330504 สัมมาสมาธิ ตอนที่ 3 พ่อท่านโพธิรักษ์ พุทธาฯ 14 ศาลีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์368 KB
วันที่แก้ไข2 มกราคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

330504 สัมมาสมาธิ ตอนที่ 3 พ่อท่านโพธิรักษ์ พุทธาฯ 14 ศาลีอโศก

โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2533 เนื่องในงาน พุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ของพุทธ ครั้งที่ 14 ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก จังหวัดนครสวรรค์

วิจัยให้ออกว่า อารมณ์ง่วง คืออะไร ส่วนเวลาเอาความง่วง อารมณ์ง่วง ลักษณะอาการที่มันมีรสง่วง และก็จะทำสภาพรับรสง่วง ได้ง่วงๆลงไป ได้ทำหรี่ๆ หลับๆ อะไรลงไปนั่นน่ะ มันเป็นรสอร่อย มันไม่ได้ง่วง มันไม่ได้หลับ มันเป็นรสฝืน มันเป็นรสทุกข์ ถ้าได้หลับหรี่ๆ อะไรลงไปในขีดหนึ่งๆเราเรียกว่ารสอร่อย วิจัยให้ออก แล้วสลัด แล้วทำให้จางคลาย ทำให้ออก ให้มีสภาพแม้จะเข้าไปอยู่ในการหลับตา หรือว่า อยู่ในสภาพภวังค์ อยู่ในภพ อยู่ในภวังค์ เราก็จะต้องให้รู้สึกตัว ให้เห็นว่า มันเป็นจิตที่มีสติเต็ม จิตที่ใส สติเต็ม กับจิตที่มีอารมณ์ง่วงๆ ที่มันไม่ได้สมใจ ก็เป็นอาการทุกข์ๆอย่างหนึ่งเป็นเวทนา ทีนี้ เมื่อมันได้ง่วงมันไดหรี่ มันได้ดับๆ หลับๆลงไป แล้วก็รู้สึกว่า มัน เออ สบายดีๆ อร่อยดี อาการอย่างนั้นๆแหละ เป็นอาการของกิเลส เป็นอาการของเวทนา เป็นอาการของตัวกิเลสที่เป็นเวทนา รู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ ไม่สมใจ ก็ทุกข์ๆ พอสมใจ ก็สุขๆ นั่นแหละ เราขจัดมันออก ทำให้มันเป็นสติที่เต็ม ตื่น จะอยู่ในภวังค์ ก็อยู่ไป ตื่น รู้สึกตัวทั่วพร้อมดี ใส สดใสขึ้น อาการจิตสดใสขึ้นมา ฝึกจริงๆ อย่าให้มันมีอาการง่วงเหงา เศร้าซึม อย่างนั้นเรียกว่า ถีนมิทธะแท้ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ หัดฝึกออกขจัดออก อย่าไปให้มันมี แล้วก็ติดอยู่อย่างนั้น สะลึมสะลืออยู่อย่างนั้นกะมัน ไม่ได้เอามันออกจากอารมณ์จิต เมื่อไหร่ๆ ก็ช่าง

เพราะงั้น ถ้าอยากจะพักอยู่ในภวังค์ จะนอนลงไปหรือว่าจะนั่งอยู่ก็ตาม หัดอย่างนั้นไว้เสมอ ภวังค์ใสๆ อย่างนั้น แล้วจะรู้ได้ว่าเ

อ่านต่อ

รารู้ได้ว่า เราพักโดยฌาน หรือ โดยหลับชั้นสูง จะเรียกว่าหลับก็ได้ หลับชั้นสูง ต้องพยายามดู พยายามเข้าใจอันนี้ให้ดีๆ แล้วฝึกทุกคนมีอยู่ในตัวเอง ตัวเองต้องผ่าน ต้องพบทุกคน แล้วฝึกให้ดี

ก่อนอื่น ต้องทำใจให้แจ่มใสเสมอๆ เมื่อไหร่ๆ ก็ทำใจให้แจ่มใส มีอะไรมากระทบ อย่างโน้นอย่างนี้ มันชวนให้โกรธ ชวนให้ไม่ชอบใจ ชวนให้มันอึดอัด ขัดเคือง อะไรต่ออะไร เอามันออกจากอารมณ์จิต ให้รู้เลยว่า อารมณ์นั้น เป็นอารมณ์ที่เราเอามันออก เราเอามันออก โดยความสามารถ แล้วก็ปรับจิตเราให้สดใส สบาย รู้มันว่า เออ เอามันออก คืออย่างนี้ ด้วยเหตุด้วยผลว่าอย่าไปมีเลย อาการอย่างนี้ ไม่ใช่อาการของคนที่มีจิตประภัสสร เป็นคนที่มีจิตไม่ประภัสสร พระอริยเจ้า จะมีจิตประภัสสรเสมอ ทำ ทำจิตอย่างพระอริยเจ้านั่นแหละ ทำจิตให้บริสุทธิ์ ตามโอวาทปาฏิโมกข์ ว่า ทำจิตให้บริสุทธิ์นั่นแหละ ทำเสมอๆ อย่างน้อยเราก็ขจัดที่มันไม่ชอบใจ มันหม่นหมอง มันอึดอัดขัดเคือง มันน้อยใจ เสียใจอะไรนี่ พวกนี้สายโทสมูล เอามันออกเลย นั่นคือเอาความเป็นกิเลสในสายโทสะ เอาออกจากจิต ทำจริงๆ อย่าไปปล่อยเอาไว้ รู้ตัวเมื่อไหร่ ก็พยายามขจัดออกอย่างรู้ๆ อย่างรู้ๆ อย่าให้มันมัวซัว ทำออก ออ เราเอาออก แล้วมันเอาออกได้เร็วขึ้นๆๆ เอาออกแล้ว จิตใจใสโปร่ง แล้วมันจะมีดียังไง จิตใจใสโปร่ง มันจะมีดียังไง มันจะรู้เองน่ะ ไว้ตอนที่มันมัวซัว มันอึดอัด ขัดเคือง ดีไม่ดี มันโมโหโกรธาอยู่ในใจ แล้วมันพาเราเป็นยังไง มันจะรู้ จะรู้ดีเอง มันไม่ได้เข้าท่า มันไม่ได้ทำให้เราได้มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่ดีอะไรเลย แต่ถ้าเราใจใสโปร่งสบาย มีความเบิกบาน ร่าเริงดี มันจะพาเราเป็นยังไง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แม้แต่นึกแต่คิด แม้แต่จะปรุงจะสร้างอะไร มันพาให้เราดียังไง จะเห็นอานิสงส์แห่งการที่ไม่มีโทสะ โลภะ แม้แต่ราคะ มันไม่มี มันไม่ใช่ว่า มันจะเป็นคนแห้งเหี่ยวอะไรหรอก เอา มาฟังสูตรอีกสูตรหนึ่งนะ ประกอบ คือ รโหคตสูตร คโหคตะ ก็คือรห กับคตะ นั่นแหละ อ่านรโหคตะ ถูกแล้วละ มีวงเล็บแปลเป็นภาษาอังกฤษไว้ให้เสียด้วยนะ ไปแล้วในที่ลับ (Gone) ไปแล้วในที่ลับนะ หรือว่า ไปส่วนตัว (Being in private)ไปโดยส่วนตัวนะ เป็นไปอยู่ในความส่วนตัว รโหคตะไปแล้วในที่ลับ ชื่อของสูตร รหคตะนี่ รห แปลว่า อันเป็นที่ลับ คต แปลว่าไป คต คโต แปลว่า ไป ชื่อสูตรก็บอกอยู่แล้วว่า มันเป็นเรื่องลับๆ มันเป็นเรื่องลึกซึ้ง มันเป็นเรื่องที่ไม่ใช่รู้ได้ง่ายๆ มันลับๆซับซ้อน ไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นโจ่งๆ แจ้งๆได้ง่าย มันจะซับซ้อน บังซ่อนอะไรต่ออะไรอยู่ มันซับซ้อนลึกซึ้งอยู่ นั่นเอง โดยความหมาย

เพราะงั้น ถ้าเราจะอ่านโดยภาษาธรรมดา แล้วก็เข้าใจตื้นๆ ระนาบเดียวนี่นะ สูตรนี้ ไม่ใช่ๆ ชื่อสูตรก็บอกอยู่แล้ว รหคต รโหคตะนา เป็นเรื่องลึกลับ สำหรับคนที่ไม่รู้ เป็นเรื่องลึกซึ้ง สำหรับคนรู้ เพราะฉะนั้น ถ้าพาซื่อเถนตรง อ่านภาษาแล้วก็ไปซื่อๆยังงี้นี่นะ มันจะไปลับอะไร ก็เปิดโจ้ง มันก็แบไว้เท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องของความแปลเอาเข้าไว้ตื้นๆ ยังงั้นไม่ใช่ สูตรนี้ เป็นเรื่องลึกซึ้ง นา เป็นชื่อสูตรนา ไม่ได้เป็นเรื่องอะไร เป็นเรื่องเดี๋ยวจะรู้ เป็นเรื่องปรมัตถ์นั่นเอง ไม่ใช่เรื่องอะไร อ่านดู หมายถึง สังขารเป็นของไม่เที่ยงว่างั้นนะ

ว่าด้วย เวทนา 3 เราจะปฏิบัตินี่ จะปฏิบัติสมถะ หรือจะปฏิบัติวิปัสสนาอะไรต้องรู้จิต รู้เวทนา รู้ความรู้สึก รู้อารมณ์

ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพระองค์ ขอประทานวโรกาส ความปริวิตกแห่งใจ เกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ ผู้หลีกเร้นอยู่ในที่ลับอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสเวทนา 3 อย่าง คือ สุขเวทนา ทุกข์เวทนา อทุกขมสุขเวทนา พระผู้มีพระภาค ตรัสเวทนา 3 อย่างนี้

ก็พระผู้มีพระภาค ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นทุกข์นี่ ยืนยันชัดแล้ว ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ แม้จะเป็นอารมณ์ อทุกขสุข หรือว่าอุเบกขา ก็แล้วแต่ ดังนี้แล พระผู้มีพระภาค ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นทุกข์ ดังนี้ ทรงหมายเอาอะไรหนอ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถูกแล้วๆ ภิกษุ ดูกร ภิกษุ เรากล่าวเวทนา 3 นี้ สุขเวทนา ทุกขเทวนา อทุกขมสุขเวทน เรากล่าวเวทนา 3 นี้ ดูกร ภิกษุ เรากล่าวคำนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดั่งนี้ ดูกร ภิกษุ ก็คำนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใด อย่างหนึ่ง เป็นทุกข์อย่างนี้ เรากล่าว หมายเอาความที่สังขารทั้งหลายนั่นเอง ไม่เที่ยง สังขาร เพราะฉะนั้น สังขารอยู่ที่ไหน สังขารตัวนั้นไปยึดไม่ได้ เอาละ เดี๋ยวค่อยอธิบาย

ดูกร ภิกษุ ก็คำนี้ว่า ความเสวยอารมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นทุกข์ (ภาษาบาลีไว้บ้าง) ดังนี้ เรากล่าวหมายเอาความที่สังขารทั้งหลาย นั่นแหละ ท่านกล่าวหมายเอาสังขารนั่นแหละ เพราะฉะนั้น การไปยึด หรือการไปเสพ หรือการไปเอาสังขารทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของไม่เที่ยง แต่เราก็ไปยึดเอา นั่นเป็นตัวที่โง่แล้ว มันเป็นทุกข์ เพราะงั้น ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นทุกข์ นี่ เราหมายเอาความที่สังขารทั้งหลาย นั่นแหละ มันมีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ต้องเห็นความจริงอันนี้ให้ได้ ว่าสังขารมันเป็นเรื่องไม่เที่ยง เป็นเรื่องที่แปรปรวนอยู่ เพราะงั้น มันจะเป็นทุกข์ก็แปรปรวน ประเดี๋ยวเป็นทุกข์ ประเดี๋ยวเป็นสุข มันเป็นความแปรปรวนทั้งนั้นหรือ แม้แต่ที่สุด จะว่าไม่ทุกข์ไม่สุข ประเดี๋ยวมันก็มามีอาการเป็นสุขเป็นทุกข์อะไร ต่ออะไรตามควรของมันได้ ในคนที่ยังเห็นสุขเห็นทุกข์ ในคนที่ยังเห็นว่าจะต้องได้รับรสสุข

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็ลำดับนั้นแล เรากล่าวความดับสนิทแห่งสังขารทั้งหลาย โดยลำดับ ดับสนิทแห่งสังขาร ที่จริงไม่ได้ไปดับที่เวทนา ดับที่สังขารอยู่ในเวทนา แล้วเวทนามันจะบอกเราว่าเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นอทุกขมสุขบ้าง อะไรยังงั้นต่างๆนา

คือ เมื่อภิกษุ เข้าปฐมฌาน วาจาย่อมดับ (วาจา นิรุทธาโหติ) เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารย่อมดับ (วิตกวิจารา นิรุทธาโหติ) เมื่อเข้า ตติยญาน ปีติย่อมดับ (ปีติ นิรุทธา โหติ) เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ย่อมดับ เมื่อเข้า อากาสานัญจายตนฌาน รูปสัญญาย่อมดับ เมื่อเข้าวิญญาณัจจายตนฌาน อากาสานัญจายตนสัญญา ย่อมดับ เมื่อเข้าอากิญจัญญายตนฌาน วิญญาณัญจายตสัญญาย่อมดับ เมื่อเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อากิญจัญญายตนสัญญาย่อมดับ

เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมดับ ราคะ โทสะ โมหะ ของภิกษุผู้สิ้นอาสวะย่อมดับ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล เรากล่าวความสงบแห่งสังขารทั้งหลายโดยลำดับ คือ เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมสงบ เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารย่อมสงบ ฯลฯ เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญา และเวทนาย่อมสงบ ราคะ โทสะ โมหะ ของภิกษุผู้สิ้นอาสวะ ย่อมสงบ ดูกร ภิกษุ ปัสสัทธิ 6 อย่างนี้คือ เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมระงับ เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารย่อมระงับ เมื่อเข้าตติยฌาน ปีติย่อมระงับ เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ย่อมระงับ เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญา เวทนา ย่อมระงับ ราคะ โทสะ โมหะ ของภิกษุขีณาสพ ย่อมระงับ เอาละ ลองฟังภาษาดู ถ้าฟังภาษา บอกแล้วว่า ฟังภาษาอย่างระนาบเดียว ทวนไปตั้งแต่บรรทัดท้ายไปเลย

ราคะ โทสะ โมหะ ของภิกษุขีณาสพ ย่อมระงับ หมายความว่า ระงับ หรือ ดับ เป็นปัสสัทธิๆ แปลว่า ความระงับ แปลว่าความสงบเหมือนกันแหละ คำว่า สมถะ ก็เหมือนกัน ระงับ ดับ สุดท้าย เราหมายเอาราคะ โทสะ โมหะ ของภิกษุขีณาสพ ระงับ หรือดับ เราไม่ได้หมายเอาอันอื่นดับ ทีนี้ ถ้าปฏิบัติเข้ารูปร่างของฌานต่างๆนาๆ พวกนี้จริงๆ ราคะ โทสะโมหะ ก็ระงับจริงๆ ย้อนขึ้นไป

เมื่อสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนา ย่อมระงับ เนี่ย แล้วเขาก็บอกว่า ดับ ถ้าแปลเต็มๆ เข้าก็แปลว่า ดับเลย สัญญา เวทนา ดับ หรือสัญญาเวทนา ระงับๆ หรือดับ ในอันข้างหลังนี่ ในข้อ 392 ดู เมื่อ สัญญาเวทยิตนิโรธย่อมดับนี่ เขาใช้ว่า นิรุทธาๆ แปลว่า ดับ ปัสสัทธิ แปลว่าระงับ มันแปลโดยภาษาไทยว่ายังงั้น ที่จริงมันก็คล้ายๆกัน เหมือนกันนั่นแหละ ถ้าบอกว่า สัญญาและเวทนา ดับนี่นะ คนที่เคยทำสภาวะมาแล้วนี่สัญญาและเวทนาดับนี่ คือไม่รู้เรื่องอะไร ถ้านั่งทำเป็นสมาธิ ก็จะดับ ท่านเรียกว่า อสัญญี อีกภาษาหนึ่ง ไม่มีเวทนา คือไม่มีความรู้สึก เพราะไม่กำหนดอะไร ไม่ระลึกถึงความจำ ไม่ระลึกถึงปัจจุบัน ไม่ระลึกถึงอนาคต สัญญาไม่กำหนดรู้อะไรเลย ดับสัญญาเขาเรียกว่าภาษาภาษาทางบาลีเนี่ย เรียกอยู่คำว่าอสัญญี หรืออสัญญาอสัญญีสัตตายตนพรหม เป็นพรหมชนิดหนึ่ง อสัญญีสัตตายตนพรหม สัตะ+อายตนะคือ อายตนะ นั่น ระงับ ไม่กำหนดอะไร ไม่ให้ตัวสัญญาๆนี่ คือธาตุที่กำหนดรู้ลงไปหรือ ธาตุที่มันจำอะไรได้ต่ออะไรได้อยู่มา มันผ่านอะไรอะไรมา ก็จำได้ ปัจจุบันนี่มันก็กำหนดรู้ เป็นปัจจุบัน ถ้าจะกำหนดรู้ย้อนสัญญา ก็ย้อนความจำของตนเอง ถ้าจะกำหนดรู้ในปัจจุบัน ก็ปัจจุบัน ถ้าจะนึกคิด เขาเรียกว่าสังกัปปะ นึกคิดไปข้างหน้า ไกลไปอีก เขาเรียกสังกัปปะ ถ้าจะเอาเดี๋ยวนี้ก็ สัญญา กำหนดรู้ แล้วก็หยั่งรู้ลงไปนี่ ถ้าไม่ระลึกอะไร ไม่นึกคิดอะไร ไม่มีสังกัปปะ ไม่มีตรรกะ ไม่มีระลึก ไม่มีดำริ ไม่มีนึก ไม่มีคิด ไม่มีการกำหนดรู้อะไรเลย ก็เรียกว่า ดับไปเลย ไม่รู้เรื่อง เรียกว่าไม่รู้เรื่องไปเลย ดับไปเลย สัญญาและเวทนาดับไปเลยถ้าไปเข้าใจในขณะที่นั่งฌาน นั่งสมาธิ เขาเข้าใจว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ นี่คือนิโรธ นี่คือดับ ไม่รู้เรื่องอะไร ดับเวทนา ดับสัญญา ก็คือ ดับนิ่งดิ่งไปเลย นี่แปลอย่างระนาบ ตามบัญญัติ ตามภาษาชั้นเดียว เขาแปลอย่างนั้น และเขาก็แปลกันมานัก และขยายความเป็นภาษา สัญญาจะเวทนาจะ ปัสติ ปัสศรัทธา โหนติย่อมเกิดสภาพระงับ โหนติ คือ การย่อมเกิด สัญญาจะเวทนาจะ นิรุทธาโหติย่อมเกิดความดับ ดับเวทนา และสัญญา เขาแปลตามคำอธิบายนี้ ที่จริงในนี้ มีสัญญากันไปทั้งนั้นน่า อ่านย้อนขึ้นไป ในหน้า 13 น่า สัญญาย่อมดับ พอสัญญาเวทยิตนิโรธ ก่อนจะถึงอันนี้นี่ อากิญจัญญายตนสัญญาย่อมดับ เมื่อเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เมื่อเกิดเนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้วนี่ อากิญจัญญายตสัญญานั่นแหละ สัญญานั่นแหละ สัญญาในลักาณะอากิญจัญญายตนะ สัญญาอย่าง อากิญจัญญายตนะ สัญญานั้นแหละดับ ไม่ใช่ว่า ดับสัญญาทั้งหมด เข้าใจไหม

ทีนี้ มีเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ในบางสูตรมีเหมือนกัน แต่ท่านไม่เห็นว่า เมื่อเข้าสู่สัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาดับ ไม่มี เห็นไหม ไปบอกว่าสัญญาหรือเวทนา ไม่ได้บอกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาดับ ไม่ ได้บอกว่าอย่างนั้น คือ ไม่ได้ดับหรอก มันเป็นสภาพเนวสัญญา ถ้าไม่รู้สภาวะแล้วนี่ คนที่ไม่ได้ทำสภาพจิตจริงๆ แล้วนี่ จะไม่รู้ตัวว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะขนาดไปทำจิตจริงๆ ยังไม่รู้นะ แล้วก็ไม่เข้าใจตรงพยัญชนะพวกนี้ ไม่ง่ายนา

เนวสัญญานาสัญญายตน คือ สภาพรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง จะว่ารู้ก็ไม่ใช่จะว่าไม่รู้ก็ไม่เชิง แปลมาเป็นไทยว่ายังงั้น จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่รู้ก็ไม่เชิง อะไรอย่างนี้ เขาแปลว่า จะรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ก็คือ ความรู้ที่ไม่เต็มนั่นเอง

เพราะฉะนั้น ถ้าอยู่ในอารมณ์ภวังค์ ก็สะลึมสะลือ แต่ถ้าอยู่ในความหมายของพุทธ ก็คือไม่ใช่สะลึมสะลือ คือรู้ที่ไม่ชัด รู้ที่ไม่เต็ม รู้ที่ไม่สมบูรณ์ รู้ที่ไม่ครบพร้อม ไม่รู้รอบถ้วน ไม่รู้แจ้งแทงทะลุนั่นเอง เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาก็คือกำหนดลงไป สัญญาคือ การกำหนดรู้ที่ยังไม่แจ้ง รู้ไม่ถึงที่สุด รู้ไม่สมบูรณ์ รู้ไม่แทงทะลุรอบ ให้พ้นลักษณะนี้ ให้เกิดการรู้สมบูรณ์ รู้ครบรอบ รู้แจ้งแทงทะลุให้หมดเป็นตรัสรู้ให้ได้ เพราะฉะนั้น สัญญาเวทยิตนิโรธ จึงหมายความว่า สัญญาและเวทนา นั่นน่ะ สมบูรณ์ เพราะไม่มีอะไรเป็นอวิชชาอยู่เลย ดับอวิชชาหมดนิโรธ คือ ดับอวิชชา สัญญาเป็นวิชชา เวทนาเป็นวิชชา เห็นมั้ย ภาษา

เพราะฉะนั้น มันเป็นรโหคตะ บอกแล้ว มันเป็นเรื่องลึกซึ้ง ไม่ใช่ระนาบตื้น ไม่ใช่เรื่องที่จะรู้กันได้โดยหยาบๆนะ เพราะงั้น ความดับ นั่นคืออวิชชาสวะดับ มีแต่วิชชา มีแต่ความรู้ยิ่งหมดเลย เพราะฉะนั้น สัญญาไม่ใช่ดับดับสัญญาที่มันเป็นตัวสัญญา ที่มันอยู่ในลักษณะที่ไม่สมบูรณ์ เนวสัญญานาสัญญายตนดับอากิญจัญญายตนสัญญาดับ วิญญาณัญจายตนสัญญา ทีนี้ ลองมาดับวิญญาณดูซิ เป็นไงถ้าไปบอกว่า มันดับมาเรื่อยๆ นี่ใช่ไหม ถ้าบอกมันนิรุทธามาหมดเลย เอามาแต่แรกๆ ก็ได้นา เริ่มต้นตั้งแต่ปฐมฌาน วาจาย่อมด้บ เป็นคนใบ้เลย เอานา ไล่มาเรื่อยๆนา หนา 13

เข้าฌานแรก วาจาย่อมดับนา ตอนนี้ กำลังเข้าฌานที่ 1 แล้ว ไม่มีวาจานี่ ใช่มั้ย นี่เข้าฐานหนึ่งแล้ว ไม่มีวาจา เข้าฌาน 4 กันทั้งนั้นเลยนี่ ไม่มีวาจานี่เรียกว่า หมากรุกชั้นเดียว วาจา มันหมายความถึงเรื่องราว หมายถึงเรื่องวจีสังขาร สังขารนี่เป็นเจตสิกหนึ่งในจิต เราเรียนองค์ธรรมของสังกัปปะมาแล้ว มีตรรกะ องค์ธรรม 7 ของสังขาร ของสังกัปปะ ตรรกะ วิตรรกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนาเจตโสวินิโรปนา วจีสังขารา หรือวจีสังขาร สังขาร หรือวาจาสังขารนี่ มันเป็นการปรุงชนิดหนึ่ง ท่านบอกแล้วแต่ต้นแหละว่า สังขารทั้งหลาย ท่านไม่ได้บอกว่า ตัวนั้นหรอก สังขารทั้งหลายโดยลำดับ เป็นการดับสนิทแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่ได้ไปหมายเอาตัวตรงๆ แต่สังขารนี่มันปนอยู่กับสิ่งเหล่านั้น ปนอยู่กับวาจา เสียงของอาตมากำลังพูดนี่ วาจาดับ ดับ เพราะวาจานี้ ปราศจากสิ่งอันสุดท้าย ราคะ โทส โมหะ ดับ ของผูสิ้นอาสวะ ไม่ใช่เป็นผู้ตายแหงแก๋ ไม่ใช่เป็นผู้ที่หมดลมหายใจนะอาวมาดูที่ข้อจตุตฌาน เมื่อเข้าจตุตฌาน ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ย่อมดับ เมื่อถึงฌาน 4 แล้วหมดลมหายใจ คนหมดลมหายใจแล้วทำไง เอาไปป่าช้า คนหมดลมหายใจแล้ว เอาไปป่าช้า

เพราะฉะนั้น พอเข้าฌาน 4 เรียบร้อย เข้าฌาน 4 แล้วหมดลมเข้าลมออกแล้ว หามไปป่าช้าได้ นี่ถ้าพาซื่อ หมากรุกชั้นเดียว จะเป็นยังงี้ ท่านบอก สังขารของลมหายใจ บอกแล้วแต่ต้นว่า สังขาร สังขารทั้งหลายของวาจา ของวิตก วิจาร มีวิตก วิจารอยู่ ไม่ใช่หมายความว่า ไม่มีวิตกวิจารนา

เพราะฉะนั้น ในฌานรูปฌานนี่นะ ยังมีวิตกวิจารไปถึงอรูปฌาน อากาสา วิญญา ค่อยไม่มีวิตกวิจาร ไม่มีวิตกวิจาร ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีสัญญาไม่มีเวทนา มีสัญญาเวทนา เวทนาเจริญด้วย เป็นสัญญา เวทนาที่บริสุทธิ์ เป็นสัญญาเวทนาที่สะอาด เป็นสัญญาเวทนาที่ผ่องใส เป็นประสิทธิภาพของสัญญาเวทนาของแต่ละคน จะเป็นผู้ใดก็แล้วแต่ มีบุญบารมี สัญญาดี เวทนาดี ผู้นั้นก็มีสัญญาและเวทนาของผู้นั้นแหละ ที่ได้ฝึกอบรมมา ได้สร้าง ได้ทำสัญญาเวทนาให้บริสุทธิ์ หรือให้มีประสิทธิภาพ ความจำได้เก่ง ความกำหนดรู้ได้เก่ง ลึกซึ้งอะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นประสิทธิภาพของสัญญา ประสิทธิภาพของความรู้สึก เป็นคนที่มีความรู้สึกเร็วที่เราเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า เซ้นซิตีฟ หรือ เซ้นซิเบิ้ลอะไรอย่างนี้ เป็นต้น มันเร็ว มันเป็นความรู้สึก ที่รับได้เร็วแววไว รับรู้รับอะไร แต่ขจัดสังขารออกจากเวทนา ออกจากความรู้สึกได้ เพราะงั้น ความรู้สึกเร็วรับรู้ แต่ไม่ได้มีสังขาร รับรู้อะไรไวเร็ว ประสิทธิภาพของเวทนาก็คือ ความรับรู้สึกได้เร็ว มันเป็นความเร็วแห่งการรับกระทบ และก็ลึก มันจะลึก แล้วเร็ว มันก็เป็นประสิทธิภาพของเวทนาของแต่ละบุคคล

เพราะฉะนั้น ลองมาไล่ดูนะ ผู้เข้าปฐมฌาน วาจาย่อมดับ หรือวาจาย่อมระงัล ในหน้า 14 บอกว่าระงับ หนา 14 ย่นย่อเหลือ 6 เท่านั้นเอง ไม่มีอรูปฌานนา จะเห็นได้ว่าจตุตถฌาน สัญญาเวทยิตนิโรธเลย ไม่มีอรูปฌาน อาตมาเคยอธิบายน่ะว่า เวลาเราจะใช้งาน เราไม่ต้องไปใช้อรูปฌานหรอก เพราะอรูปฌานเป็นผล มันเกิดสภาพว่าง จิตอากาสานี่ จิตมันว่างลง ว่าง อากาสานี่ แปลว่า ที่ว่างด้วย แปลว่าความสว่างด้วย แปลว่า แสงสว่าง หรือแปลว่า ความว่างด้วย อากาสานี่ ความว่าง มันว่าง มันโล่ง มันโปร่ง มันใส มันสะอาด

หมายถึง นามก็คือ แสงสว่าง หมายถึง รูปก็คือ ความว่าง อาการอย่างนั้นแหละที่จิต จิตมันว่าง มันโล่ง มันโปร่ง มันสว่าง ก็คือ มันรู้ มันแจ้ง มันชัดมันเห็นหมด เห็นไฝ เห็นฝ้า เห็นอะไรอธิบายในอภิญญา ที่บอกว่า เหมือนคนส่องกระจก หญิงสาวที่รักใบหน้านี่ เหมือนมีกระจกส่อง เหมือนกะหญิงสาว ที่ชอบแต่งตัวเหมือนมีกระจกส่องใบหน้าว่า มีไฝ มีฝ้า มีริ้วรอยไม่สะอาด ไม่สวยไม่งามตรงไหนๆ เหมือนกับน้ำ ที่ในแม่น้ำ เห็นน้ำใส ใสจนกระทั่งมองเห็นหอย เห็นปู เห็นปลา เห็นอะไรต่ออะไรเกาะอยู่ ตรงนั่นตรงนี่ อะไรต่างๆนานา นั่นเรียกว่า แสงสว่าง เรียกว่าถึงระดับแสงสว่าง ถึงระดับญาณที่แจ้งชัดทะลุ ปรุโปร่ง ใสสะอาดแทงทะลุหมดอย่างนั้น รู้รอบ นี่เป็นความหมายที่ลึกซึ้ง รโหคตะ ไม่ได้หมายความว่าเป็นความหมายที่ตื้นๆเขินๆ พาซื่อ หมากรุกชั้นเดียว พวกเถนส่องบาตร ใครไม่เคยได้ยินนิยายเรื่องเถนส่องบาตรบ้าง ใครไม่เคยได้ยิน โอ เยอะหนอ อาว เล่าให้ฟัง เถนส่องบาตร คืองี้

มีพระเถระ เขาเรียกเถน พระเถระที่จริงนั่นนะ เขาก็เรียกไปยังงั้นแหละ เถน พระเถระผู้ใหญ่นี่ ท่านก่อนจะออกบิณฑบาต นา ท่านก็เอาบาตรมาส่องทำยังงี้ เอาบาตรมาทำส่อง ยังงี้มาทำดู ยังงี้ มีเณรน้อย อยู่กะพระเถระนี่ คอยสังเกตเห็น เอ บอกว่า อาจารย์นี่ ก่อนจะออกบิณฑบาต ส่องบาตรทุกทีเลย ดูบาตรปัดเช็ดอะไรของท่าน แล้วท่านก็ออกไปบิณฑบาต กลับมาเต็มบาตรรวย เณรน้อย ไปบิณฑบาตทีไร มันไม่เต็มบาตรเหมือนพระเถระสักที แหม พระเถระนี่ มีเคล็ดแหงๆเลย พอเห็นเช้าๆ ท่านก็เอาบาตรมาส่องดู ตรวจตราไปทุกที ท่านก็ค่อยไปบิณฑบาตกลับมาเต็มบาตรทุกที เณรก็เอาบ้าง พอถึงก็เอาบาตรส่องเล็งทำเหมือนเลยน่ะทำเหมือนพระเถระทำ ส่องเสร็จแล้ว ทำเหมือนกันเลย แล้วก็ออกไปบิณฑบาตกลับมาก็พร่องอยู่อย่างเก่า มันก็ไม่เต็มบาตรอยู่อย่างเก่า หน้า 1.

ก็ทำ ทำหลายวันทำแล้วทำเล่า ทำ ก็ทำเหมือนอย่างพระเถระทำ ท่านส่องก่อนจะไปทุกที แต่มันก็ไม่รวยเหมือนพระเถระสักที ก็เลยสุดท้าย ก็เลยบอกเอ้ ไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่แล้ว นี่ไม่ได้ท่องคาถาแน่ๆเลย นึกว่าท่านส่องทำพิธีแล้วก็ท่องคาถาถึงเฮง บิณฑบาตได้รวย แท้ๆไม่ใช่ก็อดไม่ได้ ก็เลยต้องถามท่าน บอกท่านทำอะไรยังงั้น ท่านตรวจตราบาตร บาตรมันจะทะลุ มันจะเป็นรู เป็นอะไรไม่ได้อาบัตินะ ท่านต้องซ่อม เวลาจะไปบิณฑบาต หรือเวลาจะใช้บาตร ต้องใช้บาตรที่ดี ให้สะอาดสะอ้าน ให้เรียบร้อย อย่าให้มันทะลุ อย่าให้มันโหว่ อย่าให้มันเป็นแผล เป็นอะไรต่ออะไร แล้วก็ต้องแก้ไขซ่อมแซม นั่นคือ เรื่องราว นั่นคือเนื้อหา ไม่ใช่มานั่งส่องบาตรเป็นพิธี สวดมนต์เป่ามนต์ เพื่อให้มันเฮงไปบิณฑบาตไม่ใช่ ท่านเฮง ก็เพราะท่านเป็นพระเถระ มีคนศรัทธาเลื่อมใส เพราะเณรยังไม่มีขี้หมาอะไร มีใครจะไปใส่ให้มากๆ

เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจอย่างเณรนั่นแหละ เรียกว่า เข้าใจ อย่างเถนส่องบาตร เข้าใจตื้นๆ หมากรุกชั้นเดียว แค่เห็นท่านส่องบาตร ก็นึกว่าท่านท่องคาถา ท่านทำพิธีการอะไร ก่อนจะไปบิณฑบาต ไม่ใช่ เนื้อหาของท่านน่ะท่านตรวจตราบาตร เรียกว่าเถนส่องบาตร เพราะงั้น คนตื้นๆ แบบเถนส่องบาตรก็แบบนี้ หมากรุกชั้นเดียว นึกว่าท่านท่องคาถา ก็ทำตาม ทำอย่างบ้างนา

เพราะงั้น อันนี้มันไม่ใช่เรื่องตื้น ไม่ใช่หมากรุกชั้นเดียว ไม่ใช่เรื่องเถนส่องบาตร นา เป็นเรื่องลึกซึ้ง เรารู้แล้วนะ ตอนจะใช้จริงๆ แล้วน่ะอรูปฌาน ไม่ได้ใช้หรอก เป็นผลนะ

อากาสา คือ สภาพของความบรรลุชนิดหนึ่งของพุทธนา นี่ ของพุทธก่อน

วิญญานัญจา ก็คือ ความมีวิญญาณ เข้าถึงสภาพวิญญาณที่บริสุทธิ์ขึ้น ว่างขึ้นแล้ว ปราศจากกิเลสอะไรแล้ว

อากิญจัญญายตนะ ยังไม่พอ ตรวจอีก อะไรมีอีก เศษเล็กเศษน้อยส่วนที่เหลือ เอาให้ไม่มี อากิญจัญญะ แปลว่า นิดหนึ่ง น้อยหนึ่งก็ไม่มี ไม่ให้เหลือแม้แต่นิดหนึ่ง น้อยหนึ่ง นั่นเอง ไม่ให้มีอีก ตรวจอีก เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็คือ ตรวจอย่างครบครัน ให้รู้แจ้ง เห็นจริง สัญญาเวทยิตตัง เวทยิตตะ นี่ แปลว่าการเคล้าเคลียอารมณ์ ให้สัญญาทำงานเคล้าเคลียอารมณ์ เคล้าเคลียลักษณะของจิต เจตสิกให้ครบหมดเลยว่า มันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีอารมณ์ค้างที่เหลือ ไม่มีอารมณ์เศษที่เหลือ อารมณ์ที่มันไม่บริสุทธิ์ อารมณ์ที่มันยังเป็นลักษณะเหลือส่วนเศษของราคะ หรือ เหลือส่วนเศษของโทสะอย่างละเอียดจะมีอย่างบางอย่างเบาอย่างธุลีละออง จะนอน จะเนื่อง จะค้าง จะหลบ จะเลี่ยง อยู่ที่ไหน ให้ตรวจให้เสร็จ เคล้าเคลียอารมณ์ ตรวจอารมณ์นั่นเอง ตรวจให้หมดให้เกลี้ยง สัญญาเวทยิตนิโรธจนเห็นว่าดับสนิท ไม่เหลือ อะไรที่ดับสนิทไม่เหลือ สมุทัย ไม่ดับอะไรหรอก ในศาสนาพุทธ ไม่ใช่ไปดับเอาไม่เข้าท่า ดับสมุทัย ไม่ใช่ไปดับจิต จิตไม่ต้องไปดับหรอก เพราะจิตมันไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน จิตไม่ใช่อะไร จิตมันเกิดก็เพราะมีเหตุ มีปัจจัย ยังมีรูป นามขันธ์ 5 มันยังมีรูป ยังมีสัญญาสังขาร ยังมีเวทนา ยังมีวิญญาณอยู่กับร่าง ที่เป็นรูปธรรม มันอาศัยอยู่เท่านั้นเอง เมื่อเวลาจิตไม่ตั้งอะไรอีก ไม่มีภพอะไรอีก ไม่ต่ออะไรอีกเลย พระอรหันต์เจ้า ไม่ต่อภพ ไม่ต่อภูมิ ไม่ตั้งอะไรอีกไม่หยั่งลงในอะไรอีกเลย วางได้จริงๆ ปล่อยได้จริงๆ ไม่เหลือเชื้อตัณหา แม้วิภวตัณหาวิภวตัณหาจะน้อยจะเล็ก จะละเอียดอีกแค่ไหน ท่านก็ไม่เอา ไม่มี วางเลิก ล้างหมด หยุด พอร่างกายแตกดับ รูป ดิน น้ำ ไฟ ลม ธาตุน้ำ ดิน น้ำไฟ ลม แตกดับ วิญญาณก็หายไปในตัว เพราะก็มันไม่ใช่ตัวตนอะไร มันไม่ใช่สิ่งเกาะกุมมันไม่ใช่ตุบป่องๆไป มันตุบป่องอยู่ยังรวมกันอยู่กับวิบาก เพราะมันมีตัวตัณหา ยางเหนียว ท่านเรียกตัณหาว่ายางเหนียว แม้เป็นวิภวตัณหา ก็รวมอยู่ ยังไม่ปล่อย

เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะยังต่ออยู่ มีภพอยู่ ก็ยังมีตัณหาอยู่ พระโพธิสัตว์ยังมีตัณหาอยู่ คือ วิภวตัณหา ตัณหาอุดมการณ์ไม่ใช่ตัณหาเพื่อตัวเอง หมดตัวหมดตนก็หมดไปได้ แต่เพื่อผู้อื่น เพื่อโลกนา เพื่อใครๆ แต่ก็ยังเป็นสภาพ เป็นความปรารถนาดี เป็นความต้องการ เป็นความไม่ปล่อย เป็นความยังเหลืออยู่

ในขณะที่สอุปาทิเสสนิพพาน ก็ยังเหลืออยู่ เป็นพระอริยเจ้า เป็นพระอรหันต์ ก็ตาม ก็ยังเหลืออยู่ ยังทำอะไรต่ออะไรอยู่ ในสิ่งที่จะต้องสร้างสรรเป็นไป ยังไม่หมด ยังไม่วาง อนุปาทิเสส ไม่เหลือเลย ทีนี้ไม่เหลืออะไรเลย หมดทุกอย่าง โดยเฉพาะ ตัณหาที่ว่านี่ หมด อย่างพระพุทธเจ้านี่ ท่านปลงอายุสังขารนี่นะ ตอนแรก พอทำไปตามระยะปัจจุบัน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ปั๊บ ท่านก็มีความมุ่งหมาย ที่จะไปถึงที่สุด เมื่อถึงที่สุด ท่านตรัสรู้ ท่านบอกสุดแล้ว จบ หยุด ในขณะนั้น จิตหมด วางหมด ไม่มีตัณหา พระพุทธเจ้าก็สว่าง โปร่งใสที่สุด

พระพุทธเจ้า ท่านก็ตรัสกับพระอานนท์ อันหนึ่งว่าตถาคตนั้น

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน