610114_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สูตรสมการสัมประสิทธิ์ของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
610114_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สูตรสมการสัมประสิทธิ์ของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะฟ้าไทว่า... วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ช่วงนี้มีภัยพิบัติเกิดขึ้นในโลกหลายอย่าง เมืองไทยเรานั้น ก็มีเรื่องการเมือง มีการนำวิสัยทัศน์ของอดีตนายก มาเทียบเคียงกันหลายคน แต่ท่านนายกฯประยุทธ์ เหมือนกับใช้อารมณ์รุนแรง เขาก็มองไปทางนั้น เขาไม่เอาสาระในการพูด แล้วนักข่าวมีปัญหาอะไร เขาก็ไม่ได้เอาประเด็นนั้น เอาแค่รูปลักษณ์มาวิจัย วิจารณ์ วันนี้ พ่อครูจะพูดเรื่องธุดงค์ ตามหลักที่แปลไว้ใน Google แปลว่า ธุดงค์ (บาลี: ธุตงฺค, อังกฤษ: Dhutanga) เป็นวัตรปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ แต่ไม่มีการบังคับ แล้วแต่ผู้ใดจะสมัครใจปฏิบัติ เป็นอุบายวิธีกำจัดขัดเกลากิเลส แต่ในที่เขาแปลกันทั่วไป แปลว่า พระเดินแบกกลด เดินไปตามทาง เป็นคำแปลที่ผิดเพี้ยนไปคนละโยชน์ แล้วอธิบายธุดงควัตร 13 ประการ ไม่เกี่ยวกับการเดินแบกกลดเลย คนเลยเข้าใจผิดไปว่า ธุดงค์แปลว่า การเดิน แสดงว่าการแปลภาษา ใช้ภาษา ขึ้นอยู่กับคนที่กําหนดหมาย แล้วเอาไปใช้กัน เช่นคำว่า กาย เอาไปใช้กันผิด ทำให้ปฏิบัติผิด
สื่อธรรมะพ่อครู(ไอน์สไตน์) ตอน สูตรสมการสัมประสิทธิ์ของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ พ่อครูว่า... เราก็มาเรียนรู้ ตามประสาคนใฝ่ดี ใฝ่รู้ สิ่งที่ประเสริฐสุด ที่ดีงามในมนุษย์ ใครได้เกิดมาในมนุษย์แล้ว ต้องพยายามพัฒนาตัวเอง ไม่เช่นนั้น ก็แล้วแต่ตัวใครตัวมัน พัฒนาก็ไปตามสิ่งที่ผู้รู้ ผู้ที่พบก่อน ผู้ที่ท่านสามารถ บรรลุได้ก่อน ก็ว่าไป ก็บอกมา เป็นความกรุณา ปราณี ที่ทำเป็นได้แล้ว ท่านก็มาถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่น ได้ศึกษาตาม เป็นตาม พวกเราก็เกิดมา เป็นอัตภาพแล้ว เรื่องนี้อาตมาก็ว่า ได้เข้าใจชัดเจนแล้ว พลังงานตั้งแต่เริ่มต้น จากอุตุนิยาม
อ่านต่อ
เป็นพลังงานที่แปรปรวน แล้วแต่เหตุปัจจัยไป ความเป็นพลังงานในระดับฟิสิกส์ ระดับอุตุนิยาม เป็นพลังงานที่เกิด ความร้อน แสง เสียง แม่เหล็กไฟฟ้า ไปตามเรื่องของมันจริงๆ มันมีเหตุการณ์อะไรมากวน เปลี่ยนแปลง มันก็เปลี่ยนไป นับวาระไม่ถ้วน นับเวลาไม่ได้ ไม่รู้กี่ล้านๆๆๆๆๆปี มันก็เป็นอยู่อย่างนั้นของมันไป พลังงานต่างๆ ก็เป็นอย่างนั้น วิทยาศาสตร์ได้ค้นพบแล้ว มาถึงวันนี้ ก็มีแต่ฟิสิกส์ เคมี ก็เรียนรู้ แล้วเรียนรู้ ไบโอโลจี ก็คือชีวะต่างๆ ชีวะต่างๆ ก็มีองค์ประกอบความรู้ในชีวะ เพราะว่าไบโอโลจี พัฒนาการเกี่ยวข้องกับชีวะอัตภาพ มันมีดี เลว ร้าย อะไรเยอะแยะเลย แล้วมันมีความรู้สึก มีความรับรู้ด้วยนะ อันนี้แหละ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นที่เราได้ความเป็นอัตภาพ ได้พลังงานที่เป็นตัวตน ใครก็แล้วแต่ มีพลังงานจับตัวเข้าไปเป็นเซลล์ของชีวะ จนกระทั่ง จะเป็นเซลล์ของชีวะ ในระดับพืช พีชนิยาม จะอยู่นานเท่าไหร่ มันก็ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข จากพีชะ สลายกลับเป็นอุตุ มันก็วนเวียนได้ ไปตามเหตุปัจจัย ก็ไม่ต้องไปคำนึงอะไรมันมากหรอก มันไม่มีโทษอะไร อุตุนิยาม ไปโทษมันไม่ได้หรอก มันไม่รู้เรื่อง เป็นไปตามเหตุปัจจัยอะไรไปเกี่ยวข้องกับมันแล้ว มันเป็นโทษ ก็เรื่องของคุณเอง คุณไม่ฉลาดเอง ไปยุ่งเกี่ยวกับมัน ทำให้มันกลายเป็นพลังงานแม่เหล็ก มันก็ไม่เกี่ยวกับคุณ เมื่อเป็นพลังงานแม่เหล็กแล้ว เกี่ยวกับคุณมากๆ เป็นพลังงานไฟฟ้า ทำลายได้ ก็เป็นเหตุปัจจัย ตามแต่มันจะเป็น ถึงจุดระเบิด ถึงจุดทำลาย มันก็ระเบิด ก็ทำลาย มันก็เป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้น นานนับกัปป์กาล ไม่มีจบสิ้น เป็นเรื่องของวัตถุ พอมาถึงพีชนิยาม ก็จะวนเวียน มันพยายามรักษาพันธุ์พืชของมัน เท่าที่มันจะดึงเอาไว้ได้ดูดเอาไว้ได้ หยุดไม่ได้ก็ต้องสลาย พลังงานที่มีมากกว่านั้น เป็นจิตนิยาม ดูดดึงมาเป็นเจ้าของ เป็นตัวกู ของกู หนักหนาสาหัสเลย เป็นตัวทำลาย เป็นตัวสร้าง สร้างก็ได้ทำลายก็ได้ จึงเกิดความรู้ระดับพระเจ้า เป็นผู้สร้าง ที่เป็นทุกอย่าง แต่เสร็จแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดความเรียบร้อยทั้งหมดได้เลย สู้กับซาตานไม่ได้ ตลอดกาลนาน สู้กันรบกันตลอดกาลนาน ไม่มีวันจบ พระเจ้ากับซาตาน รบกันไม่มีวันจบ แต่ศาสนาพุทธนั้น มีจบ มีเลิก ไม่เกี่ยวข้องกับอะไรเลย อัตภาพใด สามารถถึงที่สุดได้แล้ว เป็นพระอรหันต์ เป็นต้นไป สลายธาตุตัวเองได้หมดเลย รากเหง้าของธาตุ คือ H กับ O เป็นน้ำ ความรู้นี้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เรียบร้อยหมด อาตมาก็เอามาขยายความ ให้ไปพิสูจน์ ตามรู้ พัฒนาไป จนเราสามารถสลาย สิ่งที่เป็นตัวเราของเรา ได้ทั้งหมด แม้จะสมบูรณ์ เป็นอรหันต์แล้ว จะสลายได้ เมื่อไหร่ก็ได้ หากยังไม่สลาย จะกตัญญูกตเวทีต่อศาสนา เอาความรู้ มาเป็นประโยชน์ต่อ ก็ได้ ก็ทำไป แต่ถ้าเผื่อว่าคุณพอแล้ว เลิกแล้ว คุณจะแยกสลายอัตภาพของคุณ ก็ได้ ก็จบ ศาสนาพุทธสรุปแล้ว มันมีที่จบ หมดสงสัย พระเจ้าเราก็ไม่สงสัย สิ่งที่เรามั่นใจว่า สลายอัตภาพเราได้หมด เราก็ไม่สงสัย ทำได้สูงสุดเลย ใครจะมาบอกว่า ไม่จริง มันก็อยู่ที่ตัวเอง จริงหรือไม่จริง ถ้าเราสามารถสลายได้จริง ก็จริง สลายได้ไม่จริง ก็หลอกตัวเอง และหลอกผู้อื่น ถ้าหากสลายตัวเองได้จริง มันก็จริง ไม่มีปัญหาอะไร ก็จบ คนที่หลงตัวเองว่า ตนเองสลายตัวเองได้ หลงตนเองว่า เป็นอรหันต์ได้ ก็มีเยอะ แต่มันไม่จริง ก็ต้องวนเวียนต่อไปในมหาจักรวาล ไม่เห็นเป็นไร พระพุทธเจ้าไม่ลงโทษคนที่หลงตัวเอง จะไปบังคับได้อย่างไร มันไม่รู้ มันไม่มีเจตนา ที่จะหลอกใครนะ เขาเชื่อมั่นว่า เขาทำได้ แต่มันไม่จริง เขาไม่รู้ พระพุทธเจ้าก็ยกประโยชน์ให้แก่จำเลยไป เพราะว่า มันหลงจริงๆ จะไปบังคับยังไงมันได้ ถ้ามันจริง มันก็จริง ถ้ามันไม่จริง มันก็ไม่จริง ถ้าไม่จริง ก็ต้องวนเวียน ถ้าจริงคุณก็จบไป เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรซับซ้อน สุดท้ายแล้ว อาตมาว่า พวกคุณคงเข้าใจ ศึกษาให้จริง ใครจะยืนยันความจริงของใคร เราก็ฟังเขา ก็พิสูจน์ไป หากพิสูจน์ไปแล้ว พบว่าเป็นความหลง มันก็บอก ยังไงก็ไม่รู้ แล้วอย่างนั้นจะไปบังคับได้อย่างไร มันมีที่สุด ศาสนาพระพุทธเจ้า รู้จักที่สุดของที่สุด และรู้จักที่ไม่มีที่สุด หาที่สุดมิได้ ก็รู้ ใครยังจะตามไปหาที่สุดไม่ได้ ก็ยกมือ... ในเรื่องโลก และอัตตา ตั้งแต่ในพระไตรปิฎก พรหมชาลสูตร เล่ม 1 ก็เข้าไปอ่านได้ อาตมาเข้าใจ แต่บางอย่าง ยังไม่ถึงที่สุด อาตมาก็พูดเปิดเผยไปแล้ว อาตมายังจะพากเพียร พิสูจน์ต่อไปอีก สิ่งที่ไม่ต้องพิสูจน์ ปรินิพพานเป็นอย่างไร ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เดี๋ยวนี้ อาตมาก็ว่าไม่สงสัยแล้ว ถ้าหลงผิดก็ต้องวนเวียนต่อไป เป็นจริง คือสัจจะ ใครจะเถียง อาตมาก็ไม่เถียงอะไรกับใครหรอก ถกได้เพื่อแยกดำขาว ให้ดูดียิ่งขึ้น อันนี้ควรทำ แต่ถกเถียงเพื่อจะเอาชนะ อาตมาว่าให้คุณชนะไปเลย อาตมายกให้ชนะเลย อาตมาเป็นผู้แพ้ตลอดกาลได้ จะเอารางวัลมาให้ ก็ไม่เอา ให้โลกๆนี้ทั้งหมด ก็ไม่เอา จากคำกล่าวของพ่อครูข้างต้น เวทนา_สัญญา_สังขาร = วิญญาณ 4 อย่างนี้ คือนามขันธ์ เวทนา ก็คือความรับรู้ รับรู้สึก แล้วก็จดจำ ก็เป็นสัญญา แล้วกำหนดหมายเอาไว้ แล้วก็นำมาปรุงแต่ง เพิ่มเติมขึ้นไปอีก ก็เป็นสังขาร ว่าสิ่งนั้นน่าพอใจ หรือไม่น่าพอใจ ตัวเองมีเจตนามีความรู้ น่าพอใจก็เอา ไม่น่าพอใจก็ไม่เอา ที่ไม่น่าพอใจก็หลายอย่าง บางทีมันคงไม่อยู่อย่างนี้ อนิจจัง หรือมันต้องฝืนหนักเกินลำบาก ก็ตัดออก ทีนี้ ตัวที่รับรู้รับรสพวกนี้ มาจากที่มันปรุงแต่ง สังขาร ตัวรับรู้ รับรส เป็นเวทนา จากการปรุงแต่ง เช่นว่า อันนี้พริก อันนี้บีทรูท เป็นต้น ทีนี้ถ้าอวิชชา มันมีมากขึ้น หนาขึ้น ก็เกิดขึ้น ไม่หยุดหย่อน มีอัตราทวีขึ้นได้ ในระดับสูงขึ้น บวกขึ้น คูณ หรือยกกำลัง ก็เขียนเป็นสมการ น่าจะเป็นได้ว่า E(ปุถุชน) = อวิชชา(อุปาทาน 2 +ตัณหา) สูตรที่อาตมาใช้คือ E=C(mc 2 +A) อาตมาว่าสมบูรณ์ดีแล้ว ใครจะคิดได้ดีกว่าอาตมาก็ได้ แต่แค่นี้ ก็มึนหัวแล้ว ใครเก่งกว่านี้ อาตมาไม่มีปัญหา ช่วยกันเรียนรู้ไป ทีนี้ สังขารจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีรูป กับนาม ต้องมี ธรรมะ 2 สังขารนี้เกิดเอง โดยมีหนึ่งเดียวไม่ได้ เหมือนกับตบมือในอากาศ แต่ที่จริงตบมือในอากาศ ยังมีอากาศตอบโต้ แต่ถ้าไปในที่ไม่มีอากาศเลย มันก็ไม่เกิดอะไร หรือแม้ละเอียดเกินไป ที่มันเกิด ก็เป็นได้ ธรรมะสองของพระพุทธเจ้า ที่ยิ่งใหญ่ มี 1 และ 2 ทำปฏิกิริยากันเกิด 3 มันก็เกิดพัฒนาการ สังขารเกิดได้ ต้องมีรูปกับนาม และวิญญาณเกิดจาก องค์ธรรม 3 พืชมีสังขาร แม้แต่ประธานของพืช ไม่ยึดมั่นถือมั่น มันเป็น ISH ตัว I เป็นประธาน ส่วน S กับ H เป็นอิตถีเพศ กับปุริสเพศ รูปนาม กับผัสสะ 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็จะเกิดเป็น วิญญาณ 6 หรือจะพูดอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ สังขารเป็นปัจจัยของวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป วิญญาณไม่มีอยู่เดี่ยว วิญญาณเป็นองค์ประกอบ อย่างน้อยก็มีเจตสิก 3 เป็นองค์รวมของ เจตสิก 3 เรียกชื่อมันว่า อธิวจนะ เรียกมันว่าวิญญาณ เป็นองค์รวม 3 อย่างนี้ วิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป สรุปสามตัวนี้ คือนามรูป โดยมีประธาน เป็นปัจจัย เกิดจากสามอย่างนี้ เรียกรวมว่าวิญญาณ วิญญาณคือ สามอย่างนี้แหละ และ 3 นี้แหละ คือวิญญาณ นามรูป เป็นปัจจัยของวิญญาณ เป็นชีวะมีความรู้สึก มีความรู้สึกขั้นจิตวิญญาณ พืช มีแต่สัญญากับสังขาร ไม่มีเวทนา ไม่เป็นสภาพที่มีวิญญาณครอง วิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป สังขารเป็นปัจจัยของวิญญาณ = สมการที่ 1 นามรูปเป็นปัจจัยของวิญญาณ หรือ วิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป = สมการที่ 2 สมการที่ 1 กับสมการที่ 2 ไม่ขัดแย้งกัน
สังเกตในวัตถุต่างๆ จะมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง ร้อยเรียงกันอย่างสวยสดงดงาม จัดการได้ดี ของพระพุทธเจ้านี้ อ่านแล้ว ถ้าใครมีภูมิถึง ไม่ต้องทำอะไร อ่านหนังสือ อ่านตำราพระพุทธเจ้าไป ก็สบาย มีคนหุงข้าวให้กิน มีคนทำอะไรช่วย ก็อ่านไป ก็ได้ แต่มันจะสูญเปล่า ไม่มีประโยชน์ มันเห็นแก่ตัวมากไป ก็เอามาขยายความให้คนอื่นฟังบ้าง ตัวเองรู้แล้ว ก็ให้คนอื่นเขารู้บ้าง ไม่อย่างนั้น เขาก็ดักดาน ไม่รู้อะไร เพราะจริงๆ ลึกซึ้ง ถึงขั้นอจินไตยพวกนี้ ธาตุรู้ของคน มันไม่มีความรู้ถึงขั้นจะสลายตัวตนได้ จะไม่มีอันนี้ มันทำไม่ได้ มีแต่ศาสนาพุทธศาสนาเดียวในโลก ที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่าง หายตัวได้ สูญไปได้จริงๆ มีแต่ศาสนาพุทธศาสนาเดียว ในระดับจิต พวกมหาภูตรูป มันขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นทั้งนั้น เป็นธรรมดา ธรรมชาติ ของมหาจักรวาล มันแย่ก็ตรงที่ เป็นชีวระดับมนุษย์ สัตว์เดรัจฉานมันก็ไม่ได้เดือดร้อนมาก ไม่ร้ายแรงอะไรมาก แต่มนุษย์นี่โอ้โห เลวร้าย หาอะไรเทียบไม่ได้แล้ว แต่ดีสุด ก็ดี ไม่มีอะไรเทียบได้เหมือนกัน นี่คือ สุดเลว สุดดี อยู่ที่มนุษย์ ทีนี้มาเรียงลำดับดู ถ้ามีจุดไหนขัดแย้งกัน ให้สันนิษฐานว่า เราผิด ถ้าเราดูแล้ว เราถูก เราก็จะจบ แต่ถ้าหากสันนิษฐานว่า เราผิด เราก็จะต่อไปได้ ถ้ามันเกิดการขัดแย้งกัน เราสันนิษฐานว่า เราผิดไว้ก่อน แล้วก็ไปคบกับสัตบุรุษ ไปฟังสัทธรรม จนมีความเชื่อมั่นศรัทธา (นี่เป็นคนประมาณตน ไม่อวดดี ) จนกว่าคบกับใครแล้ว ไม่มีใครรู้กว่าเราเลย ก็ค่อยๆตัดสิน ในยุคๆหนึ่ง อาตมาก็ว่า ยุคนี้ พูดออกไป ก็เหนียมๆ แต่ก็พูดออกไปก็แล้วกัน อย่าเพิ่งโลหิตร้อนออกจากปากนะ อาตมาก็ยังไม่เห็นว่า ใครสูงสุดกว่าอาตมา อาตมาไม่ได้หลงตน ไม่ได้เชื่อว่า ตัวเองสูงสุดหรอก แต่ก็เชื่อว่า ยังไม่เห็นจะมีใครสูงสุดกว่าอาตมา เป็นภาษาไม่ใช่เล่นลิ้น แต่จริงใจ เชื่อว่าตัวเองสูงสุดอยู่ แต่ก็ยังเชื่อว่า มีคนจะสูงกว่าได้ อยู่ที่ไหนก็อยากจะพบเหมือนกัน เป็นความจริง ไม่มีปัญหา ถ้าพิสูจน์แล้วจริง ก็ต้องยอมรับ การเข้าข้างตัวเอง เป็นเรื่องโง่แล้ว แล้วเราจะอวดดีทำไม ว่าเราดี ไม่มีใครเท่า พิสูจน์ไปเลย เราพิสูจน์แบบใจเป็นกลาง ว่าคนอื่น น่าจะดีกว่าเรา พิสูจน์แล้ว มันก็ไม่ใช่ ไม่ต้องไปอวดดีว่า เราดีกว่าเค้าก่อน พิสูจน์ไปเถอะ เราอยู่ด้วยกัน คนดีจะไม่ทำร้ายใคร ไม่ว่าจะคนดีกว่า หรือไม่ดีกว่า ถ้าเขารู้ว่า เป็นคนดีกว่าเขา จะไปทำร้ายเขาทำไม ดีกว่ามากๆเลย เยอะเลย เราก็จะได้เอาความดีจากเขาได้ ไปโง่ทำไม ริษยาเขาทำไม ฆ่าเขาตาย มันก็เป็นวิบากกินหัว สมณะฟ้าไทว่า... ถ้าหากฆ่าเขาเราก็ไม่ได้ดีอะไร เราเจอคนที่ดีกว่าก็ควรรักษาเขาไว้ พ่อครูว่า... ถ้าสามารถพัฒนาให้ดีกว่าได้ ก็เชิญ จะไปริษยาทำไม สมณะฟ้าไทว่า... แม้ดีเท่ากัน ก็จะได้ช่วยกันทำงานไป พ่อครูว่า... ใครที่จะมาทำร้ายเรา เราก็ไม่ตอบโต้เลย เกิดได้ ดับได้ จะสลายตัว เป็นปรินิพพาน ปริโยสาน ก็ทำได้ มาอ่านอันนี้ต่อ ถ้ามีจุดไหนขัดแย้งกัน ให้สันนิษฐานว่า เราผิดก่อนเลย เราอย่าเพิ่งไปนึกว่า ฉันถูกก่อน มันจะจบ ถ้าเราผิด แต่เราไปนึกว่าเราถูก สูงกว่าเขา ก็ซวย ซึ่งมันไม่ดี แต่ถ้าว่าเราผิด ก็จะดีกว่า ถ้าไม่ใช่ ก็แก้ไข แล้วเราก็ไปคบกับผู้ที่สูงกว่าเรา คบสัตบุรุษ จนมีความเชื่อมั่น ชัดเจนเลย แล้วมากระทำที่ใจของเรา เมื่อเราได้อะไรเพิ่มเติมมา สร้างแกนจิตนิยาม สร้างใจเรา ให้มันเจริญ ภาษาศัพท์เท่ๆว่า โยนิโสมนสิการ ทำใจในใจเรา ให้เด็ดขาด ถูกต้องถ่องแท้ แน่นอน แก้ไขตรงจุด เกิดเลย โยนิโสมนสิการ ก็ทำตรงที่เป็นปัจจุบัน status quo ตัวที่จะต่อเป็นสัมปชัญญะ แล้วเป็นพลังงานที่จะเสริมสานกันต่อไปอีก เราจะรู้จักสภาวะต่างๆ เอาพยัญชนะมาเรียก มันเยอะมาก เป็นล้านๆๆ เรียงกัน มีไว้ ภาษาจะเรียก เพื่อให้ร่วมรู้กันได้ แต่ถ้าเผื่อว่า มันไม่ต้องการพิสูจน์ต่อ เอาแค่นี้ ก็แล้วไป แต่มันจะช้า ไม่มีใครตรวจสอบ ไม่มีใครให้คะแนนร่วม ไม่มีใครชี้แนะเพิ่ม คุณก็จะช้าอยู่นั่นแหละ ถ้ามันมีหมู่ฝูง มีเพื่อน ต่างๆ สัมปชัญญะ แล้วมาเป็น สัมปชานะ สัมปาเทติ มันมีรายละเอียดมากกว่านี้ สัมปฏิสังขาร สัมปัชลติ สัมปชลิตะ สัมปัชลติ คือโหมไหม้ สัมปชลิตะ คือโหมไหม้สำเร็จ สดใสสว่างรุ่งเรือง เหลือสิ่งที่สะอาด เข้าสู่ สัมปันนะ สำเร็จไปเรื่อยๆ ตรวจสอบ สัมปฏิเวทะ ทวนนอกใน ไม่มีเหลือเศษนะ ภาษาก็สื่อสภาวะต่างๆ เพื่อทำทุกอย่าง ที่เป็นสภาวะ ให้บริบูรณ์ สัมบูรณ์ ถ้าเผื่อว่าเรามีสัตบุรุษ มีผู้ร่วมด้วย ก็ช่วยกันเดินทางให้เร็วขึ้นได้ หาเหตุแท้ ทุกอย่างต้องหาเหตุแท้ จะเจริญ หรือดับ ก็มีเหตุ เหตุที่ทำให้เจริญ กับเหตุที่ทำให้ดับ มีแค่นี้ ขอแวะอีกว่า อาตมากำลังพิสูจน์ สร้างพลังงาน เหตุเพื่อให้เจริญ ไม่ยอมดับ ทั้งๆที่ควรดับแล้ว แต่อาตมาจะพิสูจน์สัมประสิทธิ์ พลังงานเสริม ตัวแปร ที่เพิ่มได้ๆๆ อาตมาเพิ่มดันทุรังมาได้ 1 นักษัตร จาก 72 มา 84 ขยายจาก 84 เป็น 96 แล้วจะดันต่อไปอีก 96 เป็น 108 ครบ 3 นักษัตร ถ้าทำได้ พลังงาน Coefficient E=C(mc 2 +A) คนจะต้องเอาไปใช้ ไม่ต้องพูดถึงว่า Nobel prize ก็จะให้รางวัล แต่ถึงให้ เราก็ไม่ไปรับ แต่ยอมรับ ไม่เกี่ยง ที่ไม่ไปมันเมื่อย และหนาวด้วย หากเอามาให้ที่นี่ ก็เอา ก็เขาให้เกียรติ แต่ให้ไป ก็ไม่ไป ไม่ใช่ว่ามันหยิ่ง แต่มันหนาว ไปสวีเดนไม่ไหว พูดทำเท่ ทำคุยโม้ไป พูดเป็นภาษาความหมาย ไม่ได้หลงตัวตน แต่สิ่งนี้ มั่นใจว่าดี ถูกต้อง ไม่เป็นโทษ ลีลาเหมือนคุยตัว ก็ต้องขออภัย แก้ไม่หาย เราสามารถตรวจสอบเหตุแท้ มันได้ เมื่อสามารถทำได้ เราก็จะดำเนินต่อไป เริ่มต้นจาก สติ คือการตื่นรู้รอบ อะไรสัมผัส เราก็รู้ครบ ได้เท่าไหร่ ก็ดีเท่านั้น เก็บความรู้รอบ ที่มาเกี่ยวได้ จากใกล้มาหาไกล เราก็รู้ depth ของมัน รู้จัก level ของมัน เราจะเข้าใจ เห็นจริง ทำให้เราพัฒนาไปได้เรื่อยๆ จาก สัมปชัญญะ = ความรู้ตัว ต่อกับการมีสติระลึกรู้ สัมปชานะ = รู้สำนึกตัวในการปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลง เพื่อสัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สว่างเรืองรอง สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล (ในรอบนั้น) สัมปฏิเวธะ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอดในรอบนั้น ปฏิสาเรสฺสามิ = จักทำให้เขาสำนึก ปัจจเวกขันตัสสะ = ได้สำนึก
จะมีลำดับขั้นตอน level มี adaptation ของมัน ผู้ที่เรียนรู้ จะรู้ร่วมกันได้ จะเข้าใจต่างๆนานา สติสัมปชัญญะ เกิดมาจาก อินทรีย์ 6 เพราะว่าเป็นทางเข้ามารู้ หรือทางเข้ามาทำลาย กิเลสมันเข้ามา จากทวารทั้ง 6 ใครจะมีมากกว่า 6 ทวาร ก็ยกมือ ก็ไม่มี จบแล้ว พระศาสดาก็ค้นพบเท่านี้ เป็นสูตรขยายจาก 6 ทวารนี้ ไม่มีอะไรเกินกว่านี้ แม้แต่ศาสนาเทวนิยม ก็ไม่ได้รู้ 6 ทวารนี้ เก่งเท่ากับศาสนาพุทธ เขาพอรู้ แต่ไม่ได้ขยาย 6 ทวารนี้ เป็นตัวตั้ง จะขยายไปได้มหาศาล เพราะว่าธาตุรู้ของคนนี้ มันลึกซึ้ง จะไปให้เกินกว่า 6 ทวารนี้ ไม่ได้ เกินกว่าพระเจ้าสร้างอีก มันจะเป็นมนุษย์ หรือสัตว์โลกอย่างไร ที่เรียกว่าจิตนิยาม ยิ่งใหญ่เกินกว่า 6 ทวารนี้ได้ พระเจ้าแน่จริง สร้างมาเลย เมื่อ 6 ทวาร ก็มีอินทรีย์ 6 อินทรีย์คือ พลังงาน เกิดการสะสมตั้งลงเป็น static มี dynamic เป็นคู่ จะมีตัวแปรที่เป็นทศนิยมเสมอ ตราบใดที่มี 2 ตัวนี้ทำงาน ไม่มีพลังงานตัวแปร ที่เป็นตัวเพิ่ม แม้แต่ทศนิยม .000001 มันก็คือ 0 กับ ชรตา 0 ทรงตัวได้ระยะหนึ่ง เดี๋ยวมันก็เข้าไปหา ชรตา ถ้าไม่มีตัวแปรใหม่มากขึ้นอีก ถ้าคุณสามารถรู้และพัฒนาตัวแปร ให้เป็น Coefficient สามารถพัฒนา ให้ดีกว่าเก่าได้ เหมือนอย่างอาตมา สู้ฝืนสภาวะพวกนี้ เพื่อจะไม่ยอมตาย สร้างพลังงาน Coefficient สัมประสิทธิ์ มีให้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่อวดดี แต่เป็นเชิงวิทยาศาสตร์ ยังพอได้ ไม่ทรมานทรกรรมมากไป ไม่น่าทุเรศทุรังการเกินไป พอได้ ไม่น่าเกลียดน่าชังไป อาตมาว่ามันน่าทำ คนไหนคิดว่าไม่น่าทำ ก็ต่างความคิด ก็หาทางออกจากนี้ไป แต่สำหรับอาตมา ก็ขอทำ อนุญาตนะ เมื่อมีอินทรีย์ 6 เป็นทางเข้าของกิเลส ทางเข้าของความเจริญ มีทั้งเสริมสร้าง และทำลาย เมื่อเรามีพลังงาน มีองค์ประกอบ เหตุปัจจัยเหล่านี้ขึ้นมา เราก็จัดสรรไป เรียกวิญญาณฐีติ วิญญาณที่เป็นตัวตั้ง พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ 7 อย่าง ยังไม่ขอลงรายละเอียดตรงนี้ ก็ต้องศึกษา สัตตาวาส 9 จะมีคู่อีก 2 อัน ที่เป็นตัวจบ เนวสัญญานาสัญญายตนะ กับ อสัญญีสัตว์ มี 2 อันนี้ ที่เพิ่มจาก วิญญาณฐีติ 7 ถ้าสองอันนี้ เข้าใจแล้ว ก็จะต่อ หรือจบวิญญาณก็ได้ จบคือ ตัดสันตติ สองอันสุดท้ายนี้ อสัญญีสัตว์ กับ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นพลังงานคู่สุดท้าย ของอายตนะ 2 ในพลังงาน 6 นี้ อินทรีย์ 6 จะเกิดพลังงาน 6 สุดท้ายก็ คู่สุดท้าย คือพลังงาน 2 ธรรมะ 2 ก็จัดการธรรมะสองสุดท้าย หรือคุณจะต่อ อยู่เหนือได้เลย จะเกิดหรือจะดับก็ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่เป็นเรื่องสัจจะ เป็นเรื่องจริง เมื่อคุณสามารถควบคุมวิญญาณฐิติ หรือทำให้สัตตาวาส 9 สูญได้ คุณก็ควบคุม การเกิดการดับได้ คุณจะควบคุมการเกิดดับได้ ก็ต้องสามารถทำ สุจริต 3 ให้เจริญก้าวหน้าพัฒนาอีกก็ได้ แต่แน่นอนว่า คุณเลิกทำทุจริตแน่ คุณรู้แล้วว่าทุจริตมันเป็นภัย ทั้งตนและท่าน คุณจะไปทำหาอะไร ทำมันไปทำไม เพราะมันเป็นภัยต่อตนและท่าน สร้างขึ้นมา ก็เป็นภัยต่อตัวเราเองอีก เราอยู่ร่วมจักรวาลกัน มันไม่ไปไหน ก็ต้องมาถึงเราจนได้ หากเรายังไม่ยอมตายก่อน ไม่ปรินิพพานปริโยสาน แต่ถ้าคุณยังอยู่ สักวันมันก็ต้องมาถึงคุณ ผู้ที่รู้จักสุจริตทุจริตแล้ว ก็จะหยุดเด็ดขาดเลย ทุจริตไม่ทำ ถ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็จะทำแต่สุจริตเท่านั้น ไม่มีใครบังคับหรอก มันเป็นปัญญา ปัญญาอันสูงสุด ถ้าหากยังทำทุจริตอยู่ ก็ยังมีเศษแห่งความโง่ เราไม่ได้บอกว่า มีความโง่เต็มๆนะ ถ้าหากทำทุจริตอยู่ ตั้งแต่มีความโง่เต็มๆ กับมีเศษสุดท้ายของความทุจริต ความโง่ก็ยังทำทุจริตอยู่ ทำสุจริต ก็มีประโยชน์คุณค่า ตนเองไม่ทุกข์ร้อน ไม่มีภัย ไม่มีโทษ มีแต่ความเกื้อกูล สนับสนุนกันอย่างดี คนที่รู้ ที่จบจริงๆ จะไม่ทำ นอกจากจะมีซาตาน ไปบังคับเรา ถ้าซาตานหมดฤทธิ์ มันบังคับเราไม่ได้อีกแล้ว เราอยู่เหนือมันได้จริงๆ แล้วจะมีอะไรบังคับ ปฏิภาณปัญญา ก็รู้อะไรคือสิ่งที่ดี ไม่มีใครบังคับหรอก ตัวปัญญามันคือ สุดยอดแห่งการตัดสิน เป็นตัวสุดยอดแห่งการบงการ ให้ทำอะไร เมื่อมี สุจริต 3 จะเป็นอาหารของ สติปัฏฐาน 4 ในอวิชชาสูตร สุจริต 3 จะเป็นอาหารของสติปัฏฐาน 4 ก็จะได้ โพชฌงค์ 7 มาต่อ แล้วก็โพชฌงค์ 7 เป็นอาหารของ วิชชา และ วิมุตติ ใน อวิชชาสูตร สูตรนี้ครบแล้ว ในการเกิดดับ ทวนหรือตามก็ได้ 1. การ คบสัตบุรุษ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2. การ ฟังสัทธรรม บริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การ มนสิการโดยแยบคาย ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความ สำรวมอินทรีย์ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ วิชชา และวิมุติ บริบูรณ์ ( อวิชชาสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 61)
แต่ถ้าหากมีอวิชชามันก็เกิดตรงกันข้ามกันย้อนกันไปตามนั้น ตัณหาสูตร 1. การไม่คบสัปบุรุษ เป็นอาหารของ.. การไม่ได้ฟังสัทธรรมที่ถูกต้อง 2. การไม่ได้ฟังสัทธรรม เป็นอาหารของ.. ความไม่มีศรัทธา (หรือศรัทธาผิดๆ) 3. ความไม่มีศรัทธา (ศรัทธาไม่บริบูรณ์) เป็นอาหารของ.. การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย (กระทำใจไม่เป็น) 4. การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (หรือทำใจไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ 5. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ (หรือทำสติไม่เป็น).เป็นอาหารของ.. ความไม่สำรวมอินทรีย์ 6. การไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นอาหารของ.. ทุจริต 3 (กาย,วาจา,ใจ ทุจริต) 7. ทุจริต 3 เป็นอาหารของ.. นิวรณ์ 5 8. นิวรณ์ 5 เป็นอาหารของ.. อวิชชา 9. อวิชชา เป็นอาหารของ ภวตัณหา (พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 62)
สมการต่างๆที่นำมาสื่อให้รู้ โดยใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ นำออกไปใช้ได้ ต่อมา E(เสขบุคคล) = สติปัฏฐาน 4(สุจริต3 2 +สํารวมอินทรีย์6 ) เป็นไปตามลำดับของแต่ละคน กำหนดหมายได้แม่นยำ ถูกต้องอย่างไร พยัญชนะอย่างนี้ ตรงกับสภาวะอย่างนี้ ก็ไปตรวจสอบกัน กับผู้รู้ที่ตรงกัน ผู้รู้มีหลายคน คนนี้เรานับถือ ให้คะแนนได้ถูกต้องด้วย มันก็เป็นการรับรองกันด้วยสัจจะ สัจจะสองอย่าง สมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะ คือสัจจะที่สูงเฉพาะตัวคนเดียว แต่ใครไม่รับรองกับเราได้หรอก สามารถคิดไปเองได้ จะถูกหรือไม่ถูก ไม่มีใครรับรอง แต่ถ้าคุณแน่จริง ก็เปิดเผยให้คนอื่นรับรู้ร่วม ให้เขาพิสูจน์ เขาก็มีความคิด ความรู้ เหมือนกัน เขาจะได้ช่วยตัดสิน ยิ่งหากเขามีความรู้มากกว่าคุณ ก็จะตัดสินได้ ความรู้ไม่มากกว่าคุณ คุณก็ตัดสินของคุณว่าแน่ แต่คนที่สูงลึกซึ้งแล้ว ไม่มีใครอยากจะรู้สิ่งที่ผิด ใช่ไหม อยากรู้สิ่งที่ดี ที่ถูกจริงๆ นั่นแหละ คุณจะไปงมงายอะไร กับอยากรู้สิ่งที่ผิดมา อยากรู้มาก แล้วเอาสิ่งที่ผิดมาใช้ด้วย มันก็เป็น trippleโง่ พอแล้ว คนที่มีภูมิธรรมอย่างนี้ ไม่ต้องไปเสียเวลา ให้สูญเสียเปล่าๆ สรุปว่าเสขบุคคล จะเข้าใจ และพัฒนาด้วยสูตร E(อาริยชน) = วิชชา(อุเบกขา 2 +A) A เหมือนปุญญาภิสังขาร อุเบกขาเหมือน C 2 ปุญญาภิสังขาร เป็นตัวกำจัด ทำลาย เป็นเครื่องมือฆ่า ในภาวะของการเป็นอยู่จะมี static dynamic และ kinetic เป็นตัวแปร เป็นพลังงานเคลื่อนที่ เราสามารถทำให้เกิด Coefficient โดย ควบคุมสัมประสิทธิ์นี้ได้ ให้ปฏิภาคทวีต่อไปได้ หรือให้จบ ไม่ต่อ ก็ไม่ทำอะไร หากตัดสันตติ ก็เร็วไป หาเสื่อมสูญได้เร็ว ตัวแปรสัมประสิทธิ์ เป็นตัวแปรในขั้นสูง แต่คุณหยุดตัวสัมประสิทธิ์ ไม่พัฒนาต่อไปอีก คุณไม่มีการก้าวหน้าต่อไปอีก คุณได้หยุดมัน ยิ่งหยุดสันตติ แม้จะเพิ่ม.00001 ก็ไม่เพิ่มเพราะคุณหยุดมันได้เลย มันก็จะมีแต่เสื่อม เพราะคุณเก่งที่สุดในลักษณรูป 4 คือ อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา ชรตา หากไม่มีอนิจจตาตบท้ายก็ 0 ตัดสันตติ ทุกอย่างก็จะมีแต่สูญไปโดยธรรมชาติ และก็จะไม่มี อนิจจตา ตบท้ายไม่ฮึดต่อก็จบ แต่ถ้าฮึด อนิจจตา อย่างอาตมามีสัมประสิทธิ์ต่อ ก็ไปได้อีก เพื่อที่จะพิสูจน์พลังงาน ในมหาจักรวาล ว่ามันมีอย่างนี้ เป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง อุตุ มันทำไม่ได้ ไม่มีตัวประธาน แต่ที่เราทำไม่มีพิษภัยต่ออะไรเลย ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ พืช มนุษย์ วัตถุ มีแต่รู้กับเอามาใช้ประโยชน์ มันจึงไม่สูญเสีย ไม่เสียหายอะไรเลย ในสามอย่างนี้ 1. ปุถุชน 2. อาริยชน (เสขบุคคล) 3. อรหันต์ อรหันต์นี้ หมดตัวตน ไม่มีปุญญะแล้ว ตนเองจบไม่ต่อ ปุญญะ จบ มีแต่ให้คนอื่นทำปุญญะต่อ เราหมดเครื่อ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive