330508 ผ่าอัตตาวันวิสาขะฯ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ สันติอโศก .docx
เนื้อหาในไฟล์
330508_ผ่าอัตตาวันวิสาขะฯ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก
พ่อครูว่า… ผู้ใฝ่ในธรรมอยู่ทั้งหลาย วันนี้ เป็นวันสำคัญนะ เป็นวันวิสาขบูชา ซึ่งพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ทุกประเทศน่ะ เห็นวันนี้ นับวันนี้ เป็นวันสำคัญของศาสนาพุทธ แล้วก็ใช้เป็น วันที่ทำงาน จะเป็นการระดมด้วยกรรมวิธี มีพิธีกรรม มีอะไรต่ออะไรต่างๆ นานาหลายอย่าง เพื่อที่จะให้เกิดวาระเร่งเร้า วาระที่ปลูกฝังแก่พุทธศาสนิกชน ซึ่งเป็นวิธีการของมนุษย์ มนุษย์เราทำยัญพิธีทำโน่น ทำนี่ อะไร เพื่อที่จะทำให้เกิด ความเจริญงอกงามน่ะ ทั้งในลัทธิ ทั้งในสิ่งที่กำลังก่อ กำลังสร้าง ทั้งมนุษยชาติ เป็นกรรมวิธีที่ได้รู้กันดี แล้วก็ทำกันมาอยู่ตลอด ทีนี้ ที่อโศกเรานี้นี่ วันวิสาขบูชานี่ เราไม่ได้มีพิธีกรรมอะไรกันมาก ตั้งแต่ไหน แต่ไหนมา อาตมาก็พยายามที่สุดที่จะพยายามว่าง วันวิสาขบูชานี้ เอาไว้วันหนึ่ง เพราะวันวิสาขบูชา เป็นวันที่ทุกๆ แห่ง อย่างที่ว่า แม้แต่ในโลก อย่างวันอาสาฬหบูชานี้ ก็มีแต่ในประเทศไทยนะ ที่ยึดถือว่าเป็นวันพิธีกรรม ทางศาสนาสำคัญ วันมาฆะก็เป็นบางประเทศที่ถือกัน ส่วนวิสาขะนี้ ทั่วโลกน่ะ เป็นวันที่ถือกันว่า เป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธ อาตมาว่างเว้นไว้ ที่ว่างเว้นไว้นั่น ก็เพราะเหตุว่า ไม่อยากจะทำอะไรแต่เฉพาะผู้เดียว หรือว่า ทำในลักษณะที่มัน ไม่ประสาน พวกเรานี่นะ พวกเรานี่ พอวันสำคัญ เราก็จะมาแต่ที่นี่ ยิ่งทำเป็นพิธีกรรม มีการนัดแนะ มีเรื่องราวอะไร ว่าจะมีนั่น มีนี่ อะไรขึ้นมา ในเรื่องของศาสนา เราก็ยิ่งจะต้องมา เพราะฉะนั้น อาตมาก็เห็นว่า เอ๊ะ วันธรรมดานี่ เรามีแล้ว ก็ได้นัดแนะกัน ปีหนึ่งๆ ก็มีวันสำคัญทางศาสนา ที่เราใช้เป็นวันอบรมประพฤติ หรือว่าวันทำพิธีกรรม ที่จะได้รังสรรค์ดังกล่าวแล้ว เราก็ได้ทำอยู่ไม่ใช่น
อ่านต่อ
้อย... แม้จะไม่ได้ ไปยึดเอาวันสำคัญทางศาสนามาเป็นเหตุปัจจัย เช่น มีเรื่องราวอะไรทางศาสนา วันมาฆะ ก็มีเหตุการณ์ทางศาสนาสำคัญ วันอาสาฬหะ ก็มีเหตุการณ์ทางศาสนา ตามประวัติน่ะวันอาสาฬหะ ก็เป็นวันครบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ วันมาฆะ ก็เป็นวันที่ พระพุทธเจ้าท่านได้มีการนัดแนะ มีเรื่องอัศจรรย์น่าอัศจรรย์เกิดขึ้น ตั้งหลายอย่าง มีพระสาวกที่เป็นอรหันต์ มานัดมาได้ประชุม มาพร้อมกัน เป็น วันมาฆฤกษ์ นั้น เป็นวันเต็มพระจันทร์เต็มดวง เป็นวันที่ แต่ละองค์ก็เป็นผู้ที่..เป็นเอหิภิกขุทั้งนั้น มาไม่ได้นัดหมาย และท่านก็แสดงธรรม โอวาทปาติโมกข์ อะไรต่ออะไรในวันนั้น เป็นวันสำคัญที่มีเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ทางศาสนาเรา วันวิสาขบูชา เป็นวันตรัสรู้ เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ก็เข้าใจก็รู้ๆ กันอยู่แล้ว อย่างนี้เป็นต้น ส่วนของเรา ที่จัดเป็นวันสำคัญในศาสนา วันปลุกเสกฯ พุทธาภิเษกฯ วันอโศกรำลึก หรือว่าวันอะไรหลายๆ อย่าง เราจัดขึ้นมา วันมหาปวารณา วันโน่นวันนี่ อะไรมีอยู่ ปีหนึ่ง ก็หลายอยู่ ไม่ใช่น้อย ที่มารวมกัน ได้อบรมฝึกฝนน่ะ อาตมาก็ว่าเพียงพอน่ะ วันสำคัญทางศาสนา ที่เราได้นัดแนะกันมารวมกลุ่มกัน มากมาย แล้วก็ได้ทำพิธีกรรม ทำกัน อบรมกันด้วยกรรมวิธีหลายๆ อย่าง ที่เราก็พยายามกันอยู่นั่นนะ เพราะฉะนั้น ในวันวิสาขบูชานี่ อาตมาก็เลยว่างเอาไว้ ว่างเอาไว้เพื่อที่จะได้ประสานกับที่อื่น เพราะทีอื่นเขาทำกันทุกคน ไม่ใช่ทุกคนหรอก ทำกันอยู่มาก มากถิ่น มากที่ มากแห่ง มากแหล่ง มากสถาบัน เขาทำจัด ... นี่ ขณะนี้ ก็ทำ บางปี อาตมาเคยแนะนำ คงจำได้ ที่สนามหลวงเขาก็จัดนะ ช่วยไปอุดหนุนเขา ไปดู ไปอะไร เมื่อเช้าก็บอก เขาบอกโอ้โห ไม่บอก เดินทางไปมา 4 ชั่วโมงแน่ะ มันเมื่อยไม่อยากไป อย่างนั้นเสียอีก อาตมาก็ว่า เออ มันยากนะพวกเรา อาตมาบอกแล้ว พวกเรานี่ ถ้ามีอะไรที่นี่ ถ้าเกิดแนะอย่างโน้นอย่างนี้ ขนาดไม่แนะ ก็ยังมากันเต็มลานเลยนี่ บอกว่าไม่มีอะไรหรอกนะวันวิสาขะฯ เขาก็ยังมา อันนี้ เป็นเรื่องของวิญญาณนะเป็นเรื่องของความพอใจ เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ อันสนิท มันเป็นธรรดา ธรรมชาติน่ะ ของมนุษย์... งานก็หยุดให้ วันหยุด งานท่านก็หยุดให้ อะไรต่ออะไรต่างๆ นานา แล้วเราก็ไม่น่าจะไประลึก เป็นวันที่ไปเต้น ไปดีด แบบโลกีย์เราก็ไม่เอาแล้ว วันศาสนาสำคัญด้วย เราก็น่าจะมาวัดมาวา มันเป็นเรื่องธรรมดา สำนึกดีของคนมันก็รู้ มันก็มาเองนะ ถึงอย่างนั้นก็ตาม อาตมาก็บอกว่า อาตมาแนะนะ พยายามแนะ เอาละ ไปประสานกับคนอื่นเขาบ้างน่ะที่นั่นที่นี่ อะไรที่เราเห็นสมควร ...ไปศึกษา ไปร่วมไม้ร่วมมือ เท่าที่จะร่วมได้ อย่าไปหาเรื่องก็แล้วกัน... อย่าไปพังโรงเขา ไปชักศึกเข้าบ้าน ก็ไม่เอาทั้งนั้นแหละ ไปด้วยดีน่ะ ไปประสานที่ดี ไปเอาสิ่งที่ดี สิ่งใดไม่ดี เราก็เอ้า ก็รู้แล้ว ก็ว่าไม่ดี เราก็ไม่ทำใครเขาจะทำอยู่ก็ไม่ต้องไปด่าทอเขา ไม่ต้องไปว่าอะไรเขา เออ อยากจะติเตียน ก็ติเตียนได้ ก็ต้องพิจารณาว่า จะติดเตียนได้ไหม สมควรไหม เราอยู่ในฐานะติเตียนได้ไหม ถ้าติเตียนได้จะเกิดประโยชน์คุณค่า ติเตียนได้พอ สมเหมาะสมควรขนาดนั้น ขนาดนี้ได้ก็ทำบ้าง ก็ไม่ได้ห้ามติเตียนนะ อาตมา ไม่ได้ห้ามการติเตียน เพราะติเตียนนี่ เป็นคุณค่ามากเลย แต่ต้องมีปัญญาใน การติเตียน รู้กาลเทศะ ฐานะต่างๆ ที่จะติเตียนได้น่ะ
ติกันได้ ข่มกันได้ ยกกันได้ ชมกันได้ แต่ต้องมีปัญญา เพราะฉะนั้น ติเตียนนี่สำคัญมาก โลกทุกวันนี้ มันพังกันด้วยติเตียน และมันก็เจริญด้วยติเตียนนี่แหละ โลกทุกวันนี้ มันพังกันด้วย แม้แต่ฆ่าแกงกัน ก็ด้วยติเตียนนี่แหละ บรรลัยกันไป เพราะติเตียน แล้วมันก็เจริญได้ด้วย ติเตียนนี่แหละน่ะ คนตะวันตก คนฝรั่งนี่ เขาได้รับการติเตียนกันเก่งนะ เขา ติเตียนกัน ประชาธิปไตยนี่ มีการอภิปรายกัน มีการวิเคราะห์วิจัยกัน อันใดไม่ดี อันใดดี ว่ากันไป เขาเจริญไว แต่คนไทยนี่ อัตตามานะมันเยอะเหลือเกิน อัตตามานะมาก มากจริงๆ มากจนกระทั่งอาตมาเมื้อยเมื่อย ทุกวันนี้ เมื่อยเพราะอัตตามานะน่ะ ติเตียนกันไม่ได้ ติเตียนกันก็ถือสา ถือตัว อัตตานั่นเอง ถือตัว ถือมาก... ยิ่งมีดีแล้ว มันก็ยิ่งซ้อนเชิงว่า เรามีดี มีดีมันก็หยิ่งในดี ถือในดีพวกนี้มาก อาตมาอยากจะพูดประเด็นนี้แหละสำคัญ ในวันนี้น่ะ เรื่องมานะอัตตา เมื่อมีมานะอัตตา ความประสาน ความเป็นญาติ ความเป็นพี่น้อง การมีความรักกัน อย่างเอ็นดู ไม่ใช่รักอย่างกามนะ รักอย่างที่ศาสนาคริสต์เขาว่า เขาพยายามพูดนี่ รักกันน่ะ ช่วยเหลือเฟือฟายกัน มี ความปรารถนาดีร่วมกัน มีอะไร ก็อดก็ทนกันได้ ไม่ถือสากัน ปล่อยวางหนักนิดเบาหน่อย อย่างไรๆ ก็ อยู่กันได้ด้วยความสงบ เรียบร้อยน่ะ ถ้อยทีถ้อยติเตียนกันไปบ้าง แก้ไขกันไปบ้าง ยอมกันไปบ้าง หรือข่มกันไปบ้าง ลักษณะข่ม ก็เป็นลักษณะ ถ้าเผื่อว่า รู้จักใช้ รู้จักทำ ก็ดีอย่างหนึ่งเหมือนกัน พระพุทธเจ้าถึงได้สอนว่า ข่มคนที่ควรข่ม ยกคนที่ควรยก ไม่ใช่ว่าไม่ข่มกัน ไม่ใช่ว่า ไม่ยกกันเลยในโลก ไม่ใช่ ไม่ใช่ว่า ไม่ติกัน ไม่ชมกัน ไม่ใช่ ติกันได้ ข่มกันได้ ยกกันได้ ชมกันได้ แต่ต้องมีปัญญาน่ะ พวกเรานี้ ได้ดีกันมาพอสมควร ได้ดีกันมาพอสมควร เสร็จแล้วมันก็ยัง ไม่ดีขึ้น อาตมาก็มีปณิธานแม้จะไม่เท่าพระพุทธเจ้า อาตมาก็มีปณิธานของอาตมาเหมือนกันแหละน่ะ มีลักษณะเนื้อหาสาระเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า ปณิธานก็คงไม่ยิ่งใหญ่เท่าพระพุทธเจ้านั่นแน่นอน เพราะพระพุทธเจ้าท่านมี พระปณิธานของท่านสูงส่ง พระปณิธานของพระพุทธเจ้านั้นมีอย่างไร อาตมา ขออ่านเคยเอามาอ่านในวันวิสาขบูชา ไม่รู้ว่า หลายครั้งหรือเปล่า แต่แน่นอน อาตมาเคยเอามาอ่านแน่นอน เคยเทศน์อันนี้ไปตลอดเลย ก็เคยเทศน์น่ะ ปณิธาน พุทธปณิธาณของพระพุทธเจ้าที่ว่า ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นสาวกของเรา จะยังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับแนะนำ ไม่ได้รับแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ฟังดีๆ นะตรงนี้ เรียนกับอาจารย์ของตนแล้วนี่ ไม่ได้หมายความว่า พระพุทธเจ้าเท่านั้น ใครที่เป็นอาจารย์ แล้วก็มีลูกศิษย์ทุกคนแหละ เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนกกระทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ข่มขี่ ปรับปวาทะ ที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น น่ะ ก็คงจะเคยยินกันมาบ้างแล้ว สำหรับผู้ที่ติดตามศึกษามา เพราะ อาตมาเห็นว่า เป็นปณิธานที่สำคัญมาก ในฐานะที่อาตมาทำหน้าที่อย่างนี้ และพวกเราก็ตาม เราก็จะต้องรู้จักความสำคัญให้สมฐานะ เราก็เป็นครู เป็นอาจารย์น้อยๆ เหมือนกันน่ะ เพราะฉะนั้น เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว คนจะเป็นอาจารย์เขาได้ ก็ จะต้องมีสิ่งนั้นก่อน มีสิ่งนั้นให้ได้ดีให้ถูกตรง เป็นสารัตถะของมันจริงๆ เสียก่อน ไม่ใช่ไปมีแต่ภาษา มีแต่ภาษา จำได้มาก จำภาษา พุทธพจน์ได้มาก ท่องจำไว้ได้มาก สาธยายอยู่ก็มาก แล้วไปสอนเขาอยู่ก็มากด้วย แต่ตนเองไม่ได้บรรลุธรรมเลยนะ ผู้นั้น ท่านเรียกว่า ผู้ปทปรมะ น่ะ ผู้ปทปรมะ ผู้เอายอดยันพื้น ผู้เอาหัว ยันตีน คือไม่คลี่ ไม่คลายอะไรเลย ไม่เคลื่อนคลายอะไรเลย เอายอดมายันพื้น ปร ปรมนี่แหละว่า ยอด ปทะ นี่แปลว่าพื้น ปทะนี่แปลว่าพื้น บทนี่ บรมนี่ แปลว่า ยอด บทนี่แปลว่าพื้น เอายอดยันพื้น ก็คือ เอาหัวยันตีนนั่นแหละ ไม่งอกไม่เงยอะไรเลย อยู่มันตรงพื้นอยู่อย่างเก่านั่นแหละ ไอ้ที่หวังไปอยู่ยอดยันยอดนั่น ไม่มีปัญหา ไม่ได้เรื่องหรอกนะ ยอดมายันพื้น ไปดึงยอดเขามายันพื้น พวกนี้ ไม่งอกไม่เงยนะ เพราะฉะนั้น จะมีแต่ภาษาพุทธพจน์ จำได้มาก ท่องจำได้มาก สาธยาย อยู่มากๆ แหม สอนเขาอยู่ แหม ได้รับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอยู่มากมาย ยังไงก็ตาม ก็เป็นคนปทปรมะ แต่ถ้าคนมีปฏิภาณดี บางที เรียนพระพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าจากคนปทปรมะ แล้วไปปฏิบัติประพฤติได้ บรรลุธรรมได้น่ะ ก็มีเหมือนกันนะ มีเหมือนกัน เรียกว่ายังดี ดีกว่าผู้เป็นอาจารย์ด้วย เพราะผู้เป็นอาจารย์นั้น แหม ช้อนไม่รู้รสแกง เสียท่าน่ะ เป็นจับกัง อาตมาเคยบอก จับกัง จับกังนี่ แบก แบกหีบพระไตรปิฎกไปให้คนอื่น คนอื่นได้อ่าน คนอื่นได้ศึกษา ได้บรรลุธรรม แบกทองคำไปให้คนอื่น คนอื่นได้ทองคำ แบกอะไรไป ให้แก่ใครก็แล้วแต่ คนนั้นได้สาระอันนั้นของเขา แต่ตัวเองได้แค่แบก อย่างเก่งก็ได้ค่าแบก โอ๊ จับกังทั้งหลาย จับกัง น่าสงสาร ไม่ได้ลิ้มรสแกง เป็นช้อนที่ไม่ได้ลิ้มรสแกง เป็นจับกังที่ไม่ได้สาระ ที่ตัวเองแบกไปให้ นักหนักนะ แบกไปให้คนอื่นเขา เป็นผู้ที่ไม่ได้สารัตถะจากอันนั้น น่าสงสารน่ะ ตรงที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอก แสดงบัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนกกระทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ ปรับปวาทะที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อย โดยสหธรรมไม่ได้เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสตัวท่านว่า ท่านจะไม่ตาย ปรินิพพานตัวนี้ หมาย ความว่า ท่านจะยังไม่ยอมตาย หมดลมหายใจนี่แหละ น่ะท่านจะยังไม่ยอมตาย ท่านจะต้องทำจนกว่าจะเกิดคุณค่าตามที่ท่านมุ่งหมายว่า ให้มีพุทธบริษัททั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่มีภูมิธรรมเป็นผู้เฉียบแหลม เป็นผู้แกล้วกล้า เป็นผู้ได้รับคำแนะนำ เป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติธรรมอย่างชอบอย่างประพฤติตามธรรมได้อย่างดีน่ะ จนกระทั่งมีความแกล้วกล้าอาจหาญ ถึงขนาดจะแสดง จะบัญญัติหรือกำหนด จะแต่งตั้ง จะเปิดเผย จำแนก แจกแจงอะไรกระทำได้ง่าย จากยากให้ง่าย จากลึกให้ตื้นได้ แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์คือข่มขี่ ปรับปวาทะ ที่บังเกิดขึ้น หมายความว่า มันมีเรื่องที่ขัดแย้งกัน มีเรื่องที่ไปถึงขั้น ที่มันไม่ลงรอยกัน มีปวาทะกัน เราก็ปรับปวาทะนั้นให้เรียบร้อยโดยร่วมกันได้สหธรรม น่ะ โดยร่วมกัน รวมกันไปได้ไปถึงที่สุดอย่างนั้น..มีปาฏิหาริย์ ท่านถือเป็นปาฏิหาริย์ในการที่ไม่ต้องขัดแย้งกัน แล้วมันก็ลงรอยกันได้ นี่เป็น ปาฏิหาริย์ ไอ้ความขัดแย้งนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านต้องยอม แม้แต่ในสงฆ์ด้วยกัน ในสมัยที่พระองค์ยังอยู่ เกิดความขัดแย้งกัน ต่างคนก็ต่างมีกรรมต่างกัน มีอุเทศ ต่างกัน มีศีลอันไม่เสมอสมานกัน มีสิกขา มีการศึกษา ไม่เสมอสมานกัน เรียกว่า นานาสังวาส นานานี่ แปลว่า ต่าง สังวาส แปลว่าอยู่ร่วม ก็อยู่ร่วมกับพุทธด้วยกันนี่แหละ แต่ว่า มันต่างกันแล้ว มีกรรม คือพฤติกรรม กิจกรรม พิธีกรรม นี่ ต่างกันแล้ว มีอุเทศ สิ่งที่จะยกขึ้นแสดงนี่ อาตมากำลังยกขึ้นอะไรขึ้นแสดง หัวข้อๆ นี่ ก็เอามาขยายความ อย่างหัวข้อนี่ ยกหัวข้อขึ้นมาสาธยาย แสดงนี่ ขยายความไป ก็ต่างกันได้แล้ว ต่างกันแล้ว ต่างกันจนเห็นกันว่า คนหนึ่งยึดว่าถูก อีกคนหนึ่งก็ยึดอีกอันหนึ่งว่าถูก นี่มัน นานาแล้ว ต่างกันแล้ว แต่เราไม่ทะเลาะกัน ต่างคนต่างเห็นต่างกัน ก็เอาไปประพฤติ เอาไปอบรม เอาไปพิสูจน์ ฝึกฝนพิสูจน์ ผลมันจะออกมาเอง หรือคนอื่นๆ ที่เขาดู นี่ต้องให้เกียรติ แก่เขา คนอื่นที่เขาดูเขามอง เขาอ่าน เขารับซับซาบ เขาวินิจฉัยตัดสินเอาเอง ของใครที่เห็นว่าดี เห็นว่าเป็นธรรมวาที เห็นว่าเป็นเรื่องถูกต้อง เขาก็ศรัทธา อันนั้น พระพุทธเจ้าให้ทรง เอ้า ก็ศรัทธา อันที่เราเห็น เป็นอิสรเสรีภาพ นะ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้บังคับความคิด ใครจะเห็นว่าอันใดเป็นธรรมวาที ก็สนับสนุน ส่งเสริม ฝ่ายนั้นไป ฝ่ายใดเป็นอธรรมวาที ฝ่ายนี้ ไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ก็ไม่ต้องไปส่งเสริมสนับสนุน อย่าทะเลาะกัน อย่าตีกัน นี่ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า มันต่างกันได้ ทุกวันนี้ มันเกิดเรื่องนี้ ชัดเด่นขึ้นในสังคม แล้วก็อยู่กันได้ อาตมาว่า อาตมาอยู่ได้ อาตมาไม่ได้ไปกระเหี้ยนกระหือรือที่จะไปทะเลาะเบาะแว้งนะ ไม่ไปเข่นไปฆ่าไม่ไปทำลาย แต่ไหนๆ ไม่ได้คิด ไปเข่นฆ่า ทำลาย มีแต่จะพยายามปรับน่ะ ปรับขึ้นมาให้มันถูกต้อง ให้มันดีงามขึ้นมา สิ่งไม่ดี ก็ติเตียนว่า ตามที่ประมาณ อาตมาก็ประมาณว่าก้นไปตามพอสมควร แล้วมันก็เกิดเหตุ เกิดปัจจัยขึ้นมา จนทุกวันนี้ ได้เรื่องขึ้นมาพอสมควร แต่ยังไม่ได้เลือดหรอกนะ อาตมาไม่เอาต้องการถึงขั้นเลือด อาตมาไม่เอาถึงขั้นนี้ นี่ได้เรื่อง ได้สาระขึ้นมาพอสมควร แม้จะดูลีลาว่า มันเป็นความขัดแย้งในระดับนี้ อาตมาก็เห็นแล้ว เห็นอยู่ ดูอยู่ ประมาณอยู่ว่า มันไม่ได้รุนแรง โดยเฉพาะอาตมาเชื่อในพวกเรา ฟังอีกที อาตมาเชื่อในพวกเรา ที่ว่า อาตมาเชื่อในพวกเรา ก็คือว่า พวกเรานี้ อาตมา เชื่อแน่ว่า เป็นผู้ที่ไม่มีความโลภ ความโกรธ หรือความหลงผิด ที่มากเกินไป จัดจ้านเกินไปจนไปก่อเรื่องทะเลาะวิวาท จนไปก่อเรื่องที่อย่างที่มันเขากลัวกันว่าจะเกิดความไม่สงบ ถ้าความไม่สงบจะเกิดขึ้น อาตมาแน่ใจในพวกเราว่า พวกเรา ต้องไม่ไปเป็นเหตุ พวกเราต้องไม่ไปเป็นเหตุ ถ้าแม้ว่า ไปรู้ตัวว่า เราเกิดไปเป็นเหตุซะแล้ว เราต้องขอขมา เราต้องรับผิด ถ้าเราไปเป็นเหตุเสียแล้ว เราต้อง ขอขมา เราต้องขอรับผิด แต่ถ้าเผื่อว่า เรามีความโลภ ความโกรธนั้นไม่รุนแรง เราก็จะไม่ไปทำอะไรรุนแรง การทะเลาะเบาะแว้งรุนแรงอะไรขึ้นมา มันก็จะไม่มี จะไม่มี อาตมาเชื่อในพวกเราว่าได้อบรมมา อบรมลดความโลภ ลดความโกรธ จริงๆ ลดความหลงผิดมาจริงๆ เพราะฉะนั้น ย่อมจะไม่ไปทำในสิ่งที่เป็นทุจริต อกุศล หรือหยาบคาย อะไรขึ้นมาแน่นอน มีเหตุการณ์มายั่วยุหลายครั้งหลายครา น่ะ มีเหตุการณ์ยั่วยุที่จะให้เราเกิดกระเหี้ยนกระหือรือน่ะ เพื่อที่จะได้เกิดปะทะกันรุนแรงกัน ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีผู้ประสงค์ให้เกิดอย่างนั้นอยู่บ้าง อาตมาไม่ไม่ได้ว่า เป็นเรื่องไปกำหนดว่า มีจริง ตรงมีจริง อย่างที่ว่านี้เลยทีเดียวนะ ดูเหมือนว่า จะมีอย่างนั้นอยู่ด้วย เหมือนจะมีมือที่ 3 ก็ตาม ที่จะทำให้ทะเลาะวิวาทบาดหมาง ทำอะไรต่ออะไรขึ้น มาให้มันแรง เหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ ในแต่ละครั้งแต่ละคราว มีอะไรๆ ผสมร่วมอย่างนี้อยู่ แต่ถ้าเผื่อว่า ไม่มีอะไรที่จะมาหาเรื่องมากมายขึ้นมานะ มันก็จะเห็นทั้ง 2 ฝ่ายว่า ต่างคนต่างก็สงบอยู่ได้ เราก็สงบ เขาก็สงบอยู่ได้ ไม่เกิดเรื่องรุนแรง ไม่เกิดเรื่องปะทะ อย่างดีก็แค่ซัดหอกปาก อย่างดีก็แค่ซัดหอกปาก หรือ ภาษากันแค่นี้แหละ อย่างที่เห็นนี่น่ะ มันไม่รุนแรงหรอก จริงๆ แล้ว มันก็ต้องมีการขัดแย้งกัน หอกปากจะหยาบคาย จะจัดจ้านอะไรก็ มันก็จริง ตามที่ฐานะมันเป็น ถ้าเราไปยึดจัดมากน่ะ ไปติดใจมาก ไปจะแก้แค้น จะอะไรต่อะไรขึ้นมา ที่เรียกว่า จะต้องเอาชนะคะคานกัน รุนแรงขึ้นมามาก มันก็จะมีลักษณะ หอกปากที่หยาบขึ้นมากก็จริง ทุกวันนี้ อยู่ในขนาดหนึ่ง ซึ่งอาตมาเห็นว่า ก็พอเป็นพอไป ไม่รุนแรงอะไรนัก เพราะฉะนั้น เราเองเรารู้แล้ว เราก็ต้องพยายามสังวรระวังสำรวมอย่าให้ มันไปหยาบไปคาย ใครหยาบคายขึ้นมา ก็เป็นเรื่องของเสียแต้มของคนนั้นๆ เอง เราอย่าไปหยาบคายอย่างนั้นขึ้นมาก็แล้วกัน เราอย่าไปรุนแรงขึ้นมาก็แล้วกัน อย่าไปจุดการยั่วยุอะไรกันขึ้นมาให้มันไม่สงบน่ะ นี่ เป็นเรื่องของคุณธรรม เป็นเรื่องของความเป็นจริง ที่แต่ละคนมีความรู้ แล้วก็มีความสำนึก แล้วก็มี การฝึกหัดตน อบรมได้ ระงับได้ ควบคุมได้ ไม่เกิดสิ่งเหล่านี้ได้ ตลอดกาลนาน ก็เป็นผลสำเร็จที่ดีที่สุดน่ะ อาตมาทำงานมาขณะนี้นี่ ในเรื่องของการมีเรื่องที่เกิดปวาทะ ซึ่ง เกิดปวาทะ มีสภาพที่มันเกิดอยู่ อย่างเป็นนี่ มันมีการขัดแย้ง มันมีการ ต้องโต้ต้องถกกันบ้าง ต้องวิจัยวิเคราะห์ ต้องหยิบมาหาเหตุหาผล มาสอบสวน มาตรวจเข้าไปหาสาระสัจจะที่แท้จริงกันอยู่อย่างนี้ มันเป็นธรรมดา แล้วเราบังคับไม่ได้หรอกในโลกที่ไหนๆ ที่ไหนๆ เหมือนกันหมด อาตมาจนกระทั่งได้สรุปความออกมาว่า ความสามัคคีนั้นคือ ความขัดแย้งอันพอเหมาะ หรือบางทีก็ใช้สำนวนว่า ความสามัคคี ต้องมีความขัดแย้งอันพอเหมาะ ความสามัคคี ไม่มีความขัดแย้งใดๆ ไม่ได้เลย น่ะ ในลักษณะเผด็จการ ให้มันเป็นความสามัคคีเลยก็ได้ ในความลักษณะเผด็จการนี่ ให้มันเป็นความสามัคคีเลย ความสามัคคีเผด็จการนั้นไม่รุ่งเรืองน่ะ ไม่รุ่งเรือง มันเป็นความรู้ของคนๆ เดียว เป็นเอก มันไม่มีความรู้ของคนหลายคน ที่มาช่วยกันรังสรรค์ เพราะฉะนั้น ความเจริญ มันจึงไม่ดี ถ้าผู้เผด็จการนั้นเป็นปราชญ์เอก จริงๆ ยอดเยี่ยมนะ ก็เป็นที่หวังได้ว่า มันจะดี เพราะเป็นปราชญ์จริงๆ แล้วก็ เผด็จการอย่างนั้นก็ตาม แต่ถ้าเผื่อว่า ยิ่งผู้เผด็จการ ผู้นำพานั้น ไม่เป็นคนมี ความรู้เลย บรรลัยเลย เพราะฉะนั้น เราไม่ควรจะดูถูกดูแคลนประชาชนคนอื่นน่ะ ต้องอาศัยความนึก ความคิดของคนอื่นๆ ด้วย เป็นการให้เกียรติกัน และเป็นการช่วยกัน ไม่ใช่เก่งคนเดียว ถ้าเก่งคนเดียว ตายไปแล้ว คนอื่นไม่ได้ศึกษาด้วย ไม่ได้รู้เหตุรู้ผลด้วย สั่งการอย่างเดียว จงทำอย่างนี้ จงทำอย่างนี้ จงทำอย่างนี้ จงทำอย่างนี้ เหตุผลอะไร ไม่รู้เรื่อง คนอื่นคิดก็ไม่เป็น ช่วยคิดด้วยก็ไม่เอา อย่างนี้มันก็ไม่เจริญ ในเมืองไทยนี่ ลักษณะนี้ เป็นลักษณะด้อยนะเป็นลักษณะที่ไม่พยายาม ที่จะให้มันเกิดความขัดแย้งกันพอเหมาะ หรือไม่ยอมรับการวิภาษณ์ วิจารณ์น่ะ วิภาษณ์ วิภาษ วิจัย วิจารณ์ ไม่ยอมรับหรือว่ารับน้อย ไม่อาจหาญ แกล้วกล้า ถือตัว ถือดี มันอยู่ในวิญญาณอยู่ในสายเลือดคนไทยนี่มานานแล้ว ข้างนอกมาก ข้างในในหมู่ชาวอโศกเราเอง ก็มาก ก็มาก เพราะฉะนั้น อาตมาจึงขอร้องให้พวกเราได้ตรวจตรา ได้ศึกษาสำนึก เรื่องนี้จริงๆ อย่าพูดแต่ปาก ต้องเป็นนักศึกษา ที่จะต้องรู้สภาวะ อ่านใจตัวเอง อ่าน อ่านความมีกิเลส อัตตามานะของตนเองให้มากๆ อ่านจริงๆ ศึกษาจริงๆ น่ะ ถ้าไม่อ่านจริงๆ ไม่ใช่ญาณ ญาณที่จะมาศึกษา อ่านนามธรรมพวกนี้แล้วนะ ปล่อยปละละเลย มันก็จะเคยตัวอยู่อย่างนั้นแหละ แล้วมันก็ไม่รู้ตัวตลอดไป มันไม่ได้รู้ตัว แล้วไม่ได้แก้ไข ไม่ได้ปรับปรุง มันก็ไม่เจริญ ขัดแย้งกันจนกระทั่งไม่ประสาน อโศกเราได้ชื่อว่า เป็นพวกที่ แหม พวกนี้ มันทำกันเป็นหมวด เป็นหมู่ดี มีสามัคคีได้ ไม่ใช่เบาๆ นะ ขนาดนั้น ยังไม่พอ อาตมาจะตายไม่ลง ก็อีตรงนี้ นี่ พระพุทธเจ้าท่าน ตั้งปณิธานไว้ มาร ตราบใดที่พุทธบริษัท 4 ของเรา ยังไม่ยังงี้ๆๆๆ อย่างที่ว่านี่ มาร เรายังจะไม่ปรินิพพานเพียงนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัส อาตมาบอกว่า ไม่ได้ว่า จะปรินิพพานนะ อาตมาใช้คำว่าตาย อาตมาก็คิดว่า อาตมาก็จะทำอย่างนี้ น่ะ ถ้าพวกเรายังไม่เฉียบแหลม ยังไม่ได้รับคำแนะนำ ยังไม่แกล้วกล้า เป็นพหูสูต หรือทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมขึ้นไป อย่างจริงๆ จังๆ จนกระทั่งรับผิดชอบ ถ่ายทอด เป็นผู้แสดง เป็น ผู้บัญญัติ เป็นผู้แต่งตั้งเปิดเผย หรือ เป็นผู้จำแนกนะ จำแนก สาธยายให้มันง่าย ตื้น จากลึกมาตื้น จากยากมาง่ายได้ หรือแม้แต่มีชีวิตที่จะดำเนินต่อไป ปรับปวาทะ น่ะ ข่มขี่ปรับปวาทะ ภาษาคำว่าข่มขี่ ปรับปวาทะนี่ เขาแปลเป็นไทยไม่ได้มากกว่านี้แล้ว มันมีลักษณะข่ม ข่มอยู่ในที อย่างพวกเรานี่ คุณได้เคยได้ยินเสียงร้องเขาไหม เสียงร้องของผู้ที่ถูกข่มน่ะ เขาร้องว่าดี ก็ดีไปซิ อวดตัวอวดตน ข่มเขาทำไม เขาร้องอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา นี่ เป็นลักษณะที่ปรับปวาทะได้อันหนึ่ง เขายอมนะ ยอมร้อง ยอมบอก ออกมาอย่างนี้ ถ้าธรรมดาแล้ว คนพวกธรรมดานี่ ถูกข่ม ถูกขี่ นี่จะไม่ร้องออกมาอย่างนี้หรอก จะตวาดแว็ด ไม่ยอมแพ้ออกมา ภาษาสำนวนที่อาตมาพูดเมื่อกี้นี้ เป็นสำนวนภาษายอมแพ้หรือเปล่า ยอมแพ้ หรือเปล่า ยอมใช่ไหม นั่นน่ะ เรียกว่า ข่มขี่ได้แล้ว ถ้าเขาไม่ยอมนี่นะ เขาไม่พูด ยังงี้หรอก เขาไม่พูดอย่างนี้ เอ็งมันจะดีแค่ไหนวะ มันจะเป็นอย่างนี้ เอ็งมันจะดี แค่ไหนวะ เขาจะสู้ขึ้นมา อย่างนี้ เขาจะไม่ว่า ดีก็ดีไปซิ มาอวดทำไม (กูอายไม่ใช่หรือ ผู้ฟังหัวเราะ น่ะ) มันเถียงไม่ออกน่ะ มันเถียงไม่ออก นี่อาตมาพยายามอธิบายสภาวะโดยเอาภาษามาสื่อ เอาลักษณะที่มันเกิดแล้ว มาพยายามพูดให้คุณฟัง แล้วคุณก็จะระลึกตาม ตรวจสอบไปซิว่า มันมีความจริง ไม่จริงแค่ไหนนะ แล้วพูดอย่างนี้ ไม่ใช่ให้คุณผยองอีก อัตตามานะ ยิ่งมีอยู่ด้วย พูดอย่างนี้ เดี๋ยวอัตตามานะ ผยอง ขึ้นไปอีกแล้ว ชักศึกเข้าบ้านอีก แหม แค่ 2 คดี ยังไม่พอ เดี๋ยวเอาอีก 5 คดี น่าดูเลย ดีไม่ดี มีคดีอาญาอื่นอีก มันยิ่งยุ่งกันใหญ่น่ะ ยังแถมมีแพ่งฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอีก ยุ่งกันใหญ่เลย ไม่ได้นะ น่ะ อาตมาจะไม่ตาย อาตมารับพูดกับคุณมาหลายครั้งหลายคราว่า อาตมาจะพยายามทำชีวิตของอาตมาให้ยืนยาว อาตมาจะพิสูจน์อิทธิบาทของพระพุทธเจ้าด้วย เราจะยังชีวิตให้เกินกว่ากัปน่ะ ให้ชีวิตเป็นร้อย เกินกว่ากัป ก็ได้ ถ้าเราใช้อิทธิบาท พระพุทธเจ้านั้น ปรินิพพานในอายุ 80 เท่านั้น ท่านจะให้ได้ ถึงร้อย ถ้าจะให้เกินร้อย เหมือนอย่างพระอานนท์เกินร้อยพระกัสสปะ พระอะไรที่อายุตั้ง 120 ท่านจะทำ ท่านก็ต้องทำได้ ท่านตรัสไม่ใช่เป็นภาษาปากเปล่า เพราะท่านรู้จักจิตวิญญาณ รู้จักความพอเหมาะ พอดี สมดุล ความสมดุล นี่ยาวนาน ความสมดุลนี่ อยู่ได้ทนทานยาวนาน ฟังความนี้ให้ออก อันนี้น่ะ เป็นเรื่องของธรรมดา ธรรมชาติ แม้แต่ในวัตถุรูป แม้แต่ในการศึกษาธรรมดา ก็ เรียนมาแล้ว ความสมดุลนี่ อยู่ได้ยาวนานน่ะ เหมือนเรากำลังจะมาทำธรรมชาติ ให้มันสมดุลนี่แหละ แล้วมันจะอยู่ได้ยาวนาน ชีวิตทำให้สมดุล ก็อยู่ยาวนาน สรุปง่ายๆ อิทธิบาทนี่ ต้องมีปัญญารู้ แล้วก็พยายามปรับให้ได้สมดุลน่ะ ทีนี้ เมื่ออาตมารับปากแล้ว ก็ตั้งใจแล้ว อาตมาก็ต้องมาขอร้องพวกเรา อาตมาคนเดียวนั้นน่ะ ตั้งใจทำอยู่ฝ่ายเดียว มันไม่ได้นะ ถ้าพวกคุณรุกเร้ามากๆ บอกยาก สอนยาก เมื่อไร จะได้รับคำแนะนำได้สักที ก็ไม่ได้สักที ก็ต้องโถมกำลังลงไป ก็เหนื่อยมาก เหนื่อยมาก ไอ้เครื่องกล เครื่องนี้ ก็ต้องทำงานมาก ทำงานมาก มันก็สึกหรอมาก สึกหรอมาก อายุก็สั้นแน่นอน เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า พวกเรานี่ ตั้งอกตั้งใจว่า นอนสอนง่าย มีความขยัน หมั่นเพียร อุตสาหะ วิริยะ ตั้งใจศึกษา ตั้งใจประพฤติ ไม่ใช่เอาแต่ศึกษาภาษา แล้วก็ไม่ทำ ไม่ไม่ปฏิบัติ ก็ไม่ใช่ ตั้งใจศึกษาภาษา ปฏิบัติแล้ว ได้ก็ให้รู้ว่าได้ ควรจะเพิ่มอธิศีล ก็ต้องเพิ่ม ไม่ใช่ติดแป้น จุดนี้สำคัญมากเลย เป็นความเสื่อม ข้อที่ 3 ความเสื่อมข้อที่ 1 ของอุบาสกอุบาสิกา คือ 1. ไม่ค่อยมาวัด โดนใครมั่ง ก็ฟังเอาก็แล้วกัน ความเสื่อมประการที่ 1 พระพุทธเจ้าท่านตรัสนะ ไม่ใช่อาตมาพูดเล่นนะ 1 ข้อแรก ไม่ค่อยมาวัด 2. มาวัดเหมือนกัน แต่ท่านไม่ได้ว่า มาวัดเหมือนกันหรอกนะ ท่านบอก ข้อที่ 2 เลย ท่านบอกว่า ไม่ฟังธรรมน่ะ ทีนี้ พวกเรานี่ ก็มันมีทางเลี่ยง ทุกวันนี้ มันมีเท็ป ท่านบอกก็ไม่เป็นไรหรอก ไม่มาวัด แต่ว่าเราก็ฟังธรรม ความเสื่อมข้อที่ 1 ก็ยกไว้ เราก็ไม่มาวัด แต่เรา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive