330103 สัมภาษณ์ท่านโพธิรักษ์ โดย ดร.แกรนต์ ออลสัน ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
330103 สัมภาษณ์ท่านโพธิรักษ์ โดย ดร.แกรนต์ ออลสัน ณ สันติอโศก
สัมภาษณ์ท่านโพธิรักษ์ โดย ดร.แกรนต์ ออลสัน ณ สันติอโศก เมื่อวันพุธที่ 3 มกราคม 2533 เวลา 18.00-18.30
ดร.แกรนต์ ออลสัน : ขอถามได้ไหมครับ พ่อท่าน : เอา ดร.แกรนต์ ออลสัน : วันนี้มีอีก 32 คดีหรือครับ พ่อท่าน : อ้า วันนี้ได้อีก 32 คดี ดร.แกรนต์ ออลสัน : ครับ เขาแยกอะไรนะครับ เป็นปีๆ หรือครับ พ่อท่าน : อ๋อ ! หมายความว่าที่อาตมาบวชให้เขา บวชให้ผู้ใดแล้วนี่ บวชมาแล้วเกิน 5 ปี มันก็หมดอายุความ ก็ฟ้องไม่ได้ ก็คนไหนที่บวชหลัง คือบวชให้ยังไม่ถึง 5 ปี ก็เรียกว่ายังไม่หมดอายุความ เขาก็ฟ้องได้ ก็เลยเหลืออยู่เพียง 31 คน ก็อยู่เพียง 31 คนที่บวชยังไม่ถึง 5 ปี รวมกับของตัวเองอีก 1 คดี ก็เป็น 32 คดี เอ้อ ! ที่จริงก็ 32 นั่นแหละรวมกัน ดร.แกรนต์ ออลสัน : ก็เมื่อกี้พูดว่าท่านต้องเข้าคุก ต้องเข้าคุก 32 ปีหรือครับ พ่อท่าน : ใช่ ก็คดีละปี (ครับ) คนละปีๆๆ (ครับ) เขาแยกฟ้อง (ครับ) แต่ละคนๆ ต้องติดคุกของตนเองคนละปีๆแล้วเขาก็แยกของอาตมานี่เป็น 32 คดี คดีละปี ถ้าเผื่อว่าแพ้ ก้อรวมแล้วก็คนละปี ก็รวมแล้ว ก็ 32 ปี (ครับ) ต้องติดคุก 32 ปี ดร.แกรนต์ ออลสัน : จริงๆแล้ว วันนี้ผมอยากจะต่อจากที่เราคุยกันแล้วที่ปฐมอโศกครับ อยากจะซักถามอีกนิดหนึ่งนะครับ เรื่องการปฏิบัติที่นี่บ้างครับ เราก็เคยคุยกันเรื่องน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ใช่ไหมครับ ที่นี่ไม่ทำใช่ไหมครับ พ่อท่าน : ที่นี่ไม่ทำ ดร.แกรนต์ ออลสัน : ครับ แล้วมีคนถามผมว่า ถ้าไม่รดน้ำมนต์นี่มันแสดง มันขาดความเมตตากรุณาต่อคนอื่นหรือเปล่าครับ พ่อท่าน : เป็นความกรุณา..เพราะถ้าเผื่อไปรดน้ำมนต์ให้เขาน่ะ เป็นการมอมเมาเขา ทำให้เขามีความเข้าใจผิด มิจฉาทิฏฐิขึ้น ก็ทำให้เขาโง่ลงไปอีก ก็ไปท
อ่านต่อ
ำลายเขา นั่นผู้ที่ทำลายเขา ถือว่าเมตตาหรือ ผู้ที่ช่วยให้เขาไม่งมงาย ก็คือผู้เมตตาต่างหาก (ครับ) ผู้ที่ช่วยให้เขาไม่โง่ลงไป ก็คือผู้เมตตาใช่ไหม ผู้ที่ไปทำให้เขางมงาย ให้โง่ลงไปอีก คนที่ไปทำลายเขา ถือว่าทำร้ายเขา ไม่ใช่เมตตา ดร.แกรนต์ ออลสัน : ผมรู้สึกพระบางองค์ อาจจะรดน้ำมนต์ เพื่อจะให้คนสูงขึ้นไปๆ ...รดน้ำมนต์ ...ใช่ไหมครับ พ่อท่าน : ไม่สูง มีแต่ต่ำลง นั่นแหละเป็นความคิดที่ผิด เป็นอวิชชา เป็นความโง่ เป็นความคิดที่ผิด บอกว่าทำให้เขาสบายใจ คนเราถ้าเผื่อว่าคนติดเหล้า แล้วเราก็เอาเหล้าให้เขากินมากๆ ให้เขากินเหล้าเรื่อยไป เพราะว่าเขาติดเหล้า สงสารเขา เมตตาเขา เอาเหล้าให้เขากินต่อ แล้วเขาจะสูงขึ้นได้อย่างไร มีแต่เขาจะแย่ลง (หัวเราะ) ! ทำลายเขา ! ดร.แกรนต์ ออลสัน : ไม่ทราบว่า ในสมัยพระพุทธเจ้าครับ ก็มีคนทำสิ่งมงคลเหมือนกัน ใช่มั้ยครับ บางทีอาจจะมีพระเหยียบผ้าขาวใช่ไหมครับ แล้วก็อาจจะมีรอยเท้าของพระองค์นั้น แล้วคนอาจจะเก็บไว้ เป็นสิ่งมงคล ในสมัยนั้นไม่ได้ห้ามใช่ไหมครับ ไม่ทราบว่า พ่อท่าน : ไม่ใช่ ไม่ได้ห้าม ท่านก็ไม่ได้ทำกัน อย่างนี้ไม่มีหรอก เดี๋ยวนี้สมัยโน้นไม่มีหรอก เขาทำกันเอง ไม่ใช่สิ่งมงคล มงคลแปลว่าประเสริฐ ถ้ามันต่ำลง มันโง่ลง มันไม่ฉลาด มันจะไปประเสริฐได้อย่างไร ไม่ใช่สิ่งมงคล เป็นสิ่งอัปมงคลต่างหาก เป็นสิ่งไม่ประเสริฐ เป็นสิ่งไม่ได้ดีงามอะไร ดร.แกรนต์ ออลสัน : ครับ แล้วสิ่งมงคลที่สูงที่สุดของสันติอโศกคืออะไรครับ พ่อท่าน : ก็คือ ให้เกิดปัญญา เกิดการลดกิเลส เป็นคนที่มี ประโยชน์คุณค่าขึ้น เป็นคนที่มีบุญมีกุศลที่แท้จริง ดร.แกรนต์ ออลสัน : ครับ พ่อท่าน : เป็นคนเจริญ ดร.แกรนต์ ออลสัน : เจริญยังไงครับ ? พ่อท่าน : เจริญ ก็เป็นคนที่ฉลาด ที่จะรู้จักสัจธรรม รู้จักความจริงที่ถูกต้อง ไม่ใช่โง่ลง ไม่ใช่งมงายไป เป็นคนที่ฉลาดขึ้น รู้จักความดีที่ถูกต้อง ความประเสริฐที่แท้จริง ความสูงขึ้นที่แท้จริง อย่างที่พูดเมื่อกี้นี้ ไม่ใช่ เขาต่ำลงอีก ไม่ใช่เขาโง่ แล้วเขางมงายลงไปอีก ไม่ใช่ เขาเป็นคนที่ฉลาด มีคุณค่ามีประโยชน์ ดร.แกรนต์ ออลสัน : ขอถามเกี่ยวกับเรื่องภาษาบาลีหน่อยครับ มีบางคนบอกว่าท่านไม่เคยศึกษาภาษาบาลี หรือท่านอาจจะศึกษาบ้าง แต่ว่าท่านมีญาณแปลใช่มั้ยครับ พ่อท่าน : คำว่า ญาณ คำว่าญาณ แปลหมายความว่า อาตมามีของจริง มีสภาวะจริง พูดถึงเรื่องจิต พูดถึงเรื่องกิเลส พูดถึงเรื่องที่มันเป็นนามธรรมอะไรพวกนี้ ภาษาบาลี กล่าวถึงลักษณะนี้ขึ้นมา อาตมาก็จะอ่านจากความจริงที่มี เขาพูดถึงกิเลสว่าโกรธ ว่าโลภ ด้วยเหตุอย่างไรๆ จิตใจของคน กิเลสของคนเป็นอย่างไร อาตมามีความจริงอันนี้ ภาษาบาลีบอกว่าลักษณะนี้ ลักษณะปฏิฆะ ลักษณะภาษาบาลีนะ ปฏิฆะ อุปนาหะ มันเป็นอย่างไรนี่ อาตมารู้ ความจริงว่า อุปนาหะ เป็นลักษณะอย่างไร ปฏิฆะ เป็นลักษณะอย่างไร อาตมาก็จะดูของจริงนั้น แล้วก็แปลออกมาเป็นภาษา ไม่ใช่หมายความว่า ด้วยญาณที่เขาหมายว่าไปแปลอะไร ไปคิดอะไร อาตมาไม่รู้ว่าเขาคิดว่ายังไง ญาณของเขาที่อาตมา ที่เขาเดาว่าอาตมารู้บาลีด้วยญาณน่ะ ท่านติกขฯ : รู้บาลีไวยากรณ์ พ่อท่าน : อาตมาไม่ได้เรียนไวยากรณ์ อย่างที่เขาเรียน แปลตามไวยากรณ์ อาตมาไม่ได้แปลตามไวยากรณ์ อาตมาแปลตามความจริง
ดร.แกรนต์ ออลสัน : ตามความจริง หมายความว่าอะไรครับ พ่อท่าน : หมายความว่า มีความจริงแล้วอาตมาก็เอาความจริงนั้นมาพูด มาแปลออกมาให้คนฟัง ดร.แกรนต์ ออลสัน : จากประสบการณ์ของท่านเองหรือ พ่อท่าน : (หัวเราะ) มันไม่ใช่ประสบการณ์เท่านั้น มันเป็น ลักษณะความจริงของสัจธรรม ความจริงของ มันเป็นของของจริง มีของจริง อย่างที่คุณมีเพชรอยู่เม็ดหนึ่ง เขาก็...คนที่เขาศึกษามา เขาไม่มีเพชรหรอกนะ เขาก็ศึกษา โอ๊! เพชรอย่างนี้ เพชรสีชมพู มันต้องมีลักษณะอย่างนี้ เพชรสีชมพู จะต้องมีน้ำอย่างนี้ สีอย่างนี้ ลักษณะอย่างนี้ๆๆ เขาศึกษา อาตมามีเพชรจริง พอเขาบอกเพชรสีชมพู อาตมาก็ดู อ๋อ เพชรสีชมพู มีอย่างนี้ อาตมาก็เอาของจริงมาดู แล้วก็บอกคน แต่คนที่เขาเรียนมานี่ ตามตำรานี่ เขาก็เรียนมาตามตำรานี่ เขาก็แปลออกมาตามตำราเท่านั้น เขาไม่มีของจริง เขาไม่มีเพชรจริงๆ เขามีแต่แปลตามกันมาเรื่อยๆเท่านั้นเอง แต่อาตมาพอบอกอันนี้ อาตมาบอก อ๋อ อันนี้ อันนี้คืออันนี้หรือ อาตมาก็เอาของจริงนั้นออกมาอธิบาย ออกมาแปล นี่คือญาณ นี่คือแปลบาลีด้วยญาณ ดร.แกรนต์ ออลสัน : ครับ ทำไมท่านรู้สึกว่าต้องใช้ศัพท์บาลีด้วย พ่อท่าน : เพราะว่าอาตมาใช้หลักฐานจากที่บาลี หรือจากพระไตรปิฎก หรือจากที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เหมือนกัน ดร.แกรนต์ ออลสัน : แต่พระไตรปิฎกเขาแปลเป็นภาษาไทยแล้ว พ่อท่าน : ภาษาไทยแล้ว อาตมาก็ถึงต้องดูตามภาษาไทยของเขา ว่าเขามาจากบาลีอะไร พอไปดูที่บาลีอะไร แล้วก็ที่เขาแปลด้วย มันจะบอกความจริงส่วนหนึ่ง แต่พออาตมาไปดูอีกทีหนึ่งแล้ว จะเห็นความจริงมากกว่านั้น เขาบอกไม่หมด เขาจะแปลออกมาได้ส่วนหนึ่ง แต่ไม่หมด ทีนี้ไอ้ส่วนที่อาตมาเห็นว่ามากแล้ว อาตมาแปลไปนี่ เขาไม่รู้เรื่องเลย เขาไม่เคยได้ยิน เขาก็ว่าอาตมาแปลผิด อาตมาก็ไม่มีปัญหา ทีนี้พวกเรานี่เรียน แล้วพวกเรา ฟังแล้วเขารู้เรื่อง เขาถึงได้ความ เขาถึงปฏิบัติได้ เขาถึงได้อะไรๆขึ้นมาเท่านั้นเอง เราไม่มีปัญหา เขาว่าเราแปลผิด เราไม่มีปัญหานะ เราไม่เคยไปโทษเขา เราก็เห็นใจเขา เราก็เข้าใจเขาเหมือนกันว่า เขาไม่มีทางได้รู้ เขาไม่มีทางที่จะรู้ เราก็ไม่รู้จะทำยังไง เขาไม่รู้ แล้วก็ไม่รับ เราก็ไม่ได้มีปัญหา แต่คนที่เขารับ คนที่เขายอมรับ เขาก็เอาไปทำตาม เมื่อเขาฟังอาตมาบอก อาตมาแปล อาตมาอธิบาย เขาเข้าใจ เขาก็เอาไปทำตาม เขาก็ได้ประโยชน์เท่านั้นเอง ส่วนคนที่เขาไม่รับ เขาก็...! อาตมาไปทำอะไรเขาไม่ได้ เราก็เห็นใจเขาเหมือนกันว่าเขาไม่มีทางที่จะเชื่อ เพราะเขาไม่เชื่ออยู่แล้ว ท่านสีลฯ : ญาณของพ่อท่านนี่ หมายถึงอำนาจลึกลับ พ่อท่าน : ไม่ใช่อำนาจลึกลับ ของจริง เป็นอำนาจที่ไม่ใช่ลึกลับ เป็นของ เป็นความใสสว่าง เป็นความแจ้งชัด เป็นความรู้ที่แท้จริง ญาณคือความรู้ ไม่ใช่หมายความว่า ญาณคือความลึกลับ ความลึกลับไม่ใช่ญาณหรอก ความลึกลับไม่ใช่ญาณ ทีนี้เขาหมายความถึงเรื่องลึกลับอะไรด้วยซ้ำไปมั้ง ญาณ ซึ่ง อาตมาเห็นว่า เอ๊ เข้าใจกันคนละเรื่อง เข้าใจกันคนละอย่าง หรือบางทีเขาเข้าใจไอ้เรื่องญาณ นี่เป็นเรื่องพิลึกๆ เป็นเรื่อง MAGIC อะไรไปอย่างนั้น ดร.แกรนต์ ออลสัน : ครับ ไสยศาสตร์ อะไรอย่างนี้ พ่อท่าน : อาตมาไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นเลย เป็นเรื่องอภินิหาร เป็นเรื่อง MAGIC เป็นเรื่องยังไง อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ อาตมาไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เขาหมายถึงญาณที่เขาบอกว่า อาตมาพูดว่า อาตมาแปลด้วยญาณ เขาเข้าใจว่า อาตมาหมายถึงอะไรหรือไม่ ไม่รู้แต่เขาว่าอาตมาแปลด้วยญาณ เขาเอาไปพูดของเขา ไม่รู้เขาเข้าใจว่าอย่างไร อาตมาไม่รู้ว่า เขาเข้าใจคำว่าญาณที่อาตมาบอก และเขาก็ไปเข้าใจว่า ญาณนี่หมายถึงว่า อย่างไร เขาถึงหัวเราะเยาะอาตมา ก็ไม่รู้เหมือนกัน ดร.แกรนต์ ออลสัน : แล้วในศาลวันนั้น คุณเสมอเขาบอกว่า พระอโศกผิดพระวินัยหรือเปล่า กำลังทำโครงการ หรือทำโครงการอะไรนะครับ พระที่อยู่นอกพระวินัยใช่ไหมครับ เขากำลังศึกษาอยู่ แล้วเขารู้สึกคุณทองใบเขาถามว่า เห็นว่าพระสันติอโศกอยู่นอกพระวินัยหรือเปล่า เขาบอกว่าไม่ แต่ไม่ยอมอยู่ใต้มหาเถรสมาคม ใช่ไหมครับ พ่อท่าน : อ๋อ ! ใช่ ใช่ ดูเหมือนเขาพูดเท่านั้น ดร.แกรนต์ ออลสัน : แล้วก็ไม่ยอมปฏิบัติตามวัฒนธรรมไทย พ่อท่าน : ใช่ ใช่ คุณจำแม่น ดร.แกรนต์ ออลสัน : ข้อที่สอง ไม่ยอมปฏิบัติตามวัฒนธรรมไทย ถ้ามีคนบอก ท่านจะตอบยังไงครับ ที่ไม่ปฏิบัติตามวัฒนธรรมไทย พ่อท่าน : ก็วัฒนธรรมไทยอันไหนที่มันผิด อันไหนที่มันผิด ถ้าบอกว่าวัฒนธรรมไทย อันนี้มาจากศาสนาพุทธ เราก็ไม่ทำ วัฒนธรรมไทยนั้น ไม่ได้มีกฎหมายบังคับว่าเราจะต้องทำตามวัฒนธรรม ไม่มีกฎหมายข้อไหนบังคับ ไม่มีนี่ กฎหมายบังคับ ให้ทำตามวัฒนธรรมไทย ไม่มี วัฒนธรรมเป็นความพอใจ วัฒนธรรมเป็นความนิยม (ครับ) เป็นความชอบใจ พอใจจะทำ ไม่ใช่เรื่องบังคับ เราจะทำผิดทำถูกว่าเราเห็นว่าอันไหนที่ดี แม้วัฒนธรรมที่ดี เราก็เอา วัฒนธรรมอันไหนที่ไม่ดี เราก็ไม่เอา เรามีสิทธิ์จะเลือก วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่จะมาบังคับกัน แล้วเราก็เห็นด้วยซ้ำไปว่า วัฒนธรรมไทยที่ดีจริงๆ มันถูกทำลายไปแล้ว ที่จริงเรากำลังพาเข้าหาวัฒนธรรมไทยจริงๆด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ พามาแต่งตัวอย่างไทยๆ นี่วัฒนธรรมไทย พามามีบ้านมีเรือนอย่างไทยๆ หลายอย่างมากมายเลยที่เราทำกันมานี่ อย่างไทยๆ แต่ทุกวันนี้ ไทยถูกทำลายไปแล้ว ถ้าจะพูดไปแล้ว เรากำลังนำกลับมาสู่วัฒนธรรมไทยๆด้วยซ้ำไป วัฒนธรรมมีการทำงานรวมกันเป็นหมู่ ช่วยกัน ไม่ใช่เห็นแก่ตัวคนเดียว วัฒนธรรมทำงานกัน ช่วยกันเป็นหมู่นี่ เขาเรียกว่า ลงแขก เคยได้ยินไหม ? ดร.แกรนต์ ออลสัน : ลงอะไรนะครับ พ่อท่าน : ลงแขก เอ้า! ภาษาไทยเขาเรียกว่าลงแขก คือมาช่วยกัน ใครจะทำงาน จะมาช่วยกันเกี่ยวข้าว พอบอก เอ้า ไปเกี่ยวข้าวนะ ทุกคนก็มา บ้านโน้นบ้านนี้ มาช่วยกันเกี่ยวข้าว รวมกันหลายๆคน เป็นหมู่กลุ่มสามัคคี เดี๋ยวนี้ ไม่มีแล้ว แล้วเราก็ทำอย่างนี้ เป็นต้น เราเอาวัฒนธรรมไทยกลับคืนมาต่างหาก มากมาย ที่อาตมาคิดได้ขณะนี้ ยกตัวอย่างให้ฟัง มีอีกมาก ดร.แกรนต์ ออลสัน : แต่คุณเสมอ หมายถึงว่าอะไรครับ ที่ไม่ปฏิบัติตามวัฒนธรรมไทย พ่อท่าน : เช่นว่า ไม่พารดน้ำมนต์อย่างนี้ เขาบอกว่าเป็น วัฒนธรรมไทย ซึ่งเราเห็นว่านั่นเป็นเรื่องของศาสนา เป็นความเชื่อของศาสนา จะบอกว่าวัฒนธรรมไทย คนเขาทำตามๆกันมา แต่เราบอกว่า มันผิดออกไปจากพุทธแล้วเราก็ไม่ทำตาม...ไม่กรวดน้ำ เสียงผู้หญิง : การทอดกฐิน พ่อท่าน : ทอดกฐิน (ครับ) ซึ่งเราเห็นว่ามันผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว และไม่จำเป็นต้องทอดกฐิน เนื้อหาสาระของทอดกฐิน คือ พระไม่มีผ้าที่พอจะนุ่งห่ม คุณก็ศึกษามาแล้วนะ (ครับ) ทีนี้สมัยโน้นอุตสาหกรรมการทอผ้ายังไม่มีมาก ผ้ามันก็ขาดแคลน แต่ทุกวันนี้ อุตสาหกรรมการทอผ้ามีมาก ผ้าเหลือเฟือ พอใช้ เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องทอดกฐินอีก พระก็มีผ้าใช้แล้ว ยกเลิกก็ได้แล้ว แต่ทุกวันนี้ เขาแปลงจากทอดกฐินไปหาเงิน ทอดเงินไม่ใช่ทอดกฐิน มันผิดหมดเลย บาปกันมากมาย แล้วเราจะไปทำอยู่ทำไมล่ะ มันเรื่องไม่มีความจำเป็นแล้ว มันก็ยกเลิกได้แล้ว ดร.แกรนต์ ออลสัน : ครับ มีแค่นี้ครับ พ่อท่าน : มีแค่นี้เอง ดร.แกรนต์ ออลสัน : วันนี้มีแค่นี้ครับ ขอบคุณมาก
พ่อท่าน : จะเอาไปทำไร อุตส่าห์มาสัมภาษณ์เพิ่มเติม จะเอาไปทำอะไร ดร.แกรนต์ ออลสัน : ก็อยากจะไปเขียนบทความ ตอนนี้ผมกำลังเขียนบทความอันหนึ่ง เกี่ยวกับ การรดน้ำมนต์ในเมืองไทย ครับ ในทรรศนะของ... พ่อท่าน : แล้วมาสัมภาษณ์อาตมา อาตมาไม่รดน้ำมนต์ แล้วการรดน้ำมนต์ในเมืองไทย จะได้อะไร (หัวเราะ) อาตมาไม่ได้รดน้ำมนต์ ดร.แกรนต์ ออลสัน : กับการรดน้ำมนต์ กับไม่รดน้ำมนต์ พ่อท่าน : อ๋อ ! อาตมานี่ เป็นนักรดน้ำมนต์เก่ารู้หรือเปล่า ดร.แกรนต์ ออลสัน : ไม่รู้ครับ พ่อท่าน : อาตมาสมัยเป็นฆราวาส อาตมาเล่นไสยศาสตร์ ดร.แกรนต์ ออลสัน : อ๋อ ใช่ ผมอ่านชีวประวัติของท่าน พ่อท่าน : อาตมาเล่นรดน้ำมนต์มานี่ รด ไม่ใช่รดธรรมดา รดกันเป็นปิ๊บเลย (หัวเราะ) จริงๆ มาถึงก็นั่ง พอจะรดน้ำมนต์นี่ ต้องเรียกว่าคนที่จะต้องมาได้รับการได้รดน้ำมนต์นี่ บอกว่า เอ้า คนนี้จะต้องรดน้ำมนต์แล้วงี้ จะต้องมีชุด เปลี่ยนชุดเลย อ้า ! เปลี่ยนชุดอาบน้ำ มาถึงก็นั่ง ต้องหันทิศไปในทางทิศที่ต้องการ นั่งเหยียดขาเลย อาตมารด พิธีรดก็จะต้อง แหม ! ท่องคาถาเลย ต้องรดตั้งแต่เท้าลงไป ถึงหน้าหนาวนี่ โอ้โฮ ดร.แกรนต์ ออลสัน : เปียกหมด พ่อท่าน : น่าดูเลย คนรดนี่สั่นเลย หน้าหนาวนี่ รด ต้องรดจนหมดนั่นเลย ถังที่ทำน้ำมนต์มาแล้ว จะต้องรดให้หมดเลย รดกันต้องสั่นเลย บางทียังงี้ แหม ขึ้นเลยนะ บางทีต้องรดให้เต้นๆเลย เล่นมากมาย อาตมาเล่นมามาก ไสยศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องของพุทธศาสนา รดหลายอย่าง รดอย่างนั้นก็ด้วยมีวิธีรดหลายอย่าง รดน้ำมนต์ (หัวเราะ) ดร.แกรนต์ ออลสัน : อันนั้นน่าสนใจดี แต่ชีวประวัติของท่าน ท่านก็เคยศึกษาไสยศาสตร์มาก พ่อท่าน : มันเรื่องของจิตวิทยา มันเรื่องของจิตใต้สำนึก มันเป็นเรื่องของอุปาทาน ดร.แกรนต์ ออลสัน : ทำไมไม่สนใจครับ ทำไม ? พ่อท่าน : สนใจ แต่มันไม่มีประโยชน์เท่า มันงมงาย มันไม่ ชัดเจน ไม่ใช่ปัญญา ไม่ใช่ความถูกต้อง แต่เป็นเรื่องที่ คนเราไม่ชัดเจนในเรื่องของจิต แล้วก็เลยทำอย่างนั้น เพื่อที่จะชะลอ หรือว่าไม่ใช่ชะลออย่างเดียว ทำให้เข้าใจเพี้ยนออกไปอีก แล้วก็ทำให้จิตนี่ ทำให้จิตวิญญาณเข้าใจผิดนี่ ไปใช้จิตในลักษณะที่ผิดๆต่อไปอีก ซึ่งมัน พระพุทธเจ้าถึงไม่แนะนำให้ทำ มีในศีลนะ ห้ามรดน้ำมนต์ ในมหาศีลบอกไว้ชัดเจน ห้ามรดน้ำมนต์ ห้ามพ่นน้ำมนต์ ดร.แกรนต์ ออลสัน : หรือครับ พ่อท่าน : มีใน ภิกษุห้ามรดน้ำมนต์ ห้ามพ่นน้ำมนต์ มีอยู่ในมัชฌิมศีล พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า นี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ซึ่งต้องปฏิบัติตามศีล นี่เป็นข้อห้ามไว้เลย ก็พระภิกษุของพระพุทธเจ้า อย่าทำ ดร.แกรนต์ ออลสัน : ขอบคุณมากครับ พ่อท่าน : มี ไปดูที่ในพระไตรปิฎกมีอยู่ในมหาศีล ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ภาษาอังกฤษก็มีของ RICH DAVID (ริช เดวิด) เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ของเราก็มี ใน INSIGHT เล่มนั้นก็มี ดร.แกรนต์ ออลสัน : INSIGHT ของ PALI TEXT SOCIETY เล่มไหนครับ อ้อ INSIGHT INTO SANTI ASOKE พ่อท่าน : นั่นแหละ COPY ลงไปในนั้น QUOTE ลงไปในนั้น จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ในนั้นมีในนั้น ลอกออกมาจาก RICH DAVID แปลไว้ในพระไตรปิฎก คือเขาแปลพระไตรปิฎกพวกนี้ไว้ พระไตรปิฎกพวกนี้เป็นภาษาอังกฤษก็มี ดร.แกรนต์ ออลสัน : อยู่ใน COMMENTARY ใช่ไหมครับ พ่อท่าน : อะไรนะ ดร.แกรนต์ ออลสัน : มันอยู่ใน COMMENTARY อรรถกถาหรือเปล่าครับ พ่อท่าน : เปล่า อยู่ในพระไตรปิฎกโดยตรง ไม่ใช่อรรถกถา อยู่ในพระไตรปิฎกเลย เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าสอนไว้ ในจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ซึ่งเป็นศีลที่พระพุทธเจ้าสร้างศาสนามาแต่เริ่มแรก พระไตรปิฎก พระสูตรเล่มที่หนึ่ง เล่ม 9 นี่ พระสูตรเล่มที่หนึ่ง พระพุทธเจ้าเริ่มสอน เริ่มเผยแพร่ศาสนามาแต่พรหมชาลสูตร สูตรแต่แรกก็บอกศีลอันนี้เลย บอกศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ในพระสูตรเล่มนั้น มีจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลหมดทุกพระสูตร (ครับ) เป็นหลักฐาน เป็นหลักการของทุกๆพระสูตร ว่าท่านสร้างศาสนามาด้วยศีลอย่างนี้ คือ ในสมัยโน้นน่ะ มันมีหลายๆอย่าง มากมาย ที่คนเขาทำลัทธิ ของแต่ละลัทธิเขาทำ แต่พระพุทธเจ้าท่านก็กำหนดของท่านขึ้นมาว่า ของท่านภิกษุจะต้องไม่ทำอย่างนี้ จะรดน้ำมนต์ จะพ่นน้ำมนต์ จะเวียนเทียน จะดูหมอ ดูดาว จะอะไรไม่ได้นะ นั่นก็ข้อห้ามของท่าน ท่านก็กำหนดของท่าน ว่าของพระภิกษุของท่าน จะต้องเป็นอย่างนี้ นี้เป็นหลักการอย่างสำคัญของศาสนาพุทธ อาตมาถือว่าเป็นพระธรรมนูญของพุทธ ถือเป็นเหมือนกฎหมายหลักใหญ่ของพระพุทธศาสนา ทุกวันนี้ ผิดเพี้ยนหมดแล้ว พุทธผิดเพี้ยน กฎหมายแม่บท เหมือนกฎหมายแม่บทของศาสนาเลย สร้างศาสนามาด้วยศีล จุลศีล ม้ชฌิมศีล มหาศีล แต่ทุกวันนี้ ผิดเกือบหมดเลย เสียงผู้หญิง : พ่อท่านฮะ พระไตรปิฎกนี้ คือคำตรัสของพระพุทธเจ้าองค์เดียวไม่ใช่องค์อื่นเข้ามามีความเห็นของคนอื่น ฎีกาจารย์ อนุฎีกาจารย์ ไม่ใช่ พ่อท่าน : ไม่ใช่ ผู้หญิง : เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหมด พ่อท่าน : คำพูดของคนอื่นก็มี ของพระสาวกก็มี ผู้หญิง : ไม่ใช่ แต่หมายความว่า เอามาจาก ความรู้จากพระพุทธเจ้าบอกเท่านั้น ใช่มั้ยคะ พ่อท่าน : ของพระสาวกก็มี แต่พระพุทธเจ้ารับรองๆในยุคของพระพุทธเจ้า รับรองว่าเป็นคำถูกต้อง แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็ ...เราก็เอามารวมกันในพระไตรปิฎก คำของพระสาวกก็มี มีมากหลายสูตร ดร.แกรนต์ ออลสัน : ผมอาจจะเขียนอีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับ คดีสันติอโศกด้วย กำลังศึกษาอยู่ พ่อท่าน : อยากได้รายละเอียดต้องไปบ้าน พบธรรม คดีเยอะแยะ ทางโน้น ข้อมูลที่นั่นมีมาก ดร.แกรนต์ ออลสัน : คุณตันติยา ก็ช่วยผมมากทีเดียวครับ ผมจะรบกวนท่านแค่นี้ละครับ ขอบคุณมากครับ พ่อท่าน : ก็ถือว่าเป็นประโยชน์นะ เวลาคุณเขียน ก็เผยแพร่ ออกไป ก็เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา ดร.แกรนต์ ออลสัน : ครับ ผมหวังว่าจะมีประโยชน์ครับ พ่อท่าน : เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติไปด้วยกันหมด ดร.แกรนต์ ออลสัน : ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ เป็นวารสารครับ พิมพ์ที่โน่นครับ เป็นหนังสือที่โน่นครับ สงสัยจะเป็นภาษาอังกฤษก่อนครับ
ถอดเท็ปโดย : สม. จินดา 5 ม.ค.33 ตรวจทานครั้งที่ 1 โดย : สม. ปราณี 6 ม.ค.33 พิมพ์โดย : สม. นัยนา 7 ม.ค.33 ตรวจทานครั้งที่ 2 โดย : โครงงานถอดเท็ปฯ 8 ม.ค.33