610115_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ป่ากับศาสนาพุทธ_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข2 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

610115_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ป่ากับศาสนาพุทธ

สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันจันทร์ที่ 15 มกราคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก วันคืนก็ผ่านไปรวดเร็ว ปีใหม่สากลเสร็จ ก็จะเป็นวันเด็ก แล้วก็จะเป็นวันครู ก็จะเป็นงานฉลองหนาวต่อ ปลายเดือนนี้ และปลายเดือนกุมภาพันธ์ ก็จะเข้างานพุทธาภิเษกฯ ปีนี้ เราจะจัดที่ปฐมอโศก เป็นปีที่ 2 ในช่วงนี้อากาศเดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน ถ้าใครสุขภาพไม่แข็งแรง ก็จะเจ็บป่วยได้ง่าย วันนี้ที่ราชธานีอโศก ก็มีการประชุมกลุ่มกสิกรรม เราต้องเตรียมตัว ที่จะปรับภูมิทัศน์ ให้เข้างานตลาดอาริยะ เดือนเมษายน ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบ หน้าอาคารบวร ก็จะเตรียมปลูกทานตะวัน ตอนฤดูหนาวก็เขียว ฤดูร้อนก็จะเหลืองอร่าม การปลูกทานตะวัน ต้องมีระยะเวลา 59 วัน เป็นสัญญาณบอกว่า พวกเราจะกินกะหล่ำปลีกัน บร็อคโคลี่ด้วย เป็นผักฤดูหนาว เพื่อให้ทานตะวัน มีพื้นที่เจริญ มีการปรับพื้นที่ริมมูล จะมีการปลูกแตงหลายชนิด ทำให้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร ที่พ่อครูบอกว่า การปฏิบัติธรรมที่ลงตัว จะมีอาหารสัปปายะ บุคคลสัปปายะ สถานที่สัปปายะ ธรรมะสัปปายะ เป็นคำของพระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ สถานที่เราจะทำให้เป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า พระอรหันต์อยู่ที่ใด ย่อมทำให้สถานที่นั้น เป็นที่รื่นรมย์ พระอรหันต์จะไม่มีจิตไปทำร้าย แม้แต่อุตุ พีชะ จิตก็ยิ่งระวังมาก ที่บ้านราชฯ แม้อินทรีย์วัตถุ ก็มีมากมาย อยู่ในน้ำ ก็มีผักน้ำ บนบกก็มีเยอะ ด้วยความที่เรามีต้นไม้ แค่กวาดใบไม้มากอง ผักก็งามได้ เป็นสิ่งแวดล้อมดี ที่สำคัญคือ มีธรรมะดี ทำให้คนดำเนินชีวิตได้อย่าง มีประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ตอนที่เราเกิดเรื่องกับศาสนากระแสหลัก มีคนบอกว่า เขาไม่รู้หรอกว่า ธรรมะอันไหนดี หรือไม่ดี ถูกหรือผิด แต่เขาเชื่อว่า คนที่รักสิ่งแวดล

อ่านต่อ

้อม รักษาธรรมชาติ น่าจะเป็นคนที่มีจิตใจดีงาม เพราะจิตใจที่ดี จะทำให้สิ่งแวดล้อมดี อาหารดี บุคคลก็ดี จิตใจจะดีได้ ต้องมีธรรมะที่สัมมาทิฏฐิ จึงจะทำให้จิตใจดีได้ อย่างยั่งยืนถาวร

พ่อครูว่า... ตอนนี้เราก็จะอ่าน sms ก่อน SMS วันที่ 14 มกราคม 2561 _9919... ขอเชียร์นายกตู่อยู่ให้ครบ 3 สมัยเลยค่า ทำเพื่อประชาชน และปราบคอร์รัปชั่นให้สิ้นซาก _0207... พ่อท่าน ช่วยพูดถึงนาฬิกาอื้อฉาวหน่อย ประวิตรคอร์รัปชั่นนาฬิกาหรู ประยุทธก็ช่วยเหลือกัน พวกเขาเป็นคนไม่ดี ประยุทธ์จ้าวเล่ห์ ทำเพื่อตัวเอง และพวกพ้อง และเสพติดอำนาจ พ่อครูว่า... อาตมาว่า คุณประวิตรน่าจะพักผ่อนจากการทำงานได้แล้ว แก่เกินแกงแล้ว ทั้งตัวเอง และสิ่งแวดล้อม สร้างอำนาจให้แก่ตัวเองไว้ ทางทหารเขามี Seniority ไว้ ก็ยาก แต่ว่าควรต้องหยุดแล้ว เรื่องนาฬิกา จะคอร์รัปชั่นหรือไม่ เราไม่รู้ไม่มีรายละเอียด แต่จะเห็นได้ชัด ว่าเขาหลงใหลนาฬิกา ประสาร มฤคพิทักษ์ บอกว่า มันจะมีนาฬิกาคนละทำไม 20 30 เรือน พูดทางสื่อ social media จนต้องบ่นออกมาว่า มันอะไรกันนักหนา เป็นนิสัยส่วนตัว เป็นคนคลั่งไคล้ หลงใหลส่วนตัว ที่จริงมันก็แก้ยาก มันเป็นกิเลส ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะมาเป็นผู้บริหารประเทศ ทำให้ประเทศมีปม แสดงความหรูหรา รวย โดยเฉพาะผู้บริหาร จะถูกเพ่งเล็ง เป็นเรื่องที่สื่อให้เห็นว่า รวยอะไรกันนักกันหนา เอามันออกมาโชว์ทำไม ไม่ใช่สิ่งที่น่าจะโชว์ แต่เอาเถอะ ขอให้อาตมาพูดถึงเรื่องนี้ ก็ขอพูดเท่านี้แหละ เพราะว่าทุกคนก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ควรจะมีสำนึก นอกจากการทำประชด เป็นมานะ อัตตา ก็เป็นเช่นนั้น _ Wiphop Ketmunin... ผมมีข้อสงสัยปมในใจว่า อาริยบุคคลมีความเห็น และท่าทีต่อเรื่องทางโลก เช่นเรื่องการเมือง ผิดพลาดได้หรือไม่ และผมในฐานะที่เป็นผู้มีความเคารพ ศรัทธา ยึดเอาท่านเหล่านั้นเป็นสรณะ แต่ไม่เห็นด้วยต่อเรื่องนี้ ควรมีท่าทีควรวางใจเช่นไร (ในการถามเช่นนี้ ผมได้พยายามตรวจใจตัวเอง ไม่ให้ใช้ความรู้สึกชอบชัง เพื่อบำเรอตนเป็นที่ตั้ง แต่อยากได้รับคำชี้แนะครับ) พ่อครูว่า... คนนี้ใช้คำว่า อาริยะ ด้วย ซึ่งเป็นคำที่อาตมาใช้ แทนคำว่าอริยะ กับอารยะ คำว่า อารยะ เขาแปลว่า เจริญ แต่เป็นทางวัตถุ แต่ อริยะ ก็เข้าใจเป็นเจริญแบบฤาษีดาบส ไม่ใช่ผู้เจริญแบบพุทธ อาตมาก็เลยไม่ใช้ทั้งสองคำ ทั้งอารยะและอริยะ อาตมาใช้คำว่าอาริยะ เอาทั้งสองคำบวกกันเลย คุณคนนี้เขียนมาว่า อาริยบุคคล ที่จริง สองคำนี้สมาสกันแล้ว ไม่ต้องมีสระอะ ตอบคำถามนี้ว่า ได้ ผิดพลาดได้ อย่างอาตมาแสดงความเห็นทางการเมือง ผิดพลาดได้ อาตมาไม่ได้ถือดีว่า แสดงออกไป ไม่ผิดพลาดเลย แต่แสดงออกผิดพลาดได้ จะวางใจได้อย่างไร ก็จะเป็นประเด็นรายละเอียด ที่ท้วงมา ไม่เห็นด้วย ก็ต่างความเห็นของอาตมา ก็ขออภัยที่ไม่เห็นด้วย บังคับกันไม่ได้หรอก แต่อาตมาเห็นว่า ควรทำ ก็ต้องทำ ขออนุญาตก็แล้วกัน จะฟังไปตามประสา หรือไม่ฟังก็ได้ คุณมีสิทธิ์ แต่อาตมาก็ขอแสดง ก็เห็นควรอย่างนี้ แต่คุณไม่เห็นด้วย ก็แน่นอน มันก็เป็นความเห็นของสิทธิส่วนบุคคล เท่านั้นเอง ประกอบกันไป อาตมาก็ขอใช้สิทธิส่วนบุคคลของอาตมา ก็แล้วกัน

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ความสำคัญของอุเบกขากับปุญญาภิสังขาร _หากมีเวลาพอขอความกรุณาขยายความ คำว่า อุเบกขา กับ ปุญญาภิสังขาร พ่อครูว่า... มันจะยาวนะ คำสองคำนี้เป็นคำที่เป็น key word ของศาสนาอย่างสำคัญ อุเบกขา เป็นภาษาที่บ่งบอกถึง ฐานนิพพาน ถ้าผู้ใดปฏิบัติธรรม ให้จิตเป็นอุเบกขา และเป็นอุเบกขา แบบเนกขัมมะ เนกขัมสิตอุเบกขา ประพฤติทำให้จิตใจเป็นแบบนั้นได้ นั่นคือการสั่งสมจิตของนิพพาน ทำจิตใจตัวเองให้เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา แต่โดยปกติ คนก็มีอุเบกขาได้ แต่เป็น เคหสิตอุเบกขา หรือพวกมิจฉาทิฏฐิ ไปนั่งสมาธิหลับตา ก็เป็นอุเบกขาแบบมิจฉาทิฐิ ไม่ใช่เนกขัมมสิตอุเบกขา เป็นเพียงการสร้างสมาธิแบบเดียรถีย์ ไม่ใช่สร้างสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า สัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เกิดจากการนั่งหลับตาสะกดจิต แต่เกิดจากการปฏิบัติ มรรค 7 องค์ พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 252 เป็นข้อที่พระพุทธเจ้าไขความชัดเจนว่า สัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้านั้น เป็นอย่างไร แต่คนไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่ ก็เลยไม่ค่อยเอาอันนี้มาพูด [253] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ ในองค์ 7 นี้บอกเลยว่า ปฏิบัติในขณะทำอาชีพ มีกัมมันตะ ประกอบสมาธิ ด้วยการพูดอยู่ การกระทำ การทำอาชีพ การนั่งหลับตาทำสมาธิ เป็นเรื่องที่ผิด อาตมาพูดมานานแล้ว ว่าโยนทิ้งได้เลย พระพุทธเจ้าว่าปฏิบัติแบบนั้นได้ เพียง ทิฎฐิ 62 ประการ มีแต่อดีตกับอนาคต ไม่มีปัจจุบัน ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาปัจจุบัน จึงจะครบพร้อมทั้ง สมมติสัจจะ ปรมัตถ์สัจจะ จึงจะถูกต้อง สร้างจิตได้ เป็นนิพพาน ถ้าไปห่วงงมกับ อดีต 18 อนาคต 44 ก็ไม่ได้นิพพาน ถ้าหากเข้าใจสัมมาสมาธิไม่ได้ ก็จะไปหลงนั่งหลับตาสมาธิ อาตมารู้ว่าแก้ยาก แต่มันก็ต้องแก้ เพราะมันผิด ไม่มีทางหลีกเลี่ยง ต้องพูดไปจนกว่าจะตาย ไปเกิดใหม่อีกก็จะพูดอีก จากนั้นท่านก็อธิบายในมรรคทั้ง 7 องค์ ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ ไปตามลำดับ ให้เป็นบุญ คำว่า ปุญญาภิสังขาร เป็นการสังขารอย่างมีความรู้ เรียกว่า อภิสังขาร หากสังขารอย่างไม่มีวิชชา เป็นสามัญ เรียกว่า สังขาร พาให้เกิดภพชาติ ชรา มรณะ โศก โทมนัส ทุกข์ อุปายาสะ ถ้าหากมีปัญญา ก็จะเป็นสังขาร ที่เรียกว่า อภิสังขาร ต้องรู้จักคำว่า บุญ คืออะไร บุญเป็นโลกุตระถ่ายเดียว บุญ ไม่ใช่แค่ กุศล กุศล ยังมีกุศล อกุศล แต่บุญนี้เป็นพลังงานพิเศษ ที่ปรุงแต่งมากำจัดกิเลสได้ เป็น ปุญญาภิสังขาร ผู้ทำปุญญาภิสังขารได้ ผู้นั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติจนกิเลสหมด บาปหมดอกุศล หมดจากจิต ก็จบกิจ เป็น อปุญญาภิสังขาร คือบุญก็ไม่มีแล้ว บุญที่เป็นเครื่องมือกำจัดกิเลส ก็ไม่ต้องใช้แล้ว เลิกจบหมด ก็เป็น ปุญญปาปปริกขีโณ พระอรหันต์ เป็นคนที่หมดบุญ หมดบาป ปุญญปาปปริกขีโณ เป็นคนสิ้นบุญ สิ้นบาป สมบูรณ์หมด คำเหล่านี้ บ่งบอกสภาวธรรม คนที่ถึงขั้นอปุญญาภิสังขาร จะปรุงอย่างไร ก็ไม่เกิดกิเลส ไม่เป็นบาป พระอรหันต์ คือคนไม่มีบุญ ไม่มีบาปแล้ว สิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจกันยาก ถ้าเข้าใจสภาวะนี้ไม่ได้ คนจึงไปแปล อปุญญาภิสังขาร ว่าไม่เป็นบุญ เพราะฉะนั้นจึงเป็นบาป เป็นการแปลแบบพยัญชนะสื่อพยัญชนะ ไม่เป็นสภาวะ ก็เลยผิด ที่จริงแล้ว อปุญญาภิสังขาร แปลว่าไม่มีบุญอีกแล้ว จากนั้นก็เป็น อเนญชาภิสังขาร ความรู้ ความจริง ความหมาย ที่สำคัญอย่างนี้ จึงไม่ใช่เรื่องพูดเล่น เดาไม่ได้ ผู้ไม่มีภูมิ ไม่รู้ได้ การจะกำจัดกิเลสได้ เป็นฌานวิสัย ไม่ใช่เรื่องสามัญ ผู้ไม่เข้าใจฌานวิสัยไม่ถูกก็ปฏิบัติฌานแบบพระพุทธเจ้าไม่ได้ จะไปปฏิบัติฌานแบบได้โลกียะเท่านั้น

อุเบกขา คือผลของจิต จิตที่ได้ปฏิบัติธรรม บริสุทธิ์ อุเบกขา มีองค์คุณ 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ในพระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 690 จิตจะมีความบริสุทธิ์ และบริสุทธิ์แข็งแรง ปริโยทาตา บริสุทธิ์อยู่เสมอ จะมีการกระทบ กระแทก กระเทือน สัมพันธ์อยู่กับสิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดกิเลส ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็ไม่เกิดกิเลส จิตใจก็คงที่ ขาวผ่องผุดผ่อง ประภัสสรอยู่ ขาวรอบ แข็งแรง แม้ว่าจะมีผัสสะกระแทกกระทุ้งอย่างไร ก็แข็งแรงอยู่ มุทุ แปลคุณสมบัติของจิต มุทุแปลว่าอ่อน แต่คุณสมบัติเรียก จิตมุทุธาตุ คือ จิตแคล่วคล่อง จิตเป็นฌานวิมุติ ยิ่งคล่องแคล่ว เร็วไว ปรับง่าย ในเชิงปัญญา ก็รู้ได้เร็วไว ในเชิงเจโต ก็ดัด ปรับได้เร็ว แข็งแรงทำได้ไว ทั้งเจโต และปัญญา คือมุทุธาตุ กัมมัญญา เมื่อมีคุณสมบัติ 3 อย่างนี้ ทำกรรม การงานอะไร จึงประกอบกันด้วย อัญญา อัญญา คือ ปัญญา โลกุตระ ปัญญา คือโลกุตระ ถ้าเฉกา หรือเฉกะ คือความฉลาดโลกีย์ บาลีมีกำกับชัด แต่เวลาใช้ ไม่เอามาใช้ ก็เลยเอาปัญญาไปเรียกโลกีย์ จนปัญญาเป็นคำปนเปกับเฉโก แยกไม่ออกว่า แล้วความฉลาดนี้ เป็นโลกียะ หรือโลกุตระ ทั้งที่บาลีแยกไว้ชัดว่า ปัญญานั้นหมายถึง ปัญญาโลกุตระ อย่างเดียว แต่คนใช้ปนเปกันมา ตั้งแต่สมัยก่อน จนมาถึงสมัยนี้ ตอนนี้พจนานุกรม ก็มีแต่รากศัพท์ เฉโก หรือเฉกะ เป็นความฉลาดโลกีย์ แต่ไม่มีใครมาใช้เรียกความฉลาดของคน ทั้งๆที่ปุถุชน มีแต่ความฉลาดเฉโกทั้งนั้น แต่ความฉลาดทางปัญญา จะสามารถกำจัดกิเลสได้ อย่างมีประสิทธิภาพ มีปัญญาที่มีฤทธิ์ อำนาจ ทำให้กิเลสลดละ จางคลาย หรือดับไปได้ จึงเรียกว่า กัมมัญญา ทำกรรมใดๆ ก็มีปัญญาควบคุม กรรมนั้นย่อมไม่เป็นกิเลส กัมมัญญา ท่านก็แปลความหมายง่ายๆว่า การงานอันเหมาะควร ปภัสสรา อย่างไรๆ สุดท้ายก็ผ่องแผ้ว สะอาดสะอ้าน อยู่ตลอดกาลนาน นี่คือ เนกขัมมะสิตอุเบกขา แต่ถ้าเคหสิตอุเบกขา ก็เป็นความรู้สึก และอารมณ์ อุเบกขาเวทนาแบบโลกๆ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า จะมีญาณปัญญา แยกจิตของตัวเองออก ว่านี่มันเกิดอาการของเคหสิตะ ทำกิเลสออกด้วยตัวเนกขัมมะ ทำจนกระทั่งกิเลสหมด ใน status quo ในขณะปัจจุบัน ธรรมใดๆ ธรรมะนั้นที่ทำให้กิเลสออกได้ อันนั้นเป็นอุเบกขา เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา เป็นอุเบกขาถึงขั้น ทำกิเลสออกได้ เป็นแบบ ขุททกะ หรือ ขณิกะ ในปัจจุบันนั้น เป็นแต่ละครั้ง เรียกว่า ขุททกะ หรือ ทำออกได้ในปัจจุบัน นั้นเรียกว่า ขณิกะ กาละนั้น status quo ทำกิเลสออกจากจิตได้ อุเบกขาจึงเป็นฐานนิพพาน ทำได้อย่างนี้เสมอ กิเลสของคุณก็ถูกกำจัดออก เป็นอุเบกขา สุดท้ายก็เป็น อุเบกขาถาวร อุเบกขาสมบูรณ์ โดยที่มีจิตว่างจากกิเลส ถาวร สมบูรณ์ อยู่กับโลกเขาอย่างกระทบสัมผัส สัมพันธ์ โลกียะทุกอย่าง จิตก็อุเบกขาตลอดกาล อุเบกขาจึงแทนนิพพานได้ จิตอุเบกขาคือจิตนิพพาน

สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน ป่ากับศาสนาพุทธ 2 ต่อมา อาตมากำลังอธิบายถึง เรื่องที่เข้าใจผิดกันในศาสนาพุทธมากเลย คือ เรื่องของ ภาษาสองคำ ภาษาไทยๆง่ายๆ คือคำว่า ดง กับคำว่า เดิน โดยเข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้านั้นคำว่า ธุตังคะ ภาษาบาลี คือองค์แห่ง ธุตะ แล้วก็ไปเข้าใจตีความหมายคำว่า ธุตังคะ หมายถึง ออกดง ออกป่า หรือแปลว่าธุดงค์ คือการเดิน ซึ่งไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ศาสนาพุทธไม่ได้วุ่นวายกับออกดง ออกป่า หรือการเดิน แต่ในอินเดีย เดินมาก ภิกษุสมัยพระพุทธเจ้าออกบวชแล้ว ก็เดินตลอด เดินไป เดินมา ยิ่งยุคพระพุทธเจ้า ไม่มีรถราอะไรมากมาย จึงได้แต่เดินไป เดินมา ไม่ได้ออกป่า แต่เป็นความจำนน ที่ต้องเดินเท่านั้นเอง เดินเหยียบนา เหยียบข้าว ไม่ใช่ป่า จนกระทั่งชาวบ้านเดือดร้อนว่า พระของสมณโคดมเดินไปเหยียบข้าว ให้หยุดเสียบ้าง พระพุทธเจ้าจึงออกกฎระเบียบว่า ใน เข้าพรรษา ให้หยุดเดิน หน้าของการทำนา ฤดูฝน ก็แสดงว่า เดินในเมือง ในนา ที่ไม่ใช่ป่า เดินเหยียบนา เหยียบข้าว ก็ประชาชนเดือดร้อน พระพุทธเจ้าจึงออกกฎระเบียบ ให้หยุดเดินออกไป ในหน้าฝน จึงเรียกว่าจำพรรษา ให้อยู่กับที่ ก็เป็นอย่างนี้ มีหลักฐานต่างๆในพระธรรมวินัย ยืนยันชัดเจน ว่ามันไม่ใช่เรื่องลึกลับ ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไร ทีนี้ ไปเข้าใจผิดว่า เดินเป็นเรื่องสำคัญมากของศาสนาพุทธ เป็นเรื่องไม่จริง อยู่กับที่ได้ เดินก็ต้องเดิน ไม่ก็ขึ้นพาหนะ ไม่เห็นเป็นอะไร ไม่ใช้พาหนะเทียมกับสัตว์ ก็ไม่เบียดเบียนสัตว์ ใช้กลไกของเครื่องยนต์ อุตุนิยาม จะขึ้นเครื่องบิน รถยนต์ จะขึ้นเรือ อะไรก็ได้ เป็นพาหนะสบาย เพราะฉะนั้น ก็อธิบาย หรือว่าค้านแย้ง ให้เห็นว่า เรื่องเข้าใจผิดว่า นักบวชของศาสนาพุทธนั้น เมื่อบวชแล้ว ก็ต้องออกธุดงค์ บวชแล้วต้อง เดินธุดงค์ จึงจะถือว่าเป็นพระปฏิบัติ เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง ก็ขอยืนยันว่า มันเป็นอวิชชา แปลเป็นไทยว่า โง่ เป็นความเข้าใจผิดอย่างโง่ เป็นอวิชชา เพราะฉะนั้น คุณจะปฏิบัติ ตามพระธรรมวินัย ถึงเวลาเดิน ก็เดิน ถึงเวลาไป ก็ไป ถึงเวลามา ก็มา ยิ่งทุกวันนี้ ศาสนาพุทธในเมืองไทย ถ้าพระภิกษุ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ก็ผิดกฎของสงฆ์ในเมืองไทย ซึ่งจริงๆแล้ว ภิกษุในศาสนาพุทธ เป็นผู้ที่ทิ้งบ้านช่อง เรือนชาน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เพราะฉะนั้น ก็นอนรุกขมูล โคนไม้ ตามแต่จะไปได้ ไม่ไปบุกรุก เรือนที่มีเจ้าของ เรือนที่ไม่มีเจ้าของ ก็พักได้ เป็นเรือนว่างเลย ก็อาศัยเรือนว่างไป ปฏิบัติธรรมได้ จะเดิน ก็เดิน จะไปจะมานอนใต้ต้นไม้ นอนกลางแจ้งอะไรก็ได้ ลอมฟาง สมัยโบราณ ก็มีนาไร่ มีสวน มีป่าเยอะ สมัยนี้ จะมานอนข้างป่าคอนกรีต ข้างถนน ข้างตึกคอนกรีต ก็ดูกระไร ก็นอนให้เหมาะสมหน่อย แต่เดี๋ยวนี้ ไปเดินบนดอกไม้ข้างถนน เดินเต๊ะท่าชะมัดเลย เห็นแล้วมันน่าสงสาร ทำอะไรอย่างไม่เดียงสาเลย ไม่มีความรู้เรื่องศาสนาพุทธเลย เป็นวิภูสนัฏฐานา ประดับตกแต่ง เดินธุดงค์ทำก้าวย่างสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นรูปเป็นร่าง เป็นนักประดิษฐ์ ดูแล้วขออภัยเถอะ มันน่าเวทนา ที่จะต้องใช้ภาษา ที่เป็นสมมติของคนว่า ทุเรศ มันน่าเวทนา สงสาร ถึงขั้นต้องใช้ภาษาว่า ทุเรศ เป็นความไม่เข้าใจ แต่จริงๆอารมณ์ของอาตมาว่า สงสาร หรือเวทนา แต่ต้องใช้ภาษาว่า ทุเรศ คือไม่น่าจะทำอย่างยิ่ง ไม่ได้พูดหยาบ แต่อธิบายสัจธรรมนะ ใช้ภาษาสื่อสภาวะ ที่ต่ำ ที่สูง แต่สภาวะที่เขาทำ มันต่ำเหลือเกิน ภาษามันไม่พอ จึงจำเป็นต้องใช้ภาษาทางโลก ให้ชัดๆ ว่ามันน่าทุเรศ น่าทุเรศทุรังการจริงๆ เขาไม่เข้าใจ ประสีประสา ในเรื่องศาสนาพุทธเลย กลายเป็นศาสนาปรุงแต่ง ประดับประดา แม้แต่ศาสนา ลัทธิ ที่เขามีมาในโลก ยังไม่เคยมีใครทำได้เท่านี้ ปรุงแต่งได้บ้าบอคอแตกขนาดนี้ อย่างที่ธัมมชโยทำ ขออภัย ที่เหมือนมองเขาไปในทางร้าย แต่ต้องขยายความสภาวธรรม ที่หนักหนาสาหัส ของความเป็นสภาวะธรรมนั้นๆ ไม่ได้เกลียดชัง แต่สงสาร เวทนา ในความไม่รู้ ในความโง่

ธุดงค์ คือ ความเคร่งของศีล เคร่งแล้วปฏิบัติได้แล้ว มันไม่เคร่ง มันก็สบาย ศีลที่เคร่ง ปฏิบัติได้เป็นปกติ สามัญ ผู้ที่บรรลุ ธุดงค์ หรือธุตังคะแล้ว ใครเห็นก็จะบอกว่าเคร่ง แต่ท่านก็สบายๆ ที่ธัมมชโยทำ เป็นการสร้างภาพตัวยง คนหลงงมงาย ติดเอาโลกีย์เยิ้มมาหลอก คนหลงโลกีย์ ก็คลั่งไคล้ จนถอดถอนไม่ได้ น่าสงสาร นี่คือตัวอย่างของความเสื่อมหนักของศาสนา เป็นการตีลังกากลับ เอาความสวย มากลบเกลื่อนความน่าทุเรศ สวยพริ้ง คือการปรุงแต่ง ทุเรศ อภิมหาทุเรศ แล้วหลงผิดว่า เป็นสิ่งที่เลอเลิศประเสริฐหรู ที่เขาหลงใหล คลั่งไคล้ แม้แต่ตัวเจ้าลัทธิเอง คือธัมมชโย กับลูกศิษย์ ลูกหา ทั้งหลาย มันก็เลยเป็น ภาระหนักของศาสนาพุทธ ในสังคมประเทศชาติยุคนี้ เป็นความเลวจัด ของกลุ่ม ในศาสนาพุทธ ในยุคนี้ คำว่าธุดงค์ ไม่ได้แปลว่า ออกป่า หรือไปเดิน แปลแบบสองอย่างนี้ เป็นการแปลที่ผิด แล้วธัมมชโย เอามาปรุงแต่ง เต๊ะท่าเดินบนถนนยาวๆ ขวางทางจราจร เพื่อสร้างเท่ห์ให้แก่ตัวเอง เอาอำนาจของคนหมู่มาก มาทำ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงาน เขาไม่กล้าทำอะไร เจ้าหน้าที่ก็ไม่มีความรู้ เรื่องศาสนา ว่ามันเป็นเรื่องนอกรีตศาสนา จับได้เลย ปิดถนนบิณฑบาตหมื่นองค์ แต่เชื่อเถอะ โกหกโลก ไม่ถึงหมื่นหรอก แสนรูป ล้านรูป อันนี้ ทั้งนั้นไม่ถึงทั้งนั้น แต่ขู่ด้วยตัวเลข โกหก หลอกลวงโลก นี่คือการกระทำของ วัดธรรมกาย ธัมมชโย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องปราบให้สิ้นเสี้ยนหนาม วันนี้เลย จริงๆ ล้มและปิดวัดพระธรรมกายเลย จึงจะถูกต้อง อย่าให้เหลือซาก ที่บอกว่าเป็นพระ เพราะพระเหล่านั้น คือพระโง่ อยู่ในวัดธรรมกาย คือพระอวิชชาทั้งนั้น จะไปบวช ก็บวชวัดอื่น อย่ามางมงายอยู่กับเรื่องนรกอเวจีนี่เลย นี่มันหลุมนรกอเวจี ที่มันหลอกลวง เป็นวิมาน สวรรค์ วิมานฟ้าอะไร เขาปรุงแต่งเป็นวิมาน สวรรค์ชั้นฟ้า หรูหราสวยงาม อะไรของเขาไม่รู้ ชูเชิด แล้วบอกว่าที่นี่มีเปรียญ 9 มากที่สุด มี Doctor มีนักรู้ งดงาม เสื้อผ้าหรูหรา ไม่มีผ้าบังสุกุลเลย ผ้าเก่า ผ้าหมอง ไม่มีเลย จะบอกว่าฟ้ากับเหว ก็ยังไม่เท่า ห่างกันขนาดคนละ Galaxy เลย ไม่รู้กี่ล้านปีแสง สู่แดนธรรมว่า... แม้คำว่าเดินจงกรม ก็แปลผิด พ่อครูว่า... ใช่ จงกรมแปลว่าการเดิน ไม่ใช่เดินแบบที่ทำกัน แต่เป็นการเดินธรรมดา อย่างศึกษา ที่ต้องดูว่า มีกิเลสเข้าไปร่วมปรุงแต่ง หรือไม่ แต่ถ้าเดินแล้ว ทำให้เกิดกิเลสเพิ่มขึ้น ให้คนหลงยกย่อง ชมเชย มีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นโลกธรรม เดินให้สวยงดงามเลย ทั้งนั้นเลย เป็น มัณฑนายะ ทั้งนั้น ตกแต่ง ยกย่องให้เป็น วิภูสนัฏฐานา สวยงาม มันโลกีย์ล้านเปอร์เซ็นต์ จากการปรุงแต่งที่มิจฉาทิฏฐิ ศาสนาพุทธมีคำว่า ดงและเดิน ซึ่งออกนอกเขตศาสนาพุทธมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นมิจฉาทิฏฐิในการออกป่าดง หรือความเข้าใจผิด คำว่าธุดงค์ แปลว่าการเดิน การออกป่า ออกดง ผิดไปไกลเลย ซึ่งมันไม่มีในศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่ออกป่า ออกดง แม้แต่ผู้ที่จะปฏิบัติ เชิงไปอยู่ในป่าบ้าง ท่านก็มีกำหนดว่า อย่าห่างจากหมู่บ้าน ไม่เกิน 2 กิโลเมตร หรืออย่างไร ท่านมีพระวินัยกำกับ ไม่อย่างนั้น ก็จะเข้าใจผิด กลายเป็นออกป่าเขาถ้ำ ไปสู้กับเสือ สิงห์ เอามาเล่ากันอีกต่อไป ว่าไปลูบหัวเสือมาแล้ว เป็นความน่าสงสารมาก เป็นความไม่เดียงสา สมัยนี้ เดินก็เดินไปกิจธุระ ถ้าไม่มีกิจ จะเดิน จะไปเดินทำไม เถรสมาคมต้องออกกฎระเบียบ ให้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ใช่ไปให้เที่ยววุ่นวาย เดินไป เดินไปเหยียบข้าวนั้น มันสมัยพระพุทธเจ้า ก็เดินไปชนรถราเขาทั้งหมด เพราะคุณเหนียว คุณเป็นพระเก่ง ธุดงค์กรรมฐาน มีคาถา ชนรถราเขาพังหมด พูดประชดแดกดันไป ก็บอก ก็ว่าอยู่กันพอควร อาตมาเคยพาพวกเราเดิน จากนครปฐมไปโคราช ค่ำไหนก็นอนนั่น โอ้โห ใช้เวลาเป็นเดือน ขากลับไปถึง ยังจำได้ ก่อนเข้าแดนอโศก ฝนมันมา โอ้โห ยังนึกถึง สิกขมาตุสดใส ร้องไห้เลย ทั้งฝนทั้งลม

พระไตรปิฎกเล่ม 8 ข้อ 1191 ธุดงควรรคที่ 6 ถืออยู่ป่าเป็นต้น [1191] อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่านี้มี 5 จำพวก 5 จำพวก อะไรบ้าง? คือ: 1. เพราะเป็น ผู้เขลา งมงาย จึงถืออยู่ป่า 2. เป็น ผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ จึงถืออยู่ป่า 3. เพราะ วิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถืออยู่ป่า 4. เพราะ เข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า สรรเสริญ จึงถืออยู่ป่า 5. เพราะ อาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัย ความเป็นแห่งการอยู่ป่า มีประโยชน์ ด้วย ความปฏิบัติงาม นี้ จึงถืออยู่ป่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามี 5 จำพวก นี้แล พ่อครูว่า… ใน 5 ข้อนี้ มีแต่ข้อ 5 เท่านั้น ที่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง นอกนั้นผิดหมด แต่แม้แต่ข้อ 5 ความเงียบสงัด ความสันโดษ ขัดเกลา มักน้อย ไม่จำเป็นต้องอยู่ในป่า เพราะว่า ป่า ตัวมันเอง ก็ไม่มีการปรุงแต่งโลกียะอะไรมาก มันเป็นธรรมชาติ มันขัดเกลาตัวมันเองอยู่แล้ว เป็นความเงียบสงัด จากความเป็นโลกียะ ด้วยความเป็นกิเลส คำว่าเงียบสงัด ไม่ได้หมายถึงว่า ไม่มีเสียง ไม่มีอะไร มันก็ใช่ ไม่มีเสียงโลกีย์ ไม่มีเสียงรถยนต์ ผู้คนโวยวาย เถียงกัน ในเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ จนจะต้องอุดหู ก็อาศัยตรงนี้ เหลือเศษเนื้อข้างเขียง เป็นสูตรที่ถูกต้อง แต่ที่จริงแล้ว ความสันโดษ ขัดเกลา มักน้อย เงียบสงัด เป็นความยิ่งใหญ่ ที่ต้องปฏิบัติ ว่าคุณต้องเป็นคนมักน้อย ท่ามกลางความมาก ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขมาก แต่คุณต้องมักน้อยได้ ต้องเป็นคนสันโดษ พอ แม้จะมีเยอะ คุณก็ต้องหยุดได้ พอได้ ต้องสามารถขัดเกลากิเลสของคุณ คุณลดกิเลสลงหมด เงียบหยุด คำว่าสงัด หรือหมด ไม่ได้หมายความว่า ต้องเงียบๆ นิ่งๆ ออกป่า แต่นิ่งในใจ อย่างนั้นพาซื่อ โง่ๆ เงียบสงัด หรือหยุด คือ จิตเงียบ อกุศลจิตไม่มี มีแต่ความแคล่วคล่อง ว่องไว ของเวทนา สัญญา สังขาร เป็นกายปาคุญญตา กายกัมมัญญตา อยู่กับโลกอย่างคล่องแคล่ว แข็งแรง ไม่ใช่อยู่กับโลกอย่างทื่อ ไม่มีอะไรกะดุกกะดิก เรื่องหยาบๆ จนละเอียด เลยอธิบายยาก มันหยาบมาก จนละเอียดมาก อธิบายไป ก็ยากเข้าใจกัน ผู้เข้าใจได้ ก็ดี ในห้าข้อแรกนี้ สามข้อแรก ซวยหนัก 1.โง่เขลา 2.ลามก 3.บ้า 4.ไปเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าและสาวกพระพุทธเจ้าสรรเสริญการอยู่ป่า แท้จริงแล้ว ท่านไม่ได้สรรเสริญ แต่ท่านดูถูกการออกป่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ดี ไม่ได้ว่าคนอย่างโพธิรักษ์ จะชั่วอย่างไร ก็ไม่ก่นด่า แต่อาตมาต้องจำนน ที่ต้องทำ ต้องชี้ให้ชัด เพราะมันไม่รู้ ขนาดพูดชัดขนาดนี้ ยังไม่กระเตื้องเลย ยังบอกว่า ตนเองหลงผิด ก็หลงไป ฉันก็จะออกป่า ฉันก็จะเดินธุดงค์ จะทำไม พระพุทธเจ้าก็สอน กายคตาสติ จะเดิน ก็เดิน จะก้าว จะยืน จะนั่ง จะนอน ให้ดูว่ามีกิเลสซ้อนในนั้นหรือไม่ แต่นี่ ที่ไปเดิน อย่างมีกิเลสเต็มรูปเลย เดินอย่างประดับตกแต่ง เหมือนธรรมกาย ไปเดินข้างถนนอย่างนั้น แล้วตกแต่งถนนเขาด้วยนะ สมณะเดินดินว่า... เดี๋ยวนี้ แม้แต่พระเขมรก็ยังรู้ว่า ออกไปแต่งตัว แล้วไปเดินในถนนอย่างนั้น จะได้เงิน เพราะเป็นพระธุดงค์ และคนจะถวายเงินทอง พ่อครูว่า... เป็นความหลงโง่งมงาย ก็หลอกคนโง่ได้ โง่เขลา งมงาย มีความปรารถนาลามก และถูกครอบงำด้วยความปรารถนาลามกนี้ ทั้งวิกลจริต จิตฟุ้งซ่าน และหรือข้อ 4. เข้าใจผิดว่า พระพุทธเจ้า หรือสาวกพระพุทธเจ้า สรรเสริญการอยู่ป่า ท่านสรรเสริญที่ไหน ต้องทำความเข้าใจคำสอนพระพุทธเจ้าให้ดี แต่พระพุทธเจ้า ท่านไม่เป็นคนไปเบ่งข่ม ขนาดพระพุทธเจ้า ยังไปหลงทำตามเลย ตอนออกบวชแรกๆ ก็ไปเข้าป่ากับเขา แล้วไปค้นพบว่า มันไม่ใช่ทาง พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้ใน อัมพัฏฐสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 9 ข้อ 163

ทางเสื่อมวิชชาและจรณะ 4 ดูกรอัมพัฏฐะ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติ อันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แล มีทางเสื่อมอยู่ 4 ประการ 4 ประการเป็นไฉน? 1. ดูกรอัมพัฏฐะ สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ หาบบริขารดาบส เข้าไปสู่ราวป่า ด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น สมณพราหมณ์นั้น ต้องเป็นคนบำเรอท่าน ที่ถึงพร้อมด้วยวิชชา และจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่หนึ่ง [164] 2. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ ที่หล่นบริโภคได้ ถือเสียมและตะกร้า เข้าไปสู่ราวป่า ด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคเหง้า ไม้รากไม้ และผลไม้ สมณพราหมณ์นั้น ต้องเป็นคนบำเรอท่าน ที่ถึงพร้อมด้วยวิชชา และจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สอง [165] 3. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติ อัน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน