610122_คำถามดุษฎีนิพนธ์ปริญญาเอก ม.มหิดล เรื่อง เกษตรอินทรีย์กับศาสนาพุทธ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์338 KB
วันที่แก้ไข25 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

610122_คำถามดุษฎีนิพนธ์ ปริญญาเอก ม.มหิดล เรื่อง เกษตรอินทรีย์ กับศาสนาพุทธ

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน เกษตรอินทรีย์กับวิถีพุทธ นายไพฑูรย์ โกษีอำนวย นศ.ป.เอก ม.มหิดล มากราบเรียนขอสัมภาษณ์ ประกอบการทำดุษฎีนิพนธ์ เรื่อง แรงจูงใจของศาสนา กับการทำเกษตรอินทรีย์ พ่อครูว่า... ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่เกิดประโยชน์ ต่อมนุษย์ ต่อโลก ต่อสิ่งมีชีวิต ถึงได้เรียนรู้ สิ่งที่เป็นพิษ และสิ่งที่มอมเมา ให้ชัดเจน ในสิ่งที่สร้างขึ้นมา คนไม่รู้ว่าเป็นพิษอย่างไร มอมเมาอย่างไร ความเป็นพิษ ก็พอรู้ได้ง่ายว่า เอาถึงตาย มอมเมานี้ที่จริงแล้ว เอาถึงตายทั้งเป็น ไม่ใช่ตายอย่างหยาบ คนที่ไม่รู้ ก็สร้างสิ่งที่เป็นพิษ และมอมเมา ทั้งสองอย่าง ไม่ว่าจะการค้าขาย การพาณิชย์ 1. การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) 2. การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) 3. การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) 4. การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) 5. การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา) (พระไตรปิฎก เล่ม 22 ข้อ 177)

การมอมเมานี่ เดี๋ยวนี้ ยิ่งแรง ยิ่งจัด มาก สิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่เข้าใจ ก็แก้ปัญหาสังคมไม่ได้ ลุกลามไปถึงสิ่งที่ใช้อาศัย เป็นเครื่องอุปโภค บริโภค บริโภคหรือเครื่องใช้ พวกที่มอมเมา ด้วยความรูปสวย รูปงาม รูปใหญ่โต การบริโภค การกิน การตกแต่ง ปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็นอะไรต่างๆ กินเข้าไป มอมเมาเข้าไป หนักเข้าไปอีก เพราะฉะนั้น ผักก็ต้องสวยๆ ใส่ยา บำรุงให้สวย ให้งาม ให้กรอบเป็นยา เป็นพิษ ใส่สารเคมีเข้าไป สิ่งเหล่านี้ เมื่อศึกษาธรรมะแล้ว จึงรู้ว่า ไม่ควรทำ ที่หยาบๆ ตั้งแต่เป็นค้าวัตถุ ค้าสัตว์ ค้าเนื้อสัตว์ ค้าสิ่งเป็นพิษ เราก็รู้ ค้าสิ่งมอมเมา ก็ไม่ทำ จะทำเครื่องอุปโภค บริโภค ก็อย่าให้มอมเมา ใส่ยาฆ่าสัตว์ ฆ่าแมลง พืชมันก็ไม่

อ่านต่อ

รู้ ว่ามันเป็นภัย แต่คนที่ปลูกเอง ก็ถูกสารเคมีจนตาย ชาวอโศกรู้แล้ว จึงพากันเลิก ไม่ว่าจะเป็นค้าขายสัตว์เป็น ค้าขายเนื้อสัตว์ ก็ชัดเจนแล้ว แม้แต่ สิ่งมอมเมาเป็นพิษ เครื่องอุปโภค บริโภคก็ดี มาถึงเครื่องบริโภค เครื่องกิน อาหารการกิน เราจึงเดินเข้าสู่ความเป็น คนรู้จักการปรุงแต่งที่ เป็นชีวิตินทรีย์ พืชเป็น พีชนิยาม ชีวะ เราอาศัยกินมัน เราจะสร้าง ช่วยมัน มันเป็นตัวพัฒนาขึ้นมา ให้เราได้กิน ได้ใช้ ถ้าหากเราใส่ความเป็นพิษเข้าไป มันก็เป็นพิษภัย เราจึงรู้ในอินทรีย์ทั้งหลาย ของสิ่งเหล่านี้ เราก็ไม่ใส่ เราก็พยายามจะช่วยให้มัน ได้ตามธรรมชาติของมัน แม้แต่สารเคมี มันก็เป็นธรรมชาติ แต่สกัดเข้ามา ให้มันจัด ให้มันแรง มันก็เลยเร็ว ก็กลายเป็นสิ่งตกค้างในพืช พืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ ก็เป็นพิษภัย ต่อคนบริโภค ทั้งนั้น เราเข้าใจความเป็นจริงพวกนี้ จึงไม่ส่งเสริม จนถึงขั้นไปสร้างโรงปุ๋ย ที่จะเป็นพืชพันธุ์ ธัญญาหาร ให้มันได้สัดส่วน ไม่เอาสารเคมี กับการสร้างพืชพันธุ์ ธัญญาหาร ให้ได้ธาตุ ที่เป็นสัดส่วนพอเหมาะ ไม่ใช่จัดจ้าน จนต้องใส่สารเคมีเข้าไป เราจึงมีสัดส่วนลักษณะต่างๆ ให้เหมาะควร ไม่เอาสารเคมี ที่มันจะมาเสริม มากไป จัดไป เราทำปุ๋ย ที่เราปรุงได้พอดีพอเหมาะ ไม่จัดจ้าน จึงเรียกว่า พืชพันธุ์ ธัญญาหาร ในระดับ เกษตรอินทรีย์ นายไพฑูรย์ว่า...มีบางคนบอกว่า ไม่ใช้สารเคมี เพราะว่าผิดศีลข้อที่ 1 ทำลายสัตว์ สิ่งปนเปื้อนในอาหาร ที่ทำให้คนอื่นกิน ก็เหมือนกับการทำร้ายคนอื่น แล้วทีนี้ เท่าที่ผมศึกษามาในเครือแหของพ่อท่าน มีความมั่นคงในเรื่องศีล แต่ถ้าคนไม่มีศีลธรรม จะทำได้ไหม พ่อครูว่า... เราไม่ได้ไปบังคับ โดยใช้แค่กฎเกณฑ์เฉยๆ กฎเกณฑ์ หากไม่รู้ในสาระ ความหมาย และเหตุผลของมัน จะต้องมีปัญญา และเฉลียวฉลาด เอาอันนี้ไปเข้าร่างกายเราทำไม เราจึงหันมาทำเกษตรอินทรีย์ และดูสวยงามด้วย อาตมายังพูดเลยว่า พืชพันธุ์ธัญญาหารเหล่านี้ มันออกมาประชดพวกเราหรือยังไง ดอกมันบานใหญ่ นายไพฑูรย์ว่า...ถ้าคนในเครือข่ายพ่อครูนี้ ผมมั่นใจมาก แม้ว่าจะไม่ได้รับตรามาตรฐานอินทรีย์ อะไรอื่นๆ พ่อครูว่า... ศีลอยู่ที่ไหน ปัญญาก็เกิดที่นั่น เหมือนล้างมือ ด้วยมือ ล้างเท้า ด้วยเท้า ปฏิบัติธรรมะที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ศีลจะขัดเกลากิเลสออกจากจิต และเกิดปัญญา จากการปฏิบัติศีล ทำให้จิตสะอาดปราศจากกิเลสแล้ว จะเกิดปัญญารู้ เกิดปัญญานี้ ไม่ได้เกิดจากโมเม หรือตำรา แต่ถ้าทำให้รู้ ในเหตุ ในผล อย่างมีผล เกิดจริง เราไม่ใช่แค่ทำตามหลักเกณฑ์เท่านั้น แต่เข้าใจด้วยปัญญา จึงเต็มใจทำ ปฏิบัติธรรม เป็นโลกุตรธรรม ไม่หลงในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่หลงโลกธรรม และรู้ว่า ถ้าเป็นเกษตรอินทรีย์ ไม่มีสารพิษ มันก็ยิ่งดี เราก็มีความรัก เรานี้จึงไม่ได้บังคับกัน หรือล่อลวง ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ หรือว่าทำแล้วจะได้บุญ ได้กุศล ได้วิมานอะไร ก็ไม่ใช่ แต่ทำด้วยปัญญา ที่รู้จักเหตุปัจจัย

นายไพฑูรย์ว่า... วันนี้เป็นการสำรวจคร่าวๆ ถ้ามีข้อมูลจะศึกษาเพิ่ม ก็ต้องขออนุญาตพ่อท่านต่อ

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน เพราะกิเลสมันบ้า จิตเราจึงต้องเร็วยิ่งกว่า ให้ได้ นายไพฑูรย์ว่า...ถามถึงเรื่องการสวดมนต์ และถามถึงเรื่องการนั่งทำสมาธิหลับตามันก็ช่วยให้เกิดสมาธิได้ดีขึ้นหรือไม่ พ่อครูว่า... มันช่วย แต่มันผิด ต้องปฏิบัติไปตามกรอบ ตั้งแต่ศีล5 ไป กำหนดกรอบ แค่พอที่จะปฏิบัติ นายไพฑูรย์ว่า... เหมือนกับว่าให้เรามองขันธ์ 5 ในการเกิดไตรลักษณ์ มีอะไรกระทบ และให้เรารู้ทันไม่ไปปรุงแต่ง พ่อครูว่า... ฝึกแบบนั้นเป็นวิธีของฤาษี ไม่เป็นไปตามขั้นตอน นายไพฑูรย์ว่า...หากผมไม่เคยปฏิบัติเลยจะเริ่มจากอย่างไร พ่อครูว่า... เริ่มจากปฏิบัติศีล 5 นายไพฑูรย์ว่า..เริ่มจากการเกี่ยวข้องกับสัตว์ เกี่ยวข้องกับข้าวของ พ่อครูว่า... เอา ศีล 5 แต่ที่นี่ มีการ advance กว่าอีก นายไพฑูรย์ว่า...ถ้าคนไม่เคยเลยหมายความว่าให้ระวังไม่ผิดศีลทีเดียวไหม พ่อครูว่า... ศีลเป็นกรอบไปเป็นลำดับๆ นายไพฑูรย์ว่า..แปลว่า พ่อท่านไม่ได้ใช้หลักของ สมถะและวิปัสสนา พ่อครูว่า... สมถะ เป็นเรื่องธรรมชาติ อย่างคุณลืมตานี้ แม้แต่คุณมี ราคะ โทสะ คนก็ไม่ปล่อยให้มันออกมาหมดหรอก คุณก็เป็นสมถะอยู่แล้ว คุณไม่กล้าทำ ก็กดข่มไว้ส่วนหนึ่งแล้ว ที่เหลือคุณก็วิปัสสนาสิ นายไพฑูรย์ว่า...วิปัสสนาทำอย่างไร พ่อครูว่า... วิปัสสนา ต้องอ่านอารมณ์ในเวทนา มันจะมีกิเลสผสม เป็นการปรุงแต่ง คุณก็ต้องวิจัย การปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า ต้องไปดูให้ชัดเลยว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ต่อการกระทบสัมผัส เหตุปัจจัย แล้วเกิดจิต มันปรุงแต่ง เป็นเวทนา เป็นความรู้สึก แล้วจับเวทนา เวทนา จึง เป็นกรรมฐาน ที่จะ ต้องวิจัยเวทนา พระพุทธเจ้าแบ่ง เวทนา 108 กายิกเวทนา เจตสิกเวทนา เวทนาสอง จนถึง เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 เวทนา 36 เป็นมโนปวิจาร 18 สองฝั่ง เคหสิตเวทนา กับเนกขัมสิตเวทนา จับกิเลสในนี้ให้ได้ ทำกิเลสในเคหสิตเวทนาให้ลดออกหมดไป เหลือเนกขัมสิตเวทนา กิเลสมันหลอก มันไม่เกิดตลอดกาล เดี๋ยวมันก็หมดไป มันเป็นทุกข์ ทำให้มันลดลงไปได้ จนมันหมดตัวตน เป็นสูญได้ ปฏิบัติตามลำดับไป เรียนรู้ เคหสิตเวทนา ให้มันลดกิเลสลง ออกจากกาม และพยาบาท ออกจากโลกธรรม กิเลสลดลงๆได้ เขาก็ไม่ได้เรียนอย่างนี้ จึงเรียนรู้เวทนา เป็นกรรมฐานไม่ได้ กรรมฐาน เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ไปเรียนรู้ตามพระพุทธโฆษาจารย์ ผู้ที่เขียนวิสุทธิมรรค ในปฐมฌาน จนถึงจตุตถฌาน ก็เป็นอย่างไร พ่อครูว่า... เป็นฌานลืมตาหมด ตั้งแต่วิตกวิจาร หรือมีธัมมวิจัย เอากิเลสออกไปให้ได้ วิตก คือ ตัวอาการ วิจาร คือ พฤติกรรมของมัน เราก็ต้องเอากาม พยาบาทออกไป กิเลสมันไม่ใช่ของจริง มันไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นแค่เข้ามาในจิตเรา แล้วมันก็ไม่เที่ยง มันมา เดี๋ยวมันก็ไป เดี๋ยวมันก็อยู่ เดี๋ยวมันก็แรง เดี๋ยวมันก็เบา กดข่มไป มันก็หายไปได้ชั่วคราว นายไพฑูรย์ว่า...ผมคิดว่า สัมมาสมาธิ เป็นสมถะ เพราะว่าไปเกี่ยวกับฌาน 4 ระดับ ส่วน สติปัฏฐาน เป็นกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นวิปัสสนา พ่อครูว่า... ได้ ถ้าเข้าใจสภาวะ แต่ต้องแยกแยะกิเลสให้ออก กิเลสมันเป็นเหตุแห่งทุกข์ อย่าไปดับทั้งจิตไปทั้งหมด แต่ต้องแยกเป็นธรรมะสอง จัดการแต่กิเลส แต่ทุกวันนี้สะกดจิต ดับไปหมด ทั้งจิตเลย นายไพฑูรย์ว่า...ผมนึกว่า เป็นขั้นต้นของการฝึก บางคนเปรียบเทียบ เหมือนเอาเชือกไปผูกวัวพันหลัก ให้มันนิ่งก่อน พ่อครูว่า... แล้ว นิ่งเพื่ออะไร สมาธิของศาสนาพุทธ จิตยิ่งคล่องแคล่ว ปราดเปรียว มีกรรม การงานที่เหมาะควร ไม่ใช่นิ่ง แข็ง ไม่ทำงานการอะไร ยิ่งเจริญ สมาธิของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่จิตใจจะยิ่งแข็งคือ แต่จะยิ่งรวดเร็ว ว่องไว คล่องแคล่ว

สมาธิของพุทธไม่ใช่จิตยิ่งนิ่ง แข็ง เฉื่อย แต่สมาธิของพุทธ จิตยิ่งเร็ว ยิ่งคล่องแคล่ว เพราะกิเลสมันเร็ว อย่างบ้า จิตเราจึงต้องเร็วกว่า และต้องทำกิเลสออกให้ได้ …. กายปัสสัทธิ คือเวทนา สัญญา สังขาร ยิ่งคล่องแคล่ว เพราะไปเข้าใจคำว่ากายนี้ผิดไป ไปเข้าใจว่ากายคือดิน น้ำ ไฟ ลม มันก็ผิดไป กายอย่างเข้มที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสว่า กายนี้ ตถาคตเรียกว่า มโน จิต วิญญาณ แต่ทุกวันนี้คำว่ากายในภาษาไทย แปลว่าดิน น้ำ ไฟ ลม ภายนอก ไม่มีจิตเลย นี่คือความเสื่อมของศาสนา ตั้งแต่คำว่ากาย ก็เข้าใจผิด นายไพฑูรย์ว่า...พระกระแสหลัก ที่สอนให้ตรงมีไหม พ่อครูว่า... ไม่มีตรงเลย พระพุทธเจ้าให้พิจารณามูลกรรมฐาน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้พิจารณาแยกกาย แยกจิต เล็บคนนี่ ในขณะที่เล็บเรา เมื่อใดมันเป็นกาย เมื่อใดมันเป็นจิต นี่แหละ ก็ไปพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไม่เที่ยง มันไม่ใช่ นายไพฑูรย์ว่า...เขาให้พิจารณา มันไม่เที่ยง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พ่อครูว่า... มูลกรรมฐาน 5 คือให้พิจารณาแยกกาย แยกจิต ให้ออก เล็บนี่นะ ถ้ามันยังอยู่กับเรา ไม่ตัดออก แน่นอน พอตัดออก ส่วนนอก ที่ไม่มีระบบประสาท ร่วม มันก็คือ อุตุ ไม่ใช่กายแล้ว ตัดออกไปได้ ไม่เจ็บ ไม่ใช่กาย จะต้องรู้ว่า กายคือองค์ประกอบของ รูปกับนาม ผมนี่ส่วนไหนไม่ใช่กาย ส่วนไหนตัดออกได้ ไม่เจ็บ ไม่ใช่กาย

youtube: https://www.youtube.com/watch?v=xhKeM7hBRPk

อ่านทั้งหมด หรือดาวน์โหลดที่… https://docs.google.com/document/d/1Y9dt9uaGzKwG39yEhDRZjKuKp7g4Y-g5PC1KALhXAiM

edit

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน