330000 ประกาศอิสรภาพชาวอโศก .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์438 KB
วันที่แก้ไข2 มกราคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

330000 ประกาศอิสรภาพชาวอโศก

ลำดับเหตุการณ์ และ ประมวลข่าวอิสรภาพชาวอโศก

ขอชี้แจงถึงสาเหตุที่เราจำต้องประกาศอิสรภาพแยกตัวออกจากเถรสมาคม เพื่อเผยแพร่สัจธรรมโดยอิสระ เราจะขอท้าวความตั้งแต่ นับจากที่พวกเราได้พยายามพากเพียรศึกษาและปฏิบัติธรรมตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเป็นไปตามธรรมตามวินัยอย่างเคร่งครัดและเอาจริง เพื่อที่จะได้พิสูจน์จนเห็นความจริงแห่งสัจธรรม และนำออกประกาศ จนมีผู้รู้สน ใจปฏิบัติและเห็นจริงตามอยู่มาก งานของเราจึงได้ขยายเติบโตขึ้นเป็นลำดับและเพื่อที่จะได้เจริญรอยตามพระยุคลบาทของพระพุทธองค์ที่ได้ทรงออกจาริกสั่งสอนเวไนยสัตว์ ดังนั้น เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2518 เวลา 16.00 น. ชาวอโศกซึ่งประกอบด้วย พระ 9 รูป ชี กรัก 8 รูป สามเณร 1 รูป และผู้ปฏิบัติชาย 3 คน ผู้ปฏิบัติหญิง 2 คน รวมทั้งหมดมี 23 ได้ออกเดินทางจาริกด้วยเท้าเปล่ามุ่งสู่เมืองโคราชจังหวัดนครราชสีมา โดยเดินทางตามเส้นทางเดินรถผ่านไปทางนครปฐมเข้ากรุงเทพฯ และไปทางสระบุรีออกทางปากช่อง มุ่งสู่จังหวัดนครราชสีมา รวมระยะทาง ไป-กลับ 1,000 กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 เดือนเต็ม คณะของเราได้กลับถึงแดนอโศกโดยปลอดภัย โดยได้ต่อสู้ฟันฝ่ากับอันตราย กับรถซึ่งควบตะ บึงอยู่บนถนนเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา บางคนในคณะของเราได้ถูกเฉี่ยวจนเกือบได้รับอันตรายก็มี แต่เราถือว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม และเราทำงานนี้ด้วยดวงจิตอันบริสุทธิ์ อดทน ย่ำไปโดยฝ่าเท้าซึ่งพองแตกแล้วแตกอีก เพื่อที่จะได้เรียนรู้กับเวทนา เพื่อตัดกิเลส และฝึกความอดทน การเดินทางอย่างเป็นระเบียบ แสดงความสงบระงับสำรวม เป็นที่ประทับใจและได้รับการต้อนรับจากประชาชนเกือบตลอดทาง เหตุการณ์สำคัญบางอย่างที่เกิดขึ้นขณะที่เราได้เดินทางไปถึงเม

อ่านต่อ

ืองโคราช เราได้รับการต้อนรับจากประชาชนเป็นอย่างดี และมีนักหนังสือ พิมพ์รายวันของโคราช ปีที่ 1 ฉบับที่ 171 ลงวันที่ 13-14 เมษายน 2518 หน้า 6 ถึงหน้า 7 ในหัวข้อข่าว สนทนากับพระโพธิรักษ์ หรือรัก รักพงษ์ในอดีต ข้อความที่ลงในหนังสือพิมพ์มีความว่า "ประมาณบ่าย 3 โมง ของวันที่ 12 เมษายน 2518 ข้าพเจ้าพร้อมด้วยช่างภาพหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน" ได้เข้าไปถ่ายรูปและสนทนากับท่านพระโพธิรักษ์หรือรัก รักพงษ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีสมัยเมื่อท่านจัดราย การอยู่ที่ไทยทีวีช่อง 4 ท่านโพธิรักษ์พร้อมด้วยคณะ รวมทั้งหมด 25 รูป มีพระภิกษุ-สามเณรและชี-กรัก ได้ธุดงค์รอนแรมมาถึงจังหวัดนคร ราชสีมา เมื่อวันที่ 11 เมษายนนี้ ปักกลดอาศัยบำเพ็ญสมณธรรม และเผยแพร่ธรรมะอยู่ ณ บริเวณที่ทำการ อ.เมือง ใกล้ศาลากลางจังหวัด การสนทนากับท่านพระโพธิรักษ์ครั้งนี้ ข้าพเจ้างดถามเรื่องส่วนตัวแต่อดีตครั้งที่ยังอยู่ในเพศฆราวาส เพราะจะทำให้เรื่องยาวโดยใช่เหตุ จึงมุ่งประเด็นแต่ข้อธรรมะซึ่งท่านได้ให้ความกระจ่างในข้อสงสัยดุจจูงออกจากที่มืดสู่ที่สว่าง มีความปลื้มปีติอิ่มเอิบเกินที่จะพรรณนา บรรยายให้ถูกต้องตรงกับความรู้สึกได้ สำหรับท่านที่สนใจใคร่จะสนทนาธรรมเชิญแวะนมัสการได้เดี๋ยวนี้ เพราะท่านคงอยู่ไม่นานวัน ต่อไปนี้เป็นข้อสนทนาตอนหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าได้ใช้สติปัญญาอันน้อย จดบันทึกเรียบเรียงด้วยความระมัดระวังยิ่ง เพราะถือว่าเป็นงานหนักที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยกระทำมา ถาม : ท่านครับ กระผมอยากทราบสาเหตุจูงใจเบื้องต้น ในการที่ท่านได้ละเพศฆราวาส อุปสมบทเป็นพระภิกษุ มีข้อวัตรปฏิบัติแตกต่างจากภิกษุทั้งหลายว่ามีความเป็นมาอย่างไร และจะอยู่ในเพศบรรพชิตนี้ตลอดไปหรือไม่ ? ท่านโพธิรักษ์ : อาตมาสนใจศึกษาธรรมมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นฆรา วาส ทำงานอยู่ที่ทีวีช่อง 4 ก็ได้ศึกษาเรื่องของพระศาสนาเรื่อยมา จนที่ สุดตัดสินใจอุปสมบท เป็นคนไม่มีห่วงกังวลอะไรอยู่เบื้องหลัง ขออุทิศ ตัวทำงานพระศาสนาไปจนกว่า กลไกของสังขารจะหยุดเดิน ตั้งใจว่าจะอยู่ในเพศพรหมจรรย์นี้ตลอดไป ถาม : พรรษานี้ เป็นพรรษาที่เท่าไหร่แล้วครับ ? ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดไหน ? ท่านโพธิรักษ์ : พรรษานี้เป็นพรรษาที่ 5 จำพรรษาอยู่ที่แดนอโศก อ. กำแพงแสน จ. นครปฐม ถาม : เมื่อคราวเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา มหาวิปโยค เห็นท่านพร้อมด้วยพระภิกษุและนางชีออกเดินบิณฑบาตอยู่ที่ถนนราชดำเนินทั้งที่เหตุการณ์ยังไม่สงบดี ท่านมีเจตนาประสงค์อย่างไร ? ท่านโพธิรักษ์ : คืออย่างนี้ เห็นว่าพวกเขาร้อนกันนัก ก็อยากจะให้เย็นเสียบ้าง เขาร้อนเราเย็น เท่าที่ได้แสดงออกก็ไม่ได้เป็นการอวดดี เราดูกาลเวลา คุณเองล่ะ มองเห็นแล้วมีความรู้สึกอย่างไร ? นักข่าวตอบ : ครับผมใจชื่นขึ้นมากแต่ท่านพอจะกรุณาชี้สาเหตุว่า ทำไม ถึงมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในเมืองไทย ที่นับถือพระพุทธศาสนา มีธรรมะข้อใดที่จะไม่ให้เกิดเรื่องร้ายอย่างนี้ขึ้นอีก ท่านโพธิรักษ์ : เพราะความไม่พยายาม ทำความเข้าใจกัน ไม่เสียสละ ไม่รังสรรค์ ถือทิฐิมานะ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติบ้านเมือง นักข่าว : กรณีที่พระสงฆ์ร่วมเดินขบวนกับชาวนา ท่านมีความเห็นอย่างไรบ้างครับ ? ท่านโพธิรักษ์ : อาตมาไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ ถ้าเป็นอาตมา ไม่เดิน กรณีนี้ไม่เหมือน 14 ตุลา สำหรับอาตมาสุดแท้แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละคราว คิดว่าจะทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้คนมีความเย็น นักข่าว : พอละครับสำหรับเรื่องนี้ แต่ทีนี้ผมอยากจะถามความเห็นว่าท่านมีความรู้สึก เกี่ยวกับการ"เรี่ยไร" เอาเงินไปสร้างวัด สร้าง โบสถ์ สร้างศาลา ประการใดบ้าง ? ท่านโพธิรักษ์ : การเรี่ยไรเป็นบาป เรี่ยไรไปสร้างวัดก็บาปเหมือนกัน เพราะรู้อยู่แล้วว่าเราเอาไปทำอะไร ต้องให้ญาติโยมเขาเกิดศรัทธา เขาจะทำกันเองไม่ใช่ไปเรี่ยไรขูดรีด ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนรำคาญ ทุกวันนี้ ในเมืองไทยมีวัดร้างประมาณ 4,000 กว่าวัด ชาวบ้านไม่มีกำลังจะบำรุงรักษา จะสร้างถาวรวัตถุกันไปทำไมนัก ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ไม่เป็นการสงวน ประหยัด ทั้งที่ราษฎรส่วนมากยังยากจน นักข่าว : การรดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์บอกใบ้ให้หวยเบอร์ดูหมอ เป็นสิ่งสมควรแก่สมณะหรือไม่ครับ ? ท่านโพธิรักษ์ : ไม่ใช่เรื่องของพระ เป็นเดรัจฉานวิชา ผิดมหาศีล แม้การรักษาโรคก็ผิดศีล การรดน้ำมนต์หรือที่เรียกว่าสิญจนยันต์ พิธี การให้น้ำ พิธีการใช้น้ำเป็นเครื่องนำไป เป็นเรื่องของพวกเดียรถีย์ นิ ครนถ์นาถบุตร ศาสนาจึงกลายเป็นเรื่องของจารีตประเพณี พิธีกรรม ผสมปนเปไปหมดเกินกว่าครึ่ง เพราะผลประโยชน์ของพวกต้องการทำการค้า โดยอาศัยศาสนาบังหน้าเป็นศาสนาพาณิชย์ นักข่าว : อย่างพิธีปลุกเสกพระเครื่อง หรือที่เรียกว่าพุทธาภิเษก อะไรเหล่านี้ ท่านว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ หรือจำเป็นสำหรับพระพุทธศาส นาหรือเปล่าครับ ? ท่านโพธิรักษ์ : เป็นศาสนาพาณิชย์ อย่างที่พูดเมื่อตะกี้นี้แหละ พวกนี้เป็นอันตรายต่อพระศาสนาอย่างยิ่ง คุณคอยดูเถิด พวกศาสนาพาณิชย์นี่จะทำลายศาสนาอีกไม่นานเกินรอหรอก คุณดูสิพระพุทธเจ้าเอง พระองค์ท่านก็ไม่เคยเอาดิน กรวด หิน อิฐ ทราย มาเสกเป็นพระ แล้วพระสงฆ์รุ่นหลังนี่ มีคุณวิเศษอะไรหนักหนา จึงมาปลุกเสกให้เป็นพระขึ้นมาได้ เป็นเรื่องของไสยศาสตร์ไม่มีเหตุผล ทำให้ศาสนาเสื่อม พุทธศาสนิกชนต้องช่วยกันกำจัดเสีย อย่าส่งเสริมพระศาสนาโดยวิธี ที่ผิดอย่างนี้เลยอันตราย พระเองก็ควรแสดงศีล สมาธิ ปัญญา ความเป็นพุทธะแก่ประชาชน นักข่าว : เมื่อเป็นดังนี้ท่านคิดว่าเราควรจะทำอย่างไรดี ในการที่ จะแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ได้ ? ท่านโพธิรักษ์ : ก็ต้องศึกษาศาสนาจริงๆ ไม่ใช่แต่เพียงเชื่อตามกัน เอาแต่เรียนปริยัติ ไม่พิสูจน์โดยการปฏิบัติ ต้องเป็นเอหิปัสสิโก สันทิฏฐิโก ปัจจัตตัง คือต้องเข้ามาเรียนรู้ มาศึกษา ให้รู้แจ้งด้วยตนเอง เพราะธรรมะเป็นอกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาลเวลา คงทนต่อการพิสูจน์ทุกเมื่อ อาตมาเองไม่ประกาศสงครามโดยตรงกับคนที่ทำนอกรีตนอกรอยดังกล่าวมานี้ หากแต่ใช้วิธีปราบและเปรย นักข่าว : เคยมีคนพูดว่าสังคมนิยมมีอุดมการณ์ หลักการคล้าย คลึงกับพระพุทธศาสนา ท่านเห็นว่า มีความจริงพอเชื่อถือได้เพียงใด ? ท่านโพธิรักษ์ : มีบางอย่างผสม แต่สังคมนิยมเป็นเรื่องของวัตถุ เป็นวัตถุนิยม แต่พุทธศาสนาไม่ติดอยู่ที่วัตถุนิยมหรือจิตนิยม เราอยู่ในสายกลาง พอดีๆ มัชฌิมาปฏิปทา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ศาสนาทำให้คนเกียจคร้านเฉื่อยชา หากแต่ว่าท่านสอนให้รู้จักสันโดษ รู้จักความพอ แล้วทำความพอ และทำให้ได้ตามนั้น นักข่าว : ท่านจะรับการแต่งตั้ง ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ มีตำแหน่งหน้าที่ในวงการคณะสงฆ์ หากมีผู้เสนอหรือเห็นสมควรว่าท่านจะได้รับ ท่านจะรับหรือปฏิเสธอย่างไร ท่านโพธิรักษ์ : ไม่หรอก อาตมาไม่ต้องการยศ ไม่ต้องการลาภสักการะ หรือตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ขออยู่อย่างพระธรรมดา มีพระธรรมวินัย มีศีลเป็นเครื่องวัดธรรม มีศีลเสมอกันกับหมู่คณะ เคารพกันโดยธรรม หรือความบริสุทธิ์แห่งธรรมะ นักข่าว : ตั้งแต่ท่านออกจาริกเผยแพร่ธรรมะ เคยปรากฏว่าถูกขัดขวาง เพ่งเล็ง กลั่นแกล้ง อย่างใดอย่างหนึ่งบ้างไหมครับ? ท่านโพธิรักษ์ : การขัดขวางไม่มี มีแต่จำพวก wait and see wait คือพวกนี้มีเยอะแยะ แต่เราก็ไม่มีอะไรทุจริตเบื้องหน้า เบื้องหลัง ที่นี่ไม่ขัดข้อง ที่นี่ไม่วุ่นวาย ยินดีให้เข้ามาพิสูจน์ เปิดเผย ยินดีตามสบาย พวกเราไม่ต้องการเสพสุข เห็นแก่ตัว ต้องการเผยแพร่ธรรมะ ลดอบาย เป็นอนาคาริก ไม่มีเหย้าเรือน ไปที่ไหนไม่มีขบวนคุ้มกัน อยู่ด้วยอุบายกุศล อาศัยปัจจัยสี่ สักแต่ว่าเป็นอาหาร ที่อยู่ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค พอประทังไปตามควรแก่อัตภาพเท่านั้น ไม่สะสมทรัพย์สมบัติอะไร นักข่าว : ท่านกับคณะจะพักอยู่โคราชสักกี่วัน และจะเลยไปเผยแพร่ธรรมะแถวนอกๆที่ไหนอีกต่อไปครับ? ท่านโพธิรักษ์ : คิดว่าคงไม่เกิน 7 วัน มาอยู่ตรงกลางเมืองแล้วต้องดูผลก่อน จะให้ออกไปที่ไหนเล่า ถ้าคนในเมืองไม่สนใจ จะให้คนรอบนอกเมืองออกไปสนใจได้อย่างไร แต่เราก็ไม่หวังผลเลิศอะไรนัก เพราะถือว่าเป็นกิจวัตรประจำปีที่จะเดินออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆสักครั้งหนึ่ง นักข่าว : การปฏิบัติธรรม คนเราควรปฏิบัติอย่างไรบ้างครับ? ท่านโพธิรักษ์ : การปฏิบัติธรรมนั้น นอกจากไปนั่งหลับตาเจริญญาณ ปล่อยให้จิตตกภวังค์ทำงานอัตโนมัติแล้ว คนธรรมดาจะปฏิบัติธรรมก็คือมีสติรู้ตัวให้ได้ตลอดเวลา แล้วเราก็จะรู้และค่อยๆรู้ไปเรื่อยๆ นั่นคือ เราไม่ต้องไปแย่งเวลาส่วนไหนของเราเลย เรามีชีวิตปกตินี่แหละ เราหัดมีสติรู้ตัวให้ได้ตลอดเวลาก็แล้วกัน เมื่อมีสติแล้วก็ระวังประตูเข้า ประตูออกของเราเอง ประตูเข้ามี 6 ทางคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ประ ตูออกมี 3 ทาง คือ กาย วาจา ใจ เราพยายามมีสติคอยระวังประตูทั้งหมดนี่แหละ ระวังคนให้ดีอย่า ให้คนเข้าหรือออกให้ได้ ถ้าคนเข้าออกไม่ได้แล้ว เราก็ไม่มีคนในรูป ในนามของเราหรือในตัวเรา ดังนั้นเราก็หมดความเป็นคน เราก็มีแต่พระในตัวเรา คือพระธรรมหรือความแท้จริง เราก็เป็นพระเท่านั้นเองคือพระอรหันต์ สาธุๆๆ เทวทัต พิทักษ์ธรรม สนทนา สอบสวนที่โคราช

ในวันต่อมาคือวันที่ 14 เมษายน 2518 ได้เกิดมีการสอบสวนโดยเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา แต่เราไม่อาจจะนำเสียงตอนนั้นมาแสดงสู่ท่านได้ เพราะไม่ได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า ในวันรุ่งขึ้นตอนเวลา 4.00 น. พ่อท่านได้เรียกประชุมอบรมธรรม และเล่าเรื่องราวให้หมู่ฟัง พอดีคุณพิสุทธิ์ เลิศคูพินิจ ซึ่งเป็นผู้สนใจติด ตามฟังธรรมและปฏิบัติธรรมกับชาวอโศกอยู่เสมอ ได้ติดตามไปสังเกตุ การณ์ถึงโคราชด้วย จึงได้อัดเท็ปไว้ ตอนเช้ามืดของวันที่ 15 เมษายน 2518 พ่อท่านได้ให้การอบรมกับพวกเราว่า... (พูดนำเท็ป) ที่นี่...ที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา วันนี้ วันอังคารที่ 15 เมษายน 2518 ขณะนี้เวลาประมาณ 4.00น. เราได้เดินกันมาเรื่อยๆ ตามระยะของเวลา และเราก็ควรจะโตขึ้นตามเวลา เพราะเวลามันเดินทางไป มันก็พาเอาความเกิดขึ้นหรือความเสื่อมให้เป็นไป ถ้าเผื่อว่าเราเป็นพระหรือเราเป็นผู้ที่จะพึงรู้ พึงกระทำสิ่งที่ถูกต้อง หรือสิ่งที่ดี สิ่งที่เรียกว่ายอดรู้ หรือตัวรู้ หรือมนุสโสควรจะได้แล้วละก้อ ก็ควรจะมีสิ่งที่เกิดอันดีและมีสิ่งที่เรียกว่าเสื่อมสลายไปอันเลว เราต้องทำความเกิดให้แก่มนุสโสหรือให้แก่โลก เราต้องทำความดีให้เกิดอยู่เรื่อยๆแล้วเราก็ทำความเสื่อมให้เกิดอยู่เหมือนกัน สลายไปเหมือนกัน โดยเรารู้เราเจตนาให้ความเสื่อมนี้ มันเสื่อมไปจริงๆ ชั่วมันเสื่อมด้วย ความเกิดก็ทำให้ชั่วมันเกิดด้วย จึงเรียกว่าผู้รู้ความเกิด และผู้รู้ ความเสื่อม และผู้รู้ความดับ ความเสื่อมนั้นเราจะไม่ให้มันเสื่อมธรรมดาแต่จะให้มันดับเร็วที่สุดด้วย เสื่อมจนกระทั่งให้มันสูญสลายไปด้วย ไม่ใช่ให้มันเสื่อมธรรมดา เราจะต้องรู้ว่าอะไรที่เราจะทำให้เสื่อมแล้วช่วยให้มันเสื่อมให้มันดับ ที่จริงมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมไปเป็นธรรมดา แต่เมื่อเรารู้ว่าสิ่งนี้ไม่ควรจะเกิด สิ่งนี้ไม่ควรจะอยู่ เราก็จะต้องทำให้มันเสื่อมหรือทำให้มันดับไปให้ได้ ผู้ทำให้มันดับไปได้เรียกว่า ผู้ทำนิโรธได้ เมื่อทำความเสื่อมไปให้ มันเสื่อมสลายลงเร็วที่สุด เรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม เรียกว่าโยคาวจร เป็นผู้ทำความเสื่อมให้เสื่อมไปจริงๆ ช่วยให้มันเสื่อมให้เร็ว เป็นพระโยคา วจรกำลังปฏิบัติประพฤติ ทำสิ่งที่มันชั่วมันเลว โดยเฉพาะมันมีอยู่ที่ตนให้มันเสื่อม มันดับ มันสลาย มันสูญไปให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่เราละความชั่วหรือเลิกชั่วแล้วทำตัวให้ดีขึ้น เมื่อละความชั่วในตัวเราได้ ความดีมันก็เกิดขึ้นมาในตัวของมันเอง มันเป็นกรรมอันเดียวกัน (และในตอนหนึ่ง พ่อท่านได้เล่าถึงการถูกสอบสวน จากเจ้าคณะ จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันวานกับพวกเราอีกว่า) ทีนี้ ย้อนกล่าวจนกระทั่งถึงเจ้าคุณที่วัดพยับนี่ ซึ่งเป็นเจ้าคณะจัง หวัดนี้มา ท่านก็ได้ไล่สอบสวนผมไปหลายอย่างหลายขบวน แม้แต่ว่าอยู่วัดอโศการาม เมื่อบวช เมื่อเรียนแล้วเรียนอะไร ผมก็ตอบไปแล้วว่า เรียนอย่างนั้น ท่านบอกว่าเรียนรู้บาลี รู้อะไรหรือเปล่า? บอกว่าผมไม่รู้บาลี ผมไม่ได้เรียนบาลี ผมรู้บาลีด้วยญาณ ท่านก็บอกว่ารู้บาลีเหรอ บาลีแปลว่าอะไร? เพราะท่านเปรียญ 9 เอาละ แล้วผมก็ได้พยายามพูดให้ท่านเข้าใจ ตามฐานะที่ผมว่าผมได้เรียนรู้ ปุคคลปโรปรัญญุตา หรือว่าจะพูดให้ท่านฟังได้ขนาดไหน เราควรจะได้ทำความเข้าใจกับท่านขนาดไหน ท่านจะยึดถือตัวตนขนาดไหน แล้วเราก็รู้ว่าท่านยึดไว้แน่ ผู้ที่ไม่มีอะไรยัดไม่เข้า หมายความว่าอย่างนั้น ผมก็ไม่ได้พูดต่อ ผมก็ไม่อธิบายต่อ เพราะว่าทำอย่างนั้นอยู่ ตามที่ผมได้เข้าใจ ซึ่งท่านก็พยายามท่านก็พูดสอบถาม จะเอาเรื่องกับเราไปทั้งหมด เราบอก ผมก็ได้พยายาม แต่ท่านก็พยายามเหมือนกันคือท่านก็มา พยายามจะเอาเรื่อง ไม่พยายามจับข้ออะไรที่จะเป็นเรื่องขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งเราก็จะพยายามอธิบาย ให้ท่านเข้าใจว่ามันไม่ควรจะเป็นเรื่อง ควรจะอนุโมทนา สาธุ เมื่อท่านก็เข้าใจยังไม่ได้ ท่านก็พยายามพูด จนกระทั่งว่าเรานี่ไม่เป็นพระ มีผู้หญิงมาเดินตามกันก็ไม่ถูก ไม่ถูกวินัยแล้ว ก็มาอยู่สูญญาคารนี้มันก็ไม่ถูก มาอยู่อย่างนี้ก็ควรจะมาว่าอยู่ที่ไหน ปักกลด ก็มาปักที่นี่ ซึ่งผมก็ได้บอกว่าที่ผมมาปักกลดที่นี่ เพราะมันเป็นใจกลางที่จะมาเผยแพร่ ท่านก็หัวเราะกับคำว่าเผยแพร่ ว่าเรามาเผยแพร่อะไร ท่านไม่ เข้าใจ เพราะไม่ได้อยู่ในสาย ท่านไม่ได้สั่งให้มาเผยแพร่ มาเผยแพร่อะไร นอกรีตนอกรอย พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ต้องไปรับบัตรรับเบอร์ แล้วก็ต้องไปไอ้โน่นไอ้นี่ ท่านก็ไม่เคย แล้วท่านก็บอกว่า ดูซิบวชกันปีเดียว เอาสมมุตินั่นเลย ดูมาที่ผมว่าผมบวชปีเดียว แล้วก็บอกว่าอะไรกันจะมาเผยแพร่ ท่านก็พูดถูกตามสมมุติของท่านแล้วเราก็บอกว่านั้นเป็นสมมุติ ผมก็ทำตามสมมุติแค่นั้นเอง แต่ปรมัตถ์ผมก็มีปรมัตถ์...! ผมอยู่กับสมมุติทั้งนั้น ผมก็เอาสมมุติผมก็บอก...ถูก ในเรื่องของโลกก็เป็นสมมุติแต่เมื่อเราเป็นพระ เราควรจะมีปรมัตถ์ หรือมีธรรมะที่เป็นปรมัตถ์ด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็เป็นโลกหมด เมื่อเราเป็นพระ เราก็ควรรู้ปรมัตถ์ ผมก็เตือนสติท่านบ้างเหมือนท่านก็หยุดไปบ้างหน่อยหนึ่ง นะ ปรมัตถ์มันก็มี เราต้องเข้าใจปรมัตถ์ เราก็บอกว่าเรามาปักกลดที่นี่ มันถูกแล้ว เพราะใจกลาง เราจะเผยแพร่ เผยแพร่อะไร เพราะอยู่ที่นี่เจ้าของเขายังไม่ค่อยจะพอใจเลย ผมก็บอกว่า ที่นี่แหละเป็น...ผมมาอยู่สูญญาคาร ผมก็เห็นสถานที่อันโป้งโล้ง เป็นอาคารที่มันไม่เดือดร้อนอะไร ไม่มีอะไร คุณเข้าใจว่า สูญญาคารว่าอย่างไร สูญญาคารแปลว่าอะไร? ผมก็เลยแปลให้ฟัง เพื่อที่จะให้ท่านเข้าใจว่าเรานี่เข้าใจบาลี แล้วเราก็แปลบาลีตามฐานะที่เราเข้าใจ ก็เลยแปลสูญญาคารให้ฟังว่าสูญญาคาร หมายความว่าเป็นสัจจะขั้นๆ ได้อีกตั้งหลายขั้น อธิบาย สูญญาคารชั่วคราว สูญญาคารกึ่งถาวร สูญญาคารถาวร สูญญาคารชั่วคราว ก็คือ เป็นที่ที่เจ้าของเขาอนุญาต ให้เราพักได้ชั่วคราว แต่เป็นที่ที่ไม่บริบูรณ์นัก พอที่เราจะอยู่เป็นเสนาสัปปายะ เราก็ทำงานหรือว่าอาศัยได้ชั่วคราว พอได้ ก็เรียกว่าเป็นสถานที่เป็นสูญญาคารพอสมควร ชั่วคราว ถ้ากึ่งถาวร ก็หมายความว่า เจ้าของเขาอนุญาตให้แสดงสิทธิ์ เป็นสถานที่ที่เราอยู่ ทำประโยชน์ได้พอสมควร เป็นไปด้วยการเจริญธรรมก็ไม่มากนัก ไม่ใช่เสนาสัปปายะนัก แล้วก็เจ้าของเขาก็ยังไม่ได้ให้สิทธิแก่สงฆ์เต็มที่ ก็เป็นสูญญาคารกึ่งถาวร ถ้าสูญญาคารถาวร ก็หมายความว่า เป็นสถานที่ ที่เป็นสัปปายะ เสนาสัปปายะโดยตรง แล้วก็เป็นของสงฆ์มีสิทธิ์ ไม่มีใครมาแสดงสิทธิ์เลย หรือเป็นที่ที่ว่างเปล่า ไม่มีใครมาแสดงสิทธิโดยตรงเลย เป็นที่ไอ้นั่นเลย พูดเอาเองทั้งนั้น ผมก็เลยบอกว่า ใช่ ผมเข้าใจอย่างนี้ แล้วผมรู้เนื้อหาสาระของมันอย่างนี้ ผมยังพูดเอาเอง แล้วก็พูดให้ท่านเข้าใจให้ได้ ก็อย่างที่ท่านเข้าใจว่า สูญญาคารแปลว่าอะไร ผมก็เข้าใจ แล้วผมรู้ด้วยว่าท่านกำลังคิดว่า สูญญาคารแปลว่าอะไร เดี๋ยวนี้ผมเข้าใจอย่างนั้นแล้วผมจะแปลอย่างนั้นให้ท่านฟังทำไม ผมแปลให้ฟังนี่ เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ผมก็อธิบายอย่างนี้เลยนะ ท่านก็เลยหยุดไปหน่อย แล้วท่านว่า เฮ้ย! เข้าใจเอาเองทั้งนั้นนี่ เข้าใจเอาเองทั้งนั้น ถูกแล้วอย่างนี้ เราเคยฟังมาแล้ว ว่าเอาเองทั้งนั้น นี่เราเข้าใจแล้วนะ ก็ไม่เป็นไร ถ้าจะแปล สูญญาคารคือเรือนว่างเฉยๆ มันจะไปเข้าท่าอะไร ก็เรือนว่าง เฉยๆ ประหลาดอะไร ก็ไม่ประหลาดอะไรหรอกนะ จะว่างขนาดไหน จะ ว่างชั่วคราว ว่างกึ่งถาวร ว่างถาวร ที่เป็นของสงฆ์โดยมีสิทธิเขาไม่เข้าใจ หรอกเรื่องพวกนี้นะ นี่ก็เรื่องอย่างนี้เป็นต้น ที่ได้พูดกันนี่ เมื่อวานนี้ แล้วท่านก็รู้สึกตอนแรกจะเอาเรื่องมาก โดยการสอบอะไรต่ออะไรต่างๆ สอบเราว่าเราไม่ใช่พระ เราทำอะไรนอกรีตนอกรอย มานี่เขาก็ไม่ชอบใจมานี่ก็ไม่ถูก ดูซิมาอยู่อาคารนี่ ดู ผู้หญิง ผู้ชาย ปนเปกัน นอนอยู่ มากันอย่างไร ผมก็ได้บอกไปว่า ที่เรามานี่เรามาโดยเปิดเผย สาธารณะ ...สาธารณะอะไร ผู้หญิงผู้ชาย เดินตามกันนี่ผิดวินัย ไม่มีตามธรรม ผมบอกว่า เอาเถอะเรามานี่ เราเปิดเผย สาธารณะจริงๆ เรามีความบริสุทธิ์ ดีกว่าชีกับพระที่อยู่ในวัดปกปิดซ่อนเร้นอยู่ ผมบอกอย่างนี้ ก็มาซิ มานั่งสอดส่องเอา มานั่งพิจารณาเอา มานั่งจับผิดเอา ใครจะมานั่งจับผิด ท่านว่า เอ้า...ไม่นั่งจับผิดก็ไม่นั่ง ก็ไม่ว่ากระไร เราบอกว่าเราเปิดเผย แล้วเราก็..ขี้เกียจอธิบายยาว ก็ไม่ได้นอนอาคารเดียวกัน พระก็นอนนี่ ชีก็นอนโน่น แต่เขาก็บอกว่า มันก็อาคารเดียวกันนั้นแหละ ก็เขาจะเอาสมมุตินี้แหละมาท้วงก็ตามใจเขา เอ้า ! นี้เป็นเคราะห์ดีของเราอยู่ เราเองไม่ได้นอนอาคารเดียวกัน ถ้าอาคารเดียวกัน ก็คงแแรงกว่านี้ นี่ก็เป็นไปตามธรรม คือพวกเรานี่ แต่ละคนก็ได้ช่วยเหลือกัน เห็นเหมาะเห็นควร ก็พยายามจะปลีกเร้น ก็พยายามที่จะให้งามที่สุด มันก็ดีมีประโยชน์ เป็นคุณประโยชน์ หรือเป็นคุณอันหนึ่งที่เราได้เจตนาดีกันเสมอ แล้วก็พากเพียร พากเพียรที่จะช่วยกันคนละไม้คนละมือ ก็ดีแล้วละนะ ก็ปลีกไปนอนเเสียฝั่งโน้น แล้วแยกออกไป อะไรกันไปดีแล้ว งามพอดีนะ ก็เป็นไปตามธรรม เพราะเรามีเจตนาดีเป็นที่ตั้ง มีสัมมาทิฐิอย่างนั้น แล้วก็เข้าใจด้วยสัมมาทิฐิอันจริง แล้วก็มีสัมมาสังกัปโป ดำริด้วยการเป็นกุศลเจตนาเสมอ แล้วก็พยายามทำให้ดี อย่าทำเพื่อดี เพื่อเด่น หรือเพื่อหลงตัวหลงตนเฉยๆไม่เอา แล้วพิจารณาให้รอบคอบก็ดี ไม่มีกิเลสเข้าเจือปน แม้แต่มานะทิฐิก็ไม่มี อย่าให้มี รูปราคะ อรูปราคะ เข้าไปเจือปนไม่มีก็ดีแล้ว แต่อย่าให้มีมานะเข้าไปยิ่งสวยใหญ่ ยิ่งงามใหญ่ ยิ่งกามราคะหรือสักกายะ ไปปนแล้วด้วยอย่าไปทีเดียว แล้วต้องรู้ให้จริงว่า สักกายะแค่ไหนๆ แล้วท่านก็พูดต่อไปอีกหลายอัน จนกระทั่งเกริ่นกล่าวไป จนกระทั่งทำอย่างไร อะไรอย่างไร เรียนรู้ อะไรอย่างไร ผมก็อธิบายว่า ผมปฏิบัติธรรมมา ผมเรียนรู้ เอาอะไรเผยแพร่ ก็ บอกว่าสิ่งที่ผมรู้ ผมเรียน ผมปฏิบัติธรรมมา ได้มรรคได้ผลอะไร ผมก็เอามาเผยแพร่ออกไป อ๋อ! ได้มรรคได้ผลด้วยหรือ? ท่านถาม ผมก็บอกว่า ได้ ได้มรรค ได้ผล อ้อ! ได้มรรคได้ผลด้วยหรือ? แหม หัวเราะเอิ๊กอ๊ากเลย เพราะคนบอกได้มรรคได้ผล อวดอุตริมนุสธรรมแล้วนี่ ผมบอกว่าได้...อ้อ! แล้วบรรลุขั้นไหนๆแล้ว ผมก็บอกว่า ผมบอกได้ ถ้าจะบอกกับท่านก็พอบอก ได้ ผมก็บอกเสมอ บรรลุขั้นไหนผมก็บอกได้ พระพุทธเจ้าก็สอนไว้ ถ้าอนุปสัมบันก็บอกตามฐานะของอนุปสัมปัน ถ้าอุปสัมบันก็บอกตามฐานะของอุปสัมบัน ถ้าอย่างท่านผมก็บอกได้เหมือนกันตามฐานะ ว่าผมขนาดโสดาบัน สกิทาคามี ผมบรรลุแล้ว ผ่านแล้ว อ๋อ! โสดา...จด จด นี่โสดา สกิทา บรรลุแล้ว จดนะ ผมก็เลยบอกว่า จดให้ละเอียดนะคุณ จดไปให้ดีเรียบร้อย เพราะผมไม่มีปิดไม่มีเปิดอะไร จดให้ดี ผมบอกไป ผมก็พูดไปเรื่อยๆให้ฟังเย็นๆ ท่านร้อน เราก็เย็นมากหน่อยนะ ก็บอกท่าน ก็จดไป แล้วผมก็อธิบายซ้อนลงไปอีกว่า ท่านอย่าเข้าใจผิดเลย หลายๆอย่างบัญญัติหรือว่าภาษานี้ผมยังไม่ ได้อวดอุตริมนุสธรรมเท่านั้น ผมรู้ว่าท่านกำลังคิด ว่าผมนี่อวดอุตริมนุสธรรม ผมก็บอก อธิยายซ้อน ผมยังไม่ได้อวดอุตริมนุสธรรมเลยนะนี่ ผม เพียงแต่บอกบัญญัติเท่านั้น ว่าผมเป็นโสดา ผมเป็นสกิทา แต่ผมยังไม่ได้อธิบายมรรควิธี เพื่อที่ท่านจะได้เอาไปปฏิบัติเลย ยังไม่ได้อวดธรรมะเลย ยังไม่ได้แสดงธรรมที่เป็นอุตริมนุสธรรมเลย เพียงแต่ มีแต่บัญญัติ แต่คำว่า โสดากับสกิทาเท่านั้น เฮ้อ! อย่าพูดๆ อันนี้ กรรมการเขาจะเป็นผู้วินิจฉัยเอง บอก เอ้า...ก็แล้วไป จะอธิบายให้ฟังหน่อยก็พูดกลบเกลื่อนไปเสียนี่ กรรมการเขาจะวินิจฉัยเอง ก็นั่นแหละจะวินิจฉัยกำลังเพี้ยนอยู่เดี๋ยวนี้ เข้าใจบัญญัติเป็นอัตถะ เข้าใจอัตถะเป็นบัญญัติ หรือเข้าใจบัญญัติเป็นนิรุตติ เข้าใจนิรุตติเป็นอัตถะอยู่ ท่านก็เปรียญ 9 ท่านก็ต้องเหนือกว่าใคร เพราะท่านสอบเปรียญ 9 กว่าจะได้ ตกแล้วตกอีกหลายปี ท่านก็ต้องแน่ใจว่าท่านแน่นะ ท่านจะมาอะไรกัน ยังไม่เคยเรียนบาลี แล้วยังเพิ่งจะบวช หรืออะไรต่างๆนานา ท่านก็ต้องแน่นอนล่ะ ก็เห็นใจท่านเหมือนกัน ตามความเข้าใจของท่าน เพราะฉะนั้น ท่านก็จะต้องใช้เหตุปัจจัยพวกนี้ พิจารณาเหมือนกัน ว่าไอ้คนอย่างเรานี้ มันจะไปอย่างไร ก็เขาเรียนมาแทบแย่ ก็น่าเห็นใจท่าน เหมือนกันนะ ท่านก็ต้องเข้าใจว่าเราไม่รู้ เราก็พยายามที่จะให้ท่านเข้าใจว่าเรานี่ ก็พอรู้บ้างเหมือนกัน แต่ท่านก็ไม่พยายมาฟัง ด้วยอติมานะมันมากหรือมานะมันมาก การดูหมิ่นถิ่นแคลนคนอื่นมาก ก็รับคนอื่นไม่ได้ เห็นคนอื่นเป็นครูไม่ได้ เห็นคนอื่นมีภูมิไม่ได้หรอก เมื่ออติมานะมันมาก เพราะฉะนั้น ท่านก็เลยไม่ได้เข้าใจอะไรมากนัก ก็น่าเสียดายที่ท่านทำตัวเองไม่ให้เป็นผู้ได้รับประโยชน์ หรือได้รับปัญญา หรือรับความเข้า ใจได้ โดยดูถูกคนอื่นเสียก่อน มันก็เลยต้องเป็นอย่างนั้น ท่านก็เลยยิ่งขึ้นไอ้นั่นใหญ่ พอบอกว่า ขึ้นถึงตอนนี้ ถึงตอนที่ว่าประกาศอุตริมนุสธรรมนี้ท่าน บอกว่า เอ๊ะ ไป นายอำเภอ ไปเรียกตำรวจมา ไปเรียกผู้กำกับมา ไปเรียกผู้ว่าฯมา แล้วต้องเอาเรื่องแล้ววันนี้ นี่ผมจะเอาเรื่องคุณจริงๆนะ ท่านก็ขึ้นถึงขนาดนี้เลย เราก็เลยนั่งเฉยๆ จะเอาเรื่อง ไปตามมาเดี๋ยวนี้ นายอำเภอสั่งให้คนไปตามผู้กำกับ ไปตามผู้ว่าราชการมา แล้วจิตของท่านตอนนั้นนะ ผมรู้ ผมรู้ทันทีเลย ผมรู้จริงๆด้วย เพราะจิตของผม เจโตปริยญาณ จิตของท่านจะจับผมสึกวันนั้น วันเมื่อวานนี้ ผมรู้เลยว่า จิตตัวหนึ่งท่านแป๊บ จิตตัวหนึ่งของผมมันเกิดแฉ็ช ท่านจะจับสึกแน่ๆจริงๆ จิตตัวนี้จะเอาแน่แล้ว หวานล่ะ ได้จับสึกคนวันนี้ ก็เจ้าคณะจ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน