลงในห้วงน้ำลึก แม้ฉันใด ดูกรอุบาลี ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราเมื่อไม่ได้สมาธิจักสร้องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือฟุ้งซ่าน ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ ดูกรอุบาลี เปรียบเหมือนเด็กอ่อนนอนหงาย ย่อมเล่นมูตร และคูถของตน ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การเล่นนี้ เป็นการเล่นของเด็กอ่อน อย่างเต็มที่ สิ้นเชิงมิใช่หรือ ท่านพระอุบาลีกราบทูลว่า เป็นอย่างนั้นพระเจ้าข้า ฯ พ่อครูว่า.. .แม้จะไปนั่งในป่า ก็ต้องได้สมาธิก่อน หนึ่ง ไปเพื่อเช็คว่า ตนเองจะติดป่าหรือไม่ ไปอยู่ป่าสงบ แล้วเราจะหลงติดป่าหรือไม่ สอง จะฟุ้งซานหรือไม่ ฟุ้งซ่านมาหากาม หรือโลกธรรม ผู้บรรลุแล้ว ก็เช็คได้ แต่ถ้าแน่ใจแล้ว ไม่ต้องไปป่าเลย ศาสนาพุทธปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา สะกดจิต สมาธิแบบนั่งหลับตา สะกดจิต มันเป็นของเดียรถีย์ทั้งหมด ของพุทธไม่ต้องเลย ถ้าจะนั่งสมาธิหลับตา มีประโยชน์หลักอันเดียว คือ เตวิชโช เพื่อตรวจสอบ เช็คผล เพื่อระลึกถึงสิ่งที่ทำมาแล้ว ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ กิเลสเกิด ดับ หรือเปล่า จนอาสวะสิ้น หรือเปล่า เตวิชโช คือสามญาณนี้ ไม่เข้าใจสัจจะเหล่านี้กันเลย ขออภัยอาตมาข่มมาก ดูถูกมาก มันก็เมื่อย พูดมาซ้ำซาก ไม่จม ก็ลอย ตายลอย คือศพตายในน้ำ ลอยฟู หรือไม่ก็จมดิ่งกับขี้โคลน ไปในห้วงลึก สรุปง่ายๆ คือตาย ไม่ตายฝัง ก็ตายลอย สองอย่าง

นี่คือการปรามของพระพุทธเจ้า แต่ทุกวันนี้ เข้าใจผิดอย่างสนิทเนียน ว่าศาสนาพุทธนั้น จะปฏิบัติสมาธิ หรือเป็นเนื้อแท้ของการปฏิบัติธรรม วิธีปฏิบัติธรรมที่จะให้เกิดอธิจิต คือสมาธิ ต้องนั่งสะกดจิต หลับตา และหรือออกป่า อย่างเดียว ซึ่งมันผิดหมดยวงเลย อาตมามาค้านนี่ เหมือนกับบ้าคนเดียว เขาจะเชื่อสนิทใจหมดแล้ว จริงๆ พูดไปอย่างไร เขาก็ไม่ฟัง เหมือนคนไม่มีความรู้ ความคิดอะไร ฟังอาตมาพูด ถ้าอย่างดี ก็เฉยๆ มาพูดอยู่ทำไม เฉยๆ แต่ถ้าอย่างร้าย ก็จะบอกว่าบ้า ไม่เหมือนอย่างเขาคิด และทำ โพธิรักษ์บ้าไป มันต้องมานั่งสมาธิ หลับตา ออกป่า ถึงจะถูก ก็เกรงใจที่ต้องพูดแรงๆ

สมณะฟ้าไทว่า... ตัวผมเองไม่เคยคิดจะไปออกป่า ตั้งแต่มาเจอพ่อครู พ่อครูว่า... มีแต่ก่อน ผมก็ขอหมู่ออกไปอยู่คนเดียว บนยอดเขา อยู่ 15 วัน แล้วก็ลงมาอยู่ข้างล่าง อยู่ประมาณไม่ถึง 2 เดือน เข้าไปดูสิว่ามันเป็นอย่างไร มันเป็นอย่างที่เขาพูด ก็เลยต้องไป เรื่องนี้จำเป็น ที่อาตมาต้องประกาศว่า ตนเองมีธรรมะของพระพุทธเจ้า มาตั้งแต่ชาติก่อนๆ เป็นของตัวเองจริงๆ แล้วก็บอกไปจนกระทั่ง ยอมให้คนเขม่น ยอมให้คนหมั่นไส้ เข้าใจผิดว่า อาตมาคือ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) อาตมานี่แหละ ถึงขนาดนั้น เขาก็ยังไม่เชื่อน้ำมนต์ หาว่า อวดอุตตริมนุสสธรรม จะจับเอาปาราชิก ถ้าอาตมาเป็นของจริง ไม่มีทางปาราชิกหรอก อย่างเก่ง ก็จับปาจิตตีย์ ก็ต้องมีเข้าเงื่อนไข แต่อาตมาเทศน์นี้ คนฟังคืออุปสัมบันทั้งนั้น ส่วนอนุปสัมบัน เขาไม่มาหรอก ทางโทรทัศน์เขาก็ไม่เปิดฟังหรอก ก็แล้วอาตมาจะปาจิตตีย์ตรงไหน พออาตมาพูดออกทีวีไป เขาก็จะไม่ฟังเลยล่ะ แต่ข่าวโคมลอย มีนักหนา ชอบกระจายนัก กลายเป็นข่าวเท็จ ข่าวลวงไป ในพระไตรปิฎกเล่ม 8 ข้อ 1191 ขออธิบายต่ออีก ชัดที่สุดเลย ถ้าเข้าใจอ่านพระไตรปิฎกแตก ธุดงควรรคที่ 6 ถืออยู่ป่าเป็นต้น ธุดงค์ คือศีลเคร่ง ผู้ที่เป็นอย่างพระมหากัสสปะ มิจฉาทิฐิมาเป็นร้อย เป็นพันชาติ จนกระทั่งกว่าจะมาแก้ทิฎฐิได้ มาเจอพระพุทธเจ้า ก็เลยติดเป็นวาสนา พระพุทธเจ้าก็เลยอนุโลมให้คนเดียว มีคนสุดท้ายแหละ แต่ท่านก็บรรลุอรหันต์ได้ ถ้าไม่เช่นนั้น ไม่เจอพระพุทธเจ้า ก็จมหนักกว่าเก่า ไม่มีทางฟื้น พระพุทธเจ้าถึงบอกชัดเจนเลยว่า คนที่จะไปถืออยู่ป่านี้ เป็นคนอย่างไร [1191] อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่านี้มี 5 จำพวก 5 จำพวก อะไรบ้าง? คือ: 1. เพราะเป็นผู้เขลา งมงาย จึงถืออยู่ป่า ใครที่ไปเห็นว่าอยู่ป่าดีก็อยู่ข้อนี้เลย 2. เป็นผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ จึงถืออยู่ป่า 3. เพราะวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถืออยู่ป่า พ่อครูว่า... แค่ด่าสามข้อนี้ก็หนักหนาแล้วกระอักเลือดแล้ว ยังมีข้อที่ 4 อีก คือ 4. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า สรรเสริญ จึงถืออยู่ป่า มีแต่ถล่ม ไม่มีสรรเสริญเลย ก็ตั้งแต่ อัมพัฏฐสูตร ท่านก็บอกว่า เป็นความเสื่อมในการออกป่า เอาธูปเทียนมาจุดในวัด เป็นการบูชาวิญญาณ ล่องลอย ระลึกเทวนิยม มันเป็นความเสื่อม กับการสร้างเรือนไฟ อย่างธรรมกาย หรูหราฟู่ฟ่า สำนวนพระพุทธเจ้าบอกว่าสร้างโรงไฟในทาง 4 แพร่ง มีมุข 4 ด้าน คือดักคนใหญ่โต ยิ่งใหญ่ มุขสี่ด้านเลย เป็นวิหารศาลาใหญ่ ไปเข้าใจผิดว่า พระพุทธเจ้าและสาวกสรรเสริญการอยู่ป่า 5. เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัยความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ ด้วยความปฏิบัติงามนี้ จึงถืออยู่ป่า ในข้อที่ 5 นี้มีประโยชน์นิดหนึ่ง ในสิ่งแวดล้อม เมื่อไปอยู่ป่า มันจะเป็นผู้มักน้อย เพราะไม่มีอะไรให้ และมันก็ต้องพอ มันมีข้อจำกัด ไม่มีอะไร น้อยไม่มีมาก ไม่มีโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ใจก็ต้องพลอยถูกบังคับให้สันโดษ ขัดเกลา ให้เงียบสงัด และอันสุดท้าย คือเพราะอาศัย อิทมตฺถิตฺเว นิสฺสาย อารฺโก เขาแปลคำว่า อิทมตฺถิตฺเว ด้วยความปฏิบัติงามนี้ จึงถืออยู่ป่า มันมีความน้อยใจ ก็เลยถูกบังคับ ก็ต้องตั้งใจขัดเกลาในเชิงนี้ ในสิ่งแวดล้อมที่เงียบสงัด ไม่มีสิ่งแวดล้อม ยั่วยวน กวนใจ มันก็ง่าย ปฏิบัติได้ง่าย ตื้นๆ เป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็นอะไรเลย เพราะฉะนั้น ก็ถือเอาประโยชน์อันน้อยนี้ จะเอาประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม มันไม่ได้ต่อสู้ ไม่ได้ขัดเกลาเลย มันก็ขัดเกลาแบบมีน้อย สิ่งแวดล้อมบังคับให้ทำ มีประโยชน์น้อยมากเลย เหมือนเศษเนื้อข้างเขียง ถ้าอยู่แล้วอย่าง อุปาลีสูตร คุณจะจมลง หรือจักฟุ้งซ่านลอย เท่านั้น ต้องเก่ง ต้องแน่ ผู้ไม่ได้สมาธิ และออกป่า ไม่จม ก็ลอย เพราะฉะนั้นคุณต้องเก่งจริงๆ ถ้าไม่เช่นนั้นคุณไม่ได้เศษเนื้อข้างเขียง ที่คุณจะได้ คือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ จากธรรมชาติ ต้องเก่งจริงๆ ถึงจะได้ประโยชน์ จากความเป็นแห่งป่า มันไม่มีโลกีย์ให้คุณ คุณต้องพอ จะตะกละ ไม่ได้มาก ไม่มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อะไร ไม่ใช่โลกีย์ ไม่ใช่กาม ตามธรรมชาติ มันเป็นธรรมชาติที่จำกัด มันจำนน เมื่อหลงผิด เข้าไปในป่า หลงทางจาก 4 ข้อต้นแล้ว มันก็มีเศษดี จากธรรมชาติ นิดเดียว นี่คือรายละเอียด ที่อธิบายไม่ง่ายเลย ก็ต้องแคะเอาประโยชน์ จากตรงนี้ให้ได้ จะต้องเป็นผู้มักน้อย จิตต้องมีใจพอ ขัดเกลา สงัดจากกิเลส สงัดจากสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ความหมายของศาสนา เป้าหมายของศาสนาพุทธ คือสงัดจากกิเลส สงัดจาก ลาภ ยศ สรรเสริญ สงัดจากกาม สงัดจากอัตตา แต่ละคน อัตตาเล็กๆก็ไม่ แล้วเราขัดเกลาให้จิตสงบจากสิ่งเหล่านั้นหมดเลย ลาภ ยศ สรรเสริญ จะมาอย่างไร กระแทกกระเทือนอย่างไร เราสบายมาก เราไม่ติดยึด ไม่หลงหรูหรา ฟู่ฟ่า เหมือนนักสะสมของแพง ระดับมืออาชีพ ก็เลยจ๊ะเอ๋กับความสุขอย่างท่วมท้น แล้วก็พาพบกับความสุขอย่างสาหัสสากรรจ์พร้อมกัน ได้เรือนที่ 23 แล้วก็เลยได้ความสุขอย่างสาหัส ไปพร้อมๆกัน จาก นสพ.แนวหน้า เลียบวิภาวดี กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม วันเสาร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2561, 02.00 น. เรื่อง นักสะสม “นักสะสมของแพง” ระดับมืออาชีพนั้น ชีวิตจะจ๊ะเอ๋กับ “ความสุขอย่างท่วมท้น” และพานพบกับ “ความสุขอย่างสาหัส” ไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นนักสะสมเพชรนิลจินดา หรือสะสมนาฬิกาสุดหรูของโลกทุกรุ่น หรือสะสมไวน์กระเดื่องพิภพ หรือสะสมภาพเขียนของศิลปินที่ยิ่งใหญ่ และสะสมพระกรุระดับ 5 อรหันต์ เป็นต้น จะสุขใจและสุดปลาบปลื้มเมื่อได้ “สิ่งที่หายาก” มาครอบครอง แล้วจะหฤหรรษาจนแทบองศาแตก ถ้าได้ “สิ่งที่รักและอยากสะสม” มาหลายชิ้น จากนั้นนำมาเรียงประกวดความงาม หัวใจก็จะบรรลุความสุขสันต์จนแทบสำลัก “โดยนักสะสมสิ่งมีค่าราคาโหด จะต้องร่ำรวย เป็นอภิมหาเศรษฐี มีเงินถุงเงินถังกินกันสิบชาติไม่มีหมด” ถ้าไม่ใช่มหาเศรษฐีที่มีเงินอู้ฟู่ ก็จะต้องเป็นพ่อค้ายาเสพติดหรือเป็น “จอมกังฉิน” มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ แล้วทำการคอร์รัปชั่นชนิด “ปากมัน พุงกาง” เชียวละคุณเอ๋ย นักสะสมประเภทหลัง หรือประเภทนักการเมือง จอมคอร์รัปชั่นนี่แหละ ถ้ามีเบาะแส หรือร่องรอย หลุดออกมาสู่สาธารณะว่ามีสิ่งล้ำค่าสะสมไว้ “รับรองได้” ความทุกข์ทั้งหลาย จะพรูกันเข้ามา ทั้งทางประตูและหน้าต่าง จนทำให้ชีวิต ที่เคยสงบสุข เกิดอาการทุรนทุราย “กลัวภัยต่างๆ ที่จะมากระทบตำแหน่งของตน” สำหรับผู้ที่มีรายได้ปานกลาง และเป็นผู้ประกอบอาชีพอย่างสุจริต ใช่ว่าชีวิตนี้ จะเป็น “นักสะสม” ไม่ได้ หากรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวสะสมในสิ่งที่มีราคาเบาๆ และสมพงษ์กับรายได้ของตน เช่น สะสมเหรียญเกจิอาจารย์ สะสมหนังสือ สะสมแสตมป์ สะสมตุ้มหูพลาสติก และสะสมเสื้อยืด เป็นต้น ปล่อยให้ “สินค้ามูลค่าช็อกชาวบ้าน” เป็น “งานผูกขาด” ของอภิมหาเศรษฐี และ “งานเสี่ยงภัย” ของนักการเมือง กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม

พ่อครูว่า... มาเข้าสู่ เรื่องดง เรื่องป่าต่อ ที่จริงอ่าน sms ก่อน _3252 เราเอานายกตู่เต็มที่ค่ะ1,000%ค่ะ ขอให้อยุ่อีกยาวๆเลยค่ะ ตรงนี้ 50กว่าๆคนนายกตู่ +กำนันสุเทพ

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ผู้บริหารต้องมีธรรมะ และรู้จัก status quo _0207... ขอบคุณพ่อท่าน ที่ตอบ SMS ผมก็เคารพพ่อท่านอยู่เสมอ เห็นด้วยกับวิถีชีวิตของสันติอโศก เห็นด้วยกับพ่อท่าน เรื่องวัดธรรมกาย และศาสนาพุทธ แต่เห็นต่างเรื่องการเมืองบ้าง ใครจะเป็นนายกคนต่อไป ก็ขอให้มาอย่างสง่างาม เปิดเผย โปร่งใส ไม่ใช่ชอบเอาเปรียบคนอื่น ใชัเล่ห์กลทางการเมืองต่างๆนาๆ มันยากที่จะรับได้ พ่อครูว่า... ประชาธิปไตย มันอยู่ที่คน ไม่ใช่ความรู้แคบๆด้วย ไม่ใช่เรื่องการเลือกตั้งอย่างเดียว การเลือกตั้งถือว่า เป็นเรื่องเล็กน้อย ในประชาธิปไตย ประชาธิปไตยไม่ต้องเลือกตั้งเลยได้ เมืองไทยเรามีตัวอย่าง พลเอกเปรมนั้น ตอนเป็นนายกฯ เขาก็เรียกว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ เพราะไม่มีการเลือกตั้ง แต่ก็เป็นไปได้ดี เศรษฐกิจ เงินคงคลัง นายกฯเปรม ทำได้แจ๋ว เดี๋ยวนี้ทำได้หรือไม่ ไม่เลือกตั้ง 8 ปี เขาก็เอาไปใส่เป็น ประชาธิปไตยครึ่งใบ ไปเข้าใจว่าประชาธิปไตยขาเดียว ต้องมีเลือกตั้ง ไม่เข้าใจ ประชาธิปไตย 2 ขา ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขอยืนยันว่าประชาธิปไตยของคน ต้องมี 2 ขา ถ้าประชาธิปไตยขาเดียวนั้น เป็นประชาธิปไตยขาหัก มีแต่ร่าง ไม่มีวิญญาณ ไม่มีการสืบสานทางจิตวิญญาณ ไม่มีกฎมณเฑียรบาล ไม่มีการสืบสานของพระเจ้าแผ่นดิน มันต้องเป็นอำนาจ รัฏฐาธิปัตย์ เมื่อเป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่ก่อนนี้ก็ตาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นนักประชาธิปไตยที่เยี่ยมยอดที่สุด มีบารมีสูงสุด ใครจะบอกว่าพระพุทธเจ้านี่ เป็นพวก คอมมิวนิสต์ เป็นพวก เผด็จการ ไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าเป็นนักประชาธิปไตยสูงสุด แล้วมีบารมี มีธรรมนูญของท่าน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นธรรมนูญที่ไปประกาศในประเทศอินเดีย ตอนนั้นคมนาคมยังไม่กว้างขวาง ทวีปอินเดียกว้างขวาง ท่านก็ไปตามแคว้นต่างๆ ในยุคนั้น ไปแคว้นไหนๆ คนก็รับ พระเจ้าแผ่นดิน ขนาดแคว้นโกศล ใหญ่ที่สุด ในยุคนั้น แคว้นมคธก็ใหญ่พอๆกัน พระเจ้าแผ่นดินใหญ่ ก็คือมหาอำนาจในยุคนั้น ก็ยังยกให้พระพุทธเจ้า ท่านจะประกาศธรรมนูญของท่าน คนจะมาเข้ารีต ธรรมนูญของท่าน พระเจ้ามคธก็ให้ พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ให้ ท่านยอมให้หมด พระเจ้าแผ่นดินใหญ่ขนาดไหน เผด็จการขนาดไหน ก็ยอมให้หมด นี่คือบารมีของพระพุทธเจ้า นี่คือรัฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด รัฐศาสตร์พระพุทธเจ้า เป็นรัฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด บริหารปกครองมนุษยชาติ ดีที่สุด คือของพระพุทธเจ้า ถ้าจะเรียกว่าการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์ของพระพุทธเจ้านั้น มีถึงขั้นสาธารณโภคี เหมือนในชาวอโศก เอาสาธารณโภคีมาใช้ในยุคนี้ เพราะไม่ใช่ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ใช่เป็นยุคของทาส คนเข้าใจในสิทธิมนุษยชนครบแล้ว เป็นยุคเลิกทาส จึงเป็นสาธารณโภคีได้สบาย ภิกษุชาวอโศก แม้แต่นักบวชหญิง ก็เป็นสาธารณโภคี 100% สมบูรณ์แบบ แม้แต่ฆราวาส ก็เป็นสาธารณโภคีได้ มีกี่หมู่บ้านชุมชนชาวอโศก ในประเทศไทย ที่เป็นฆราวาส เป็นสาธารณโภคีได้ทั้งสิ้น นักรัฐศาสตร์ควรจะศึกษาให้ดีว่า เศรษฐกิจอย่างสาธารณโภคี เป็นอย่างไร รัฐกิจ การบริหารปกครอง อย่างสาธารณโภคี เป็นอย่างไร สังคมศาสตร์อย่างสาธารณโภคี เป็นอย่างไร สังคมของชาวอโศก เป็นอย่างไร มีทะเลาะเบาะแว้งไหม มีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลไหม ไม่มี ในชาวอโศก จะ 50 ปีแล้ว ทำงานมา เกิดชุมชนสาธารณโภคี ราคะหรือโลภะ ก็ต้องถึงขั้นขโมย ขึ้นศาล โทสะถึงขั้นศาล ไม่มีแม้ครึ่งครั้ง ใน 50 ปี จะถึงแล้ว นี่คือการบริหารสังคม เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ขออภัย ที่พูดเหมือนดูใหญ่โต แต่ฟังด้วยดี จะเข้าใจ เป็นวิชาการของศาสนาพุทธ ของพระพุทธเจ้าแท้ๆ ความรู้ของพระพุทธเจ้า อาตมาได้มาแต่ชาติก่อน ชาตินี้ก็เอาของพระพุทธเจ้ามาทำต่อ มีพระไตรปิฎก อ้างอิงได้ อันไหนผิดไปจากพระไตรปิฎก ก็ค้านมาได้ เมืองไทย เป็นเมืองพุทธ ที่มีพระพุทธศาสนาเป็นแกน ตั้งแต่สร้างประเทศ จนถึงเดี๋ยวนี้ ก็ยังมีพลเมือง 95% หรือ 94% ก็ไม่เป็นไร ก็ไปถือว่าคะแนนเต็มแล้ว 94% กว่า ไม่น้อยใช่ไหม เพราะฉะนั้น ก็ทำให้ความเข้าใจของพุทธศาสนิกชน 94% นี้ เข้าใจให้ถูก อย่างศาสนาพุทธ เข้าใจรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ แบบของพระพุทธเจ้าสิ สบาย คนไทยมีสัจธรรม ทางเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ พอสมควร บ้านเมืองจึงได้สงบ ผู้ที่มาบริหารบ้านเมือง ขออภัยที่ต่อไปจะพูดเหมือนยกตัว อาตมามาทำงานศาสนา ออกไปต่อต้านการเมืองมากี่รัฐบาล หลายรัฐบาล ด้วยความสงบ สยบความเคลื่อนไหว สยบความรุนแรง เสี่ยงตาย เอาความสงบ สัจธรรมทั้งนั้น ไปสยบความเลวร้ายของการเมืองหลายรัฐบาล จนกระทั่งดีขึ้น รัฐบาลร้ายที่สุด ก็คือรัฐบาลทักษิณ จากทักษิณมา มาถึงสมัคร สมชาย มาถึงยิ่งลักษณ์ อโศกออกไปต่อต้าน ประท้วงทุกรัฐบาล จนเบาลง เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น สุดท้ายนายกตู่ มาปฏิวัติ ถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอำนาจ จบง่ายดายสะดวก เพราะเราทำมา ประชาชนไม่มีใครค้านแย้งแล้ว ต้องแบบนี้ ถึงจะเข้าหลักเกณฑ์แบบนี้ จนประชาชน 1 ชัดเจนแล้ว เอือมเต็มทีแล้ว แบบทักษิณ สมัคร สมชาย ยิ่งยิ่งลักษณ์ เห็นเนื้อหนังเลย กี่แสนล้าน เขาจะเอาประเทศ ทั้งประเทศไปขาย ถ้าหากว่าช้ากว่านี้หน่อย เขาเอาไปขายหมด มันชัดเจนทุกอย่าง ในหลักฐานตามความรู้ของอาตมา ไม่ว่าจะเป็นสังคม เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ เป็นความรู้ ที่อาตมามีมาแต่เก่า อาตมาก็เคยบริหารประเทศมาทั้งนั้น อาตมาบริหารอย่างแรง บริหารอย่างสุภาพ อาตมาผ่านมาไม่รู้กี่ชาติแล้ว ขออภัยพูดสิ่งที่จริงให้ชัด คนอาจไม่รู้เท่าไหร่ แต่ถึงเวลาก็ขออ้างอิงบ้าง สำหรับผู้ใส่ใจศึกษา เรื่องของธรรมที่ประกอบด้วยกรรม และกาล ที่ยาวนาน ไม่รู้จักกี่ยุคผ่านมา ถ้าคนเข้าใจทัศนคติ วิสัยทัศน์นี้ ก็จะรู้อะไรชัดเจน อาตมาเอง อาตมาเกรงใจ ที่คุยตัวเอง เป็นผู้ผ่านอันนั้น อันนี้ แต่จำเป็นต้องอ้างอิงบ้าง ถ้าอาตมาไม่รู้การเมือง อาตมาพาพวกเราไปประท้วง ก็จะตายเป็นเบือแล้ว แต่อาตมาก็พาทำ เดี๋ยวนี้ก็ยังพร้อมนะ ถ้าเผื่อว่ามันไม่ชอบมาพากล หากประเทศไทย มีอย่างทักษิณ สมชาย ยิ่งลักษณ์ มาอีก ก็พร้อม แต่ตอนนี้ ก็ดีแล้ว ก็มองอย่างไม่มีอคติ ไม่มีการลำเอียง อาตมากล่าวถึงขั้นว่า นายกฯประเทศไทย 29 คน นายกฯตู่นี้ เข้าตาอาตมา นอกนั้น ก็มะเขือเผาบ้าง อำนาจใหญ่ หรือตามน้ำไป ไม่มีใครเข้าตาอาตมา มีแต่นายกฯตู่ เข้าตาอาตมา ไม่ใช่พูดเล่นนะ แต่น่าจะอธิบายได้ดีกว่านี้ ผู้เข้าใจรัฐศาสตร์ เศรษฐศาตร์ สังคมศาสตร์ แต่เขาไม่แตะอาตมา อาตมาอาภัพ เพราะว่าถูกเถรสมาคม ปกาศนียกรรมแล้วว่า ต้องตีทิ้งไป เขาก็ต้องเชื่อเถรสมาคม หรือเกรงใจ เขาเป็นกระแสหลัก หลายคนเข้าใจ แต่ยังไม่มีความกล้าหาญเพียงพอ จะเข้าข้างโพธิรักษ์ อาตมาก็ยังรู้สึกว่า สังคมมีอะไรแวบๆขึ้นมา เร็วๆนี้ สื่อสารมวลชน พูดพาดพิงถึงอาตมานิดหนึ่ง ไม่นานมานี้ เอาอาตมาไปกล่าวออกชื่อได้ กล้าหาญจริง ช่องนี้ เรื่องหนุนนายกฯตู่ อาตมาจะหนุนเต็มที่ เขาก็เอาอันนี้ไปอ้างอิง ออกข่าว พ่อท่านโพธิรักษ์เป็นอย่างนี้ๆ เอาไปขึ้นข่าว กล้าจริงๆ ต้องยกย่องชมเชย เสร็จแล้วก็เงียบ ไม่มี effect ไปหาสื่อสารต่อ มันบอกอะไร มันก็บอกว่า ไม่ผิดหรอก ดีแล้ว ในสังคมประเทศนี้ มันเป็นอย่างนี้ ก็น้ำท่วมปาก พูดอะไรไม่ได้มาก หลายคนก็อยากจะพูดบ้าง แต่อย่าดีกว่า มันเสียผลประโยชน์ เรียกว่า รักษาตัวรอด เป็นยอดดี ไว้ก่อน มันยังไม่ถึงขีด เขต กาละ สิ่งที่ถูกต้อง จะต้องแข็งแรง และกล้าหาญ จะต้องช่วยกัน โดยเฉพาะสื่อสารมวลชน แต่ว่าสื่อสารมวลชน ก็ยังไม่แข็งแรง ยังตกอยู่ใต้อำนาจของโลกีย์ กลัวจะเสียลาภยศ กลัวจะเสียตำแหน่ง หน้าที่ เกรงใจอะไรต่างๆ อาตมาเข้าใจสถานะ status quo ของสังคมประเทศชาติ แต่ตอนนี้ ก็ก้าวหน้าขึ้นมาแล้ว มีอัตราก้าวหน้ามา ค่อยๆบวกสูงขึ้นๆ เมื่อใด ถึงขั้นคูณขึ้นไป มันเป็นตัวแปร ถึงสัมประสิทธิ์ Coefficient ตอนนี้ก็ดูว่า อัตราก้าวหน้า มันเป็นไปตามลำดับ ถ้าเข้าขั้นถึงคูณ ไม่ต้องถึงกับยกกำลัง ถ้ามีอัตราก้าวหน้า ที่มันถูกต้องแล้ว มันก็ดีงาม กล้าแสดงออกต่อสังคม ประเทศชาติ ได้ยิ่งกว่านี้ ถึงขั้นคูณ ถึงตัวแปรสำคัญ Coefficient มันจะไปได้สูง แต่ตอนนี้มันก็เริ่มได้นิดๆ ยังไม่ได้คูณเลย แต่จะคูณ ก็คูณ .001 .05 ยังไม่ถึง 1 มันมาเรื่อยๆ ขอแวะตรงเศรษฐศาสตร์ ขออภัยอาตมารู้การเมืองดี เพราะอาตมาผ่านการบริหารประเทศชาติ หรือรัฐมาไม่รู้กี่ชาติ ชาติที่ดุเดือด ก็บริหารมาแล้ว ชาติที่สงบเรียบร้อย ก็ทำมาแล้ว บอกไปใครจะไม่เชื่อ ก็แล้วแต่ใคร _0207... ขอบคุณพ่อท่าน ที่ตอบ SMS ผมก็เคารพพ่อท่านอยู่เสมอ เห็นด้วยกับวิถีชีวิตของสันติอโศก เห็นด้วยกับพ่อท่าน เรื่องว้ดธรรมกาย และศาสนาพุทธ แต่เห็นต่างเรื่องการเมืองบ้าง ใครจะเป็นนายกคนต่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน