330914 พุทธวิธี...แห่งการงาน ธรรมก่อนฉัน โดย พ่อท่านโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข2 มกราคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

330914_ พุทธวิธี...แห่งการงาน ธรรมก่อนฉัน โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ปฏิบัติธรรมกับการทำงาน เพื่อลดละอัตตามานะ พ่อครูว่า… เนี่ย... เราจะมีอะไรต่ออะไรหนุนเนื่อง หรือหมุนเวียนเป็นไป ใครชอบงานอย่างหนัก อย่างเบา อย่างนั้น อย่างนี้ อะไรนี่ มันจะมี นี่ มันค่อยๆ กอบก่อไป และเวลาเราทำงานนี่แหละ เราปฏิบัติธรรม มันจะมีการชอบ หรือ ไม่ชอบนี่ ตั้งแต่แรกเริ่มนี่ ก็ต้องดูใจเรา เราจะทำงานอย่างที่ชอบๆ อย่างเดียว ไม่ได้ บางทีเราต้องทำงานที่เราไม่ชอบบ้าง เราจะได้รู้ว่า เราทำไมไปรังเกียจ ไม่ชอบแล้วเราจะไม่แตะ ไม่ชอบแล้ว เราจะไม่อยากจะทำเลยหรือไง มันรังเกียจ มันรังเกียจ เลยพลอยขี้เกียจไปด้วย มันไม่ถูก เราจะต้องแก้ แก้ตัวเรา แก้นิสัยเรา แก้จิต มันกิเลสมันผลัก ทั้งๆ ที่มันเป็นงานที่ควรจะต้องทำ หรือมันจำเป็นด้วยซ้ำ งานนี้ต้องจำเป็นต้องทำขึ้นมาไม่ทำแล้วมันก็ไม่สมดุลย์ ไม่ทำแล้วมันก็ขาดแคลน ไม่ทำแล้วก็บกพร่องกันอยู่ ที่เราจะอาศัย ที่เราจะใช้ อะไรนี่เป็นต้น เราต้องทำ เพราะงั้น เมื่อเราต้องทำ มันสำคัญ มันจำเป็น เราก็ต้องช่วยกัน บางทีมันขาดแคลนคน เราก็ต้องช่วยกัน แม้เราจะไม่ชอบ เพราะเราหักความไม่ชอบ ล้างความไม่ชอบนี่ ตัววางใจเป็น เออ แม้มันไม่ชอบ เราก็วางใจ มันก็ไม่ผลัก มันก็ไม่ลำบาก ถ้าเรายังติดใจอยู่ ยึดอยู่นะ ถืออยู่ มันก็ทุกข์ มันก็ทำให้เราเอง ขัดๆ คาๆ อึดอัด เพราะงั้น การวางใจนี่ ที่ภาษาที่บอกวางใจ งั้นเราต้องทำใจจริงๆ นะ เราวางยังไง อย่าให้มันมาข้องมาคา อย่าให้มันมาต้าน ให้มาย้อนมาแย้งกะใจเราสิ วางหาเหตุหาผลว่าทำไมเราจะต้องให้มันมามีฤทธิ์มีเดช เราจะชอบ หรือไม่ชอบทำไม ก็นี่มันควรหรือไม่ควร แม้มันจะยาก แม้มันจะลำบาก ก็ช่วยกันอยู่ คนไหนทำเป็น ทำคล่อง เขาก็ช่วยกันมาก เรา

อ่านต่อ

ทำไม่เป็น ไม่คล่อง ก็เป็นลูกไม้ลูกมือ มันมีซ้อนนะ อัตตามานะ นี่มันซ้อนในใจคน ถ้าเราทำงานที่เราชอบ และงานนี้เราถนัด และงานนี้เราเก่ง เราก็อยากจะทำ อันนี้แหละ มันเด่น มันโก้ เพราะว่าเราทำเก่ง เราทำถนัด เราเป็นหัวหน้า เราเป็นเจ้า เราเป็นผู้รู้มาก เราทำงานนี้แล้ว ได้เป็นใหญ่ ไปทำงานโน้นแล้วต้องเป็นรอง ไปทำงานโน้นแล้ว ไม่เป็นแล้วต้องไปถามเขา เสียเหลี่ยม เสียเกียรติอะไรนี่ นี่มันซ้อน มานะ ซ้อนกิเลสมานะอัตตา นี่มันซ้อนอย่างนี้ เพราะงั้น เราก็จะต้องรู้ เออ...ไปลดบ้างซิ อัตตามานะ อันไหนไม่เก่ง เราก็ต้องยอมรับ อันไหนเราไม่รู้ เราก็ต้องยอมรับว่าต้องเป็นลูกน้องลูกมือเขา จะเป็นนายไปซะทั้งหมดจะได้ยังไง อันนี้ ยังงี้ เราจะปฏิบัติธรรม เราน่าจะลดละ ลดละ บางทีทำงานร่วมกันแล้ว นอกจากจะถือสา แบบมานะอย่างนี้ก็ยังมี มีเสียง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส พูดกันไม่เข้าหูบ้าง หรือเข้าหู แต่มันไปบาดใจ อะไรก็แล้วแต่เถอะ ยังโน้นอย่างนี้ มันไม่สมใจเรา เราจะเอายังงี้ เขาจะเอาอย่างงี้ อะไร ทำงานร่วมกัน มันต้องถ้อยที ถ้อยลดราวาศอก ถ้อยทีถ้อยประสมประสาน แบ่งกันคนละครึ่ง เอานะ ได้ขนาดนั้น ขนาดนี้ หรือพิจารณา ที่จริงไม่ใช่เอาแต่ ตัวเราเป็นเอก เอาแต่เราเป็นใหญ่ เราเองเรานั่นแหละแน่จริง ถูกจริง ดีจริง มีแต่เราคนเดียว มันก็ไม่ได้ อย่างนี้ เป็นการลดตัวลดตนทั้งนั้น ลดกิเลสทั้งนั้น เพราะงั้น การทำงาน จึงเป็นเรื่องจริง ที่เราจะมีกระทบสัมผัส กระทบสัมผัส นี่เราลดลงมาเยอะแล้วนะ ถ้าเป็นข้างนอกแล้วทำงานมันจะต้องตั้งแต่เริ่มต้น รายได้ ลาภ ยศ ที่มันจะแลกเปลี่ยนมาให้ตัวเอง ตั้งแต่ต้นเลยนะ นี่พวกเรานี่ ลาภ ยศ ลดลงไปมากแล้ว มันเหลือติดตัวตนมานะอัตตา สรรเสริญ เยินยอ กับชอบ ไม่ชอบ ถ้าชอบก็เป็นสุข ถ้าไม่ชอบก็ไม่สุข ถ้าไม่ชอบ ชอบเราก็ไม่สุข ถ้าไม่ชอบมันก็ไม่สุข ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ แต่ถ้าเราชอบมันจะเป็นสุข เพราะเราไม่ได้ทำงานด้วยชอบ ด้วยสุข ไม่ได้ทำงานด้วยชอบด้วยสุข และก็ไม่ได้ทำงานทำงานเพื่อที่จะได้สรรเสริญเยินยอ ได้มานะอัตตา หลงตัวหลงตนยิ่งใหญ่ไปยังงั้น อย่างที่พูดตอนหลังนี่ นี่เราลดลาภ ลดยศลงมา มันก็ยังมีอัตตามานะ มันยังมีสรรเสริญ เยินยอ นินทา ติเตียน หรือชอบ หรือ ไม่ชอบ เป็นสุขหรือไม่เป็นสุข ยังมีสิ่งเหล่านี้อีกด้วย นี่เราจะต้องพิจารณาดูดีดี แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่มาทำฐานที่ว่า มันไม่มีแล้วลาภยศ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ ไม่ติดยึดในเรื่องลาภยศแล้วนะ มีนะ ซ้อนเชิงอีก ที่ว่าลาภนี่ คือทำขึ้นมาแล้ว เป็นผลผลิต แล้วเราก็ไปหลงในสิ่งนี้เป็นผลได้ เพราะฉะนั้น บางที เราคิดในผลได้นี่ มากเกินไป อีกคนหนึ่งเขาก็คิดยึดของเขา เราก็คิดยึดของเรา เราก็นึกว่า ยังงี้น่ะได้ประโยชน์มากกว่า ได้ผลมากกว่า ยังโง้นของอย่างคนอื่นเขา ออกความเห็นที่ค้านแย้งกัน มันจะไม่ได้ผลมากกว่า ได้ผลน้อยกว่า เราก็มายึด แต่ว่าอย่างนี้ เราต้องการได้ผลมากกว่า แล้วก็ยึดมั่นถือมั่น ต่างคนต่างไม่ยอม เลยไม่ต้องทำ เลยได้มาก ได้น้อยเลยไม่ต้องได้ทั้งคู่เลย เพราะไม่ต้องทำ มันก็ ไม่ได้ มันก็ต้องยอมกันมั่ง บางทีแม้มันจะได้ผลมาก แต่เราเอง เราอยู่ไม่ได้ อยู่ในฐานะที่จะต้องไปดึงดันเล้ย ถ้าเอาไปทางโน้น ก็ยึดมากเหลือเกิน เถียงซะด้วยนะ มันได้เท่านี้ เอาได้เท่านี้ก่อน ถ้าเผื่อว่า ว่ากันเหตุผลก็ตาม อะไรอะไรก็ตาม ว่ากันไปหมด แล้วก็ยังไม่ยอมกัน เราก็ต้องลดราวาศอกกันบ้าง มันจะได้ลดตัวลดตนเข้าไปในตัวลาภเป็นเหตุ ไปให้ยึดตัวยึดตน ยึดมานะ อย่างนี้ก็เป็นอยู่เหมือนกัน นี่มันซ้อน เห็นมั้ย เป็นลาภ แล้วก็ซ้อนเป็นถึงกระทั่งเห็นในผลประโยชน์ที่ สมควรได้ แล้วจนกระทั่งกลายเป็นมานะข้าไม่ยอม เอ็งก็ไม่ยอม ก็เลยตีกันหรือว่า เอ้า...ข้าไม่ทำแล้วงั้น เลยเลิกไปเลย มันก็เสียหายซิ งานก็เสียหาย อะไรก็ล้มเหลว นี่ การปฏิบัติธรรมเป็นเหตุ เป็นปัจจัยที่เราจะเดินทางไปสู่นิพพาน

มรรคองค์ 8 ปฏิบัติอย่างพระพุทธเจ้าพาทำ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านยืนยัน อย่างที่เราเอามายืนยันแล้วว่าเราอ่าน มหาลิสูตร โกทะธะพราหมณ์ที่ไปทูลถามพระพุทธเจ้า จนกระทั่งสามารถที่จะมีความเก่ง ความกล้า รู้เรื่องของวิญญาณ รู้เรื่องของกิเลส ตัณหา อุปาทาน มีหูทิพย์ ตาทิพย์ มันจึงจะละสังโยชน์ สังโยชน์ต้น สังโยชน์กลาง สังโยชน์ปลายได้ และทางปฏิบัติไปสู่ความบรรลุสังโยชน์ พ้นสังโยชน์อย่างนั้น ก็มรรคองค์ 8 พระพุทธเจ้าก็ตอบชัดๆ ตรัสตอบตรงๆ ถ้าเราไม่เข้าใจมรรคองค์ 8 เราไม่เข้าใจทิศทางที่ถูกต้องแล้วนะ มัน มันไม่ได้หมดกิเลสหรอก ที่อาตมาพาทำมาทุกวันนี้ พวกเราเข้าใจมากขึ้นแล้วเห็นผล นี่เห็นผล อาตมาเห็นผล พวกเราลดละนะ ลดละลาภ ยศ นี่ เห็นมาได้ชัดๆ นะ ลาภ ยศ พวกเรานี่ เห็น ถึงแม้ว่าจะเป็นการกดข่ม หรือว่ายังไม่หมดอย่างเรียบร้อย สะอาดหมดจด บางคนยังเห็นแก่ได้ เห็นแก่ลาภ เห็นแก่โลภ ในส่วนนั้นส่วนนี้ ซึ่งเป็นวัตถุ เป็นสิ่งของ เป็นอะไรต่ออะไรมาบ้างอยู่ ยังมีท่าที แม้เราจะไป ทำแล้วก็ไปขายอะไรพวกนี้ มันยังมีซ้อนเชิงอยู่ก็ตาม ตัวเราเอง เราไม่ แต่เราก็ไม่หวงแหน ไม่อยากได้มาให้แก่ตน แต่ก็ให้มา มาให้แก่หมู่พวกของข้าซะก่อน ทั้งๆ ที่หมู่พวกก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากมาย เราก็ยังไม่กล้าเสียสละ อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันก็ยังจะต้องพิจารณาซับซ้อน ลึกซึ้ง ที่จะต้องตรวจตราจริงๆ ยิ่งปฏิบัติไปนี่ พวกคุณจะเห็นว่า มรรคองค์ 8 ที่ปฏิบัติ โดยมีตัวปฏิบัติ มีสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีพ มันคืออะไร อย่างไรกันแน่ คุณจะปฏิบัติถูก ปฏิบัติมีมรรค มีผล ปฏิบัติธรรมอย่างพระพุทธเจ้าพาทำ ไม่ใช่ไปนั่งแต่หลับตาสะกดจิต หนีโลก ไม่เอาแล้วโลก อะไรต่ออะไร ไม่ใช่ นี่มันรู้โลก อยู่เหนือโลก มีพลังงาน มีความสามารถ มีการสร้างสรรค์ เกื้อกูล เสียสละ ไม่โลภโมโทสัน ไม่เห็นแก่ตัวแก่ตนจริงๆ มันไม่ได้ลดค่าของมนุษย์เลย มนุษย์ยังมีค่า ยังมีคุณภาพ ยังมีความสามารถ มีความรู้ ความเก่ง สร้างสรรค์ให้แก่สังคมมนุษยชาติอยู่ทีเดียว แต่ไม่มาแย่งโลกเขา มีแต่ให้โลกเขา ให้แก่โลกเขาจริงๆ เราเองก็มีชีวิตที่อยู่มีวงจรชีวิตที่มีหมู่มีกลุ่ม มีมิตรดีสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มีสัปปายะ มีสถานที่อยู่ มีเสนาสนะสัปปายะ มีหมู่ฝูงที่อยู่เกื้อกูลกันอย่างดี เป็นสังคม บุคคลสัปปายะ มีอาหารสัปปายะ มีสิ่งอาศัย จะเป็นของกินของอาศัย เครื่องใช้ไม้สอย หรืออะไรก็แล้วแต่ อยู่อย่างไม่ขาดแคลน ไม่บกพร่อง ไม่ลำบาก เป็นไปอย่างหมุนเวียน พอเพียง อุดมสมบูรณ์ มีสัปปายะ มีธรรมะสัปปายะอีกด้วย อย่าว่าแต่มีเสนาสนะสัปปายะ บุคคลสัปปายะ อาหารสัปปายะเท่านั้นเลย มีธรมะสัปปายะ ที่ละเอียด สูงส่งขึ้นเรื่อยๆ ชีวตเราอยู่ต่อไป ก็มีแต่พัฒนา เจริญงอกงาม มีบุญทั้งทางด้านวัตถุ มีบุญทั้งทางด้านปรมัตถ์ มีบุญทั้งสมมุติสัจจะ มีบุญทั้งทางปรมัตถ์สัจจะทีเดียว สัปปายะ 4 คุณจะรู้ว่ามรรคองค์ 8 นี่แหละ เป็นตัวพา ตัวเป็นตัวพาไป ปฏิบัติแล้ว ยังงั้น ยังงี้ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราก็สร้างงาน เราก็สร้างงาน เพราะงั้น สังคมใด ที่สร้างงานขึ้นมาจนคนไม่พอทำงาน สังคมนั้นเจริญรุ่งเรือง แล้วก็ไม่ได้หมายความว่า คนงานคือคนงาน คนอยู่ในระดับบนไม่ทำงาน เหมือนอย่าง ชาวตะวันออกกลางนี่ ชาวตะวันออกกลางนี่ มันร่ำรวย เพราะมันขายน้ำมัน เสร็จแล้วไปเป็นชนทุนนิยม ได้เงินได้ทองมามากมายแล้วก็เลยกลายเป็น พวกทุนนิยม ศักดินา ไม่ทำงาน มีพ่อมีแม่ ปู่ย่าตายาย ก็กินอยู่ในเงินถุงเงินถัง นั่นแหละ อะไรๆ ก็จ้างเอามาหมด อะไรๆ ก็ซื้อหมด เพราะมีเงินมากจ้างคนงานเข้าไป คิดดูซิ นั่นเป็นตั้งเท่าไหร่ ขนาดคนงานจากประเทศไทยประเทศเดียว ยังเป็นหมื่นเป็นแสนอยู่ในตะวันออกกลาง คิดดูซิ แล้วคนอีกประเทศอื่นๆ อีกล่ะ โอ๊ย จ้างคนงานไปเป็นคนงาน ไปเป็นคนทำ เพราะมีเงินจ้าง แล้วคนพวกนั้น ไม่เป็นอะไรนะ คนงานเอาออกมาหมดนะ พวกนั้นน่ะ หงิก มีแต่เงิน กินเงินก็ไม่ได้ กินน้ำมันก็ไม่ได้ ตาย ตายนะ มันไม่ใช่ความเจริญที่ถูกต้อง ไม่มีความรู้ และไม่มี ความสามารถ ไม่อึดไม่ทน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ กลายเป็นศักดินา เป็นทุนนิยมไป อย่างนั้น ซึ่งมันไม่ถูกเรื่อง ศาสนาด้านโน้น จะเป็นอย่างไรก็ตามแต่เถอะ เราก็ไม่ไปวิจารณ์ล่ะ ศาสนาอิสลาม เขาเป็นศาสนาอิสลามเป็นลักษณะ อาตมา ไม่ไปวิจารณ์ เพราะฉะนั้น มันลึกซึ้งนะ สอดซ้อนลึกซึ้ง ศักดินาทุนนิยมที่ไม่ใช่เรื่องตื้นเขินเรื่องลึกซึ้ง ถ้าเรียนไม่รู้แล้วละลดไม่ได้หมด ไม่ได้หมด และเป็นวงจรที่จะสมบูรณ์ไม่ได้ ผู้เจริญจริงๆ ไม่ยึดถือตัวตนนี่ โอ้โห ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่ยึดถือตัวตน แล้วสามารถที่จะอ่อนน้อมถ่อมตนได้ ใครจะข่ม จะเบ่ง ก็ได้ ไม่หลงใหลตัวเองง่ะ มันไม่ใช่เรื่องเล่นนะ เพราะงั้น ถึงครั้งถึงคราว จะใหญ่ก็ใหญ่เป็น จะเล็กก็เล็กได้ ได้จริงๆ เลย โดยไม่ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ใหญ่ก็ได้ เล็กก็ได้ จริงๆ เลย เพราะงั้น ถ้าวงจรพวกเราสมบูรณ์ พวกเราก็ต่างไม่มีชั้น ไม่มีศักดิ์ ไม่มีศักดินา ไม่มีทุนนิยมอะไรกันอยู่แล้ว เกื้อกูลแบ่งกินแบ่งใช้กัน โอ มันยิ่งกว่าประเทศใดๆ ไหนๆ สังคมไหนๆ อีก มีทุกอย่างที่ถูกต้องสัดส่วนหมด ผู้ที่เราเคารพเชื่อถือในหัวคิดหัวอ่าน ในความบริสุทธิ์ ไม่เห็นแก่ตัว เราก็เชื่อถือกันได้อย่างเป็นเผด็จการได้เลย ผู้นั้นจะพูออะไร จะสั่งอะไร เป็นปราชญ์ เป็นผู้รู้ เป็นผู้ที่ไม่เอาเปรียบเอารัดจริงๆ เป็นผู้ไม่ลำเอียง แล้วตัวเองก็ไม่บำเรอตนอะไรจริงๆ ด้วย เป็นผู้มักน้อย สันโดษจริงๆ เป็นพระอริยะชั้นสูง เราจะเคารพนับถือ เชื่อถือท่านจะสอนจะบอก จะสั่ง สั่งได้เหมือนเผด็จการเลย แล้วผู้ที่สามารถที่จะสั่งได้อย่างเผด็จการ ก็ละตัวตน ไม่มีตัวตนที่จะไปเบ่ง ซึ่งมันจะสอดคล้องกับความจริง ไม่ไปเบ่ง ไม่ไปเอาเปรียบเอารัดอะไรหรอก ไม่ได้ลำเอียงอะไรหรอก เพราะงั้น จะสั่งก็สั่งจากปัญญาที่ควรจะสั่ง อาจจะมีความรู้ที่ลึกซึ้งกว่าผู้ที่ได้รับคำสั่งจริงๆ เพราะงั้นก็ สั่งได้ คนที่รับคำสั่ง ก็เชื่อถือ และเป็นจริงด้วย อย่างนี้เป็นต้น ไม่ต้องคิด หรือจะคิดด้วยก็ได้ ไม่ต้องคิดมันก็พอรู้ คนเรานะ มันฉลาดเฉลียวอยู่ การสร้าง การสร้างความฉลาดปัญญาไว้ให้แก่ตนเอง มันก็จะเจริญขึ้นไป มันก็รู้ มันเป็นเรื่องที่ไม่ดี จะท้วงกันบ้าง ไม่ท้วงกันบ้าง เราก็วิเคราะห์วิจัยกัน ศึกษาหารือกันจริงๆ มันก็จะได้ความถูกต้องเสมอ เมื่อได้ความถูกต้อง จะทำอะไรมันก็ดีอยู่ตลอดเวลาแหละส่วนของ กองกลาง จะกินจะอยู่จะใช้ เป็นคนประหยัด มัธยัสถ์ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่สุรุ่ยสุร่าย เล่นๆ หัวๆ ทิ้งๆ ขว้างๆ ทำลาย ผลาญๆ ไม่มี มันจะไปอดอยากอะไร มันมีแต่สร้างสรรค์ขึ้นมา อุดมสมบูรณ์ แบ่งกินแบ่งใช้กันก็เหลือเฟือแล้ว ได้แจกจ่ายเกื้อกูลไปให้ที่อื่น ก็ออกไปกว้างไกลเข้าไปอีก เป็นบุญเป็นกุศลทั้งนั้น และแรงงานกับสถานที่ที่พรักพร้อม อุดมสมบูรณ์ มีอะไรมันพร้อมพรักหมดเลยนะ ที่โน่นที่นี่ อันโน้นอันนี้ เป็นวงจรที่สมบูรณ์ แผ่นดินที่จะเป็นเกษตร ก็มีแผ่นดินเกษตร ดินก็ดี ดินก็เจริญอยู่เรื่อยๆ แทนที่จะเป็นดินเสื่อม ก็เป็นดินดี น้ำก็เป็นน้ำดี ไม่เป็นน้ำเสื่อม มีแต่น้ำดีไม่มีมลพิษ แล้วเราก็ช่วยกันดูแลรักษา ทนุถนอมกันไว้ ให้มันเป็นสิ่งที่เราได้อาศัยอย่างดี ไม่ให้มันหมุนไปในทางเสื่อม มีแต่ทางเจริญ ดินก็เจริญ น้ำก็เจริญ อากาศอะไรก็เจริญ ไม่มีมลพิษ ไม่มีขยะ ไอ้ที่จะมาทำให้มันฉุดรั้งลงไปสู่ความตกต่ำ หรือความเสื่อม อะไรก็ดี เพราะคนรู้ เพราะคนเป็นผู้รู้ คนมีวัฒนธรรม ถ่ายทอดวัฒนธรรมไปให้แก่รุ่นลูกรุ่นหลาน รุ่นหลังต่อไป รู้จักรักษา รู้จักดูแล รู้จักขยันหมั่นเพียร สร้างสรรค์ มีพลังงานเบาลงทุกที เพราะธรรมชาติมันช่วยเรา และวงจรไอ้โน่นไอ้นี่ ที่มันจะ เป็นเฟือง เป็นมุม เป็นกลไกอะไรต่ออะไร ก็สมบูรณ์ หมุนเวียนถูกต้อง ทั้งคน ทั้งองค์ประกอบ ไมว่าจะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่มันจะก่อเกิดการพัฒนาเจริงอกงามขึ้นมาโดยธรรมชาติก็ตาม หมุนเวียนกันอยู่ ได้สัดได้ส่วนอย่างจริง เรียกว่าประเทศ ตามภาษาของบาลีนี่นะ ปฏิรูปประเทศ ประเทศนี่ ปฏิรูปเทศะ วาสะ เป็นสถานที่ที่ควรอยู่จริงๆ เลย เป็นสถานที่ที่ควรอยู่ เพราะมันมีวงจรอะไรสมบูรณ์ดีเรียบร้อย อยู่กันพรักพร้อม แล้วคนที่อยู่ ก็มีความเข้าใจ มีปัญญา รู้เลยว่าเราจะขยันอย่างไร รักษาอย่างไร แล้วก็อยู่รวมกันอย่างไร มีชีวิตประเสริฐอย่างไร มีอุฏฐานะสัมปทา ขยัน มีอารักขสัมปทา ในการดูแลรักษา ป้องกัน ช่วยเหลือเฟือฟาย ในองค์ประกอบต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในทรัพยากรต่างๆ เท่าที่เรามี รู้จักการอยู่ร่วมกัน เป็นกัลยาณมิตตตา ทุกคนเป็นกัลยาณมิตร รู้จักการอยู่ร่วมกันอย่างญาติ อย่างพี่ อย่างน้องที่ดี ช่วยเหลือขัดเกลา ถ่ายทอดจารีตประเพณีวัฒนธรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ได้รับความรู้ การสอน การเรียน ศึกษาฝึกฝนอบรมให้เป็นคนที่อยู่ในพฤติกรรมที่ดีหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม พฤติกรรม พิธีกรรมอะไรก็ได้สัดได้ส่วนที่ดี สังคมมนุษย์นั้นๆ ก็ดี มีชีวิตที่ดี เป็นสมาชีวิตา เลี้ยงชีพไว้ชอบ มีวงจรของชีวิตที่เป็นไปด้วยดี และแถมในจิตวิญญาณของแต่ละคน ยังมีสัมปรายิกกัตถประโยชน์ เมื่อกี้นี้ เป็นทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ เป็นประโยชน์ปัจจุบัน เห็นทันทันที และแถมในจิตวิญญาณของแต่ละคน ก็มีสัมปรายิกกัตถประโยชน์ คือ มีศีลสัมปทา มีศรัทธาสัมปทา มีศรัทธาสัมปทา ศีลสัมปทา จาคะสัมปทา ปัญญาสัมปทา ในจิตใจรู้เชื่อมั่น มีความเชื่อที่เชื่อมั่นเลยนะ ไม่ใช่เชื่อฟัง หรือเชื่อ ไม่ใช่เชื่อถือ หรือเชื่อฟังเท่านั้น มีความเชื่อหมด เชื่อครบ เป็นศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ เข้าถึงพร้อมด้วยความเชื่อที่สมบูรณ์ เชื่อไม่ใช่เชื่ออย่างดายๆ เชื่ออย่างมีเหตุผล เชื่ออย่างมีปัญญา เชื่ออย่างอริยะ เป็นอริยทรัพย์นะ ศรัทธาสัมปทา นี่เป็น อริยทรัพย์ มีศีลสัมปทา เข้าถึงศีล ที่จริง ศีลที่เป็นเนื้อแท้ ศีลที่เป็นปกติ ศีลที่ได้ปฏิบัติขัดเกลา กาย วาจา ใจ จิตเป็นอธิจิต ปัญญาเข้ามาสอดส่องเห็นความจริง ตามความเป็นจริงที่ถูกต้อง ไม่ใช่ศีลที่เป็นหลักเกณฑ์อยู่ในตำราเท่านั้น ศีลนี้ รู้จักความหมาย เอามาประพฤติปฏิบัติถูกตัวถูกตน ถูกแต่ละบุคคลได้สัดส่วน ขัดเกลา กาย วาจา ใจ ศีลขัดเกลา กาย วาจา ใจ ขอยืนยัน มีคนมาบอกอาตมาว่า ได้พูดข้างนอก บอกว่าศีลนี่ขัดเกลาใจ ขัดเกลากาย วาจา กะใจ ใจด้วย เขาเถียงคอเป็นเอ็นเลย บอกไม่มี ไม่มีตำราเล่มไหนสอนในพระไตรปิฎก ไม่มีว่าศีลจะไปขัดเกลาใจ มีแต่ขัดเกลากายวาจาเท่านั้น สอนกันมานั่นอรรถกถาจารย์น่ะ พูดขัดเกลากายวาจาน่ะ เป็นเบื้องต้น ขัดเกลาถูกทิศถูกทางแล้ว กาย วาจานี่ อาตมาเคยอธิบายความให้ฟังว่า เราสังวรกาย สังวรวาจา ตามศีลที่เราตั้งนี่ เราต้องใช้ใจเราน่ะ เป็นตัวที่สังวรสำรวมรู้ แล้วมันจะค่อยๆ ขัดเกลากายวาจาให้ ให้ชำนาญ ให้เป็นไปตามที่เราถือศีล ใจก็ได้รับการสำรวม และจะเกิดญาณปัญญาที่จะรู้ พิจารณาด้วยว่ามันดี ไม่ดี มันถูกต้อง ไม่ถูกต้อง มันได้พอเหมาะพอดี อะไรยังไงแล้วหรือจริงๆ แล้วมันขัดเกลากิเลสออกไปหรือไม่ มันขัดเกลากิเลสออกไป ก็เป็นอธิจิต ขัดเกลานิวรณ์กิเลส ขัดเกลาออกไป อธิจิต นั่นเรียกว่าสมาธิ แล้วปัญญาก็เห็นสมาธิ หรือเห็นตัวอธิจิตจริงๆ เลย จิตถูกขัดเกลา ศีลขัดเกลาจิตเนี่ยไป มาคนนั้นเขามา ยืนมาถามอาตมา บอกมีที่ไหน ในพระไตรปิฎก เอามายืนยันซิ อาตมาก็เลยบอกให้เอา กิมัตถิยสูตร ไปซิ ไปยืนยันกับเขาสิ กิมัตถิยสูตร นี่ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าศีลที่เป็นกุศล คือศีลที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติอย่างฉลาด กุศลนี่แปลว่าฉลาด ศีลที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติลงตัว ปฏิบัติได้มรรคได้ผลจริงๆ แล้ว ศีลที่เป็นกุศลจะทำให้ความเป็นอรหัตผลไปสู่ ความอรหัตผลโดยลำดับ เท่านี้แหละ ไปยืนยันกับเขาซิ ถึงใจไม๊ ศีลถึงใจไม๊ เพราะถ้าคุณแปลว่าศีลนั้นขัดเกลาได้แต่แค่กายวาจา คุณไม่ได้เป็นอรหันต์หรอก กายวาจาแค่นั้น ไม่ได้เป็นอรหันต์ อรหันต์น่ะ ไม่ได้นับที่กายวาจา อรหันต์น่ะ นับที่ใจ ใจล้างกิเลสหมด เพราะฉะนั้น ศีลต้องล้างกิเลสนะ มันจึงจะเป็นอรหันต์โดยลำดับ ขัดเกลาแต่กายกะวาจา มันไม่ได้เป็นอรหันต์ได้หรอก นี่คือหลักฐานใน พระไตรปิฎก กิมัตถิยสูตร ไปยืนยันกับเขาเลย ตั้งแต่ท่านอธิบายไว้ว่า ศีลเป็นกุศล มันจะขัดเกลาอะไรได้ก่อน ขัดเกลาตั้งแต่เรื่องอวิปฏิสาร ไล่ไปเรื่อยๆ จากอวิปฏิสาร ก็มีอะไร อาตมาก็จำไม่แม่น มีปีติ มีปราโมทย์ มีอะไรไป ไล่ไป จนกระทั่งถึง วิมุติญาณทัสสนะ โน่นแหละ ศีลทั้งนั้นแหละขัดเกลา แล้วจะเดินทางไปสู่ วิมุติญาณทัสสนะ เป็นอรหันต์หรืออรหัตผล เนี่ย เขาเรียนมาฟั่นเฝือแล้ว สอนกันเพี้ยนออกไปจนกระทั่งเชื่อ อาตมาก็ได้ยินมาอย่างนั้นแต่ก่อนนี้เหมือนกัน ว่าศีลนี่รักษาแต่กาย วาจา จะได้อธิจิต ต้องไปนั่งทำสมาธิ นั่นมันก็เลยตัดไปเลย ศีลก็ไปปฏิบัติไอ้แบบหนึ่ง ส่วนสมาธิก็ไปนั่งหลับตาเอา มันไม่สัมพันธ์กัน ปัญญาก็ไปนั่งท่องนั่งทวน นั่งพิจารณาวิเคราะห์วิจัยไปซิ ไปเล่นหมากฮอสเอาจะไปฝึกหัวสมองไปโน่นแน่ะปัญญา ให้มันเฉียบแหลม ให้มันฉลาดเฉลียว ไปนั่งคิดนั่งอ่านอะไรต่ออะไรต่างๆ นานา ดีไม่ดีเขาก็เล่นวิดีโอเกมส์นี่ฉลาดอีกแน่ะ บ้าๆ บอๆ ไปอย่างนั้นแหละ มันไม่เกี่ยวกันเลย มันไม่เกี่ยวกัน มันไม่สัมพันธ์กะศีล สมาธิ ปัญญา อย่างนี้เลย สมาธิ ปัญญาของพระพุทธเจ้านั่นคือ ปัญญารู้กิเลส รู้ความเจริญของชีวิตด้วย เฉลียวฉลาดอย่างสร้างสรรค์เป็น จริงๆ ด้วย แล้วสร้างสรรค์ก็ไม่ใช่เพื่อไปจะไปล่าลาภ ยศ สรรเสริญด้วย สร้างสรรค์ไปก็ไปหาอาชีพที่ดี อาชีพที่จะไปเป็นเสียสละ ไปเป็นผู้ที่ไม่หลงในลาภ ในยศ ในสรรเสริญ ในโลกียสุขด้วยซ้ำ นี่มันสอดซ้อนเข้าไปอย่างนั้นอย่างนั้น เพราะงั้น เราปฏิบัติแต่ละคน แต่ละฐานะเนี่ย ก็ดูศีลของตนของตน ดูฐานะของตนว่าเรายังมีศีลในระดับไหน ที่จะขัดเกลา อันไหนที่มันยากเกินไป โอ๊ เรายังทำไม่ไหวหรอกขนาดนี้ ถ้าเราตั้งศีลในตัวขนาดนี้ ตั้งตบะธรรมให้ขนาดนี้ เราไปไม่รอด เราก็เอาเท่าที่พอทำได้ แต่อาตมาย้ำทุกทีว่าการปฏิบัติธรรม ที่จะมีผลนั้นจะต้องตนอยู่บนความลำบาก อย่าไปตั้งศีลให้ตัวเอง ให้มันง่ายเกินไปนัก ง่ายดาย ง่ายดายมากๆ เดี๋ยวให้อยู่กับชรัส เฟื่องอารมณ์โน่น หรือไม่ก็ให้ไปอยู่กับเบิร์ด สบายๆ แบบมิจฉาทิฏฐินั่น ง่ายดาย ง่ายดาย แบบชรัส ง่ายดาย แบบนั้นน่ะ มันเป็นมักง่ายไป ต้องตั้งตนอยู่บนความลำบาก ศีลที่เราตั้งให้แก่ตน นี่จะต้องอยู่ในฐานะที่ต้องสังวรระวังแล้วก็ลำบากหน่อยนะ ไม่ใช่มักง่าย ไม่ใช่ว่า โอ๊ย ศีลอย่างนี้ สบายดี เบาดี ง่ายๆ ดี มันไม่มีผลพอ ที่อาตมาเอาสูตรที่ว่า ตั้งตนไว้ เทวทหสูตร อันนี้ อาตมาจำได้ อยู่ในเทวทหสูตร ซึ่งเขาไม่มาใช้แล้ว มัชฌิมา พอดีๆ ปานกลาง แหม อาตมาไปเจอที่ไหนก็บอก ผมมันลูกศิษย์พระพุทธเจ้า มัชฌิมาครับ เหล้าก็ต้องกินหน่อย บุหรี่ก็ต้องสูบบ้างตามเรื่อง อาตมาแล้วไม่อยากเถียงเล๊ย เจอผู้จัดการที่เหมือง ที่ไปดูหิน เมื่อวานนี้ก็ เหมือนกัน ผมมันลูกศิษย์พระพุทธเจ้าครับ ต้องเดินสายกลาง เหล้าผมก็กินเป็นกระสาย บุหรี่ผมก็ดูด ซึ่งเราเองเราไม่มีปัญหา อาตมาเข้าใจเขา อาตมาไม่ พูดอะไร อาตมาก็นั่งฟังเขาไป ว่าไปก่อนไม่เป็นไร เพราะจะไปสอนยังไง ยังไม่ทันรู้เรื่องอะไรกัน เดี๋ยวไปหักโค่นเขาทันที พอดีไม่ให้หิน เราเอาเลย (พ่อท่านหัวเราะ) เราถ้อยทีก่อน เขาเข้าใจขนาดนั้น เราก็ต้องรู้ภูมิเขานะ เขาก็ดูท่าทีก็ค่อยๆ เป็นไป ถ้าเขาเข้าใจ และศรัทธาเลื่อมใสเรา เราก็ค่อยๆ บอกให้มันตั้งตนอยู่บนความลำบาก มากขึ้นไปเรื่อยๆ ตามฐานะ ถ้าไม่เช่นนั้น สำคัญนะ ตั้งตนอยู่บนความ ลำบากเนี่ย ต้องสำคัญ ถ้าไม่เข้าใจสภาวะแล้ว ประมาณไม่ถูกหรอก

ตั้งตนอยู่บนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง คำว่า ตั้งตนอยู่บนความลำบากนี่ ภาษาบาลีของท่านก็คือทุกข์นั่นเอง ทุกขายะทุกขายะ อัตตานัง ก็คือตัวของเรา ทุกขายะ อัตตานัง ปะทะหะติ ตั้งลง หยั่งลงหรือตั้งใจไว้ เราเป็นคนตั้ง เราเป็นคนประมาณแล้วก็เป็นคนตั้ง ตั้งใจ ตั้ง ตั้งเรื่องนี้ให้แก่ตนเอง แล้วก็ตนเองก็ต้องทำให้ได้ขนาดนั้นแหละ มันจะอยู่ในสภาวะที่ทุกขายะ ก็ต้องอยู่ในภาวะที่ไม่ไม่มักง่าย ไม่สะดวกดายเกินไป ต้องอยู่ ในภาวะที่ลำบาก ทุกขายะ ท่านถึงแปลเอาความว่าลำบาก ก็เป็นทุกข์นั่นแหละ ทุกขายะก็คือ เป็นทุกข์ มันก็ต้องเป็นทุกข์ แต่เรารู้นะว่าทุกข์อันนี้เป็นเนกขัมมะ เนกขัมมะสิตะ โทมนัส โทมนัสก็คือทุกข์ แม้จะเป็นทุกข์ ก็ทุกข์อย่างกำลังตั้งใจ รู้ว่าเรากำลังจะละออก เครื่องมืออันนี้ ศีลอันนี้ หรือหลักเกณฑ์ตบะธรรมอันนี้ เราตั้งให้แก่ตนเอง เพื่อละหน่ายคลาย เพื่อออกจากกิเลส เนกขัมมะ เพราะงั้น แม้มันจะทุกข์เป็น เป็นเนกขัมมสิตโทมนัส เป็นทุกข์ แต่ทุกข์อย่างที่เราจะละออกจากกิเลสต่างๆ กำลังหาทางจะหลุดพ้น ขัดเกลาตนเองอยู่ เราก็รู้ ความจริงว่า อ๋อ อย่างนี้ทุกข์ อย่างนี้ไม่ทุกข์ เนกขัมมะ ไม่ใช่ทุกข์เคหสิตะ เคหสิตโทมนัส ก็คือทุกข์อย่างคนโลกๆ ไม่รู้เรื่อง ทุกข์ไปก็ไม่รู้เรื่องเลยว่า เอ๊ ทุกข์อย่างนี้ มันทุกข์ทรมานตนเอง หรือว่าทุกข์ตัวเองตกต่ำเรื่อยๆ ไม่รู้เรื่อง จะเข้าใจแค่เคหสิตโทมนัส กะเนกขัมมสิตโทมนัส นี่ก็ต่าง นี่ก็ต้องเข้าใจจริงๆ นะ รู้เวทนา อันนี้เป็นเวทนา โทมนัส โสมนัสนี่ เป็นเวทนา เป็นความรู้สึกของตนเอง เออ มันเกิดในใจของเรา เกิดความรู้สึกทุกข์ ลำบาก แต่ทุกข์อันนี้เนี่ย ประกอบไปด้วยศีล ประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่สังวรระวัง ได้สัดส่วนของเรา ไม่เกินไป ไม่น้อยไป อยู่ได้ขนาดที่กำลังดี กำลังทำได้ เราปฏิบัติขนาดนี้กำลังขัดเกลาดี และพัฒนาเป็นกุศลส่งเสริม เราต้องประมาณของแต่ละคนประมาณเอาจริงๆ ประมาณให้ถูกต้อง และทำต้องตั้งตนไว้ในความลำบาก อย่าไปมักง่าย อย่าไปซูเอี๋ยตัวเองมากนัก เพราะงั้น การตั้งค่าของมัชฌิมาปฏิปทา ตั้งค่าของ ความพอเหมาะพอดี ความประมาณปานกลาง ความได้สมสัดสมส่วน ที่บอกว่า ไม่ตึงไป ไม่ ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไปเนี่ย ต้องประมาณเป็นจริงๆ เลยนะ ถ้าไม่เข้าใจ ความหมายนี้ ก็ไปประมาณอย่างซูเอี๋ยตัวเอง ซูเอี๋ยกิเลส มันไม่มีการบอกตัวเองได้หรอก คนอื่นมาบอกเราไม่ถูกเท่าไหร่หรอก เราต้องบอกตัวเองได้ถูก ว่าเรา จะต้องอยู่ในฐานะที่ตั้งตนอยู่บนความลำบากขนาดนี้นะ จึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปทำมักง่าย ทำสบายๆ อะไร ส่วนมากกิเลสมันก็จะมักสบายๆ น่ะซิ พอสบายๆ มันก็ไม่เจริญ สุขาอะไร? ยถาสุขัง โขเม วิหะระโต บาลี อันนี้ ยะถาสุขัง แปลความทำตัวให้เป็นสุขตามมีตามได้ ยถา ยถากรรมนี่ ตามมีตามได้ ยถาสุขัง ปล่อยตัวไปตามมีตามได้ แล้วเราก็เป็นสุข อยู่ในฐานะสุข ไม่ลำบากนะ เป็นกรรมง่ายๆ ไม่ลำบาก สะดวก ปล่อยตัวไปสบายๆ นี่แหละ ยถาสุขัง โขเม วิหะระโต เนี่ยๆ อันนี้แหละ กุศลธรรมเสื่อม อกุศลธรรมเจริญยิ่ง งอกงามไพบูลย์ เอาไม๊ล่ะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน