330131 อำนาจในพุทธศาสนา พ่อท่านโพธิรักษ์สนทนากับนักศึกษาปริญญาโท(นิด้า) .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์377 KB
วันที่แก้ไข2 มกราคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

330131 อำนาจในพุทธศาสนา พ่อท่านโพธิรักษ์สนทนากับนักศึกษาปริญญาโท สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 33 ณ สันติอโศก

จะแก้ปัญหานักการเมืองที่ใช้อำนาจในทางไม่ชอบธรรมได้อย่างไร? _นักศึกษาว่า… อยู่เหนือสังคม และก็เข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องของสังคม และการเมืองด้วย เอาละ ในเรื่องของการเมือง อีกประเด็นหนึ่ง เราเห็นว่า การเมืองขณะนี้เป็นเรื่องของการใช้อำนาจ ซึ่งไม่ชอบธรรม แล้วเราพยายามที่จะสั่งสอนประชาชน ซึ่งอยู่ระดับเบื้องล่างว่า ให้เขามีความชอบธรรม ขณะเดียวกัน ผู้ใช้อำนาจในทางการเมืองระดับสูง เราเห็นในลักษณะตรงกันข้าม ถ้าหากว่า ลักษณะมันเกิดขึ้นเช่นนี้ต่อไป บ้านเมืองเราคงจะแย่นะฮะ ผมไม่ทราบว่า มันจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาในประเด็นไหนบ้าง ผมว่าคงจะเป็นเรื่องที่กว้างขวาง และลึกซึ้งพอสมควรครับ

ทางแก้ปัญหาคือ เราต้องทำให้คนมีคุณธรรมมีธรรมะในหัวใจจริงๆ พ่อครูว่า… ที่อาตมาสรุปของตัวเองนะ การแก้ปัญหาอย่างที่คุณพูดนั่น มันจริงทุกอย่าง การแก้ปัญหาทุกวันนี้ก็อยู่ที่การแก้ปัญหาที่ตัวบุคคล ทำอย่างไร เราจะทำให้คนนี่มีคุณธรรม หรือว่ามีเนื้อหาของศาสนา มีเนื้อหาของธรรมะในหัวใจจริงๆ นี่เป็นทางแก้ปัญหา จะเป็นคนระดับล่างหรือระดับบนได้ก็ยิ่งดี แต่เราไม่อาจเอื้อมที่จะไปแก้ปัญหา หรือว่าไปปรับตัวบุคคลระดับบนได้ทันทีหรอก แล้วในทางศาสนานี่ ทำงานก็ทำงานไปด้วยความบริสุทธิ์ จริงใจ เพื่อที่จะให้บุคคลเข้ามาแก้ไขตัวเอง เป็นผู้ที่ลดความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นผู้ที่จะไม่เห็นแก่ตัว เป็นผู้ที่จะเสียสละ สร้างสรร เห็นแก่ประโยชน์ปวงชน เห็นแก่ ประโยชน์มนุษยชาติให้จริงๆ เพราะฉะนั้นผู้ใดเขาต้องการคุณธรรมอันนี้จริง เขาก็แสวงหา วัดไหน อาจารย์ไหน คนไหนที่สอนศาสนา ชื่อว่าพุทธอันเดียวกันนี่แหละ ที่

อ่านต่อ

มันจะตรงทาง สัมมาทิฐิที่สุด แล้วก็มีประสิทธิภาพที่ทำให้เขาลดโลภ โกรธ หลงได้จริง คนเหล่านั้น ก็แสวงหา แล้วก็มาเอาเอง

แต่ว่าทางผู้สืบทอด คือพระสงฆ์ พยายามเหมือนกันที่จะเผยแพร่ออกไปว่า เสนอของตัวเองว่า อย่างนี้ ดีอย่างนี้นะ อย่างนี้ เป็นอย่างนี้ คุณเห็นด้วยไหม คุณชอบไหม ระบบอย่างนี้ วิธีการศึกษา หรือว่าศึกษาแล้ว ผลมันจะเป็นอย่างนี้ๆ ต่างคนก็ต่างเผยแพร่ ต่างคนต่างก็เสนอออกไป ผู้ที่แสวงหาก็เลือกเอา เลือกเอามา แล้วก็พยายามถ่ายทอด แล้วก็มาฝึกฝนอบรมให้เป็นจริง

ศาสนาแห่งความรู้ กับศาสนาแห่งความเป็นได้จริง ทุกวันนี้ศาสนามันมีศาสนาอยู่ 2 อย่าง ศาสนาแห่งความรู้ กับศาสนาแห่งความเป็นได้จริง ถ้าจะแบ่งแยกให้ไปอีกชัดๆ ก็เป็น 3 ที่จริงศาสนาแห่งความรู้ ศาสนาแห่งเป็นได้จริง อีกอันหนึ่งเป็นได้จริงเหมือนกัน แต่เป็นได้จริงที่ไม่ตรงกับความรู้ ถ้าจะแบ่งอีกจริงๆ เป็น 4 รู้ผิด รู้ถูก เป็นจริงได้อย่างถูก เป็นจริงได้อย่างผิด ถ้าจะแบ่งจริงๆ แล้ว จะต้องเป็น 4 อย่างนี้ด้วยซ้ำ สรุปแล้วก็คือ รู้กับเป็นได้จริงน่ะ เป็นได้จริง ศาสนาแห่งความรู้ทุกวันนี้มาก แล้วในศาสนาแห่งความรู้นั่นยังไม่แน่ด้วยซ้ำไปว่า รู้ถูกหรือรู้ผิดอีก แล้วยังไม่มีใครตัดสิน

ส่วนศาสนาที่เป็นได้จริงนี่มีน้อย แล้วเป็นได้จริงนั่นแหละ เป็นจริงที่ถูก หรือเป็นจริงที่ผิด อย่างที่อาตมายกตัวอย่างแล้วว่า เป็นนะ เป็นการลดกิเลสได้จริง หรือแค่ลดกิเลสออกแบบเดียรถีย์ แบบไปเป็นพระป่า แล้วก็ เออ! แล้วก็งึมๆ งำๆ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กับสังคมเขาหรอก ช่วยปัญหาสังคมไม่ได้หรอก จนแม้แต่ อาตมาขอกล่าวนามเลยนะ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ นี่ก็ว่าเป็นปราชญ์ทางศาสนา รู้มาก แล้วเป็นพหูสูตร ศาสนาก็สอน แล้วเขียนเป็นตำราด้วยนะ นักศึกษาก็เรียน จนกล่าวว่า อย่าเอานิพพานมาสอนคน ถ้าเอานิพพานมาสอนคนแล้ว มันพัฒนาประเทศชาติไม่ได้ นี่เอาศาสนาพุทธไปย่ำยีอย่างนี้ ดูถูกศาสนาพุทธแล้วว่า ถ้ายิ่งสูง ว่าอย่างนั้นเถอะ แล้วยิ่งสอนถึงนิพพานแล้ว ยิ่งช่วยชาติไม่ได้ พัฒนาประเทศชาติไม่ได้ พัฒนามนุษยชาติ สังคม ไม่ได้ ศาสนาอย่างนี้อาตมาไม่เอาด้วยคนหนึ่งนะ ถ้าศาสนาอย่าง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ว่านี่ ยิ่งสูงยิ่งช่วยคนไม่ได้ อาตมาไม่เอา แล้วอาตมาไม่เห็นตรงกัน เที่ยวได้ด่าพวกอาตมาว่า ถ้าเอาพวกอาตมาไปปล่อยวัด ก็เหมือนกับเอาเหี้ยไปปล่อยวัดน่ะ เพราะมันเห็นตรงกันข้าม คึกฤทธิ์น่ะ

อาตมาถึงบอกว่า เข้าใจศาสนาผิด อย่างนี้แหละ ถึงได้ไล่คนศาสนานี่ออกไปนอกทางของตัวเองเสีย แล้วตัวเองก็ครองบัลลังก์อยู่ในสังคม กิน สูบ ดื่ม เสพย์ สบายเลย เป็นทั้งอำนาจ เป็นทั้ง... เดี๋ยวนี้อำนาจ เห็นไหมล่ะ ใหญ่มหาศาลเลย ลาภ ยศ ก็มีทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างจริงๆ เลย อะไรอย่างนี้ แล้วก็แสดง ไม่เป็นไรหรอก ทำไอ้โน่นไอ้นี่ไม่เอาตังค์ก็ได้ ก็จะไปเอาทำไม เล็กๆ น้อยๆ ไอ้หลักๆ ก็กอบโกยจนไม่รู้ว่า จะเทเข้ามายังไง เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ยากน่ะ เพราะฉะนั้นแม้แต่ผู้ที่ปฏิบัติเป็นได้จริงนี่ เป็นการ ปฏิบัติที่มันเข้าหลักจริงไหม ถ้าเข้าหลักจริงแล้ว เป็นศาสนาโลกุตระแล้วอยู่กับประชาชนเป็น พหุชนะ หิตายะ พหุชนะ สุขายะ โลกานุกัมปายะ พหุชนะ หิตายะ ก็คือ ต้องเป็นประโยชน์คุณค่าต่อมวลมหาชน พหุชนะ ก็มวลมหาชน ต่อประชาชนนั่นแหละ ประชาชนส่วนมาก ต้องทำให้ประชาชนเป็นความสุข

ตระกูลโลกุตระกับโลกียะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติเพราะไม่แก่งแย่ง แล้วก็ไม่ใช่สุขอย่างประเภททะเลาะกันอยู่ว่าโลกียสุข คนที่เสพโลกียสุขนี่ เป็นตระกูลโลกีย์นี่ ได้ลาภมาก็สุข ได้ยศสุข ได้สรรเสริญก็สุข เสพโลกีย์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อะไรก็สุขอยู่นี่ เสพ ไปเสพสมอยู่ทางที่ว่าอามิสนี่ เป็นตระกูลเดียวกันนี่ อยู่ด้วยกัน เขาบอกเขาตระกูลเดียวกันนะ อยู่ด้วยกัน ต่างคนก็ต่างจะต้องการลาภมามากกว่า ใครได้มากคนนั้นก็เอา ใช่ไหม เป็นตระกูลที่ต่างคนต่างต้องการโลกธรรมกันอยู่ทั้งนั้น ก็แย่งกันน่ะซี ตระกูลนี้แย่งกัน ตระกูลเดียวกันนะ แต่อยู่กันอย่างทะเลาะกัน เพราะแย่งกัน

ส่วนพระพุทธเจ้าสอนนี่ ตระกูลโลกุตระ ไม่ใช่โลกียะ ตระกูลที่เสียสละ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เสียสละให้จริงๆ เสียสละออกจากตัวเอง กิเลสน่ะสละกิเลส ก็เป็นคนละตระกูล ตระกูลโลกุตระ กับโลกียะ มองโดยเผินๆ ก็เห็นว่าคนละตระกูล เอ๊! คนอย่างนี้อยู่ในสังคมได้ด้วยกันได้ยังไง คนละตระกูล โดยสัจจะนะ คนที่อยู่ในโลกุตระอย่างนี้ล่ะ อยู่กับคนโลกียะได้ ทำให้เกิดสันติสุข เพราะโลกียะมันแย่งกันเอาเอง ส่วนโลกุตระนั้นให้ คนหนึ่งให้ คนหนึ่งเอา แล้วอยู่ด้วยกันได้ไหม อยู่ด้วยกันได้ ใช่ไหม นี่คือสัจจะ เพราะคนหนึ่งให้ได้ ยินดีให้ ว่าเป็นประโยชน์คุณค่าก็ยินดีแล้ว พอใจในสิ่งที่ตัวเองได้ให้ ส่วนคนเอา เออ! อั๊วได้ อั๊วเอา อั๊วสมใจ อั๊วก็ยินดีพอใจ ต่างคนต่างยินดีด้วยกันทั้งคู่ อยู่ด้วยกันได้ แต่ดูเผินๆ เหมือนคนละตระกูล ไอ้พวกนี้มันบ้าๆ มักน้อย สันโดษ มันทำอะไรมีแต่ให้เขา มันไม่เอาเหมือนกู นี่ล่ะคนที่เผินๆ จะเป็นอย่างนี้ แต่จริงๆ แล้วจะอยู่ด้วยกันได้ นี่คือสันติสุขในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นจะไปไล่เขาออกทำไม คนโลกุตระ ฮื้อ! อย่าไปไล่เขา

ปฏิบัติผิดเพราะไม่มีปัญญาเข้าใจศาสนาพุทธจริง เพราะฉะนั้นคนที่ไม่มีปัญญา ไม่มีความรู้ในศาสนาจริง ก็ไล่คนเหล่านี้ อย่างที่อาตมาพูดแต่ต้นแล้วว่า ขจัดคนเหล่านี้ออกไปซะ เพราะมันจะมาเปิดโปง มันจะมาเปิดเผย เพราะพวกนี้รู้ดีรู้ชั่ว รู้ใครกิน ใครไม่กิน ใครเล่นหาทางฉ้อฉล เอาลาภมาก ยศมาก สรรเสริญมาก มีอะไรนี่มันเปิดเผย มันฉีกหน้า เขาก็ต้องไล่เข้าป่าไป แล้วก็เชื่อเขาด้วย เป็นความเข้าใจที่ผิด ศาสนาผิด ก็เป็นฤาษีไป เอาเข้าป่าเข้าถ้ำ ไม่รู้เรื่องโลก ปิดหู ปิดตา ไล่ทิ้งไปเรื่อยๆ พวกนี้ก็พวกปฏิบัติผิดอย่างนี้ นี่คือศาสนาพุทธที่ปฏิบัติผิด เป็นได้จริงเหมือนกันนะ ไปนั่งสะกดจิต หลับหูหลับตา แล้วก็อยู่นั่นน่ะตลอด สะกดจิตเอาไว้ ไม่ถึงร้อยปีก็ตาย คนน่ะอยู่ได้ แล้วนั่งสะกดจิตอยู่ทุกวัน นั่งสะกดจิตหลับตาทุกวัน คนเหล่านี้ก็อยู่ได้สิ นี่มันก็เป็นผล สำเร็จของทางด้านพวกกินเมืองระดับหนึ่งเหมือนกัน คนใหญ่ๆ ในสังคมระดับหนึ่งเหมือนกัน

พิสูจน์ความจนด้วยหลักบุญนิยม ส่วนคนอีกตระกูลเดียวกัน เหมือนกันนะ อยู่ในสังคมนี้ด้วยได้ คือพวกโลกุตระด้วยกัน พวกให้ด้วยกัน มันจะไปทะเลาะกันอะไร ต่างคนก็ต่างให้ ให้ออกมา ก็เหลืออยู่บานเบะ อุดมสมบูรณ์อยู่ในสังคมนี่ เป็นคนกล้าจนด้วย เป็นคน อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ คือมักน้อย สันโดษแล้วไม่กินเปลืองกินมาก ไม่ใช้มาก ไม่ผลาญ ไม่พร่า ไม่สะสม ไม่กอบโกยแล้ว เพราะรู้ว่ากอบโกยมาทำไมล่ะ เสียเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์เบื้องต้นเท่านั้นก็รู้แล้ว ไม่สะสม ไม่กอบโกย แจกจ่าย เจือจาน อย่าให้เกิดช่องว่าง มีจนด้วยกัน คนจนด้วยกัน แต่ไม่จนเหมือนกัน คนจนที่งอมืองอเท้า ไม่ขยันหมั่นเพียร ไม่สร้างไม่สรร ไม่เรียน ไม่รู้ ไร้ค่า เป็นคนไร้สมรรถภาพ เป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน ไอ้จนแบบนี้มันก็ควรจับเข้าห้องขังไปเลย หรือไม่ก็ให้ได้รับทุกข์รับภัยไป ไม่ต้องไปช่วยเหลือเกื้อกูลก็ถูกแล้ว คนจนแบบนี้เป็น คนเลว ก็แล้วกัน คนเลวแบบนี้พระพุทธเจ้าก็ไม่สอน

แต่คนจนอีกแบบหนึ่งนั่น ขยัน หมั่นเพียร สร้างสรร เรียนรู้ เข้าใจระบบ โลก สังคม สร้างสรร เสร็จแล้วเราก็ไม่สะสม ไม่กอบโกย แจกจ่ายเจือจาน คนเจ็บ คนป่วย คนพิการ คนไร้สมรรถภาพ เด็ก คนแก่อะไรที่เขาเดือดร้อนอยู่ เราก็ช่วยเหลือเฟือฟายเขา แม้แต่ในที่สุด ไอ้คนขี้โกง กับไอ้คนขี้เกียจที่อยู่ในสังคม เพราะในสังคมของเรานี่ มีเด็ก เราต้องช่วยเขา เพราะเขายังช่วยตัวเองไม่ได้ คนแก่ก็ต้องไปช่วยเขา คนป่วย เอ้า! คนพิการ คนไร้สมรรถภาพ รวมความเลยว่า สมรรถภาพมากน้อยแล้วแต่ ตามลำดับขั้น ก็ต้องช่วยกันตามลำดับน่ะ เราก็ต้องช่วยคนในสังคมอยู่อย่างนี้ ขนาดคนขี้โกง คนขี้เกียจ มันก็มีในสังคม บางทียังจะต้อง เออ! ต้องยอมให้มันบ้าง จะได้ไม่ ทะเลาะกัน จะได้ไม่ตีรันฟันแทงกัน เราก็รู้ ก็สร้างสรรไปซิ แล้วเราก็ไม่ต้องกอบโกย เราก็เป็นสุข จนนี่แหละอยู่ได้ จนอยู่ได้ เพราะฉะนั้นพิสูจน์ความจน ไม่ใช่พิสูจน์ความรวย ลักษณะนี้เป็นลักษณะบุญนิยม ไม่ใช่ทุนนิยม

คอมมิวนิสต์กับสังคมนิยมไปไม่รอดเพราะเอาเปรียบและไร้คุณค่า ทุกวันนี้สร้างระบบทุนนิยมกันทั่วโลก แม้จะเอาปัญหาคอมมิวนิสต์ สังคมนิยมอะไรมาแก้ไข ก็แก้ไขประเภทบังคับไว้ กดขี่ไว้ จิตเขาไม่เสรี เขายังไม่ยอมหรอกนะ เขายังจะเอาอยู่นะ แต่เขาจำนนน่ะ จำนนต่อหลักของระบบคอมมิวนิสต์ของคุณ โดยจริงแล้วมันไม่ แล้วมันก็ไม่ได้ซื่อสัตย์สุจริต เพราะว่าคนในระดับสูง ในระดับบริหาร ในระดับเป็นผู้ที่จะเป็นตัวแบ่ง เอ็งเอาเปรียบหรือเปล่า เขาก็เอาเปรียบอยู่ เขาก็เห็นอยู่ทนโท่ ไม่ได้จนเหมือนกันกับเขานี่น่ะ อย่างนี้มันก็ดิ้นรน มันก็ต่อสู้ มันไปไม่รอด เพราะฉะนั้น คอมมิวนิสต์ก็ล้มเหลวลงไปเรื่อยๆ คอยดูสิ พังลงไปเรื่อยๆ หรอก นี่กำแพงเบอร์ลินก็แตกไปแล้ว เมืองจีนก็กำลังเปิด เสรีนิยมเข้าไปอีกมากมาย อีกหน่อยก็ล้มเหลว ตอนนี้เห็นไหมล่ะ จะปราบนักศึกษาที่มันต่อสู้ พักเดียว ก็ปราบได้สักชั่วระยะหนึ่ง หยุดที่ไหน ความกดดันของกิเลสของคนเรามันมากมาย เดี๋ยวมันก็เอาใหม่ แล้วมันจะไปปราบอะไรได้ ได้ก็ครั้ง 2 ครั้ง ด้วยอำนาจ

นี่เห็นไหม ประท้วงกันทั่วโลกแล้ว ยิงกัน ฆ่ากัน แบบนี้มันไปไม่รอดหรอก คอมมิวนิสต์ก็ไปไม่รอด สังคมนิยมก็ไปไม่รอด สังคมนิยมหนักเข้า สแกนดิเนเวียนฆ่าตัวตายกันตั้งเท่าไหร่ มันไม่มีค่าเป็นคนไม่มีค่าไม่มีงานการ รัฐบาลก็เลี้ยงไว้ โอ! แล้วกูทำอะไรล่ะ มันไม่มีค่านะ หลายๆ อย่างนี่ทำไม ปัญหาว่าคนสแกนดิเนเวียนถึงได้ฆ่าตัวตายมาก เดี๋ยวนี้รวยก็ฆ่าตัวตายมาก กลับไปที่ญี่ปุ่น เอ้า! รวยมากแล้ว ญี่ปุ่นรวยมาก เดี๋ยวนี้ฆ่าตัวตายขึ้นไปเป็นอันดับ 1จาก ไอ้อะไร ประเทศอะไร สแกนดิเนเวียน่ะ สวีเดน สวีเดนฆ่าตัวตายเป็นอันดับ 1 แต่ก่อน ตอนนี้ญี่ปุ่นขึ้นมาแล้ว จะฆ่าตัวตายเป็นอันดับ 1 มากกว่านั้นแล้ว มันรวยนะ ญี่ปุ่น ใครก็ต้องรับ รับรองทั่วโลกว่ามันรวย แต่รวยมันทำไมต้องฆ่าตัวตาย นี่เป็นปัญหา ต้องศึกษาทางจิตวิทยาอย่างสูงทีเดียวถึงจะรู้น่ะ มันฆ่าตัวตายเพราะมันเข้าใจ มันลึกๆๆๆๆ ขึ้นมาแล้วนี่ มัน เอ๊! มันเหมือนวัตถุเคลื่อนที่ แล้วมันไม่มีความสุขนะทางใจ คุณค่าทางใจมันก็ไม่มี มันรวยเพราะอะไร มันต้องไปเอาเปรียบเขานะ คนเราจะรวยต้องเอาเปรียบนะ ไม่เอาเปรียบมันไม่รวยนะ มันไม่เกินมามากๆ หรอกนะ ถ้าอัตราค่าสังคมพอดีๆ มันเฉลี่ยถึงกันหมด ทีนี้อัตรามันต้องเอาเปรียบ มันถึงต้องไปหา คนนี้มากกว่า แล้วคนนี้ก็ต้องน้อยลง คนอื่นก็ต้องจน อีกคนหนึ่งก็ต้องรวย ก็เอ็งรวยก็.. ในโลกมีวัสดุเท่านั้นแหละ ในประเทศหนึ่งก็มีวัสดุเท่านั้นแหละ เมื่อแบ่งไปให้ไอ้นี่รวย อีกอันหนึ่งมันก็ต้องพร่อง แบ่งไปไว้ในจำนวนคนน้อยคน คนจำนวนมากก็ต้องพร่อง มันง่ายๆ น่ะ มันไม่เห็นยากตรงไหนเลย

เพราะฉะนั้นมันจะรู้สึกตัว โอ! กูนี่ เอาเปรียบเขานะ กูไม่มีคุณค่านะ กูต้องเอาเปรียบเขา อะไร มันก็เศร้าหมองใจ มันก็ โอ! อยู่ไปทำไมวะนี่ มันไม่มีคุณค่า มันไม่ภาคภูมิใจ มันก็ฆ่าตัวตาย แม้มันจะรวย มันก็ฆ่าตัวตาย แต่คนที่ได้เสียสละ ได้สร้างสรร ได้มีคุณงามความดี ได้อะไร มัน สัจจะมันบอก จะต้องไปตายทำไมล่ะ คนเคารพนับถือด้วยใจจริงด้วย ไม่ใช่เสแสร้งมาป้อยอกันด้วย สัจจะมันบอกนะ ไม่มีฆ่าตัวตายหรอก คนพวกนี้ แม้จะจนก็ไม่ฆ่าตัวตาย แม้จะรวยก็ไม่ฆ่าตัวตาย แต่ไม่รวย คนเหล่านี้รับรองว่าไม่รวย เพราะเราแบ่งแจกถึงกันแล้วไม่รวย ถ้ารวยก็เป็นส่วนกลาง เหนือกว่า คอมมิวนิสต์ ไม่ได้บังคับ ก็คนรวยต่อคนรวย ขยันหมั่นเพียรสร้างขึ้นมา ต่างคนต่างจน ต่างคนต่างไม่กินมาก แจกมากๆ ไม่เอามาก มันก็เหลือเบะๆๆๆ อยู่กับกองกลาง อยู่อย่างนั้นแหละ แล้วเหลือ ใครก็คิดหากันสิว่า มันเหลือแล้ว อย่าให้มันเสียหาย อย่าให้มันเน่า อย่าให้มันสูญค่า จะแจกจะจ่ายใครที่ควรจ่าย ก็ควรให้ ไอ้คนที่ยิ่งขี้โลภอย่าไปจ่ายมันมาก ไอ้คนที่ เออ! พอจะช่วยได้ แล้วก็สั่งสอนเขาได้ หรือแนะนำเขาได้ขึ้นมาให้มันเป็นคนดีขึ้นมาอีก ก็ทำซับซ้อนพวกนี้ ซึ่งมีรายละเอียดอีกเยอะ อาตมาคงพูดไม่ไหววันนี้นี่นะ

ไม่ศึกษาพุทธศาสนาจริงๆ จึงไม่รู้จักวิธีที่แก้ปัญหาได้จริง เพราะฉะนั้นในระบบ หรือว่าในสังคมที่ไม่ศึกษาศาสนาจริงๆ ก็ไม่รู้จักปัญหา แล้วก็ไม่รู้จักวิธีจะแก้ปัญหาอย่างไร สรุปแล้ว แก้ที่คน ต้องให้คนนี่มาได้สัจจะที่จริง ต้อง เป็นคนลดความโลภ โกรธ หลงได้จริงๆ ถูกทฤษฎีของพระศาสนาพระพุทธเจ้า คือมรรคองค์ 8 แล้วปฏิบัติให้เป็นคนอยู่ในสังคมนี่ รู้เท่าทันเล่ห์กลอย่างที่ว่า อย่ามาไล่ให้หนีเสียให้ยาก มานั่งกินเมือง แล้วก็มาไล่คนรู้ ไอ้จะเปิดโปงแก แกทำเป็นไล่หนี ไม่ไปหรอกจะคอยเปิดโปงแกต่อไป ระวังให้ดีเถอะ ถ้าพูดอย่าง เรียกว่าพูดอย่างหยาบๆ หน่อยนะ แต่ถ้าพูดอย่างดีเราก็ไม่หาเรื่องที่จะไปทะเลาะเบาะแว้งอะไรกันหรอก เพราะว่าเรารู้อยู่ว่าคนในระดับนี้ คนที่มีคุณธรรมนี้มันจำนวนน้อย ปริมาณน้อย อำนาจที่ตัวเองมีก็ไม่ได้ใช้เหมือนอย่างอำนาจโลกีย์ อำนาจชาวโลก อำนาจชาวโลกจะใช้บีบคั้น จะใช้อภิสิทธิ์ หรือว่าจะใช้การฉ้อฉล ไม่ซื่อไม่ตรงยังไง เขาก็ใช้ได้ แต่ทางที่คนสุจริตนี่ เขาไม่เอาอำนาจไปใช้แม้เอาอำนาจไปใช้ก็ไม่ใช้อยู่แล้ว ยิ่งจะไปฉ้อฉล ไปเล่นไม่ซื่อนั้น เขายิ่งไม่ทำใหญ่ เพราะฉะนั้นจะไปสู้อำนาจฉ้อฉล อำนาจที่ไม่รู้จักอาย ไม่ละอาย ฉันจะทำของฉัน ตามใจของฉันน่ะ มันสู้ไม่ได้หรอก คนชั่วทำชั่วได้ แต่คนดีเขาทำชั่วไม่ได้หรอก

เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปสู้กัน สู้กันก็ตายลูกเดียว แบนลูกเดียว มันสู้อำนาจที่อิทธิพลหรืออันธพาลไม่ได้ อำนาจอิทธิพลหรืออันธพาล มันย่อมทำอะไรได้ คนที่ทางด้าน สุจริต ย่อมจะไม่ไปใช้อิทธิพลหรืออันธพาลอะไร เพราะฉะนั้นก็ต้องฉลาดรู้ว่า เราอย่าไปยั่วเขา หรือว่าอย่าไปสู้เขาอย่างนั้น มีแต่ทำดี ความจริงขึ้นมา เราก็พยายามทำดี เพื่อที่จะให้คนที่แสวงหา หรือคนที่กำลังศึกษาใฝ่หาสัจธรรม ใฝ่หาความดีที่ถูกต้องที่จริง เขาจะเห็นเอง เป็นเองๆๆ อาตมาถึงได้พูดว่า ขณะนี้คำตอบของประชาชนนี่ ไม่ใช่คนโง่ เขากำลังเห็นอยู่ รู้อยู่ แต่เราก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะไปสร้างความหวังไว้ในใจ สัจจะมันเป็นความจริง ไม่ต้องหวัง มันก็จริง

ถ้าเผื่อว่า มันมีคนที่แสวงหาอย่างนั้นจริง คนก็คือมวลของสังคมตามความเป็นจริง เมื่อคน คนไทย พุทธศาสนิกชนรู้จักสัจจะ มีดวงตา หรือว่ามีปัญญาพอจะมองสัจจะได้เองจริง ถ้าเราแสดงสัจจะ สัจจะปรากฏ เขามองได้ เขาก็เอา เขามองไม่ได้ เขาก็ไม่เอา เขามองได้มาก เขาก็เอาได้มาก เขามีความเพียรมากๆ เขามาเอาก็ได้มาก ได้มาก ประเทศไทยก็เจริญขึ้นได้ เป็นอยู่สุขขึ้นได้ เขามองได้น้อย มันก็ได้น้อย ก็ต้องหนักหน่อย ก็สู้กันไป มองไม่ได้เลย สู้ไม่ได้เลย มันก็ไม่ได้เลย มันก็ล้มเหลวไป เราจะไปบังคับให้คนฉลาด เราก็บังคับไม่ได้ บังคับคนให้มีดวงตา บังคับคนให้มันมีความเพียร ก็ได้แต่พยายามสอนกัน บอกกัน แนะนำกัน ความเพียรที่เพียรขึ้นมา เห็นอะไรดี เราก็ต้องทำ เราก็ได้แต่บอกกัน แต่จะไปบังคับกัน ศาสนาพุทธนี่ไม่ใช่ศาสนาบังคับด้วย ศาสนาเสรีนิยมสูงสุดศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นคุณจะทำ จะเห็นว่า โอ๊! คุณจะต้องบังคับไปเข้าโบสถ์ เหมือนกับอย่างศาสนาคริสต์ ยังไม่ทำเลย ศาสนาพุทธ คุณจะไปโบสถ์ หรือไม่ไปโบสถ์ คุณจะไปวัด หรือไม่ไปวัดก็ช่างคุณเถอะ คุณไปก็ของคุณเอง ศาสนาพุทธเรา อิสรเสรีถึง ขนาดนั้น ใช้การบังคับตัวเอง ชนะตัวเอง เมื่อเห็นดี อย่างนี้ดี ตัวเองก็พยายามเอาเอง

ฝึกปฏิบัติตนให้เป็นอริยะเพื่อไปแก้ปัญหาสังคมประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเราจะมีความฉลาด มีวิทยายุทธ์ มีศิลปะอย่างไรที่จะทำให้คนนี่ เห็นความจริงให้ได้มากๆ แล้วก็มีแรงที่จะอบรมตนให้ดีให้จริง เพื่อเอาไปใช้กับสังคม เพื่อเอาไปแก้ปัญหาสังคม ตนก็ได้ด้วยนะ ตนต้องได้ก่อนด้วยนะ ตนต้องเป็นจริงก่อนนะ ตนต้องลดโลภ โกรธ หลง จริงๆ ก่อน จึงจะเป็นหลักประกันว่า ตนเองจะไปช่วยสังคม โดยไม่ใช่ว่าได้แต่รู้นะ พูดถูกหมดเลยนะ แต่กิเลสมันยังมีอยู่ในใจ คนหลงเชื่อ เสร็จแล้วพอได้ช่อง กิเลสมันก็ออกมาใช้ฉ้อฉล เล่นงาน โกงกิน อะไรก็ตามแต่ ไอ้อย่างนี้ มันพังอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นตนเองนี่มีหลักประกันที่แท้จริง ต้องเรียนรู้ ต้องฝึกหัดอบรมตนเอง ละกิเลสให้จริงๆ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง อะไรให้ได้มากที่สุด ไปทำงานกับสังคม แล้วก็ปฏิบัติธรรมไปด้วย ทำงานกับสังคม ก็ปฏิบัติธรรมไปด้วย เป็นพระอริยะของศาสนาพุทธด้วย

อริยะ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมานั่งโกนหัว นุ่งห่มจีวรนี้เท่านั้น อริยะ คือผู้ที่มีคุณธรรมจริง ได้ลดกิเลสจริง ทำงานกับสังคมได้ เป็นคฤหัสถ์ เป็นฆราวาสนี่ได้ แล้วก็ไปทำสิ กิเลสของคุณลดจริง คุณก็ทำงานกับสังคมจริง คุณไม่เห็นแก่ตัวจริง คุณก็เสียสละจริง เห็นแก่ตัวอยู่ ทำทีเป็นเสียสละ ก็มีเชิงกลซ่อนแฝงพรางลวงเท่านั้นเอง สังคมมันล้มเหลวอยู่ตรงความไม่จริงตรงนี้ มันแก้ปัญหาได้อย่างไร แก้ปัญหาตรงที่ต้องสร้างคนขึ้นมาอย่างนี้ให้มากๆ ถ้าคนที่มันซื่อสัตย์สุจริตอย่างถูกต้องตามศาสนาพุทธ อย่างที่อาตมาอธิบายคร่าวๆ แล้ว เป็นการเสียสละจริงๆ การเมืองก็อยู่ในสังคมนี่แหละ บอกว่าพระไม่ให้ไปลงคะแนนเสียง พระท่านไม่ไปหรอก ท่านสมัครใจจะมาเป็นพระแล้ว ท่านก็ไม่ไปทำ กฎหมายที่ออกมาก็ไม่เป็นไร ส่วนฆราวาสเขามีสิทธิ์ เขาจะทำงานการเมือง เขาจะทำอะไรต่ออะไรจะไปว่าเขา เอาแต่ว่าแค่แง่ว่า แล้วปฏิบัติธรรมแล้ว ไม่ต้องไปยุ่งหรอกกับการเมือง ไอ้พวกนี้จะตีแบบนี้เสมอ ถามจริงๆเถอะว่า นักการเมืองน่ะ ควรจะมี คุณธรรม ที่จะมีคุณธรรมเป็นสุจริต ซึ่งเป็นสัจจะอย่างนี้ด้วยหรือเปล่า นักการเมือง คุณว่าควรมีไหม มันควรมีอย่างยิ่ง ใช่ไหม แล้วจะไปกั้นทำไมว่า นักการเมืองอย่าไปมีคุณธรรม หรืออย่าปฏิบัติธรรม อ้าว! นักปฏิบัติธรรม อย่ามาเล่นการเมือง คือคารมของพวกที่จะตีทิ้งแล้ว เห็นไหม มาห้ามนักปฏิบัติธรรม มาห้ามนักการเมืองมาปฏิบัติธรรมได้หรือ

นักปฏิบัติธรรม ต้องพยายามปฏิบัติกัน ต้องปฏิบัติธรรมให้มากๆ แล้วปฏิบัติให้จริง ให้ลดกิเลสได้จริงๆ มันจะได้ไปทำงานเพื่อสังคมประเทศชาติ ไม่ต้องเห็นแก่ตัว ไม่ต้องไปโลภโมโทสันจริงๆ แล้วไม่ต้องไปทำให้มันรุนแรง นี่เห็นไหม เล่นกัน โอ้โห!วางแผนกันซ้อนเชิง โอ้โห! นักวิเคราะห์หัวโตเลย นักคอลัมนิสต์ นักอะไร โอ้โห! จับโน่นจับนี่มา จับแพะชนแกะเลย ไปได้ข่าวลือ ทั้งๆ ที่เขายังไม่เป็นจริง ก็ใส่กันใหญ่เลย โอ๊! ไอ้คนเจ้าตัวยังไม่รู้เรื่องเลย มันหาเรื่องให้หมดแล้ว เสร็จเลย วางแผนให้เสร็จหมดเลย ไอ้ตัวเองไม่ได้วางแผนเลยนะ พวกเหล่านั้น นักคิดเหล่านั้นวางให้เสร็จสรรพหมดเลย ตั้งสมมุติฐานมา บวก ลบ คูณ หาร ออกมา โอ้โห! เป็นแผนเสร็จหมดเลย เต็มไปหมดเลยนี่ อ่านดูซินี่หนังสือ โอ้โห! ทั้งนั้นๆ เลยนะนี่ คอลัมน์นั้นซุบซิบบ้าง ไอ้นี่บ้าง วางแผนวิเคราะห์วิจัยบ้าง โอ๊! วิเคราะห์ นี่พวกนี้ ช่วยวางแผนให้ทั้งนั้น จริงๆ ไอ้ตัวนักการเมืองจริง ตัวอะไรจริง ยังไม่ได้คิดเลยว่า เฮ้ย! เข้าท่าเว้ย ไอ้นี่มันวางแผนเข้าท่าเว้ย เอาเลย เอาเลย ไปเลย ช่วยกันคิด เต็มบ้านเต็มเมือง คิดไปในแง่ร้ายก็คิด เพราะมันมองไปในแง่ร้าย ที่จริงเจตนาดีนะ คอลัมนิสต์นี่ มองไปในแง่ว่า เอ๊ะ! ทำไมวางแผนร้ายๆ อย่างนี้จะพังนะ ไอ้ตัวร้ายมันก็เลยได้ไอ้ที่ไอ้แผนร้ายนี่ไปใช้เลย เหมือนกับไอ้หนังนี่ หนังวิธีปล้น แหม! ซับซ้อนนะ นักประพันธ์เขียนวิธีปล้นอย่างเก่งเลย หนังเอาไปสร้าง ที่จริงโจรยังไม่เคยคิดได้เลยนะ พอหนังมา มันทำเลย เสร็จมัน นี่นัยเดียวกัน เป็นแบบอย่างทันที นี่ช่วยกันคิดอย่างนี้ เต็มบ้านเต็มเมืองหมด

การแก้ไขที่บุคคล จะสามารถแก้ปัญหาการฉ้อฉลในสังคมได้จริงหรือ _นักศึกษา… มีอีกประเด็นหนึ่งนะคะ ที่อยากจะให้ช่วยชี้ให้มันชัด ตรงที่ว่าลักษณะของการแก้ไขปัญหานี่นะคะ คือ ถ้าเราดูถึงโลกแห่งความเป็นจริงในปัจจุบันนี่ ไม่ว่าทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง ศาสนา วัฒนธรรมนี่ มันจะมี 2 กระแสนี่นะฮะ ที่ต่อสู้แข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งเป็นกระแสหลัก อีกฝ่ายหนึ่งก็มักจะเป็นฝ่ายที่มา คล้ายๆ กับต้านกระแส หรือทวนกระแส อะไรอย่างนี้นะคะ ไม่ว่าจะทางด้านเกษตรกรรม ก็จะมีกระแสหลักที่ประเภทเรียกว่า ผลิตพืชชนิดเดียว อะไรอย่างนี้นะคะ แล้วก็ส่งออกขายต่างประเทศ แล้วบางทีไอ้สิ่งที่ผลิตเสร็จนี่ กลับกลายเป็นว่าต้องซื้อเขามาทาน แม้กระทั่งชาวนาผลิตข้าว ก็ต้องซื้อเขามาทาน อย่างนี้นะคะ ในขณะเดียวกัน ก็จะมีอีกกลุ่มออกมาทวนกระแสเองน่ะ ก็คือ พยายามที่จะเน้นเรื่องเกษตรแบบธรรมชาติ วนเกษตร หรือเกษตรแบบพึ่งตนเอง หรือประเภทเฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน อะไรพวกนี้นะฮะ ซึ่งมันก็เป็นจุดที่เรียกว่า ส่วนใหญ่นี่ ก็ทำได้ในจำนวนของคนนี่ที่ไม่มาก เพราะว่ากระแสของกระแสหลักมันครอบงำอยู่นี่นะฮะ

ในทางศาสนาก็เช่นเดียวกันนี่นะฮะว่าจริงๆ แล้วนี่ สิ่งที่มันเป็นกระแสหลักของสังคมทางด้านศาสนานี่นะฮะ มันก็คือไอ้ลักษณะของการที่พยายามให้คนนี่ยอมจำนนอยู่ในสถานภาพ โดยอ้างถึงความที่เรียกว่า เพราะชาติก่อนทำกรรมมาอย่างนี้ หรือว่าเพราะว่า เคย เรียกว่าอะไรล่ะ คืออย่ามาแข่งไอ้เรื่องบุญวาสนา อะไรอย่างนี้ คือ หมายความว่ามันมีการสร้างอุดมการณ์ในลักษณะที่ทุกคนนี่ยอมจำนน ในขณะเดียวกัน อุดมการณ์ของศาสนาที่พยายามจะให้คนนี่ได้เห็นว่า จริงๆ แล้วนี่ แต่ละคนนี่ มีพลัง มีศักยภาพ ในการที่จะพัฒนาตนเองได้นี่นะฮะ มันก็มีอยู่กลุ่มที่เรียกว่า พยายามจะเข้ามาในลักษณะที่จะให้ประชาชนได้รับรู้ แต่ในความเป็นจริงแล้วนี่ สิ่งเหล่านี้นี่มันกลับ ที่เรียกว่า ถูกต้าน หรือถูกที่จะไม่ให้ได้เกิดเจริญเติบโต ทีนี้ถ้าเวลายิ่งเรา เราพิจารณาถึงไอ้แนวความคิดในลักษณะที่ว่า ถ้าเรามองดูนี่นะฮะว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี่ ถ้าเรามองว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดปกติ หรือมันเป็นเรื่องเลวร้ายนี่ มันก็เท่ากับไม่ได้ให้ความคิดใหม่นี่นะฮะ หรือใครก็ตาม ที่มีความคิดที่ไม่เหมือนกับคนทั่วไป หรือกระแสส่วนใหญ่ของสังคมนี่ คนเหล่านี้ก็ไม่มีโอกาสที่จะเจริญเติบโตหรือว่าเป็นพลังที่จะสามารถพัฒนาให้เป็นพลัง ในการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทิศทาง ที่กลุ่มนี้ต้องการได้นี่นะฮะ

ทีนี้ถ้าสมมุติว่า การเน้นที่จะแก้ไขปัญหานี่ ในแง่ของตัวบุคคลหรือปัจเจกบุคคลนี่ นั่นอาจจะเป็นความเป็นจริงอยู่ในระดับหนึ่ง ที่ว่าควรจะต้องทำ แต่ในขณะเดียวกันนี่ อันนี้ทำให้นักคิด หรือว่าคนที่พยายามจะ พยายามหาไอ้ข้อสรุปของการแก้ไขปัญหา มองดูว่า ถ้าคิดในแง่ของตัวจุลภาคนี่ ในระดับของโครงสร้างนี่นะฮะ อย่างเรื่องของเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถาบัน องค์กร กฎระเบียบ อะไรต่างๆ นี่ ถ้าเราศึกษาจากประวัติศาสตร์มานี่ บุคคลเหล่านี้ หรือใครก็ตามที่จะคิดขึ้นมา เพื่อจะปรับเปลี่ยนแก้ไข

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน