610126_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยไทยนิยม.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข26 พฤษภาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

610126_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยไทยนิยม

สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันศุกร์ที่ 26 มกราคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 10 ค่ำเดือน 3 ปีระกา อาตมาเพิ่งเดินทางไปประชุมที่สันติอโศกมา ก็ได้ปรารภเรื่องงานวันอโศกรำลึกปีนี้ เป็นปีที่ครบรอบ 84 ปีพ่อครู เขาก็ตกลงกันว่า งานอโศกรำลึกปีนี้จะย้ายมาจัดที่ราชธานีอโศก ก็คงจะสอดรับกับภาวะการณ์ ตอนนี้ที่กรุงเทพฯ ฝุ่นหมอกควันในอากาศมีมาก ถ้าจะให้ดีควรจะอยู่ในบ้านมากกว่า ไปที่ปฐมอโศก งานครบรอบ 10 ปีการจากไปของหมอฟากฟ้าหนึ่ง ใครได้ติดตามก็จะรู้ว่าผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่ทำอะไรเพื่อผู้อื่นได้มากมาย จนพ่อครูได้รับรองว่า เป็นผู้ที่เข้าถึงมรรคผลได้ระดับสูงทีเดียว ก็คงจะได้รวบรวมต่างๆเป็นม้วนวีดีโอพิเศษ ให้เป็นการศึกษา จากนั้นก็ได้ไปร่วมสัมมนา ศูนย์อบรมต่างๆของชาวอโศกที่มีทั่วประเทศ ไปร่วมกันห้าสิบกว่าคน ต่อไปศูนย์อบรมของชาวอโศก ก็คงจะได้เตรียมตัว ที่จะเป็นศูนย์ขยายผลศาสตร์พระราชาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ ให้ประชาชนได้เกิดความรู้ความเข้าใจ และสามารถนำไปปฏิบัติได้ ก็คิดว่าอยากจะฝากเรื่องนี้ ให้ชุมชนต่างๆ ศูนย์ต่างๆ ที่กระจัดกระจาย แยกย้ายไป ได้เข้ามารวมตัวกัน มาช่วยกันทำ แต่ละศูนย์ที่เราเคยช่วยงานกัน ปีนี้เป็นปีสำคัญของชาวอโศก ที่เคยผิดพ้องหมองใจกัน ก็ให้มารวมกัน พ่อครูเคยให้โศลกว่า ถูกผิดไม่สำคัญเท่ากับความสามัคคี เหมือนประเทศไทยตอนนี้จะตีกันตาย แต่ไม่รู้ว่าใครดี หรือไม่ดี อาตมาดูศิลปิน แต่ก่อนนี้สนับสนุนพวกนายกฯ แต่ตอนนี้ ไปสนับสนุนพวกประชาธิปไตยแล้ว ในหลวงเน้นว่าประชาธิปไตย คือพอเหมาะพอดี อะลุ่มอล่วยกัน อยากจะฝากข่าวไปถึงญาติธรรม ตอนนี้น่าจะเข้ามารวมตัวกัน ทำชุมชนให้มีความสัปปายะ ตามอา

อ่านต่อ

วาสถานต่างๆ เตรียมรับญาติพี่น้องที่จะได้เข้ามาศึกษา คิดว่าคนเข้าใจพวกเราเพิ่มขึ้น อาตมากลับจากระยอง มาขึ้นเครื่องที่อู่ตะเภา เจอนายทหารบอกว่า ถ้าเกษียณแล้วจะมาอยู่กับพวกเรา เมื่อวานยังฟังพ่อครูอยู่เลย ท่านเดินดิน ท่านบินบน เขารู้จักหมด พ่อครูว่า... ธรรมะที่พวกเราทำ เหมือนจุดขาวท่ามกลางฟ้าสีดำกว้างใหญ่ เราก็มาทำให้คนได้รับรู้จุดขาวได้เพิ่มขึ้น มันมีขาวเพิ่มขึ้นบ้างไหม หรือว่ามันยิ่งดำเข้าไปใหญ่ มันจะต้องขาวขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย sms _8574... ช่วงนี้ชีวิตสงบสุข เป็นบุญที่มีโอกาสได้ฟังพ่อครูสาธยายธรรม ที่ทะเลธรรม จ.ตรัง ขอรับ _3867... ที่พ่อครูบอกสวรรค์นรกไม่มีในศาสนาพุทธ คงหมายถึงสวรรค์แก้ว วิมานทอง ปราสาทเพชร เทวดานางฟ้า กับนรกกะทะทองแดง ต้นงิ้ว ยมฑูต พญายม บ่มี! แต่ที่มีสวรรค์ในอก ฤาจิตหลงวิมาน จมภพในทิฏสวะ! นรกในใจ หลงทาง ยึดชาติ ติดอวิชชาสวะ! มีแน่ในพุทธถึงแก่นฯกระมัง? พ่อครูว่า... ศาสนาพุทธ ไม่มีสวรรค์ หรือนรก ผู้ที่ไม่มีสวรรค์ หรือนรก ก็เป็นพระอรหันต์ คือ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข พ้นเป็นเนกขัมสิตอุเบกขา นั่นเป็นจุดสำคัญของศาสนาพุทธ หากยังมีสวรรค์นรกอยู่ ก็ยังคือ ผู้ที่ยังไม่ใช่พุทธสมบูรณ์ ดับสวรรค์ นรกได้ หมดสุข หมดทุกข์ ด้วยความรู้ยิ่ง เห็นจริง ไม่มีกลับกลอกอีก จะกระทบลาภเยอะแยะ ยศมากมาย สรรเสริญ นินทา ไม่วูบวาบ ไม่ทุกข์ไม่สุข อุเบกขาอย่างอเนญชา ไม่หวั่นไหว ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ ฐานของศาสนาพุทธ แม้อนาคามี ก็มีสวรรค์อยู่ในอก คือรูปภพ อรูปภพ แต่ถ้าหมดภวานุสัย หมดอวิชชานุสัย ก็เป็นพระอรหันต์ ที่ดับอวิชชาได้สูงสุด _Somkiat Prom · ติดตามฟังธรรมเสมอ ฟังแล้วเอาไปทำครับ สาธุ สาธุ สาธุ

สื่อธรรมะพ่อครู(พิธีกรรม) ตอน สวดธรรมบทพร้อมกันเป็นอาบัติ _Sarayut Bunyago · ธรรมจักรกัปปวัตตนะสูตร สวดพร้อมกันไม่ได้ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า… ใช่แล้ว เอามาสวดพร้อมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ให้ฆราวาส(อนุปสัมบัน)ฟัง อาบัติทุกคำสวด เพราะการสวดลักษณะนั้น ในมุสาวาทวรรค 1 สิกขาบทข้อที่ 4 ภิกษุสอนธรรม(สวด) สงฆ์ หรือภิกษุรูปใด จะเอาคำสอนพระพุทธเจ้ามาพูดกับประชาชน ก็ต้องเอามาพูดเองทีละคน คนเดียวเอามาพูด จะเป็นพระสูตร คือธรรมบท ก็ได้อย่างอาตมาพูดอยู่นี้บ่อยไป อาตมาก็สาธยายคนเดียว อย่างนี้เรียก สังวัธยาย อธิบายไปให้คนเข้าใจ ให้คนรู้เรื่อง อย่างนี้ได้ แต่ถ้าเอามาสวดพร้อมกัน ตั้งแต่สององค์ขึ้นไป ถ้าว่าพร้อมกัน สอนธรรมว่าพร้อมกัน ทำอย่างไร ก็ต้องท่องกันทั้งคู่ ต้องซ้อมมาก่อน แล้วจะอธิบายอย่างไร นี่พยายามแปลงคำสอนจากบาลีนะ เพราะเขาสะดุดเหมือนกันว่า อย่าเอาธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาสวดพร้อมกัน ต่อหน้า อนุปสัมบัน อันนั้นเป็น ปาจิตตีย์ทุกคำ เขาก็สะดุด ว่าพระสวดกันเป็นหมู่ ไม่มีอะไร ก็ไปสวดมนต์พร้อมกัน คือมันเสื่อม ไม่เข้าใจว่าศาสนาพุทธ เรื่องสวดนี้สำคัญ เพราะในพระวินัยห้ามไว้เลย ว่าอย่าทำ เป็นวัฒนธรรมประเพณี ศาสนาไหนๆเขาก็ทำ พระพุทธเจ้าสร้างศาสนาของท่าน ท่านก็ออกวินัยห้ามไว้ ว่าอย่าทำ ในพระวินัย ก็มี การสวดอย่างนั้น 1. มันไม่รู้เรื่อง 2. มันจะคิดผิดว่า สวดแล้วจะได้สิริมงคล ได้คุณงามความดี เป็นบุญกุศล พากันสวด แต่ไม่รู้เรื่องว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร เอาไปปฏิบัติอย่างไร ก็ไม่รู้เรื่อง กลายเป็นเรื่องหากิน ไม่มีอะไรจะทำแล้ว พระทุกวันนี้ ก็เลยท่องบทมนต์ให้ได้ เจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน ท่องได้มาก ก็ถือว่าเป็นพระดี ไปสวดในงานต่างๆ งานพระราชพิธีก็สวด ที่มันไม่มีประโยชน์ มีแต่โทษ ทำให้คนเข้าใจผิด เสียเวลา แรงงาน ทุนรอน ไม่คุ้มกันเลย ถ้าสวดสังสาธยาย หรือสังวัธยาย อย่างที่อาตมาสวดนี้ก็ควรทำได้ สวดแล้วทำให้ บทความเข้าใจ อธิบายให้เกิดการขยายความ ทำความเข้าใจ อุเทศ นี่คือผู้สอนธรรม เอาธรรมบทสอนธรรม ตามที่ว่า ก็สอนคนเดียว ปาจิตตีย์ข้อนี้ อย่าเอาคำสอนพระพุทธเจ้า ธรรมบทมาสวดต่อหน้าอุปสัมบันพร้อมกัน สองคนขึ้นไป อย่าทำ ซึ่งพูดไป เขาก็ไม่เปลี่ยนแปลงหรอก ไม่รู้เรื่องแล้วทำเฉย โพธิรักษ์มาพูด ก็ว่ามาจากไหน เป็นใคร อาตมาก็บอกแล้วว่า อาตมาเป็นใคร อาตมาเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเก่า แล้วมาเกิดในยุคนี้ พูดสิ่งที่ถูกต้อง ว่าสิ่งที่ผิด ให้เปลี่ยนแปลง แก้ไข ปาจิตตีย์ข้อนี้ ไม่รู้เรื่องกัน ก็เลยละเมิด เป็นอาบัติ ไม่มีพระองค์ไหน เป็นพระปกตัตตะเลย เพราะไม่ได้ปลงอาบัติ สวดตั้งแต่เริ่มบวชเลย สวดธรรมบท ส่วนประณามคาถานี้สวดได้ เป็นคำสรรเสริญ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นคำที่แต่งขึ้นมาใหม่ ชมเชยคุณงามความดีของศาสนา ก็ว่าไป เช่น สมัยโบราณเขารู้ดี ท่านเอาส่วนของธรรมบทในศาสนามาแต่งขึ้น ยถาสัพพี เป็นตัวอย่าง บทยถาฯ ท่านก็สวดเองคนเดียว ยะถาวาริวะหา ฯ ไปจนจบ ก็ไม่อาบัติ แต่พอสวดสัพพีติโยฯ ก็สวดพร้อมกันหลายคน เป็นประณามคาถา สวดพร้อมกันได้ ไม่อาบัติเช่นกัน นอกจากจะสวดยะถาสัพพี สวดบทนี้กันที่พระสวดกันอยู่ พร้อมกัน บทนี้สวดคนเดียวไม่อาบัติ ส่วนอันอื่นที่ต่อมา สัพพีติโย อาจารย์รุ่นหลังแต่ง ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ก็สวดพร้อมกันได้ ส่วนพวกพาหุง 8 มหากาฯ ภวตุสัพฯ ก็สวดพร้อมกันได้เป็นหมู่ ไม่อาบัติ แต่ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นธรรมบทแท้ๆ แต่สวดกันพร้อมกัน เป็นล้านเที่ยว ก็ได้อาบัติหลายล้านเที่ยว ถ้าไม่ปลงอาบัติ ก็เป็นพระอปกตัตตะกันไปตลอด นี่แค่เรื่องเดียวเท่านั้น ไม่ต้องพูดอีกหลายเรื่อง เยอะแยะมากมาย หัวข้อนี้น่าจะเข้าใจได้ง่าย แต่เข้าใจกันไม่ได้ อาตมาว่าเรียนกันไปทำไม เรียนจนจะเป็นเปรียญ 9 เป็นด็อกเตอร์ ทำไมท่านตีความ ความถูกต้องของวินัยบทนี้ไม่ได้ อาตมาจึงเหมือนพูดอยู่คนเดียว คนเขาก็ทำแบบนี้กันมานานแล้ว น่าคิดนะว่า ความรู้ของศาสนาพุทธ ได้เสื่อมไปนานแค่ไหนแล้ว แม้แค่นี้ อาตมาก็ต้องมาแก้ความเสื่อมของศาสนา แล้วยิ่งความเสื่อมของศีล สมาธิ ปัญญา ก็ต้องมาแก้ เมื่อยๆ ทำมา 48 ปีแล้ว เหนื่อยจังเลย แต่เหนื่อยก็ต้องยอมทน คิดว่าไม่ยอมตายง่ายๆ จะฝืนไป เพื่อให้เกิดการแก้ไข มีผู้รู้ทำตามได้อย่างชาวอโศก เป็นอย่างน้อยแล้ว _Laiead Meenuan · อยู่ฮ่องกงชัดเจนมาก

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ทำอย่างไรจะชนะกิเลสกินไม่เป็นมื้อ _จักรพันธุ์ สินธุ ถามปัญหาค่ะ.... 1. กิเลสเรื่องกิน มันรู้หมดว่าอะไรดี ไม่ดี อะไรควรไม่ควรกิน ควรกินกี่มื้อ จึงพอดีแก่ตนเอง (ตั้งตบะไว้ 2 มื้อ) แต่ในทางปฏิบัติจริง ไม่สามารถเอาชนะกิเลสได้(แพ้มากกว่าชนะ เช่น 1 อาทิตย์ ทำได้แค่ 2 วัน นอกนั้นแพ้กิเลสตลอด) ควรทำอย่างไรจึงชนะกิเลสได้ พ่อครูว่า… พากเพียรทำต่อไป ล้มแล้วลุกๆ จนกว่ามันจะล้มแล้วลุกไม่ขึ้น ทำต่อไป เพียรให้สำเร็จ ข้อสำคัญทำแล้วต้องอ่านใจตัวเองไปเรื่อยๆ ว่าทำไมเราผิดพลาด ละเมิดก็รู้ ทำไมเราละเมิด ไม่กินแล้วจะตายหรือเปล่า ต้องสู้ ปัญญาก็จะรู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่า มันผิดหนอ มันควรแก้หนอ ตามที่เรารู้ว่า กิเลสมันเล่นงานเรา เราก็เอาชนะมัน เพราะเราเรียนรู้ว่ากิเลสไม่มีจริงไม่เที่ยง ต้องพยายามอย่าให้เกิดในตัวเรา ที่มันมีอยู่ เพราะเรายึดถือ ยึดติดเป็นอุปาทาน เราก็ใช้ปัญญาด้วย กดข่มด้วย เป็นสัญชาตญาณ แต่ต้องให้เกิดปัญญาด้วย รู้ว่าทำไมกิเลสมันเก่งกว่าเราหรือ เราทำไมไม่มีธัมมาธิปไตย ไม่มีอำนาจ เอาชนะกิเลสให้ได้ ปัญญาจะเป็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วิเคราะห์เข้าไป กิเลสจะลดลงได้บ้าง คุณจะแข็งแรงขึ้นมีประสิทธิภาพของความมีปัญญาเพิ่มขึ้น เป็นอุณหธาตุ ปัญญา เป็นไฟฌาน ก็จะไปกำจัด ไฟราคะ โทสะ ไฟกิเลส ไปได้เรื่อยๆ มันจะทำได้ แม้จะนานเท่าไหร่ก็ตาม ปัญญาจะค่อยๆเกิด มันจะทำได้ จนกระทั่งปัญญา มีประสิทธิภาพสูงสุด กิเลสมันอยู่ไม่ถาวรหรอก มันไม่เที่ยง มันจะต้องดับสิ้นไปจนได้ ก็ต้องมีปฏิภาณ ปัญญา รู้ไปเรื่อยๆ จริงๆแล้ว ปัญญาจริง มันจะเกิดยากกว่ากิเลสมากด้วย คุณไปสั่งสมกิเลสมา แต่ชาติไหนก็ไม่รู้ แล้วคุณกำลังมาสร้างพลังงานปัญญา เพื่อจะไปแก้ไขกิเลส ที่มันมีอำนาจมาก ให้ล้มล้างกิเลสได้ มันต้องทำ เมื่อรู้สัมมาทิฏฐิแล้ว ฝึกฝนไป วันหนึ่งก็ต้องชนะ ถ้ายิ่งเราเพียรมากๆ มีความเฉลียวฉลาดลึกซึ้งดี ก็จะไว ถ้าจะทำได้สมบูรณ์ ไม่มีทางอื่น

2.ในการถามปัญหาแต่ละครั้ง ผู้ถามรอฟังคำตอนช่วงเวลาใดคะ พ่อครูว่า… ก็บอกไม่ได้ไม่แน่นอน ก็ตอบได้ว่าตามโอกาส ตอบตายตัวไม่ได้ต้องตามฟังเสมอๆแหละ

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ประเด็นอ.อัจฉราวดีวิจารณ์พระไทย _สุชาดา สรหงษ์ ...กราบนมัสการค่ะ อยากทราบความเห็นของพ่อท่าน เกี่ยวกับอาจารย์อัจฉราวดี ที่กำลังเป็นข่าวดังตอนนี้ค่ะ พ่อครูว่า… ในเว็บของเขามีรูปเขาด้วย และเขามีคำความว่า พระค่อนประเทศมอมเมาประชาชน ( พ่อครูว่า... อาตมาว่าหมดประเทศแล้ว) แล้วมีคนถามมา ความเห็นของพ่อท่าน อาตมาว่า อนุโมทนาสาธุ คือมาช่วยอาตมาจริงๆ คนหนึ่ง อย่างอาจารย์อัจฉราวดีนี้ ใครจะมาช่วยต้านก็มา พระส่วนใหญ่เขาเป็นอย่างนี้ ผิดเพี้ยนไป อาตมาหัวเดียวกระเทียมลีบมานานแล้ว ก็เห็นว่าดีแล้ว ในสังคมศาสนา ก็มีอย่างนี้เหมือนกัน ยิ่งในสื่อสารโซเชียลมีเดีย ก็มีไม่น้อย ก็ช่วยกัน ก็ไม่ขยายความ ถามแต่ว่ามีความเห็นอย่างไร ก็เห็นว่าดีแล้ว อาตมาทำมานาน 48 ปีแล้ว มาช่วยกันมากๆแบบนี้ อะไรที่ผิด ก็ต้องแก้ให้ถูก ชีวิตนี้จะต้อง นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง สมณะเดินดินว่า... มีมุมมองเชิงลบ ที่คนเขาว่า คนนี้สอนธรรมะ แล้วก็ดูเหมือนจะยกตัวเองว่าสูงกว่าพระ พ่อครูว่า... ถ้ามันเป็นจริง ก็ไม่มีปัญหา ปฏิบัติธรรมอย่างไร มีผลอย่างไร ทำอะไรถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้ามากกว่าพระ คุณเชื่อหรือว่า พระปฏิบัติสูงกว่าฆราวาสที่เขารู้ศีลธรรม และวินัย สัจธรรมพระพุทธเจ้ามากกว่า แล้วเขาก็ปฏิบัติประพฤติ ส่วนพระที่บวชแล้วทำผิดๆ ได้บาปเยอะกว่าอีก ฆราวาสเขาไม่ต้องไประมัดระวังในพระวินัย ก็ทำตามประสาคนทั่วไป ก็ไม่ได้ผิดตามพระวินัยของพระ แต่ผู้ที่เป็นพระแล้ว ไม่ศึกษาธรรมวินัย ทำผิดๆ เขาก็ต้องท้วง เป็นธรรมดา หากไม่อยากให้เขาท้วง ก็ไปเป็นฆราวาส ฆราวาสปฏิบัติได้ดีกว่า มันก็ต้องดีกว่า ไม่ได้มีธรรมวินัย แต่เขาก็สังวรระวัง ก็ต้องยกย่องว่าสูงกว่า

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยไทยจริง ยิ่งใช้ธรรมเป็นอำนาจ _จาก ผู้ใช้นามแฝงว่า บ้านเล็กเมืองน้อย... กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงครับ ขออนุญาตปลุกความฮึกเหิมกันหน่อย (มี 3 ตอนครับ) 1) เนื้อแท้ของประชาธิปไตย 2) การโต้กลับของ 2 พระโพธิสัตว์ 3) Merging of บุญนิยม & ศาสตร์พระราชา

1) เนื้อแท้ของประชาธิปไตย แม้วิวัฒนาการของมนุษยชาติ จะก้าวลํ้าเพียงใด ก็ยังไม่สามารถก้าวพ้นจากการครอบงําของกิเลสไปได้ สิ่งประดิษฐ์คิดค้น และนวัตกรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้น มากแค่ไหน ก็ไม่ได้ช่วยยกระดับจิตใจของมนุษย์ ให้สามารถแก้ปัญหาดึกดําบรรพ์ของการแย่งชิง กดขี่ เอาเปรียบ เบียดเบียนกันได้แม้แต่น้อย( พ่อครูว่า.. ยกเว้นให้โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ บาง ศาสนาอื่น ก็มีวิธีการของเขา อาจกดข่มก็ได้ ) พัฒนาการทั้งหมด เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการ ที่นับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความเรียกร้องของกิเลสในใจมนุษย์เท่านั้น ทฤษฎีแนวคิดเชิงปรัชญาต่างๆ รวมทั้งหลักรัฐศาสตร์ทั้งหลาย ก็ถูกนํามาใช้เป็นเครื่องมือ และข้ออ้าง เพื่อหาประโยชน์ โดยปราศจากความละอาย ยกตัวอย่างคําว่า "ประชาธิปไตย" ที่อ้างว่า อํานาจอธิปไตย เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน เป็นคําที่มีความหมายดี มีท่วงทํานองเกินห้ามใจ จึงเป็นระบอบการปกครองที่แพร่หลายที่สุด ในสากลโลก แต่................ เนื้อแท้ของประชาธิปไตยที่แท้จริง ก็คือสินค้าส่งออก ของมหาอํานาจตะวันตก เป็นตัวบุกเบิก ปูทางให้แก่ระบบทุนนิยม เพื่อให้สิทธิเสรีภาพในการป้อนกิเลส เสพกิเลส และเอาเปรียบกันซึ่งๆหน้าได้อย่างเสรี โดยจงใจออกแบบกฎหมาย ให้ค่อยๆเข้ามาทําหน้าที่ชี้ถูกผิด แทนศีลธรรม รองรับการกระทําต่างๆ ที่ฉวยโอกาสอย่างหน้าด้าน และเอาเปรียบอย่างเลือดเย็น เพื่อให้สังคมยอมรับในกติกาที่มีนายทุนเป็นผู้กําหนดทุกสิ่ง ทั้งหมดนี้เป็นการจัดตั้งมาเป็น package ที่ส่งเสริมกัน จุดประสงค์ที่แท้จริงของการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยก็คือ การโค่นล้มอํานาจกษัตริย์ และขุนนาง เพื่อชนชั้นนายทุน จะได้ขึ้นเป็นเจ้าเสียเอง โดยปลุกปั่นชูประเด็นการเรียกร้องเสรีภาพ ให้ประชาชนออกหน้าแทน กดดันให้ฐานอํานาจเดิม จํายอมให้มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ทั้งที่ประชาชนไม่มีความพร้อม จึงเป็นเหตุให้ไม่เข้าใจ ในสิทธิหน้าที่ของตน ตัวช่วยสุดท้ายก็คือ ศาสนา ซึ่งมีบทบาท เป็นที่พึ่งทางด้านจิตใจ ให้มนุษย์ได้มีวิจารณญาณที่ดีที่ถูกต้อง เป็นหลักศีลธรรมประจําใจ รู้ผิดชอบชั่วดี รู้เท่าทันกิเลส แต่ศาสนาจักรกลับหลงผิด ติดอยู่ในโลกธรรมเสียเอง หลักธรรมคําสอนของศาสนา ในยุคประขาธิปไตย ที่มีเนื้อหาเป็นอุปสรรค ต่อการขยายตัวของระบอบทุน จึงต้องถูกบิดเบือน และผิดเพี้ยนไปในที่สุด มนุษย์จึงหมดที่พึ่ง ไร้เกราะป้องกัน ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ สามารถดําเนินต่อมาได้จวบจนถึงปัจจุบัน เพราะยังมียอดคน และศาสดาที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ซึ่งเปรียบเสมือนฝนที่ตกอย่างทันกาล แต่ก็ไม่สามารถกําจัดกิเลสจากใจของมนุษย์ให้หมดสิ้นอย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด พัฒนาการรูปแบบใหม่ของเชื้อชั่ว ที่ยึดครองโลกอยู่ขณะนี้ แฝงอยู่ในรูปแบบของ ระบอบทุนนิยม โดยพยายามเปลี่ยนความคิดของคนส่วนใหญ่ ที่เป็นคนจน มีกินมีใช้ตามอัตภาพ สมถะ มักน้อย สันโดษ ให้มีความรู้สึกว่า ตัวเองต่ำต้อย ยากไร้ มีความทุกข์เข็ญ เป็นคนจนที่น่าสงสาร แล้วป้อนโปรแกรมความคิดใหม่ ให้คนรวยดูดี มีความสุข สบายที่เหนือชั้นกว่า เป็นเหตุให้คนจนกลัวความจน วิ่งหนีความจนด้วยการแข่งขันแย่งชิงกัน อยากเป็นคนรวย สังคมจึงบัดซบเช่นปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม ฝนก็ไม่เคยขาดฟ้า ผู้ที่แสวงหา และมีธุลีในดวงจิตน้อย คงจะรับรู้ได้ว่า ผู้กอบกู้ทั้งสอง ที่มีชีวิตอยู่ในยุค สมัยนี้ คือใคร!!! โปรดติดตามตอนต่อไปครับ (การโต้กลับของ 2 พระโพธิสัตว์)

พ่อครูว่า... รอฟังอาตมาไปก่อนว่า 2 พระโพธิสัตว์จะมาโต้กลับอย่างไร เขามองออกว่า มีพระโพธิสัตว์ 2 องค์ กำลังโต้กลับแล้ว แก้ประชาธิปไตยที่เขากำลังสร้างเป็นสินค้าออก และอเมริกากำลังทำอยู่ โฆษณาว่านี่แหละคือ ประชาธิปไตย เขายกย่องว่าอเมริกา เป็นเจ้าแห่งประชาธิปไตยสูงสุด แม้แต่อังกฤษ เป็นเริ่มต้นประชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตย 2 ขา ไม่ใช่แบบขาเดียว เขาก็ยังยกให้ ทุกวันนี้ โดยปริยาย ภาพประชาธิปไตย ต้องเป็นอย่างอเมริกา เป็นมหาอำนาจเบอร์หนึ่งในโลกตอนนี้ อาตมาก็ขอโต้กลับ คิดว่า อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งในสองนี้ อาตมาจะยอมรับ ก็ขอโต้กลับทันทีว่า ...ประชาธิปไตย อย่างที่คุณบ้านเล็กเมืองน้อย ที่พูดมาถูกต้อง ซับซ้อน ลึกซึ้งในตัวเอง พยายามเรียบเรียงคำพูด ประชาธิปไตยทุกวันนี้ของโลก เป็นประชาธิปไตยขาเดียว หรือเข้าใจคอนเซ็ปของประชาธิปไตยอย่างไรก็ตาม ในบรรดา ดร.ทางรัฐศาสตร์ การเมืองประชาธิปไตย อาตมาก็ขอแสดงความรู้น้อยนิดของอาตมา แต่อาตมาว่า อาตมามีความรู้น้อยนิดนี้ เป็นแบบของพระโพธิสัตว์ ไม่เหมือนอย่างที่เขาเข้าใจ ประชาธิปไตยของอาตมาคืออย่างไร โดยพยัญชนะประชาธิปไตยแปลว่า อำนาจ ของประชาชน ถ้าหากประชาชนได้อำนาจ ก็เป็นประชาธิปไตย สรุปง่ายๆ รัฐศาสตร์เขาก็เรียน แต่คำว่าอำนาจนี่แหละสำคัญ หากปุถุชนโลกียะ อำนาจก็คือ อัตตา ผู้ได้อำนาจไป ก็เบ่งขี้แตก เหมือนอเมริกา ว่าฉันเป็นเจ้าแห่งประชาธิปไตย ฉันทำถูกต้อง สูงสุดอย่างนี้ โดยเฉพาะโดนัลด์ ทรัมป์ แกยกเลยว่า ประเทศแกเป็นหนึ่ง The Great อาตมาว่าแกพูดอย่างจริงใจเลย นี่คือเจ้าของอำนาจในโลกปัจจุบันนี้ ใน 200 กว่าประเทศ เขาก็แสดงสิ่งที่เขาถือว่าถูกต้อง แสดงพฤติกรรม ทุกอย่างที่เขาแสดง โดยคนยอมรับว่านี่คือ ประชาธิปไตย น่าสงสารจริงๆ ประชาธิปไตยนั้น มันเป็นความสุภาพ อำนาจคือความถ่อมตน อำนาจคือการไม่เบ่งทับใคร อำนาจคือธรรมาธิปไตย เป็นธรรมะที่ควรรู้ว่า จะติใคร ควรชมใคร ควรข่มใคร ว่าใครด่าใคร อำนาจคือ ความรู้ถูกต้อง อำนาจอันหนึ่งคือโลก อันหนึ่งคืออัตตา คือ โลกาธิปไตย และ อัตตาธิปไตย โลกคือที่รวมกันภายนอก อัตตาคือเอาตัวเองเป็นหลัก ยึดอำนาจให้ได้เหมือนฮิตเลอร์ ก็เป็นอัตตาธิปไตยสมบูรณ์แบบ แล้วก็ใช้อำนาจแบบนั้น หากเข้าใจอำนาจของพระพุทธเจ้าผิด ก็จะสร้างอำนาจให้แก่ตัวเอง ประเทศตัวเอง แล้วเขาก็ได้อำนาจนั้น มันเป็นอัตตาธิปไตย เพราะฉะนั้นขณะนี้เมืองไทย ก็มีประชาธิปไตยแบบไทยๆ จนกระทั่งมี ศัพท์ว่า ประชาธิปไตยไทยนิยม ก็ขอชมเชย คำนี้ตั้งขึ้นมา คิดขึ้นมาเรียกได้สวย คนที่มักวิจารณ์ ก็ทำได้ ในประชาธิปไตยมีสิทธิ์ที่จะวิจารณ์กันได้ ประชาธิปไตยอย่างไทยๆ หรือเรียกว่า ลัทธิประชาธิปไตยไทยนิยม ประชาธิปไตยไทยนิยม คืออย่างไร? เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ตั้งแต่เกิดเป็นประเทศไทยมา จนถึงวันนี้ เป็นพุทธมาตลอด มีประชากรนับถือศาสนาพุทธกว่า 94 เปอร์เซ็นต์ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ก็คือ ประชาธิปไตยแบบพุทธ จะรู้มากน้อยก็ตาม โดยรากเหง้าอนุสัยพุทธที่เป็น Gene DNA ของจิตวิญญาณชาวไทย ตั้งแต่ตั้งประเทศไทยมา จนถึงวันนี้ ก็คือแกน และก็กว้างโตขึ้นมา ไม่ได้ทิ้งแกนหลัก เพราะฉะนั้นจึงเป็นรากเหง้าของพุทธอยู่ มันจะมีกว้าง หลวม เละออกไปนอกบ้าง แต่แกนคือพุทธ ยกตัวอย่างทุกวันนี้ ผู้ที่มีรัฏฐาธิปัตย์สูงสุด แม้จะเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ยังนับถือว่า พระเจ้าแผ่นดินคือในหลวง ถ้าเป็นประชาธิปไตย 2 ขา เป็นผู้ที่มีรัฏฐาธิปัตย์สูงสุด แล้วท่านก็ทรงแสดงอำนาจอธิปไตยของท่าน 70 ปี คนเห็นได้ว่าในหลวงเป็นยอดของประชาธิปไตย เคารพนับถือบูชาท่าน เพราะท่านทำงานเพื่อประชาชน นั่นคือประชาธิปไตย โดยไม่มีเงื่อนไข ข้อแม้ การต่อรองว่า คุณจะต้องให้อะไรฉันคืนมา ในหลวงร.9 นี้ ท่านไม่เลย นั้นคือยอดอำนาจประชาธิปไตย คือไม่ต่อร้อง ไม่เรียกร้องอะไรเลย สุดยอดประชาธิปไตย ท่านทำให้แก่ประชาชนอย่างจริงแท้เลย เมืองไทยยังมีตัวอย่าง ขนาด king ของอังกฤษยังยอมรับเลย แต่สหรัฐอเมริกาจะยอมรับหรือไม่ ก็ช่างศีรษะเขาเถอะ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระจริยวัตรท่านเห็นว่านี่คือประชาธิปไตย นักบริหารนักปกครอง ก็ศึกษาดูศาสตร์พระราชาของท่านได้เลย ถอดบทเรียนออกมาใช้งานให้ได้ อาตมาเกิดมาในชาตินี้ ไม่ได้รับหน้าที่เป็นนักบริหาร แม้จะพยายามทำ ที่จริงอาตมาเป็นนักวิชาการพุทธศาสนา แต่ไม่มีใครยอมรับ ว่าอาตมาเป็นนักวิชาการพุทธศาสนา ไม่ยอมรับ ก็ไม่เป็นไร อาตมามีสิทธิเสรีภาพแสดงเต็มที่ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากอาตมาเสียหาย ก็โดนหนักแล้ว เขาจะจับเข้าคุก จนอาตมาต้องไปตามโลกเขา จนเขาตัดสินว่าผิด เอาอำนาจบาตรใหญ่ในโลกมาเล่นงาน อาตมาก็ยอมให้เขาตัดสิน ไม่ได้ขัดแย้งเลย อาตมาไม่เคยไปขัดแย้งกับรัฐ เขาเข้าใจกันว่า ศาสนาเป็นแบบนั้น อาตมาไม่แย้ง แต่อาตมาพาพวกเราไปประท้วงทางการเมือง เพราะการเมืองของเขา ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่พุทธศาสนา ประชาธิปไตยคือศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธคือประชาธิปไตย สมัยพระพุทธเจ้า เป็นประชาธิปไตย ที่มีอำนาจบารมีสูงสุด พระพุทธเจ้ามีธรรมนูญของท่าน มีธรรมวินัยของท่าน ไปประเทศไหน ตอนนั้นออกไปมากไม่ได้ คมนาคมมีแต่ในประเทศอินเดีย ท่านก็ไปรัฐต่างๆ ผู้ปกครองแคว้น ก็ยอมให้พระพุทธเจ้าหมดเลย นี่คือประชาธิปไตย แม้แต่แคว้นใหญ่อย่างโกศล หรือมคธ ก็ให้หมด เขาจะมาเข้าลัทธิ มาเข้าธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เจ้าแผ่นดินของแต่ละคน บอกว่าเอาไปเลย เอาประชากรไปเลย แสดงว่ายอมรับกฎหมายธรรมนูญของพระพุทธเจ้า นี่แหละคือประชาธิปไตยอันยิ่งใหญ่ ทีนี้ความเห็นทางรัฐศาสตร์ เขามีคอมมิวนิสต์ ก็มีแฝงอำนาจหมู่เป็นหลัก โดยอ้างว่าประชาธิปไตยเพื่อช่วยประชาชน เพื่อให้ผลประโยชน์แก่ประชาชน มาเลี้ยงดูบริหารประชาชน เพื่อประชาชนให้มากที่สุด เนื้อแท้ประชาธิปไตยก็เพื่อประชาชน คอมมิวนิสต์ก็เป็นการทำเพื่อประชาชน แต่คอมมิวนิสต์ไปเป็นหมู่ เลี่ยงคำว่าแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีคนเดียว ซึ่งก็เป็นแบบเดียวกัน เผด็จการเหมือนกัน แต่ประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้านี้ ไม่เผด็จการ แต่ทำเพื่อประชาชนเช่นกัน เพราะลึกๆแล้ว ต้องมีหมู่กลุ่ม ใครหมดตัวตนในศาสนาพุทธ ก็ให้ประชาชนร่วมมือเลี้ยงไว้ โดยไม่ไปบังคับ เป็น อิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ อาตมาพยายามคิดว่ามีกี่ภาพ ที่ระบอบไหน ก็ต้องการ คอมมิวนิสต์ หรือประชาธิปไตยก็ต้องการ แต่จิตของเขาไม่จริงพอ ก็เลยให้อิสระเสรีภาพไม่พอ ภราดรภาพก็ไม่ได้ สันติภาพก็ไม่ได้ สมรรถภาพก็ไม่ได้เพื่อหมู่ บูรณภาพก็ไม่ได้ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตแท้จริง ไม่มี integrate ได้แต่สมรรถนะส่วนตัว หรือหมู่เล็กเท่านั้นเอง ไม่ได้เฉลี่ยไปที่ประชาชนอย่างแท้จริง ชาวอโศก อาตมาเอาทฤษฎีกับพุทธศาสนาให้ศึกษาปฏิบัติ และเอามาประพฤติจริง จนเกิดผล ทุกวันนี้ชาวอโศกมีสมรรถภาพ มี integrate สำเร็จ คุณเข้าใจ Integrity บูรณภาพเท่าไหร่ก็ตาม อาตมาขอถาม พวกชาวอโศกนั้นมี สมรรถภาพ มีความรู้ความสามารถ ที่พึ่งพาตัวเองก็รอด เลี้ยงตัวเองได้ ไม่เบียดเบียนใคร ไม่เป็นภาระสังคม เลี้ยงตัวเองรอด และมีส่วนเกินของสมรรถภาพ มีความรู้ ความสามารถสร้างสรร กินอยู่ใช้อาศัย มีเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์อยู่รอด แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้สำเร็จ จนเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ เผื่อแผ่สะพัดคนอื่นได้อย่างบุญนิยม ไม่สะพัดอย่างทุนนิยม ทุนนิยม สะพัดแก่คนอื่น แล้วแลกเปลี่ยนกลับมา ให้ได้มากกว่าเดิม แต่ ชาวอโศกทำอย่างบุญนิยม สะพัดหรือแลกให้คนอื่น อย่างขาดทุนได้ นี่ก็จบแล้ว แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้สำเร็จ เพราะชาวอโศกนั้นไม่มีใครจนกว่ากัน เพราะจนเท่ากันหมดแล้ว คือทุกคนไม่มีสมบัติส่วนตัว ทำงานเข้าส่วนกลางหมด ซึ่งโลกทั้งโลก ทำไม่ได้ ให้กลุ่มคนของเขาทำงาน เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ถ้ากางพระธรรมวินัย พระพุทธเจ้า ท่านไปไหนๆ ท่านทำได้ เป็นสาธารณโภคี แม้สาธารณโภคีของพระพุทธเจ้าเป็นแบบแท้ แต่ทำได้แต่ในวงสงฆ์ ให้ประชาชนยังทำไม่ได้ เพราะว่าเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่เข้าใจสิทธิมนุษยชน แต่ยุคนี้ไม่มีสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสิทธิมนุษย์ชนเข้าใจกันแล้ว ก็เลยทำได้ จึงประกาศสาธารณโภคีได้ ไปถึงในสังคมฆราวาส และมารวมกันทำ สาธารณโภคีสำเร็จ อาตมาภูมิใจมาก ที่ทำได้ผล มีอิสรเสรีภาพ มาเป็นภราดรภาพ เป็นพี่เป็นน้องกัน เป็นกงสีใหญ่ ทำงานสร้างสรร ใช้สมบัติร่วมกิน ร่วมใช้ในกงสีนี้ สูงกว่ากงสีใดของโลก เขาแบ่งกันในครอบครัว แต่ที่นี่ไม่แบ่งเลย ไม่มีใครมาเอาไปได้ เป็นของส่วนกลางทั้งหมด ทรัพย์สินที่ดินส่วนกลาง แบ่งเอาไปไม่ได้ อย่างกงสีนี้ เป็นอิสระเสรีภาพ ไปอยู่ข้างนอก ไม่ใช่สาธารณโภคี แต่มาอยู่ในหมู่บ้านชุมชนนี้ แต่ถ้าคุณเป็นสมาชิกจร นานๆมาที จรมาน้อย แต่จรไปเยอะ ก็ไม่ว่ากัน เป็นอิสระเส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน