330316 ธรรมก่อนฉัน-วิดีโอ โพธิสัตว์ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
330316 ธรรมก่อนฉัน-วิดีโอ โพธิสัตว์ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
หมายเหตุ สารบัญและภาคผนวก อยู่ท้ายบทความ
ธรรมก่อนฉัน (วิดีโอ-โพธิสัตว์) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 33 ณ พุทธสถานสันติอโศก
อืม! ดี สำหรับผู้ที่มากินข้าวร่วมกันนะ เราพี่ๆน้องๆ พ่อๆลูกๆ กินข้าวร่วมกัน คนที่ไม่ใช่ลูกเรา ก็คงไม่อยากกินข้าวร่วมกับเราเท่าไหร่ คนที่เป็นลูกเรา ก็มากินข้าวร่วมกับเรา ก็ดีนะ ได้เห็นหน้ากัน ปะหน้ากัน
พ่อครูวิจารณ์หนังของ NHK. ที่นำมาฉายในเมืองไทยทางโทรทัศน์ : อาตมากำลังเซ็นเซอร์หนังเรื่อง “โจ๊ตจัง เทพธิดาชาวดิน” อยู่ เป็นหนังชีวิต ของ NHK. (Nippon Hōsō Kyōkai องค์กรสื่อสาธารณะของญี่ปุ่น) NHK. นี่เขาสร้าง เขาสร้างอย่างหนัง “โอชิน” หนังเรื่อง “ชีวิตหมอมิกิ” หนังเรื่อง “โจ๊ตจัง” อะไรพวกนี้ของ NHK. เขาสร้าง เป็นหนังที่เขาพยายามสร้างอย่างใช้ข้อมูลหลักฐาน มีนักวิชาการสืบเสาะ ทั้งประวัติศาสตร์ ทั้งจิตวิทยา ทั้งสังคมวิทยา จารีตประเพณี วัฒนธรรม เขาพยายามทำ ดี เป็นหนังที่จงใจสร้าง เจตนาสร้าง มีเจตนารมณ์ที่จะให้มันเป็นสิ่งที่สร้างสรร ดูทุกเรื่องแล้วอาตมาก็ว่าดีนะ ของ NHK. เขาสร้างนี่ แล้วก็มีบริษัทรัชฟิล์มนี่ซื้อมา มาฉายอยู่ในโทรทัศน์ คนไม่ค่อยติดหรอก มันบังเอิญยังไงไม่รู้ หนังโอชิน มันคนดันผ่าติดได้ ทั้งๆ ที่อาตมาว่า หนังโอชินนี่น่ะ ดีสู้หมอมิกิ ไม่ได้ สู้หนังเรื่องชีวิตไม่ได้ หมอมิกิดีกว่าด้วยซ้ำไป เรื่อง “โจ๊ตจัง” นี่ก็ดีไปอีกนัยหนึ่ง ให้เห็นลึกเข้าไปในแง่ครอบครัวของคน มันอาจจะมีลักษณะหลายๆ อย่างที่ต่างกันนะ อะไรต่ออะไร ดี เห็นครอบครัว เห็นแต่ในเรื่องของครอบครัวน่ะ ลูกๆ แม่ๆ สามี ตายาย พี่น้อง น้า อา เพื่อน มิตรสหาย อู๊! ดี แจกแจงละเอียด เหมือ
อ่านต่อ
นเรื่องเรื่อยๆ ไม่มีอะไรจี๋จ๋าน่ะ เรื่อง “โจ๊ตจัง” เหมือนเรื่องเรื่อยๆ แต่มีประเด็น มีมุมละเอียด มีมุมที่เขาส่อให้เห็นว่า ควรจะแสดงออกยังไงอันนี้ ควรจะถ้อยทีถ้อยอาศัยกันยังไง มันจะต้องมีกิเลสบ้าง อะไรบ้าง มันก็จะต้องยังงั้นน่ะ แล้วก็จะตอบรับกันยังไง ประสานสมานสามัคคี ประนีประนอมยังไง ท่าทียังงี้มา ควรทำท่าทียังไง อะไรยังงี้ มันเป็นการบอก เป็นการสอน เป็นการสร้างสรรสังคม สังคมวิทยาที่ดีทีเดียว ยังไม่จบ ดูยังไม่จบ ก็คงจะต้องผ่านเซ็นเซอร์ หนังเรื่องนี้ และหนัง แน่นอนมันไม่ใช่หนังปรุงแต่งเป็นหนังที่จะต้องเอาจุดที่จะมาปลุกเร้าอารมณ์สนุกจี๋จ๋าอะไรมาให้ดูกันเหมือนหนังจีน มันต่างกับหนังจีน ต่างกับหนังจีนมาก แต่ก็ดูดีนะ และพวกเราก็ไม่ค่อยจะสนใจกัน (หัวเราะ) เป็นนักธรรมะ แต่ก็ไม่รู้เนื้อหา อย่างหนังเรื่องหมอมิกิ ก็ดู เหมือนดูกัน ไม่ค่อยมาก แล้วอะไรล่ะ “เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้” มันมั้ย? เหอ(หัวเราะ) ก็หนังอย่างงี้ หนังระดับหนึ่ง หนัง(หัวเราะ) หนังสังคมเขาก็ดูกันมันๆ ดูชิงรักหักสวาทมั่ง บู๊ขบเหลี่ยม เล่นเหลี่ยม ชิงเหลี่ยม ชิงพริบ ชิงไหวชิงพริบ อะไรต่ออะไรกันยังงี้ ก็มันนะ เป็นการแจ้งหรือเป็นการคิดแง่ บางทีเขาก็ไม่ได้ไปเป็นยังงั้นทีเดียว เขาเอามาผนวก เอารสชาติ ของมุมเหลี่ยม ของเล่ห์กลของคนหลายๆ คน มารวมกันเข้า มาอยู่ในคนๆ เดียว คนๆ นั้นก็เลยดูเก่งเป็นเอกไปเลย
บทบาทตัวละครเป็นแบบประพฤติ มีทั้งดีและร้าย ให้คนในสังคมเอาอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพระเอกผู้ร้าย หรือเป็นผู้ร้ายพระเอก อะไรก็ตามใจเถอะ มันก็จะเก่งยังงั้นไปเลย ดูแล้วมันก็เป็น “เชิงโลก เชิงโลกีย์” ก็ดีเหมือนกัน ทันเหลี่ยมทันโลกเขาบ้างนะ แต่เราอย่าอยากไปเป็นพระเอกล่ะ พระเอกผู้ร้าย อย่าไปอยากเป็นพระเอกผู้ร้าย ผู้ร้ายเป็นพระเอก เขาเรียกผู้ร้ายผู้ดี ผู้ร้ายเป็นพระเอก เอาผู้ร้ายมาเป็นพระเอก หนังเดี๋ยวนี้เขาบอก ถ้าเผื่อว่าเป็นพระเอกก็ตาม จะต้องแสดงให้ได้ทุกบทบาท พระเอกจะต้องไปแสดงเป็นตัวผู้ร้ายก็ได้ อะไรยังงี้ ซึ่งอาตมาไม่เห็นด้วยเลย พระเอกนี่มันเป็น.. ธรรมดาสามัญ คนเรานี่มันมีใจไปผูกพันผู้ที่เป็นตัวเอก ถึงแม้มันจะเด่นในการร้าย เราก็เรียกมันว่าผู้ร้าย เราจะไปเรียกมันเป็นผู้เอกได้ยังไง เราจะไปนิยมชมชื่นผู้ที่เป็นตัวเอก เพราะฉะนั้น คนที่เป็นตัวเอกมาแล้ว ไม่น่าจะไปแสดงเป็นตัวร้าย ไม่ต้องไปกลัวว่าเราจะแสดงไม่ได้ทุกบทบาท ไม่เช่นนั้นมันทำให้สังคมนี่ ยาก มันไปติดที่ตัวบุคคล ติดที่ตัวรูปร่าง มันง่าย มันหยาบน่ะ เพราะฉะนั้นพวกพระเอกไปแสดงเป็นผู้ร้าย มันก็อยากเอาอย่างผู้ร้าย ก็อยากเอาอย่างพระเอกนั่นแหละ แต่พระเอกไปแสดงเป็นบทร้าย เป็นตัวร้ายเป็นตัวความผิด คนเขาก็อยากเอาอย่างตาม ยิ่งตัวเด็กๆ เล็กๆ นี่ มันติดตัวบุคคลเข้าแล้วนี่ มันก็เอาอย่างตาม ซึ่งเป็นการสื่อที่อาตมาถือว่าเสียหาย โดยแง่ของศิลปะไม่ควรกระทำ ในแง่ของศิลปะไม่ควรกระทำ ร้ายเป็นร้าย ตัวร้าย โดยเฉพาะในแง่ของ drama หรือแง่ของการแสดง อย่างนี้เป็นต้น มันไม่ควรจะไปกระทำ ทำแล้วมันไม่ถูกเรื่อง เพราะฉะนั้นในหนัง ในละคร ในโอเปร่า ในโขน ในละคร ในอะไร ตัวคลาสสิค เขาไม่เอาตัวเอกมาแสดงเป็นตัวร้ายหรอก ตัวเอกก็จะต้องเป็นตัวเอกเสมอไป พระรามก็เป็นพระรามตะพึด ทศกัณฐ์ก็เป็นทศกัณฐ์ ฝึกไปเลยบททศกัณฐ์ ให้มันเหี้ยมมันโหดก็ฝึกเข้าไป บทพระรามก็ฝึกเข้าไป บทที่มันดีมันงามของพระรามก็ฝึกเข้าไป มันเล่นบททศกัณฐ์ไม่เป็นด้วย ทศกัณฐ์มาเล่นบทพระรามก็ไม่เป็นด้วย อย่างนี้เป็นต้น เอาไปเลย เอกเป็นเอก นางร้ายก็แสดงนางร้ายไป นางเอกก็แสดงนางเอกไป หัดฝึกบทท่าทางลีลาทุกอย่างให้มันติดตัวติดตนเลย นี่เขาก็เป็นอย่างนั้น แต่เดี๋ยวนี้ทุกวันนี้ มันกลับกลายเป็นว่า อยากเก่งจนเกินการ เล่นได้ทั้งบทพระเอกทั้งบทผู้ร้าย เป็นอะไร เป็นยำเส็งหมดเลย ถือว่าเป็นศิลปะ เป็นศิลปะในการแสดง ต้องแสดงได้ทุกอย่างทุกอันทุกอะไรต่ออะไร ต่างๆ นานา จริง มันเก่ง แต่ว่ามันเกินเลยเถิดไป พอเวลามาใช้ผลแล้ว มาใช้งานแล้ว มันทำให้ผลเสีย ผลกระทบมันก็เสีย สิ่งยังงี้ ถ้าไม่เข้าใจกันแล้ว แล้วเขาก็ทำกันอยู่ยังงั้นน่ะ เลอะเทอะ มันเลยเถิด เพราะเขาไม่เข้าใจเรื่องคุณธรรม ไม่เข้าใจเรื่องจิตวิทยาเพียงพอ เรื่องจิตวิทยาไม่ได้ยากเย็นอะไร ไม่ลึกซึ้งอะไร เพราะการประมาณคนนี่มันตื้น คนเรามันรับตื้นๆ เพราะฉะนั้นในจิตวิทยาระดับตื้นๆ เท่านั้นเอง มันก็ไปนิยมชมชื่นในตัวบุคคล นิยมชมชื่นในตัวพระเอกนางเอก ถ้าไปแสดงนางร้าย มันก็ไปเอาพฤติกรรมพระเอกนางเอกที่ไปแสดงตัวร้าย แสดงลักษณะร้ายเข้าไปซะ มันก็เลยไม่ดี ยกตัวอย่าง ก็ไม่ต้องเอาอะไรมากง่ะ พระเอกก็ดูดแต่ยา ขี้ยา ออกฉากไหนก็ดูดแต่ยา ดูดแต่ยา มันก็อยากเป็นพระเอกน่ะซิ มันก็ท่าเท่ ดูดยา เด็กเล็กเด็กใหญ่อะไรมันก็ดูดยาตามไปหมด มันก็เป็นอย่างนั้น นี้ยกตัวอย่างง่ายๆ หรือมีท่าเกกมะเรกเกเรอะไรก็แล้วแต่ มันก็ควรจะเอาสิ่งที่ดีๆ แม้ว่ามันไม่ดี บกพร่องบ้างเล็กๆน้อยๆ เราก็แก้ไขกัน มีการแก้ มีการยอมรับ ในสิ่งนี้ไม่ดี เราก็พยายามแก้ไขอะไรกันไป อย่างงี้ก็ค่อยยังชั่ว นี่เราจะมีชีวิตในสังคมต่อไป เรายังจะต้องมีการปรุงแต่ง เราจะต้องมีศิลปะ มีบทบาท มีลีลา อะไรต่ออะไรพวกนี้ด้วย ต่อไปในอนาคตข้างหน้า เราก็อาจจะเป็นบริษัทสร้างหนังบ้างเหมือนกันก็ได้ และหนังของบริษัทชาวอโศกเรา ก็จะต้องได้รู้จักทิศทาง รู้จักแง่ของศิลปะที่จะต้องไปใช้ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดผลเสีย อย่างที่มันเป็นอยู่นี้ ให้ได้ด้วยนะ ซึ่งมันไม่ใช่ความเสียหายอะไรเลย ในเมื่อพระเอกไม่แสดงตัวบทร้ายนี่ มันไม่ใช่ความเสียหายอะไรเลย เป็นความดีอันถาวรเสียด้วยซ้ำไป ตัวค่าของพระเอกก็ไม่ลดลง ถ้าเขาจะบอกว่า โอ๊ย! นี่มันแสดงบทผู้ร้ายไม่เป็นเลย ก็ไม่เป็นเลยก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ถ้าคุณไม่เคยร้ายมาเลยในชีวิตนี่ คุณแสดงบทร้าย บทเหี้ยมบทโหด แสดงบททุจริตอะไรไม่เป็นเลย โกหกไม่เป็นเลยมาตั้งแต่เกิด คุณจะเสียใจเหรอ เฮอะ? ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยโกหกเลย โกหกไม่เป็น เสียใจเหรอ? “ตายล่ะ! ต้องไปหัดโกหกแล้วล่ะ โกหกไม่เป็น เป็นคนไม่สมบูรณ์ต้องไปโกหกถึงจะสมบูรณ์” เหรอ? (หัวเราะ) ไม่เห็นจำเป็นอะไร บริสุทธิ์ผุดผ่องเลย ไปเลย ไม่เห็นมันจะไปเสียหายอะไร ใช่ไหม นี่ในแง่ของเชิงคิดก็ตาม ในแง่ของความเป็นจริงก็ตาม มันไม่เห็นขัดแย้งอะไร เชิงคิดก็ไม่เห็นขัดแย้ง ยิ่งความเป็นจริงยิ่งดีใหญ่ ไม่ประหลาดอะไรนี่ นอกจากมันบกพร่องมาแล้วก็แก้กลับสะสิ อย่าไปทำอีก อย่าไปเป็นอีก ในอนาคต หรือปัจจุบันนี้ต่อไป ตั้งแต่ปัจจุบันไปถึงอนาคต ไอ้นั่นมันผิดพลาด ไอ้นั่นมันไม่ดี ไม่งาม มันโง่ มันได้ถูกหลอก มันอวิชชามาเก่า เราก็ทำเสียไป เป็นไปผ่านมา เราก็จำเป็น มันแล้วไปแล้วก็แล้วไป ทีหลังก็ไม่ต้องไปเป็นอีก ก็มันไม่รู้มาก่อน มันไม่มีใครนำพาก็เท่านั้นเอง แต่ในเมื่อเรารู้แล้ว แก้กลับได้แล้ว เรื่องอะไรจะต้องไปเป็นอย่างนั้น ใช่ไหม อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรู้ต้องเข้าใจ
ดูหนังดูละคร ให้ได้สาระประโยชน์ : เรียนรู้ เท่าทันเทคนิควิธีการสื่อ : การศึกษาทุกวันนี้ เราจะต้องยอมรับในโสตทัศนศึกษา มันเป็นสื่อ และสังคมก็กว้าง เราก็ไม่ต้องไปเสียเวลา มันเป็นเรื่องของเทคโนโลยี ไฮเทคอะไรต่างๆ เขาทำมาให้ก็ดีแล้ว สมควรศึกษาก็ศึกษาไป สิ่งเหล่านี้ก็ เรารู้จักเท่าทัน รู้เท่าทันมัน เอามันมาใช้ให้มันเป็นประโยชน์คุณค่า ไม่ใช่ไปเป็นทาสมัน (Social Media สื่อสังคม สื่อสารรูปแบบต่างๆ) บทฝึกหัดกระทบสัมผัสจากสาระสมมติ : แล้วก็เป็นบทฝึกหัดของเราด้วย เป็นสิ่งที่มากระทบสัมผัส ทั้งๆ ที่มันเป็นของสร้างขึ้นมา เราก็รู้แสนรู้เป็นของสมมุติขึ้นมา ขนาดสมมุติขึ้นมา พยายามทำไปนี่ เราได้สัมผัสแค่นี้ เรายังปล่อยอารมณ์ไป บางทีเรายังเผลอตามได้ ถ้าเผื่อเจอของจริงขึ้นมา เราจะเป็นยังไงล่ะ นี่คล้ายๆ กับเป็นภาคทดสอบไป ทดสอบแค่นี้ ขนาดที่เรารู้จากสมมุติแท้ๆ เจอเหตุการณ์ไม่ใช่ตัวเราซะหน่อย เผลอๆ ไผลๆ เราก็ไปเป็นตัวนั้นกะเขา หรือไม่ก็ กระทบสัมผัส เราก็ยังแปรปรวนไปกะเขาได้ จิตใจ อารมณ์ก็ไม่ได้แข็งแรง ก็แค่นี้ เราก็ได้ทดสอบแล้ว ได้พิสูจน์แล้ว ซักซ้อมเตรียมพร้อม เพื่อที่จะไปเจอของจริง : เพราะฉะนั้นก็เตรียมพร้อมไว้สำหรับที่จะเจอของจริง ไม่แน่หรอก วิบากของใคร อาจจะเจอของจริงขนาดนี้หรือไม่เท่านี้ก็ตาม หรือถึงแม้ว่าจะเจอหนักกว่านี้ ของจริงจะเจอหนักกว่าที่เราได้สัมผัสสมมุตินี่ก็ตาม มันก็ยังได้ซักซ้อมไปก่อนไหมล่ะ นักมวยเจอกะคู่ชกที่ซักซ้อม ไอ้คู่ชกมันไม่เท่ากะคนที่จะมาชิงตำแหน่งน่ะ ไอ้ชิงตำแหน่งรองแชมเปี้ยนที่จะชกกะเรา ที่จะมาชิงตำแหน่งกะเรานี่ มันคงแน่มาทีเดียวล่ะ มันก็ไอ้คนอื่นๆ มันยังไม่กล้าที่จะมาเป็นผู้ที่จะมาชิงแชมป์กะเรา คู่ซ้อมมัน มันก็แค่นั้น ใช่มั้ย แต่มันก็เป็นประโยชน์ คู่ซ้อมก็เป็นประโยชน์ เพื่อที่จะไปชกกะไอ้ตัวรองแชมเปี้ยนที่มันจะชิงตำแหน่งแชมเปี้ยนจริงนั่นแหละ มันก็มีประโยชน์ซ้อมหลายๆ คน มันก็อาจจะได้หลายๆ บทนะ หลายๆ มุม หลายๆ เหลี่ยม เสร็จแล้วก็ไปสู้กะตัวรองแชมเปี้ยน ที่มันจะไปชิงตำแหน่งแชมเปี้ยนเราได้ ก็คล้ายๆ กันอย่างนั้นล่ะ ก็เมื่อได้ซักซ้อม ถ้ายิ่งเราซ้อมกะคู่ซ้อมนี่ก็หนักกว่าแล้ว ไปเจอกะไอ้ตำแหน่งรองแชมเปี้ยน ที่จะมาชิงเอาตำแหน่ง มืออ่อนกว่าไอ้คนที่เราซ้อมมาเก่า ก็ยิ่งสบายน่ะซิ จะมีปัญหาอะไร ก็ยิ่งสะดวกโยธินเลย ใช่มั้ย หรือแม้จะแข็งกว่า โดยความเป็นจริงมันน่าจะแข็งกว่า เราก็ได้ซักซ้อมไปแล้ว ได้ฝึกปรือไปแล้ว ได้อบรมไปแล้ว ก็ยังดี มีฐานที่ได้เสริมไว้ ได้อบรมไว้ ได้ฝึกฝนไว้ ได้สร้างก่อไว้ เพื่อที่จะได้สู้นะ จับประเด็นสาระจากสื่อ ให้เกิดอริยญาณ : เพราะฉะนั้นอย่าขาดสติ เวลาดูก็ดูไปโดยสติสัมปชัญญะดีๆ ให้เกิดอริยญาณอย่างที่ว่านี่ แล้วก็ ดูแล้วก็ทำการปฏิบัติไปในตัว อัดพลังกุศล รู้ว่า เออ! อันนี้ดีนะ ควรประทับใจไว้ ควรรู้จักจุดนี้ ก็ศึกษา เหมือนกับเราเวลาเรียน เราก็ขีดเส้นใต้ เอาตรงนี้ เรา อะไรต่ออะไร เอาตรงนี้ คล้ายๆ ยังงั้นนะ โน้ตเอา ทำเครื่องหมายยืนยันเอา อันนี้ เออ! ควรจะประทับใจเอา ควรจะดีนะ อันนี้นี่เราขาดนะ อันนี้อะไร มันก็เกิดการสั่งสมสำนึก เกิดการสั่งสมสิ่งที่เราได้ ได้ศึกษา ได้รับคุณค่า ก็เป็นมนุษย์จะต้องยังกุศลให้ถึงพร้อมทั้งนั้น เพราะฉะนั้นกุศลใดๆ ที่เรายังขาด เรายังไม่แข็งแรง เราก็จะยังกุศลอันนั้น ก็เอา (ภาวนาปธาน เพียรสรรสร้างให้กุศลเกิดขึ้น ใน สัมมัปธาน 4)
โลกวิทู เรียนรู้โลกผ่านสื่อ : เพราะพวกนั้นเราก็ได้ผลได้ประโยชน์ทางอ้อม ได้รู้อะไรมากขึ้น เป็นพหูสูต หรือ พหุสัจจะ หรือเป็นโลกวิทู ได้รู้โลกกว้าง โดยไม่จำเป็นต้องเอาตัวเข้าไปเสี่ยง มันถ่ายทอดมาให้ดู บางทีมีทั้งข่าว บางทีก็มีทั้งสารคดี บางทีก็มีทั้งอย่างนี้แหละ เขาจะสร้างเป็นเรื่องเป็นราวอะไรมาก็ตาม มันก็ไปจำลอง จำลองเอาชีวิตสังคมมนุษยชาตินั่นแหละมาให้เราดู เราอะไรต่างๆนานา ก็เป็นประโยชน์ไป เพื่อความผ่อนคลายบ้าง : หรืออีกนัยหนึ่ง เราก็ได้ relax (ผ่อนคลาย) มั่งนะ ได้พักผ่อน ได้คลายเครียด ได้อะไรต่ออะไร เปิดมุมมองโลกกว้างภายนอก : บางทีมันก็ เออ! เหมือนกะเราถูกกดถูกข่ม ถูกปิดหูปิดตา เราอยู่ในที่มืด ก็ออกสู่ที่สว่างบ้าง คล้ายๆ ยังงั้นนะ นัยง่ายๆ นะ เหมือนเราอยู่ในที่มืด ก็ออกสู่ที่สว่าง อะไรยังงั้น ก็ดีแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรมากมาย ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป อาตมากว่าจะตัดสินใจเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นองค์ประกอบในการศึกษา ยอมรับว่าเป็นโสตทัศนะก็ได้ พยายามหาวิธีการ แล้วหาคำอธิบาย แรกๆ ใหม่ๆ อาตมาต้องอธิบายควบ พอเปิดฉากก็ต้องมานั่งดูด้วย อธิบายไป แนะเชิงไป อะไรไป เดี๋ยวนี้พวกเราก็ไม่ค่อยได้แนะกัน ชักจะเก่ง แต่คนใหม่ๆ มาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง มันไม่เกิดการแนะนำ ไม่อะไรต่ออะไรกันบ้าง แต่ก่อนนี้สมภงสมภารก็เอาอย่างบ้าง แนะนำ เดี๋ยวนี้สมภารก็ไม่แนะนำแล้ว ตัวใครตัวมัน (หัวเราะ) ตัวใครตัวมัน ใครดูแล้วได้ผลก็ได้ไป ใครไม่ได้ผล หัวหกคะเมนตีลังกา ก็ว่ากันไป
การถ่ายทอดความรู้ เป็นวัฒนธรรมของสัตว์โลก : ยังไงๆ ก็แนะนำกันบ้าง เพื่อนๆ ฝูงๆ ผู้ที่รู้ ผู้ที่เห็นว่าคนนี้ใหม่ ก็ค่อยๆ แนะนำกัน บอกกล่าวกัน เป็นการถ่ายทอด ถ่ายทอดวิธีการ ถ่ายทอดความรู้ มันเป็นวัฒนธรรมนะที่จะถ่ายทอด การถ่ายทอดนี่ เป็นวัฒนธรรมอันเป็นมาแต่ไหนๆ ของสัตว์โลก แม้แต่เดรัจฉาน สัตว์โลก มันก็ถ่ายทอดวัฒนธรรม ถ่ายทอดพฤติกรรม ถ่ายทอดวัฒนธรรม ถ่ายทอดพฤติกรรม ถ่ายทอดอะไรที่มันควรจะเป็น ถ่ายทอด สัตว์ก็ถ่ายทอด มนุษย์ก็ถ่ายทอด ถ่ายทอดโดยธรรมชาติเลย เพราะฉะนั้นเราเองเรารู้แล้ว เราเป็นคน เราก็ควรจะทำอย่างไร เราจะถ่ายทอดสิ่งที่ควรถ่ายทอดได้ มีผลมาก เราควรจะทำยังไง ก็อุตสาหะบ้าง ถ่ายทอดให้ได้มีผลมาก แต่อย่ามาให้ถึงขนาดรำคาญจนเกินไปล่ะ แหม! ถ่ายทอดกันเสียจนไม่มีจังหวะจะโคน โอ๊! อึดอัดขัดเคือง มันมากไป มันก็ไม่ไหวเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็เอาบ้าง ก็ให้รู้จักบันยะบันยัง รู้จักจังหวะจะโคน ครั้งๆ คราวๆ ให้พอสมเหมาะสมควร แต่มันก็ถ่ายทอด อย่างน้อยที่สุดก็พฤติกรรมที่เราเป็นอยู่นี่ ถ้าเราทรงไว้เป็นอัตโนมัติประจำตัวเราแล้ว มันก็เป็นเองน่ะ คนอื่นที่มีปฏิภาณ เป็นการซึมซาบ อย่างเด็กๆ นี่ แกก็จะต้องซึมซาบ แกจะต้องสังเกต หรือว่าสัมผัสแล้วแกก็ถ่ายไปโดยอัตโนมัติ มันถ่ายทอด มันเลื่อนไหล จะว่าถ่ายทอดก็ภาษานึง จะว่าเลื่อนไหลก็อีกภาษานึง มันเลื่อนไหลเข้าไปหากันเองโดยนัยธรรมชาติ เหล่านี้มันก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้น การอยู่ใกล้ชิดคนที่ดีเป็นตัวอย่างแล้ว กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม หรือมีพฤติกรรมที่ดี มีกิจกรรมที่ดี มีพิธีกรรมอะไรที่ดี อยู่ใกล้ เราก็ได้รับการถ่ายทอด การเลื่อนไหลเข้ามาหาเอง เป็นไปด้วยกัน
อย่าประมาทติดแป้นอยู่กับที่ ยังต้องพัฒนาให้เจริญยิ่งขึ้นกว่านี้อีก : ทีนี้ทุกวันนี้ สิ่งที่เราเป็นอยู่นี่ มันก็มีสิ่งที่ดีได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังต้องพัฒนาสิ่งที่ดียิ่งขึ้นกว่านี้กันอีก มันยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่แข็งแรงมั่นคง มันก็ต้องพยายามผ่านวันผ่านเดือนผ่านปีไป อาตมาก็ว่าพวกเราแข็งแรงขึ้นนะ มีรูปแบบ มีระบบ มีโน่นมีนี่ แต่อย่าไปประมาทติดแป้นอยู่กับที่ อยู่อย่างเก่าค่เดิม เราควรจะเจริญ เราควรจะสร้างสรรอะไรต่ออะไรขึ้นไป กอบก่อกันขึ้นไปเรื่อยๆๆๆ อาตมาพูดวงกว้างให้ฟังเสมอ ทุกวันนี้ ขณะนี้ ปัจจุบันนี้ ก็เอาเรื่องวงกว้างๆ อะไรมาพูดให้ฟัง เพื่อที่จะให้เราได้คิดถึงโลกกว้างๆ บ้าง ก็ไม่ได้หมายความให้คุณอ้าขาผวาปีกไปเอื้อเฟื้อเกื้อกูลพวกที่ไกลๆ กว้างๆ นั้นหรอก แต่ว่าเอามาไว้เปรียบเทียบ ให้เห็นว่า มนุษยชาติมันก็อยู่ในวงวนพวกนี้แหละ อันใดของเขามันเป็นไปยังไงแล้วบ้าง เมื่อเอามาเปรียบเทียบเข้า เราได้ศึกษา เราก็จะได้รู้ว่า อ๋อ! เขาก็แสวงหา เขาก็มีความผิดพลาดบกพร่อง เขาก็ยังไม่ได้สมบูรณ์อะไร เขาก็ยังไม่ได้ได้ดิบได้ดีอะไรนักหนาหรอก แต่ไม่ใช่ให้เราเหลิงนะ ให้เราได้เห็นว่า เราถูกแล้วล่ะ จะได้มั่นใจ เราดีแล้วล่ะ จะได้มั่นใจ จะได้มีอุตสาหะ วิริยะ พากเพียร เพิ่มขึ้น ชุมชนอโศกจะต้องเป็นสังคมต้นแบบ ที่เขาจะแสวงหากันในอนาคต : ว่ากว้างๆ ที่เขายังไม่ได้อย่างเรานี่ ยังมีอีกเยอะนะ ที่เราจะต้องเป็นหลักเป็นฐานไว้ให้แก่เขาในอนาคต แสวงหากัน ยังมีทุกข์กันอยู่ทั่วไป ในประเทศต่างๆ ที่น่าสงสารนี่มีอีกมาก ประเทศไทยเรานี่มันดีนะ เป็นเมืองบุญ วัตถุดิบ ทรัพยากรอะไรก็ยังมาก ยังอุดมสมบูรณ์นะ มันอุดมสมบูรณ์จนกระทั่งเราเข็นความขยันกันไม่ค่อยขึ้น มันขี้เกียจในสายเลือดกันเหลือเกิน แหม! เปลี่ยนประชาชนกันดีไหม จับพวกเรานี่ไปอยู่ประเทศญี่ปุ่น จับญี่ปุ่นมาอยู่เมืองไทย เป็นไง กินน้ำทะเลกันน่ะ ไปขี้เกียจยังงี้ เลยกินน้ำทะเลกันน่ะ กินแต่เกาะ วัตถุดิบ ทรัพยากรอะไรเขาก็น้อย ในญี่ปุ่นนะ แล้วก็คนเขาก็เยอะด้วย คนเขาตั้งสองร้อยสามร้อยล้าน ของเราน่ะ คนแค่ห้าสิบ หกสิบก็ยังไม่ถึงเลย ห้าสิบกว่าล้าน ยังไม่ถึงหกสิบล้านเลย แผ่นดินก็กว้าง อาณาบริเวณนี่นะ กว้างกว่าเขา เกาะญี่ปุ่นเล็กกว่าไทยนะ เกาะญี่ปุ่นเล็กกว่าไทย ประเทศไทยนี่มีอาณาบริเวณกว้างกว่าเขา คนน้อยกว่าเขา นี่น่ะมันสิ่งแวดล้อมพวกนี้ มันทำให้คนขี้เกียจได้จริงๆ แหม! เจรจาดีมั้ย ทำสัญญา เฮอะ ทำสัญญากับญี่ปุ่นกัน บอกเปลี่ยนกันอยู่เถอะ มีกำหนด ซักกี่ปีกันดีล่ะ เฮอะ เอาญี่ปุ่นมาอยู่ที่นี่ซักร้อยปี เราไปอยู่ญี่ปุ่นซักร้อยปี เอาคนไทยอพยพไปอยู่ญี่ปุ่นร้อยปี แล้วเอาคนญี่ปุ่นมาอยู่ที่นี่ซักร้อยปี มีอะไรก็ตามนั้นน่ะ เขามีโรงงาน มีโน่นมีนี่ คนไทยก็ไปหัดใช้เขาก็แล้วกัน เขามีอะไรไว้แล้วก็ไปใช้เขาเหอะ ไปอยู่ยังงั้นน่ะ เขามีอะไร มีวัตถุดิบ มีโรงงาน มีตึกมีราม มีอะไรยังไง ก็เอาไปใช้ การจราจร ถนนหนทาง รถใต้ดงใต้ดิน เขามีหมดแล้วนี่ อยากได้นักหนา ไปนู้นน่ะ ไปอยู่ใช้นู่นเลย ญี่ปุ่นไม่มีก็มาสร้างที่นี่ มาทำที่นี่ อันไหนขาดแคลนก็สร้างขึ้น อันไหนมีอยู่มีกิน ก็กินไปใช้ไป เอาไหม เอาไหม ทำไมล่ะ เราก็พูดภาษาไทยนะ ไปอยู่โน่นหมด เราอพยพไปหมด ก็เป็นไทยอย่างเก่าน่ะแหละ พูดภาษาไทยกันหมดน่ะแหละ คนญี่ปุ่นเขามานี่เขาก็พูดภาษาญี่ปุ่น เอาป้ายมาแปะเท่านั้นเองว่านี่ NIPPON ไอ้โน่นน่ะ THAILAND ใส่โน่นเข้าไป เท่านั้นแหละ เปลี่ยนป้ายเท่านั้นน่ะ เอามั้ย ทำไมไม่เอา หา (เสียงผู้ฟังพูด:พ่อท่านไปด้วยหรือเปล่า) ไปได้ อาตมาไปด้วยก็ได้ เอามั้ย อาตมาว่าคงจะสอนง่ายขึ้นกว่านี้อยู่หรอกน่ะ เพราะมันไม่อุดมสมบูรณ์ มันต้องขยันหมั่นเพียร ความขยันของเขาพาเขาไปรอดน่ะ ญี่ปุ่นนี่ ความขยัน อุตสาหะ วิริยะของเขาพาเขาไปรอด มันขยันผิดกันหลายเท่าตัวนะ คนไทยนี่ เอาอัตราความขยันนี่ ถ้าวัดความขยันได้นะ แหม! มันน่ามีมิเตอร์วัดความขยันนะ (หัวเราะ) เอาอัตราความขยันนี่วัดหน่วยของความขยันนี่วัดไปเทียบกับญี่ปุ่น มันผิดกันหลายต่อ ผิดกันหลายต่อจริงๆ เอาละ ไม่ต้องไปเทียบกับประเทศที่ขี้เกียจกว่าไทยก็มี ไม่ต้องไปเทียบ ประเทศขี้เกียจเขาก็เห็นๆ ก็เข้าใจอยู่แล้ว มันก็ไปไม่รอด เราไปเปรียบเทียบกับประเทศที่เขาขยันกว่าเรา เขาอุตสาหะกว่าเรา ขวนขวายกว่าเรา แล้วเขาก็ได้ดี ทั้งๆ ที่เขาเป็นประเทศที่คนเยอะ บริเวณแคบกว่า วัตถุดิบทรัพยากรน้อยกว่า แต่เขาก็เป็นอยู่ได้ อย่างดีขึ้นได้ มันก็เหมือนกับครอบครัว ครอบครัวแต่ละบ้านแต่ละเรือนนี่ บางบ้านเขามีคนน้อย มีอาณาบริเวณกว้าง มีที่ทำกินเยอะ จะขยันหมั่นเพียร ปลูกผักปลูกพืช ทำอะไรได้ แต่ไม่น่ะ ไม่ทำ บอกว่าคนน้อย ทำไม่ไหว แต่ไม่ทำน่ะ มีที่ให้ทำ ไม่ทำ บางบ้านคนมาก ที่แคบ แต่เขาก็ขวนขวาย ทำๆๆๆ ปีนหลังคาทำ ไม่มีที่ทำก็ปีนหลังคาขึ้นไปทำ ทำ ทั้งข้างล่างจนถึงข้างบน เขาก็มีผลผลิต เขาก็มีอะไรต่ออะไรขึ้นมา ก็นำเอาออกมาขาย มาแจก มาแลก ทำอะไรต่ออะไรขึ้นมา สร้างสรร ปรับปรุง ดูแล ให้มันจนกระทั่งเฉลียวฉลาด จนกระทั่งสามารถใช้อาณาบริเวณที่น้อย วัตถุดิบที่น้อย ทรัพยากรที่น้อย จนมีมาก เอาออกไปข้างนอก ไปซื้อวัตถุดิบจากข้างนอกเข้ามาสร้างข้างใน ไม่มีก็อาศัยวัตถุดิบจากข้างนอกเข้ามาสร้างสรร เสร็จแล้วก็ออกไปเป็นสินค้า แล้วก็ได้ส่วนที่หมุนเวียนเข้ามาสู่ครอบครัว มันก็เป็นความอุตสาหะวิริยะของคนในครอบครัวนั้นๆ ส่วนครอบครัวที่มีอะไรดีๆ มีทรัพยากรดีๆ ที่ก็กว้าง คนก็ไม่ทำ ถ้าคนต่างกัน ก็เอาละ มันจะเข้าใจต่างกัน ถ้าไอ้คนเท่าๆ กัน แม้จะทรัพยากรน้อย ที่มาก กับไอ้คนที่ทรัพยากรก็น้อย ที่ก็แคบ คนเท่ากัน มันก็อยู่ที่คน ถ้าคนมีคุณภาพ เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปเกี่ยงอะไรพวกนี้เท่าไหร่หรอก ถึงยังไงๆ มันก็ไม่ด้อยไม่น้อยเกินไป อย่างพวกเรานี่อยู่สันติอโศกก็ดี อยู่ปฐมอโศกก็ตาม อยู่ไพศาลี อยู่ไหนก็แล้วแต่ ถ้าคุณภาพของคนมันดีพอแล้วนะ ไปได้ดีทีเดียว ไปได้ดี เราไปเทียบว่า ระบบของทุนนิยมเขามีการบังคับ มีนายจ้าง เอาเงินจ้าง นั่นเป็นระบบแบบเหมือนกับทาส เป็นทาสน้ำเงิน เป็นทาสอำนาจ ถ้าเผื่อไม่ทำดีก็กลัวเขาไล่ออก ไม่ได้เงิน ทีนี้ของพวกเรานี่ แหม! ให้เกียรตินะ อิสรเสรีภาพ ถ้าจะขยันขึ้น ไม่ต้องไปถูกบังคับ ไม่ต้องเอาอามิสล่อ ไม่ต้องเอาเงินจ้าง แต่เราก็เป็นคนดีขึ้นได้นี่ โอ้โห! มันเป็นเกียรติอย่างมหาศาลเลยนะ มันเป็นความสำนึกดีของเราๆ ที่เราจะพากเพียรปฏิบัติตนให้ดีขึ้นของเราเอง มันเป็นการให้เกียรติ มันเป็นการพัฒนา เป็นสังคมที่พัฒนาอย่าง อิสรเสรีภาพ พัฒนาอย่างผู้ดี พัฒนาอย่างมีเกียรติ เป็นคนชนิดชั้นสูง ฟังออกไหมเล่า เราอยากจะไปได้เหรอ อย่างชนิดชั้นต่ำ ชนิดใช้อะไรล่อเอา หลอกเอา ชนิดบังคับเอาเหมือนอย่างทาส ฟังดู ความรู้อย่างนี้นี่ เราก็น่าจะได้สังวรสำนึก แล้วก็พยายามเป็นผู้ดีกันจริงๆ ให้ได้ ไม่ต้องใครมาเที่ยวได้จี้เราหรอก เราสำนึกเอง เราพากเพียรเอง ขวนขวายเอง รังสรรค์เอง อบรมฝึกฝนตนเอง ให้ตนเองเป็นคนมีคุณค่า มีประโยชน์ เจริญงอกงามไพบูลย์อย่างแท้จริง แล้วเราก็รู้บาปรู้บุญ เรารู้อะไรต่ออะไรที่เป็นทฤษฎีที่สอดร้อย ที่เราจะต้องรังสรรค์ขึ้นมาให้ได้จริงๆ เราเข้าใจอย่างนั้น เราก็ทำกันจริงๆ มันก็ดีนะ มันก็จะได้ไม่ลักลั่น หรือว่าไม่กลับไปกลับมา มันจะได้สอดคล้องเป็นแนวเดียวกัน ส่งเสริม สูงส่งไปได้เรื่อยๆ อย่างไม่ต้องกลับไปกลับมา ได้มั่งเสียมั่ง ได้มั่งเสียมั่ง มันจะได้ๆๆ เป็นส่วนมาก หรือเสียก็เสียเป็นส่วนน้อย อะไรอย่างนี้ เจริญขึ้น นี่พออ่านอารมณ์ หรือว่าอ่านความสงบที่เห็นว่า มันเป็นความสุขที่สงบออกกันบ้างไหมนี่ หรือว่าจะต้องไปนั่งหลับตาแล้วสงบถึงจะอร่อย ไม่ต้องนั่งหลับตาสงบก็ให้รู้ว่า เออ! ความเบาบางจากอำนาจของกิเลส ที่มันไม่มาบังคับเรา ไม่มาเป็นนายเรา เราเบาๆ ลงไปจากอำนาจกิเลสเหล่านั้น แล้วเราก็ไม่ต้องไปเป็นภาระตัวเอง ไม่ต้องไปเป็นทาสตัวเอง ที่จะต้องคอยบำเรอหามาประเคนมัน หามาบำเรอให้มัน ไม่ต้องไปเที่ยวเสียแรงงาน เสียเวลา ไม่ต้องมีอร่อย ไม่ต้องมีอัสสาทะอย่างนั้น แล้วมันจะไม่ดีเหรอ ถาม สาเหตุอะไรที่คนไทยไม่ขยัน จะแก้ไขอย่างไร : ผู้ฟังถาม… สาเหตุที่คนไทยไม่ขยันเพราะอะไรครับ จะแก้ไขอย่างไร เท่าที่ผมคิดออกข้อนึงตอนนี้คือ คนขยันไม่ค่อยเป็นที่ชอบใจของเพื่อนร่วมงาน พ่อครูว่า… อ้อ! คนขยันไม่ค่อยเป็นที่ชอบใจของเพื่อนร่วมงาน คงกลัวเกินหน้า คอยแซวกัน แล้วมันดีมั้ย คนขยันนี่เป็นที่ไม่ชอบใจ ใช่ ถ้าเป็นคนโง่ก็ต้องไม่ชอบใจในคนขยัน โง่เอามากๆ ด้วยนะ ไม่ชอบใจในคนขยัน คนที่ไม่โง่มาก แล้วก็ไม่พยายามขยันตามนะ อย่างน้อยเขาก็ยังดีว่า เออ! ดี มันขยัน มันจะได้เป็นคนทำมากๆ เรามันขี้เกียจ มันจะได้ไม่ต้องทำมากๆ ก็ยังดีนะ มันก็ยังเห็นด้วยว่าดี (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นคนที่เห็นคนขยันแล้วก็ไปกลัวเขาเกินหน้า แล้วก็ไปดึงไปทึ้งเขาไม่ให้ขยันด้วย ไม่ให้ขยันนำหน้านี่ โอ๊! มันโง่เอามากนะอาตมาว่า โอ๊! โง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive