610125 นศ.ป.โทสัมภาษณ์พ่อครู.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์340 KB
วันที่แก้ไข25 พฤษภาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

610125 นศ.ป.โท สัมภาษณ์พ่อครู

พ่อครูว่า... สามารถยืนยันความยั่งยืนได้คือ ผู้ที่มี ปัญญา ที่ ไม่ใช่ เฉกะ หรือ เฉโก ที่เป็นความฉลาด และปุถุชนโลกีย์ มีคำกำจัดความชัดเจนว่า ความรู้ โลกีย์ ไม่ใช่ความรู้แบบโลกุตระ หรืออารยชนแบบพระพุทธเจ้าค้นพบ เวลาจะตรัสรู้แล้ว ก็จะมีพระพุทธเจ้า พระองค์เดียวเท่านั้น เกิดขึ้นมาในโลกมี 2 องค์ ซ้อนกันไม่ได้ โลก คือ ความหมุนวนของกรรมกับกาละ ความรู้ของพระพุทธเจ้า สอนเรื่อง กรรม หรือการกระทำ กรรม คือกรรมของสัตว์โลก โดยเฉพาะพฤติกรรมของความเป็นมนุสโส คือผู้ที่สูง และเจริญ ถึงขั้นอริยบุคคล นิรันดร ที่แปลว่าไม่ตายเลย นี่คือศาสนาพุทธที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า ไม่ตายเลยนั้น ไม่มีใครพิสูจน์ได้ ไม่ยอมรับ บอกว่าพระเจ้ามีอยู่นิรันดร พระพุทธเจ้าไม่ยอมรับ พิสูจน์ไม่ได้ การพิสูจน์ได้นั้น ผู้พิสูจน์นั้น จะต้องยืนยันกับคนอีก 1 คน สองคนขึ้นไป ถ้าคุณว่าพิสูจน์ได้ แล้วคุณก็รู้คนเดียว ไม่ต้องมีคนอื่นรับรอง การพิสูจน์คนเดียว รับรอง ใครจะยอมรับคุณ ก็ไม่มี มันต้อง 2 คนขึ้นไป ยิ่งมากคน ก็ยิ่งจริงเท่านั้น เป็นล้านๆคน ก็ยิ่งจริงๆ เท่านั้น สัจจะพระพุทธเจ้า สรุปลงที่ทำมา 2 คือ สิ่งที่มีชีวิต ที่เรียกว่า ขั้นจิตนิยาม ถ้าชีวิตแค่พืช ก็ไม่มีความรู้หรอก แม้ปุถุชน กัลยาณชน ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ต้องเป็นอาริยบุคคล สมมุติว่าเหลือแค่ 2 คน ก็รู้ด้วยกันได้แต่สองคนนั้นน้อยไป ก็ต้องมีมากคน เป็นล้านคน พระพุทธเจ้ายืนยันได้อย่างน้อยพัน 250 คนร่วมกัน แล้วก็ขยายผลเป็น ล้านๆคน จนถึงทุกวันนี้ ยาวนานมาถึง 2600 ปีแล้ว ท่านบอกว่าของท่านจะอยู่ไป 5000 ปี แม้ไม่มีหลักฐาน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ แต่ผู้รู้ก็ยืนยันมั้ย ยืนยันว่าศาสนาของพระพุทธเจ้าสมณโคดมมีอยู่ไปอีกถึง 5000 ปี เพราะฉะนั้น 5000 ปีนี้ เป

อ่านต่อ

็นความยั่งยืนที่สุดของศาสนาพระพุทธเจ้าสมณโคดม พระพุทธเจ้าองค์อื่นก็จะมียาวนานกว่า 5000 ปี อย่างน้อยมีโพธิรักษ์พิสูจน์อยู่ มีพระโพธิสัตว์รูปอื่นพิสูจน์อยู่อีก สัจจะมันจะลงกัน เราเปิดเผยมา ถ้าจริง ก็จริงๆ ถ้าไม่จริง มันก็ไม่จริง ความยั่งยืนนี้ คือยาวนานกว่า อันอื่นๆ ต้องมีผู้รู้มายืนยัน ถึงจะพิสูจน์ได้ คนเดี๋ยวนี้ ไม่สามารถพิสูจน์ เป็นสัญญายนิจจานิ ไม่สามารถพิสูจน์กับใคร ต้องสองคน จนถึงล้านคน ยิ่งจริง มีผู้ยอมรับมาก ก็เป็นการรับรองว่าตรงกัน แล้วแต่ แต่ละยุคสมัย ในยุคนี้อาตมาทำได้เท่านี้ เป็นการสืบทอดทั้งกรรมและกาละ เทียบได้ ปุถุชนกับอาริยชน ผู้ที่ได้อาริยะก็ยืนยันอาริยธรรมตรงกัน ผู้รู้จึงจะยืนยันด้วยกันได้ เช่น กฎหมายนี้ผู้พิพากษาจะยอมรับอย่างนี้ ยอมรับว่าผู้นี้เป็นผู้พิพากษา คณะบริหารประเทศองค์กรก็ยอมรับกัน ยืนยันฐานะอย่างนี้ ถ้าไม่เชื่อแล้ว จะเอาอะไรมาเป็นหลักฐานอ้างอิง ยืนยัน พิสูจน์ มันก็ต้องมีสิ่งที่สุด ที่สูงสุดเท่านั้นเอง

ศิริกุลถาม... การทำกสิกรรมไร้สารพิษ จากสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจบุญนิยม พ่อครูว่า... อันนี้ต้องพิสูจน์ ให้บริสุทธิ์ รู้ว่าสารพิษคืออะไร ธาตุทางวัตถุ ที่ผสมกับสังขารปรุงแต่ง ในพืช ในคน เราก็ไม่ต้องให้มีธาตุเป็นพิษ ที่มันเอามาสังเคราะห์ และก็ไม่ให้มี สุดท้ายจบที่อุตุ พืชมันก็กำหนดรู้ว่า อันนี้เอาหรือไม่เอา เป็นพิษไม่เป็นพิษ แต่มันก็ไม่สามารถหยุดได้ ถ้าสารพิษจะมาแทรกเข้าหามัน แต่สัตว์หรือคนก็เช่นกัน ก็ต้องป้องกัน ไม่ให้สารพิษมาเข้าในเรา ว่าจะห้ามไม่ให้สารพิษ ไม่มีในโลก ไม่ได้ เราต้องมีพลังงานที่ทั้งเอาออกได้ และป้องกันแข็งแรง เหมือนฐาน เหมือนกำแพง ที่กั้น ไม่ให้สารพิษเข้าได้ เป็นฐานหรือกำแพงที่เป็นนามธรรม แข็งแรง

อ.สุดาถามว่า...การเกษตรไร้สารพิษที่เราทำนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจบุญนิยมหรือไม่ พ่อครูว่า… มนุษย์ก็แบ่งเป็นคนที่รู้ธรรมะได้ กับคนที่รู้ธรรมะไม่ได้ เป็นเวไนยสัตว์ และอเวไนยสัตว์ ซึ่งก็แบ่งเป็นอาริยบุคคลขั้นต่างๆ จนถึงเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นพระพุทธเจ้าอีก

อ.สุดาถามว่า...ความคิดเห็นของพ่อครู การทำกสิกรรมของพวกเรา ควรจะพัฒนาอะไรอีก พ่อครูว่า... อาตมาไม่สามารถอธิบายล้ำหน้าในสิ่งที่เกิดได้ เพราะว่าอาตมาไม่ได้พยายามที่จะไปใช้พลังงานใช้ธาตุรู้ calory ไปเสียเวลารู้สิ่งเหล่านั้นมากเกินไป อาตมาใช้ในทางธรรมะ จะเผยแพร่ธรรมะ จะบอกว่า อาตมาไปรู้เรื่องกสิกรรม เรื่องพืช ที่จะทำให้พืชพีชะนี้ดี พวกเรารู้มากกว่า และทำได้ดี อาตมาว่า อาตมาให้รู้เรื่องพืช อาตมาก็ทำได้ แต่ปางนี้ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่เรื่องของอาตมา ที่จะเอาความรู้ไปยุ่งกับสิ่งเหล่านั้น มันก็เลยกลายเป็นผู้ไม่รู้ แต่ไม่ใช่อาตมาด้อยความเฉลียวฉลาด จนจะไปรู้เรื่องพืชพันธุ์ธัญญาหารไม่ได้ เพราะพืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นความรู้ที่ตื้นกว่าเรื่องธรรมะ อาตมาทำหน้าที่ทุกวันนี้ เหมือนยกตัวเองว่า ไม่มีใครรู้เท่าอาตมา ก็ต้องทำให้ศาสนาพุทธเจริญขึ้นไป เป็นเครื่องอาศัยแก่ชาวโลก จะมารับผิดชอบพระพุทธเจ้าสมณโคดม ให้ยืนยาวไปถึง 5000 ปี ถ้าไม่ได้ ก็ถือว่าเป็นความผิดจะต้องมาเกิดแล้วเกิดอีก เพื่อมาชดใช้ รับปากแล้วไม่สำเร็จ ก็เท่านั้นเอง

ต่อมาคำถามของคุณสุดา ใจดี ทำวิจัยเรื่อง การศึกษา กับการใช้สื่อศิลปะโลกุตระ ว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

อ.สุดาถามว่า...สื่อศิลปะโลกุตระคืออะไร พ่อครูว่า... ศิลปะโลกุตระ คืออะไร? สื่อศิลปะโลกุตระ คำว่าสื่อ คือสิ่งที่เป็นนำเสนอให้ผู้อื่นได้รับรู้ตาม สื่อนี่คือเครื่องมือ หรือ สิ่งที่นำไปเสนอ นำไปให้ผู้อื่น ได้รับสัมผัส แล้วก็รู้ตาม ทีนี้โลกุตระก็คือ สิ่งที่นำเสนอ หรือเป็นภาระออกไป อาศัยสิ่งนั้น ไปให้ถึงผู้อื่น ผื่นสัมผัส แล้วรู้ตามได้ ที่มีคุณสมบัติ หรือคุณค่าคุณธรรม ถึงขั้นคุณวิเศษ ถึงขั้นโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมถึงขั้นคุณวิเศษ คือเกินกว่าปุถุชนสามัญ เขารู้กันอยู่ เรียกว่าโลกีย์ สิ่งที่เกินกว่าโลกีย์ หรือเกินกว่าสามัญปุถุชนจะรู้ได้ เขาจะวนในโลกีย์ ไม่สามารถออกนอกกรอบโลกีย์ มารู้โลกุตระได้ คือคำจำกัดความของปุถุชน ทีนี้ ถ้าความรู้นั้นออกมาจากกรอบนั้น มาเป็นอีกอันนึง ในวงวนใหม่ กรอบใหม่ กรอบอื่นจากที่เขาวนอยู่ในโลกระดับนั้น อันนั้นแหละ ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ เรียกว่าอันอื่น อันอื่นจากโลกโลกีย์ แตกต่างกัน คนละขั้ว คนละกระแส ทวนกระแส ปฏิโสตัง มันทวนกระแส คนละข้าง โลกเดินไปอีกทิศหนึ่ง โลกุตระเดินไปอีกทิศหนึ่ง โลกเอาความรวย โลกุตระเอาความจน โลกไปเอาทุกข์ โลกุตระไปเอาสุข สุขที่สูงที่สุด ก็คือไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นขั้นเริ่มเต้นของโลกุตระเลยนะ ถ้าพูดถึงสุขโลกุตระกลางคืน ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ หมดสุขทุกข์ที่โลกิยะ ปุถุชนมีรส รสสุขทุกข์ จิตสุขทุกข์ต้องรู้ด้วยปัจจัตตัง ขอยืมพนัญชนะ โลกีย์ที่เอาคำว่าสุขมาเรียก โดยพยัญชนะความสุข สุ แปลว่า ดี ข คือ ว่าง ว่างนี่แหละดี แต่สุขของโลกิยะ ไม่ได้ว่าง จะต้องมีอารมณ์ หรือรสโลกียะ คนที่รู้ความต่างของรสโลกียะ และรู้ความต่างของรส ที่ ว่างจากรสโลกียะ ได้จริงๆ แล้วว่างตัวอย่างทำออกโดยมีเจตนา มีความรู้แล้ว มันออกมาแล้ว ไม่กลับคืน ไม่มีรสนั้นเกิดอีกเลย อย่างยั่งยืน ถาวร ในโลกที่มี กาละวนในนี้ ก็จะมีสิ่งต่างๆในโลก เป็นความวนของสังขารโลก เราก็สัมผัสกระทบสิ่งเหล่านี้ มันก็ไม่เกิดรสเดิมอีกเลย นี่เรียกว่า มันนาน มันยั่งยืน ได้อีก จนกว่าจะขยายกัปป์ไป ก็ต้องขยายความอีก ไม่ว่าจะกัปป์ในช่วงชีวิตคน ตายแล้วไม่เกิด อีกคนหนึ่งอาจจะไม่นานเท่าไหร่ ก็สูญได้ แต่อีกคนหนึ่ง ก็ต้องอีกกัปป์หนึ่ง ถึงได้ เป็นต้น

อ.สุดาถามว่า...สื่อเฉพาะสื่อสิ่งแวดล้อม สื่อเฉพาะกิจเป็นศิลปะโลกุตระอย่างไร พ่อครูว่า... อาตมาเผลอพูดกว้างไป สื่อบุคคลคือ นักบวช ชาวชุมชน หรือนักเรียน กำหนดมาตามโจทย์นี้ ตีอยู่ในกรอบ ไม่อย่างนั้นก็มากเกินไป นักบวช สื่อให้นักบวชชาวชุมชนรู้ ชาวชุมชน ก็หมายความว่า เป็นคนกลุ่มหนึ่ง เกินกว่ากลุ่มนี้ ไม่ใช่ชุมชนนี้ นักเรียน คือนักเรียนที่จะเรียนอยู่กับชุมชน ถ้าเกินกว่าชุมชนนี้ เราก็ไม่รับผิดชอบ แต่ถ้าเผื่อว่าเรา ใช้ชื่อว่าชุมชน ก็หมายถึงกรอบชุมชนนี้ สื่อเรารับผิดชอบเท่านี้ สื่อระหว่างนักบวช ในฐานะนักบวช หรือชุมชน นักเรียนก็เป็นนักศึกษา ศึกษาอยู่ในเกณฑ์ที่มีรายละเอียด ตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม อุดมศึกษา จนกระทั่งเป็น อาริยะ อาริยะก็ยังมี ขีดขั้นอีก นักเรียนก็ยังมีอีกหลายระดับ ก็เอานักเรียนจำนวน 1 ไล่ขึ้นมา ในชุมชนก็มีลูกหลาน มีชาวชุมชน มีคนอเวไนยสัตว์ด้วย เขาก็อยู่ตามวิบาก เราก็ต้องรู้ว่า สื่อของเรา เอาเท่านี้นะ ถ้าเกณฑ์ของคุณ เอาอรหันต์ คุณเอาจบเขตแค่อรหันต์ แต่ถ้าเป็นโพธิสัตว์ ก็ต้องขยายไปอีก ก็ต้องมีกรอบบริบทของคุณว่า จะเอาเท่าไหร่ สรุปแล้ว นักบวชก็ดี ก็คือคนในชุมชน นักเรียน ก็คือคนในชุมชน ที่คุณจะสื่อรับผิดชอบ ถ้านอกเกินกว่านั้นแล้ว สื่อของคุณจะสื่อไปถึงไหม คนนอกได้ไหม อธิบายกับเขาได้ ให้เขาเข้ามา อย่างอาตมาสื่อ อาตมาอธิบายไปถึงคนข้างนอกได้ แต่รับผิดชอบจริงๆ ก็คือชาวอโศก ก็ได้เท่าที่อาตมาจะมี บารมี ที่จะขยายได้อีก อันนั้นไม่ใช่สิ่งรับผิดชอบ แต่คนอื่นนั้น สมัครใจมาเอง แต่เรารับผิดชอบในกรอบของเรา เพราะฉะนั้นจึงเป็นเกณฑ์ของนักบวช ชุมชนนักเรียน ที่เราจะ สื่อ นักเรียนก็คือ ตั้งแต่คนไม่เดียงสา ไม่รู้เรื่อง จนกระทั่งผู้รู้เดียงสา ชั้นประถม มัธยม ก็มีการสื่อให้รู้ มีขั้นตอนของการรู้ เป็นนักเรียน เกณฑ์ของนักบวช ก็มีเกณฑ์ของนักบวช ถ้าเราเอาธรรมะกับศีล 5 เป็นเกณฑ์กำหนด นักบวช จะบอกว่าศีล 5 ก็มีรายละเอียดอีก

อ.สุดาถามว่า... สื่ออุปกรณ์สื่อสิ่งแวดล้อมสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไปสู่โลกุตระอย่างไร พ่อครูว่า... ที่แยกว่าเป็นธรรมชาติแท้ กับธรรมชาติที่สร้างสรรค์ ธรรมชาติแท้ ก็คือธรรมชาติที่เกิดโดยที่ มันเป็นอุตุ หรือว่ามันจะเป็นพืช มันก็ปรุงแต่ง ตามที่มันมีสัญญาของมัน อย่างวัตถุมันไม่มีสัญญา มันก็มีแรงดูด แรงผลัก เป็นแม่เหล็กไฟฟ้า มันก็จะเกิดตามแรงดูดผลัก จะสลาย หรือรวมเป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่น(fusion) หรือฟิกชั่น(fiction) ธรรมชาติที่สร้างสรรค์ ก็หมายถึง ธรรมชาติที่คนมีความรู้ ธรรมชาติที่เกิดโดยคน ที่สร้างสรรค์ก็หมายถึง ธรรมชาติสร้างสรร หรือเราจะมีความเร็วเกินกว่าสร้างสรร พลังงานสร้างสรร พลังงานอุตุ มีดินน้ำไฟลม รวมหรือสลายตัว เราก็กำหนดขอบเขตที่ว่า เอาที่ว่ามนุษย์สร้างสรร กับสิ่งที่ ไม่ใช่มนุษย์สร้าง แต่มันก็เกิดจากพลังงาน อุตุ พีชะ สัตว์ หรือคน ที่ยังไม่ใช่อาริยชน เป็นแค่ปุถุชน ผสมปนเปกับสิ่งที่ไม่ได้สัดส่วน หรือได้สัดส่วน ผสมกันเป็นสื่อ คอมโพซิชั่น สื่อมีอะไรบ้างที่จะเป็นวัตถุ แม้แต่คน ที่จะมีความรู้รับเอาสิ่งที่เราถ่ายทอดให้ เอาไปเผยแพร่ต่อ ก็เรียกว่าสื่อโดยคน สื่อโดยธรรมชาติ หรือสื่อโดยวัตถุ ดิน น้ำ ไฟ ลม แต่เรากำหนด ดิน น้ำ ไฟ ลม ยากกว่า สื่อให้คนแล้ว คนก็จะไป สื่อต่อ เราจะสื่อสารธรรมชาติที่สร้างสรรค์ เราจึงสื่อสารให้คนรับไป ให้คนเป็นพาหะถ่ายทอดต่อ เผยแพร่ต่อได้ดี เราไม่เก่งขนาด ให้ธรรมชาติเอาไปเผยแพร่ต่อมันไม่รู้เท่ากับคน อ.สุดาถามว่า...การศึกษาของนักเรียนสัมมาสิกขา มีกระบวนการใช้สื่อโลกุตระ ในกระบวนการบวรอย่างไร พ่อครูว่า... การศึกษาของโรงเรียนสัมมาสิกขา ก็มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย อนุบาล ประถม มัธยม สูงกว่ามัธยม เป็นอุดมศึกษา ก็ขยับเป็นสาม ก็เลื่อนจาก ประถม มัธยม อุดมศึกษา ก็ถ้าจะเลื่อนสูงไปอีก ก็ไม่นับประถม ไปนับมัธยม อุดมศึกษา เป็นปริญญาตรี ปริญญาโท ถ้าเลื่อนขึ้นไปอีก ก็ไม่เอามัธยม เอาปริญญาตรี โท เอก ก็เป็น 3 อย่างนี้เป็นต้น ก็จะเป็นเรื่องของ การศึกษา หรือว่าโรงเรียน หรือแหล่งศึกษา กระบวนการ หมายถึงองค์ประกอบ ถ้าเป็น 3 จะมีพลวัต cyclic ได้ ถ้า3 เป็นต้น ถ้าสองจะเป็นแนวระนาบ ไม่เป็นพลวัต cyclic ได้ ถ้าแนวระนาบ เราก็ยังไม่เอามาพูด เราก็เอาสิ่งที่ปรุงแต่งขั้น 3 ขึ้นไป จึงจะเกิดเป็นพลวัต Dynamic เกิดเป็นสภาวะอะไรอื่นๆ ต่อไปได้เรื่อยๆ แล้วก็จะขยายเป็น 4 5 6 เป็นสามเส้าของวงเล็ก จนเป็นสี่เส้า ห้าเส้า เป็นเจ็ด แปด เก้า เป็นวงใหญ่ไปอีกซ้อนกัน อยู่ภายใน เกินกว่าจะขยายความแล้ว เบื้องต้นก็เอาแค่ว่า การศึกษาก็มีเขตกำหนด ที่เราจะกำหนด เอาแค่ไหน เอาสามเส้า ประมาณนั้น จะเหลื่อมกัน อนุบาล ประถม มัธยม ก็เหลื่อมกัน หรือประถม มัธยม อุดมศึกษา ก็เหลื่อมกัน เลยไปอีก ขาดจากล่าง ไปหาบน ไปเรื่อยๆ ถ้าไม่นับชั้นประถม ก็มัธยม ไปเป็น ปริญญาตรี ปริญญาโท หรือเอาปริญญาตรี โท เอก ก็ทิ้งด้านล่างไป อย่างนี้ก็เรียกว่า อยู่ในกรอบที่เราจะให้การศึกษา คำว่าศิลปะ สื่อก็ตามหรืออะไรก็ตาม องค์ประกอบที่มันเป็นศิลปะ หรือสื่อ สื่อก็คือประกอบขึ้นมาแล้ว ก็สามารถขยายผลไปหาผู้อื่นได้ ด้วยเรียกว่าสื่อ มันอยู่กับตัวของมันเอง เรียกว่าศิลปะโลกุตระ กับศิลปะโลกียะ ศิลปะของโลกิยะ มันมีขั้น อาจจะเรียกว่าศิลปะ ก็ต้อง แยกศิลปะ ออกไปอีก 5 ขั้น 1 ลามก 2 ราคะ 3 สาระ 4 ธรรมะ 5 โลกุตระ เพราะฉะนั้นในระดับของ ลามก กับ ราคะ เขา ไม่เรียกว่าศิลปะ ถ้าจะศึกษาเป็นความรู้ เป็นลามก ราคะ สาระ เพราะฉะนั้นเราก็ศึกษาสาระ อันที่ลามก ราคะก็เอาออก เป็นธรรมะคู่ สูงไปกว่านั้นไม่เอาแค่ราคะ ลามก ก็ขยับไปเป็นธรรมะ เป็นสาระที่เรียกว่า ราคะ สาระ ธรรมะ เป็นสามเส้า ทีนี้ธรรมะ ก็มีกุศล อกุศล อกุศลไม่ใช่ธรรมะ เอากุศลเริ่มเป็นธรรมะ อาตมาแบ่งศิลปะ5 ขั้นนี้ คุณทิ้งลามก ราคะ ก็เป็นสาระที่ไม่เป็นแล้วราคะ มาเป็นธรรมะคือขั้นดีๆ จนดีเป็นโลกุตระ ก็มีลำดับเป็นโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ การแบ่งโดยมีหลัก พลวัตรของสามเส้า เป็นตัวจัดสรรได้ เรียกว่าบริบท หรือปริเฉทหนึ่ง อ.สุดาถามว่า...เราจะพัฒนาคุณธรรม สังคมบวรอย่างไร สังคมบวร นี้ หมายถึง มนุษย์ สังคมมนุษย์ สัตว์มนุษย์ นั่นแหละ สัตว์เราก็อยู่ด้วย แต่ต้องจัดสรรป้องกันตัวเอง อย่าให้เป็นพิษภัยต่อเรา เราก็อยู่กับมนุษย์ ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน