330000_การรู้จิต รู้เวทนา โดยพ่อท่านโพธิรักษ์ .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์364 KB
วันที่แก้ไข2 มกราคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

330000_การรู้จิต รู้เวทนา โดยพ่อท่านโพธิรักษ์

อายุสมณะ วรรณะที่บริสุทธิ์ พ่อครูว่า…ไอ้นี่ หลักเหลือเกิน เอ้า ! หยิบมาใช้ๆ อยู่ทุกวันนี่มันเป็นเนื้อๆ อายุของ ส+มณะ คืออิทธิบาท แหม ! มันชัดเหลือเกิน แล้วมันจริง เหลือเกิน แม้จะเป็นสมณะอรหันต์ หรือสมณะผู้ที่กำลังฝึกเพียรก็ตาม จะเป็น โคตรภูบุคคลอยู่ก็ตาม ปฏิบัติธรรม หน้านองน้ำตาอยู่ก็ตาม เขามีอายุ เขาเป็นอายุสมณะ เขาพากเพียร หน้านองน้ำตา เขาก็มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ก้าวได้น้อย ก็ช่าง วิมังสาน้อย แต่เขาก็ยังมีฉันทะ วิริยะ หน้านองน้ำตาทำ เขาก็ยังเป็นสมณะ ที่เป็นอาหุเนยยบุคคล ที่น่าเคารพ น่าบูชาหนอ แม้เขาจะได้น้อย เพราะเขามันไม่เก่ง แต่เขาก็อาศัยเพียร อาศัยวิริยะ อาศัยฉันทะ อาศัยจิต เอาจิตเอาใจใส่จริงๆ ไม่ย่อยั่น เขาก็เป็นสมณะที่มีอายุ ถ้าทำได้เพิ่มขึ้น ก็มีวรรณะ เอาศีลใดมาเทียบ ก็ได้แล้ว โอ! อันนี้ ได้แล้ว อันนี้ได้แล้ว อันนี้ปกติขึ้น ปกติขึ้น จนเป็นปกติแล้ว ไม่ต้องฝืด ต้องฝืน ไม่ต้องหน้านองน้ำตา ว่าง เบา ง่าย เป็นอัตโนมัติ เอ้า ศีลข้อนี้ก็ผ่านได้ๆๆ เอาศีลข้อไหนมาวัด เอาหลักเกณฑ์ธรรมวินัยข้อไหนมาวัด ก็เป็นไปได้จริง เป็นได้ทั้งรูปนอกรูปใน มีทั้งกายสักขี มีทั้งวิมุติพร้อม วิมุติทั้งนอก วิมุติทั้งในร่วมส่วน ก็ยิ่งเป็นสมณะที่ชัด มีวรรณะที่ผ่องเหลือเกิน ผ่องทั้งนอก ผ่องทั้งใน ไม่ด่างไม่พร้อย ไม่เปื้อน ไม่หมอง ทั้งนอกทั้งใน เป็นวรรณะที่ แหม! ยอดวรรณะ เป็นผิวเพชร เป็นผิวทองแท้ เป็นผิวพระแท้ๆ วรรณะ มีศีล เอาศีลวัดเข้าไป เขาบริสุทธิ์ในใจจริงๆ วัดนอกกายกรรมก็ได้ วจีก็ได้ เพราะงั้น แม้แต่วัด นอกกายวจีเท่านั้น ก็บอกว่าศีล เอ้อ! ได้แล้ว เห็นผิวแล้ว ว่าผิวนี้บริสุทธิ์ เพราะบริสุทธิ์ด้วยศีล บริสุทธิ์ด้วยกาย ด้วยวจี ยิ่งศีลนี่

อ่านต่อ

เป็นปกติเลยเป็นศีลใน เป็นวิสุทธิศีล เป็นปาริสุทธิศีล เป็นศีลที่สะอาดปกติแล้ว ใจไม่ฝืดไม่ฝืน หมดทุกข์ สบาย เป็นอัตโนมัติ ปกติธรรมดา เฉยมาก ทำได้อย่างเฉยมาก ไม่ขัด ไม่ข้อง ไม่หนักไม่หนาเลย สบายมาก จึงเรียกว่า ศีลอันบริบูรณ์ ศีลอันปาริสุทธิ สุทธิ=รอบ ปาริสุทธิ=สบายรอบ สะอาดรอบแล้ว ปาริสุทธิ รอบ คือ รอบทั้งนอก และใน ปาริสุทธิศีลนี่ ไม่ได้หมายความว่า สะอาดแต่นอก ปาริสุทธิศีล ไม่ใช่ หมายความว่าสะอาดแต่นอก ทั้งนอกและใน บริบูรณ์นอกบริบูรณ์ใน สะอาดนอกสะอาดใน เป็นศีลปกติ แล้วก็เป็น มีศีลเป็นชีพ มีสัมมาอาชีวะศีล เป็นศีลปกติ เป็นชีวะ ชีวิตที่ดิ้นด็อกแด็กอยู่ เป็นศีลตลอดเวลา กายก็เป็นศีล วจีก็เป็นศีล มโนก็เป็นศีล เอาศีลมาวัดเป็นศีลหมด ไม่ได้ด่างได้พร้อย ไม่ได้ตกได้หล่น มีชีวิตอยู่ดิ้นด็อกแด็กอยู่ ยังกะจะมีพิษนี่ ไม่ผิดศีลอะไร บริบูรณ์ยังงั้นนะ ทีนี้ มีวรรณะแท้ มีฌานเป็นที่อาศัย มีสุขเป็นที่อาศัย มีทิฏฐธรรมสุขวิหารเป็นที่อาศัย มีวิตกวิจารมีปีติมีสุข มีอุเบกขา เดินงานอยู่ตลอดเวลา ฌาน 4 เป็นไปโดยปกติ โดยไม่ยาก ไม่ลำบากไม่ขัดไม่ข้องนั่นเอง มีฌาน 4 อยู่โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก สบาย ไม่ขัดข้องขัดเขินวิตก วิจาร มีธรรมวิจัย มีสติสัมปชัญญะ มีปีติ ปีติตัวนี้ บางครั้งก็มียินดีบ้างเล็กน้อย เป็นอนุโมทนา แล้วท่านก็รู้เท่าทัน ไม่ติด ปล่อย...นะ เพื่อเป็นฐานอาศัย มีอนุโมทนา เพราะฉะนั้นคำว่า อนุโมทนานี่ ภาษาแค่นี้ มีความหมายมาก ถ้าเข้าใจรวมทั้ง พยัญชนะทั้งอรรถะที่สำคัญ ดูและอนุโมทนา สำหรับเห็นผู้อื่นดีแล้ว สำหรับเรานี่หมดปัญหา เราได้ดีแล้วอย่าหลงดีตนเราก็สบายแล้ว เพราะฉะนั้น อนุโมทนา มีแต่จิตที่จะโตได้ดีหนอ มุทิตาจิตนี่เอง เป็นโภคะ นี่แหละ ซี่งเป็นโภคะของสมณะก็คือ พรหมวิหารนี่ มุทิตา อนุโมทนา ก็ตัวเดียว กันน่ะ มุทิตา ยินดีในผู้อื่นได้ดีแล้ว แต่ยินดีคำนี้ มันมาก มันก็ฟูใจ เดี๋ยวมันจะหลงติดอีก เพราะฉะนั้นไม่มาก ต้องเป็นอนุโมทนา อนุมุทนา นิดหน่อย หรือ อนุมุทิตา นิดหน่อย อ่อน มุทิ นี้แปลว่าอ่อน มะทะ มทวะ นี่ แปลว่าอ่อน มุทิ มุทะ มะทะนี่อ่อน ให้อ่อน อย่าไปแก่ อย่าไปจัด ยินดีก็ยินดีนะ ไม่ต้องไปจัดจ้าน เป็นฐานอาศัย เพราะเป็นฌานได้สบาย มีวิตกวิจาร มีปีติ มีสุข ว่าง แล้วก็มหา มีทิศทาง มหาว่าง ว่างจนเฉย มีฐานอาศัย อุเบกขาฐาน แล้วก็ไม่หลงรู้เท่าทันในอุเบกขา แม้ทำอุเบกขา มีสภาวะอุเบกขาเป็นส่วนมาก เป็นอยู่ด้วยอุเบกขาเป็นส่วนมาก แม้ที่สุดจะใช้ภาษาอย่างพระพุทธเจ้าว่า อานนท์ เราเป็นอยู่ เป็นส่วนมาก ด้วยสุญตวิหาระ เราอยู่ด้วยความว่าง พระพุทธเจ้าเป็นพุทธวิสัย ว่างของท่านน่ะ ท่านเข้าใจว่างอย่างแท้จริง ตอนนี้เรากำลังไต่ไปอยู่ในจุดวิมุติ เพราะฉะนั้นเรามีอุเบกขาเป็น วิหาระก่อนก็ได้ แล้วเราก็จะต้องรู้ว่า อุเบกขายังเป็นอุปกิเลส เราจะไปหลง อุเบกขานี่ไม่ได้ เราต้องให้ว่างยิ่งกว่านั้น แล้วก็สำคัญมั่นหมายในว่างยิ่งกว่า ถ้าความหมายของคำว่า อุเบกขาก้อนเท่านี้ เราทำให้บางกว่านี้ บางกว่านี้ได้แล้ว เราก็ถือว่า อันนี้เป็นสุญญะ สุญญวิหาระ พระพุทธเจ้ายังบอกว่า เราเป็นอยู่ด้วยสุญญวิหาร หรือสุญญตวิหาร เราก็ใช้อันนั้นเป็นวิหารของเรา ที่นี้ก็เลยอุเบกขาไปหน่อย ไปหาอะไร ไปหาสันตวิหาร เป็นกาย เป็นอากาสาฯ เป็นวิญญาณัญจาฯ เป็นอากิญจัญญาฯ เป็นเนวสัญญานาสัญญาฯ ที่เป็นตัว ต้องรู้แจ้งนะ เนวสัญญานาสัญญาฯ ปล่อยนี่ เนวสัญญานาสัญญาแล้ว อย่างที่อธิบายกันมา แล้วมาอีกนะ พระพุทธเจ้าจึงมาปรินิพพานระหว่างกลางฌาน 4 กับอรูปฌาน 4 เป็น ตัวตาย เป็นตัวจบ เป็นตัวสิ้น เป็นตัวสุด จะตายอย่างเป็น หรือตายอย่างตายก็แล้วแต่ ก็รู้สุดพุทธเจ้านี้ นี่ไม่ใช่ภาษาธรรมดา ที่พูดไปนี้ให้คุณพยายามหยั่งรู้สภาวะจิตอย่างนี้ ทำความสำคัญมั่นหมาย ทำความเห็นชัดแจ้ง ทำความจริงให้เกิดที่เราว่า อ้อ จุดนี้เป็นที่หมาย จุดนี้เป็นที่ที่เราเข้าใจ พอเข้าใจแล้ว ทำได้ทำถูก ทำเมื่อไหร่ก็ได้แคล่วคล่องว่องไว แม้มันจะไม่อยู่ที่จุดนี้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร พระพุทธเจ้าท่านยังตรัสว่า ท่านอยู่สุญญตวิหารเป็นส่วนมาก เพราะงั้นบางส่วนแน่นอน ท่านก็ไม่ได้อยู่ที่จุดสุญญตวิหาร ท่านก็วุ่นเหมือนกันบางครั้ง ไม่งั้นท่านจะบอกว่าเราอยู่ที่สุญญตวิหารเป็นส่วนมาก ถ้าท่านบอกว่า ฉันอยู่สุญญตวิหารนิรันดรตลอดกาลเท่านั้นเอง ท่านไม่ตรัสอย่างนั้นนะ ตรวจดูในพระสูตร ท่านตรัสว่า เราอยู่ในสุญญตวิหารเป็นส่วนมาก อานนท์ ก็คนชั้น พระพุทธเจ้าท่านยังมีแว็บมีวั้บ คุณไปเก่งกว่าพระพุทธเจ้าขนาดไหนกัน จะเอาอย่างเกินขอบเขต เป็นการตะกละอยากได้ ว่าง เฉย ไม่มีอะไรว็อบแว็บเลย นั่นเป็นการสัญญาผิด เป็นการเข้าใจความจริงไม่ได้ เป็นการเที่ยงจนเกินขนาด ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีเที่ยงอย่างนั้น แต่มีเปอร์เซ็นต์มาก แน่นอนเราอยู่ใน สุญญตวิหารมาก วันหนึ่งคืนหนึ่ง ทุกวันนี้คุณสุขไหม สุขแค่ไหน สุขอย่าง ปรมัง สุขัง สุขอย่างสันติราบรื่น คุณมีอะไรมากนักหนา ทุกวันนี้ คุณไปสู้รบ ปรบมืออะไรกันนักหนา โดยเฉพาะรูปหยาบๆ คุณมีรูปสัญญาเท่าไร กำหนดรู้ รูปเท่าไร รูปอบายมุข รูปกามารมณ์ รูปกามคุณ รูปของลาภยศสรรเสริญ นี่แยกโลกให้ฟัง จนไม่รู้จะแยกยังไงแล้ว คุณต่อสู้รบปรบมืออะไรกับมันมาก แม้แต่โลกอัตตา คุณก็กำหนดขึ้นเอง สัญญาขึ้นเอง สมมุติขึ้นเอง แล้วคุณก็สู้กับสัญญาของคุณเอง เอ๊ย! สู้กับอัตตาของคุณเอง อัตตามันไม่มี แต่คุณเองสร้างอัตตาของคุณขึ้นมา บ้าเองแล้วก็หนักเอง ทุกข์เอง มันสมน้ำหน้าเองไง จะให้ทำยังไงๆ ก็บอกว่าอัตตามันไม่มี อัตตามันไม่มีมันมีแต่อนัตตา เวทนาก็อนัตตา สัญญาก็อนัตตา สังขารก็อนัตตา วิญญาณก็อนัตตา แต่คุณบ้าเป็นอัตตาเอง เรื่องของคุณทั้งนั้น แล้วคุณก็สู้มันเอง มันน่าขำไปรบกับความว่าง รบกับความไม่มีตัวตน แล้วก็ทุกข์ ถ้าคุณบอกว่า สมมุตินี้มันมี เราต้องเกี่ยวข้องกับรูป รส กลิ่น เสียง เอ้า รูปรสกลิ่นเสียง ก็พาทำแล้ว เอาน่า อย่าไปติดไปยึดมัน ลดมา เออ ก็พอเบาบางลงได้ ก็ผ่านไปก็ไม่ยึดไม่ถืออะไรก็ผ่าน สงครามพวกนี้เราก็ไปวุ่นไปวายอะไรกะรูปรสอะไร รูปรสกลิ่นเสียงอะไรมาก หรือแม้ลาภยศ ที่เป็นก้อนโตยังเป็นของในโลกเขา โอ้โฮ เขาแย่งกันโครมคราม เราก็ปล่อยก็วางมาได้ ว่างมาได้ ก็สบายมาได้ ไอ้ของหยาบพวกนั้นวางมาได้ มาติดไอ้ของ ไอ้หางช้างติดพวยกานี่ แสบมหาแสบเลย หางช้างติดพวยกานี่ ช้างทั้งตัวเอาออกมาจากกาได้ เห็นไหมล่ะ เขาเขียนรูปเป็นอุทาหรณ์ให้ดู กาน้ำนี่ มีกาน้ำเป็นพวย ไอ้ช้างมันจับยัดเข้าไปในพวยไม่ได้ ก็ย้อนแย้งให้เห็น ยกอุทาหรณ์ให้เห็น เออ เอาเถอะ เอาช้างเข้าไปในกาก็เก่งล่ะ มันดันเอาเข้าไปได้ก็เก่ง เพราะว่าในโลกนี้ มันดันกันจนได้ มันหลงลาภ หลงยศ จนได้นั่นแหละ ก็เหมือนเขาเอาช้างเข้าไปไว้ในกา เออ ยังเอาช้างออกมาจากกาได้ มันดันติดหาง หางติดอยู่ที่พวย มันออกมาทาง ออกทางพวยซะด้วยนะ ช้างเนี่ย ตัวออกมาได้ทั้งตัว มันดันติดหางน่ะ หมดแรงได้ยังไง ติดหางไปไหนก็อวด เขาเขียนรูปเอาไว้ เป็นช้างนี่มีกาติดอยู่ที่หางแกว่ง ไปไหนก็แกว่งกา เป็นเรื่องอุทาหรณ์ที่เราต้องคิดให้ดี มันเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญ สำคัญ มันน่าสมน้ำหน้า แล้วมันน่า...แหม! อะไรกันก็ใหญ่ๆ หยาบๆ ไอ้โน่นไอ้นี่มีมามากมาย ทำได้เก่งกาจ สร้างสมทำ สะสมทำ เลิก ละ วาง ปล่อย มาได้ตั้งดี มาติดเศษติดส่วนอยู่นี่มันน่า มันก็น่าเห็นใจ อีกอันนึง ว่ามันเล็กละเอียด มันสุขุมประณีต ต้องใช้ปัญญาอันจริง ทำ ไม่ใช้ปัญญาจริงแล้ว มันไม่รู้ มันไม่รู้ เข้าใจด้วยปัญญาธรรมดา ด้วยหลักวิเคราะห์ธรรมดา ด้วยนั้นด้วยนี้ได้ เพราะคนชาวโลกมีหลักวิเคราะห์ สามารถสร้างเทคโนโลยีต่างๆ ขยันสร้าง เพราะวัตถุหยาบมันง่าย แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว ไม่มีปัญญาจริง มันรู้ละเอียดไปจริง รู้บัญญัติ รู้ภาษา รู้ความหมาย รู้อะไรต่ออะไรของบัญญัติได้ แต่เอาจริงแล้ว ที่เจโตที่จิต จับไม่ติด จับไม่ติด จึงฆ่ามันไม่ได้ จึงทำลายมันไม่ลง

การรู้จิต รู้เวทนา เพราะฉะนั้น จะต้องจับจิตของเราให้จริง ก่อนอื่นต้องรู้ว่ามันพาให้เราทุกข์ เมื่อรู้ทุกข์นั่นแหละ เราเป็นพระเสขะ เราเป็นอริยะอยู่ เมื่อรู้ว่ามันทำให้ทุกข์นี่ ต้องจับว่าสมุทัยอะไร พยายามตามจับสมุทัย พอรู้สมุทัย อ๋อ จิตนั่นเอง ตอนนี้ไม่มีอื่นแล้ว จิต แต่จิตอันนี้เป็นลักษณะอย่างไร เมื่อรู้สมุทัยจิตอย่างนี้ จะมีศีล มีพรตจะมีหลักปฏิบัติ เป็นกรรมฐานคือฆ่ามันอย่างไร แล้วจงดำเนิน ไม่มีหลักปฏิบัติ ไม่มีกรรมฐาน ไม่มีศีลพรต ที่จะปฏิบัติจริง รู้สักกายะแล้ว ลองไปทำ เอาอะไรมาได้ นั่น...วางลอยๆ เอาไม่ได้ ทั้งๆ ที่เราสลัดจิตเองก็ไม่เป็น สลัดก็ไม่ได้ เมื่อสลัดไม่ได้ต้องใช้เครื่องมือตัดมัน ซึ่งไม่มีอะไรนอกจากศีล และพรต ไม่มีศีล สมาธิ ปัญญา ไม่มีหลักอื่น ศีลจะฆ่า เมื่อปัญญาของเรารู้เท่าทัน แล้วเรามีแรงสลัดได้เลย อันนั้นก็คุณได้จริง แต่ส่วนที่คุณยังไม่ได้จริง รู้ด้วยปัญญาแท้ๆ คุณยังสลัดมันไม่ได้ ก็ต้องใช้ศีล มันมีอยู่ 3 ศีล สมาธิ ปัญญา คุณใช้ศีล ถ้าใช้ศีล ไม่ต้องใช้ ศีล ใช้ปัญญาเท่านั้นก็ล้างได้ ก็ใช้ปัญญาไม่ต้องไปใช้ศีล ถ้าใช้ปัญญาให้ตายแล้วก็ ใช้ไม่ได้ ก็ต้องมาเอาศีลเอาพรต เอาหลักปฏิบัติ จะมานั่งคุมเอาปัญญาอยู่งมงายอยู่อีกไม่ได้ นั่งคิด นั่งเพ้อ ไม่ได้ๆ มันไม่ได้หรอก ต้องมาทำจริงๆ ฝึกเข้าจริงๆ มันถึงจะตามติดเข้าไป ละ ละ อธิจิตนี่ได้ ทำเป็นอธิจิตได้ ถึงสมาธิได้ ไม่เช่นนั้น ไม่ได้ ไม่ออก ไปนั่งงม คิดงมพิจารณาอยู่อย่างเก่าๆ ไม่ได้ต้องมีทั้งสองอย่าง มีทั้งศีล มีทั้งปัญญา มีทั้งพรตมีทั้งการปฏิบัติด้วยหลักประพฤติ มีทั้งปัญญาที่จะต้องล้างด้วยกัน ทั้งสองส่วนนะต้องพยายาม อ่านให้จริง จับสมุทัยแล้วก็ตั้งศีลตั้งพรต เอาแต่นึกแต่คิดถ่ายเดียวเพราะเราถนัด มันก็ไม่ได้ ไม่ได้ หรือว่ามันจะได้บางอย่างใช้ปัญญาล้างได้ เพราะอินทรีย์พละเรามีพอ พอรู้มันแจ้งปั๊บ สลัดออก ใช่ อันนั้นของคุณมีอินทรีย์พละของคุณแล้ว แต่บางอันนี้ให้มีปัญญาให้ตายนี่เหมือนชาวโลกบอก อื้อ รู้ นี่เข้าใจ๊ เข้าใจ แหม! แต่ผมไม่ได้ ผมเลิกไม่ได้ ละไม่ได้ เขาไม่มีอินทรีย์ ไม่มีพละ ไม่ใช่เขาไม่เข้าใจ เขาเข้าใจจริงๆ เขาเห็นด้วยทุกอย่าง เขาไม่เถียงเลย 100% แต่อินทรีย์พละเขาไม่มีจริงๆ แต่บางคนพอรู้แล้วด้วยปัญญางี้ บอก เออ...จริง ง่าย ไม่เห็นต้องมาฝืนอะไรเลย ก็โล่งไปเลย สบาย แต่บางอันรู้ทั้งรู้อยู่นี่ เหตุผลทุกอย่าง แต่สลัดมันก็เป็นไง มันก็ไม่ออก สลัดยังไงก็ ไม่ออก สลัดได้ชั่วคราว เดี๋ยวเวียนอีกแล้ว เดี๋ยวเวียนอีกแล้ว ก็แสดงว่าเราเองจะต้องทำงาน จะต้องฝึกปรือ ทำแบบฝึกหัด ค่อยๆ ล้าง ค่อยๆ เซาะ ค่อยๆ ปฏิบัติ ด้วยกฏด้วยระเบียบ ด้วยพรต ด้วยศีล ด้วยพรต ต้องทำจริงๆ เพราะฉะนั้น เราอย่าหลงว่ามันมีแต่ปัญญาเท่านั้น เป็นสิ่งที่เป็นงาน มันมีการล้างด้วยบทปฏิบัติ บทประพฤติด้วย ไม่ใช่ว่าเอาแต่ปัญญา ปัญญาก็ต้องรู้ว่า เราทำแล้วเราได้ผลหรือไม่ ปฏิบัติไปแล้ว เอ้า หน่ายจางคลายลงไปแล้ว ค่อยยังชั่วขึ้นแล้ว ในที่สุด จบ ว่างแล้ว ก็ต้องรู้จบ ไม่ใช่จบก็ไม่รู้จบ เลยเถิดไป อยู่นั่นแล้ว ซ้ำแซะอยู่นั่นก็ไม่ใช่ ต้องมีกตญาณ หมดกิจแล้ว กิจญาณ ก็รู้กิจอยู่ว่าเราทำอยู่ กำลังดี กำลังเกิดผล กำลังพากเพียรอยู่ในระหว่างกำลังต่อสู้ ต้องรบ มันก็หนักหน่อยก็จริง รู้ความจริงตามความเป็นจริงหมด เราไม่ท้อถอย ไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่หน่าย ไม่หน่าย ไม่แหนง มันจะสร้าง มันจะสรร มันจะเลาะ มันจะละออกไปได้ เพราะฉะนั้น ผู้ใดยังรู้อยู่ว่า ตัวเองมีทุกข์ ก็ต้องพยายามหาสมุทัย แล้วพยายามทำ สลัดได้ด้วยปัญญา พิจารณาวิเคราะห์ให้จริง ให้มัน ปัญญานี่มันล้างละได้ก็เอา ถ้าละล้างด้วยปัญญาไม่ได้ ก็ต้องตั้งศีลตั้งพรตปฏิบัติ สู้ทน ข่มฝืน มีปฏิเสวนา พิจารณาแล้วก็ไปเสพอย่างนี้ อย่าเสพอย่างโน้นซิ เสพอย่างโน้น มันไม่ได้หรอก ต้องทำอย่างนี้ เสพอย่างนี้ มันถึงจะได้ ก็ปฏิบัติเข้า ปฏิเสวนา อธิวาสนา อดทน ข่มฝืนเข้า มันถึงจะหลุดเป็นปริวัชชนา มันถึงจะค่อยๆ เกิด ค่อยๆ ล้างรอบแล้วรอบเล่า มันจึงจะถึงวิโนธนา เออ ตอนนี้บรรเทา เมื่อรู้ช่วงบรรเทาแล้ว ได้แล้ว ถูกแน่ ทำเข้าอีก จนกระทั่งบรรเทามันกลายเป็นอัตโนมัติ กลายไม่ต้องบรรเทาแล้ว สบายเลย ว่างเลย โล่งเลย ไม่ใช่บรรเทา ไม่ใช่ว่าแค่ค่อยยังชั่ว เสร็จเลย ดีเลย เรียบร้อยเลย สันติเลย มันถึงจะขั้นสุดท้ายอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ขอให้ตรวจจริง อย่ามัวแต่เอาจิตใจของเราฮึดฮัด อึดอัด ต้องเข้าใจความจริง ไม่งั้นแพ้ภัยตัว น่าเสียดาย น่าสงสาร เหมือนอย่าง เพื่อนเราบางคน มีภูมิบ้างแล้ว แต่ต้องตกต้องหล่นไป ถ้าว่ากันจริง ผมเอง ผมก็ระลึกเหมือนกันว่า ผมไม่เก่งหนอ แต่ผมก็ จะหดหู่เกินไป มันก็ทุกข์ผมเอง ผมก็ไม่หดหู่ละ แต่ผมก็ต้องรู้ว่า เออ อันนี้มันเกื้อกูลกันไม่ได้ เราไม่เก่ง แล้วก็นอกจากเราไม่เก่งแล้ว เขาก็ไม่พยายามที่จะเอื้อเราบ้าง ให้เราต้องใช้แรง ให้เราจะต้องช่วยเกินการ จนกระทั่งต้องเสียอื่น เสียทั้งระเบียบ เสียทั้งวินัย เสียทั้งส่วนนั้นส่วนนี้ อะไรต่างๆ แล้วจะให้เราอนุโลมไปอย่างนี้ เราทำไม่ได้ เพราะว่าเราส่วนใหญ่ เราต้องรักษาส่วนใหญ่ ส่วนน้อยเราจะต้องยอมตัดปล่อย เราก็ต้องยอม ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่า มันไม่น่าเสีย มันน่าจะมานะ มันน่าจะได้เป็นสัดส่วน จะได้ไปด้วยกัน เจ้าตัวก็ได้แรงกลุ่ม ก็จะได้มีกลุ่มโตขึ้น มีมวลเพิ่มขึ้น แต่ไม่ค่อยเกื้อกัน ไม่เอื้ออุดหนุนกัน ทางนี้ก็โน้มไปบ้าง ทางโน้นก็โน้มมาบ้าง อะไรแล้ว พอสมควรแล้วก็ สุดที่แล้วก็ไม่ได้ ไม่เอา ก็ต้องรู้ที่จบ เพราะฉะนั้น ก็จำเป็น ในบางสัดบางส่วน บางผู้บางคน มีภูมิสูงบ้าง ไม่สูงบ้าง บางคนภูมิสูงแล้ว อย่างไรก็ตามแต่ ถ้าเผื่อว่า ไม่ต่อกันอีก ก็ไม่ต่อกันละ ถ้าต่อไปที่สุดด้วยกัน มันก็อยู่ด้วยกัน จะมีปัญหาอะไร ขอให้ฟังดูดีๆ ให้เข้าใจ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราได้แค่ฟัง ที่ฟังๆ ไปนี่ มีแต่ทบทวน มีแต่ให้คุณเอาไปตรวจสอบต่อสภาวะจริง ให้ไปทำ ให้ไปปรับปรุง ให้ไปรู้ ให้เรียบเรียง เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ที่พูดคำว่าเรียบเรียง คำว่าทดสอบ ตรวจสอบ ให้มากๆ นี่ เพราะเราฟังมาก็มาก เราปฏิบัติจริงก็มี คนที่ไม่รู้เลย ไม่ปฏิบัติเลย อันนั้น หมายความว่า คนสูญเปล่าขั้นที่ 1 คนที่จะเริ่มมีเนื้อ ก็คือ เริ่มมี แต่ไม่รู้ เริ่มได้ เริ่มปฏิบัติได้ แต่ไม่รู้ ถึงแม้ไม่รู้ คนนั้นก็จะสบายพอสมควร ตามที่เขาได้จริง หรือ อีกอันหนึ่ง ก็คือเริ่มรู้ แต่ยังไม่ได้ ฟังนะ อันแรกนี้คือ ทั้งไม่รู้ ทั้ง ไม่ปฏิบัติ ไม่ได้อะไรเลย นั่นหมายความว่าสูญ พอเริ่มได้ ก็จะเริ่มรู้ หรือเริ่มได้ ถ้าเรามีฐานแล้ว มีอินทรีย์พละ พอเริ่มรู้ปั๊บ มันก็ได้ปุ๊บล่ะ ถ้าทั้งรู้ทั้งได้ อันนี้ก็ เรียกว่า สมสองส่วน เป็นอุภโตภาควิมุติ ทีนี้รู้ แต่ยังไม่ได้ ยังทุกข์กว่านะ ยังทุกข์กว่า ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวได้ แต่ ได้แล้วละ มันปล่อยเป็น วางเป็น เพราะธรรมะมันมีแต่ทางโลกุตระ ก็มีแต่ปล่อยวาง มันปล่อยเป็น วางเป็น มันเฉยเป็น มันไม่ทุกข์ร้อนอะไร มันได้ แต่ไม่รู้ว่าตัวได้ ทีนี้ ตัวไปทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์ตัวนี้หรอก ไปทุกข์ตัวอื่น ไปทำอันอื่น ทีนี้ ถ้าเผื่อว่า เราเอง รู้ แต่ไม่ได้ นี่ทุกข์กว่า แต่ก็มีส่วน ถ้ารู้แล้ว รู้เหตุ รู้ปัจจัยด้วย แล้วเราก็ทำไม่ได้ด้วย มันเสร็จเลย คนได้โดยไม่รู้นี่ บางทีมันก็ได้แล้วไปตั้งนานๆๆ มันก็ไม่รู้ กว่าจะรู้ได้นี่เสียเวลา ซึ่งไม่ได้ก้าวหน้า ไปทำอื่น ไปทำเลอะทำเทอะ ไม่ต่อไม่เรียง ไม่เรียบ ไม่เรียง สับสน มันก็ไม่ติด มันก็ไม่ได้ เป็นขั้นเป็นตอน มันก็ไม่ได้เป็นมวล เป็นหมวด เป็นหมู่ มันไม่ทวี มันไม่งาม มันกะโผลกกะเผลก มันไม่เป็นชั้นเป็นเชิง ส่วนผู้ที่รู้นี่ รู้เป็นชั้นเป็นเชิง มีปัญญานี่ มันจะเข้าใจอะไรต่างๆ นานา มีต่ำ มีกลาง มีสูง มีอะไรต่างๆ พอมันทำได้แล้ว มันก็ต่อ ทำได้แล้ว มันก็ต่อ ทำได้แล้ว มันก็ต่อ... เพราะฉะนั้น ถ้าทำแล้ว ไม่พยายามตรวจ ไม่พยายามรู้ว่า นี่มันสุด มันสิ้นแล้ว มันต่อได้แล้ว ก็คือ เราไม่พยายามกำชับกำชาความรู้ให้มันได้ระเบียบ เมื่อไม่ทำความรู้ให้มันได้ระเบียบ มันก็สับสน ดีไม่ดี ไม่รู้ว่าเราได้ด้วยอีก เมื่อไม่รู้ว่าเราได้อีก มันก็ตื้ออยู่ตรงนั้นน่ะ ซ้ำเก่า ซ้ำแซะ หรือวนเวียนไปหาไอ้ที่เราได้อื่น มันก็วนไปหาของเก่า อาศัยของเก่ากินไปเฉยๆ ก้าวหน้าก็ไม่มี หนักเข้าก็ไม่เอา กินมันได้แค่นี้ ปทปรมะเลย หยุดก้าวหน้าเลย อย่างบางคน บอกว่ายอมไม่เอาแล้ว ยอมแค่นี้ ไม่ก้าวหน้าอีกแล้ว กินมันของเก่า เท่าที่ได้นี่ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าเผื่อว่า เราไม่เรียบเรียง เราไม่รู้ เราไม่เข้าใจชัด เพราะฉะนั้น จะต้อง ทั้งรู้ ทั้งทำได้ ให้จริง เป็นระบบไปทีเดียว แล้วเราจะกระจะกระจ่าง แล้วก็จะก้าวหน้าๆๆ ตราบเท่าที่เราเอง เรารู้อยู่ว่า อนันตัง พระพุทธเจ้ามีสัพพัญญูเท่าไหร่ วิมุติจริง มันก็มีฐานของมันอย่างแท้จริง เมื่อตัวเราเอง แยกโลกไว้ชัดเจนแล้วว่า ในกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก พร้อมสัญญาและใจนี่ เราสัญญาให้รู้แม้แต่เป็นภายนอก อธิบายเป็นภายนอกว่า ของหยาบเหล่านี้ เราหลุดได้แล้วนะ ตั้งแต่อบายมุขมา ลาภยศมา สรรเสริญมา รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เราละเลิกมาได้ จนกระทั่งมาเลิกแม้แต่อัตตาที่เป็นจิตวิญญาณของตัวเอง แล้วยังยึดมั่นถือมั่น หนักหนาอยู่นี่ หลุดมาทุกโลกๆๆ จนโลกอัตตา ก็หมด ก็เป็นอรหันต์ มันจะมีเศษมานะ มันจะมีเศษอุทธัจจะอะไร ก็รู้เป็นขั้นตอนว่า เออ มันก็มีบ้าง ก็เหลือเศษมาเป็นเปอร์เซนต์ สมมุติว่าเหลือมานะ 30 เราปล่อยไปแล้วตั้ง 70 เออ มันก็ยังเข้าท่า จะนับเท่ากับเอียงเอนมาหาอรหันต์ ก็ยังพอได้ แต่ว่าชั้นสูง ชั้นใหญ่ นี่มันควรจะสะอาดบริสุทธิ์กว่านั้น 70 ยังไม่น่านับ เป็นผู้ที่สอบได้ พวกขั้น ปริญญาเอก พวกชั้นสูง มันควรจะ 85% ขึ้นไป ถึงจะนับเป็นอรหันต์ หรือนับเป็นผู้ที่ถือว่าได้ แล้วก็น่าจะเข้าใจ ก็รู้ ทำให้มันถึงขั้นนั้น ไม่ถึงขั้นนั้น ก็ไม่น่าปฏิญาณตน เช่นพระพุทธเจ้านี่ อยู่ใต้ต้นโพธิ์ คืนสุดท้ายที่จะตรัสรู้น่ะ ท่านจะต้องทำให้ได้ถึง 99.99% นะ นี่เราว่า พระพุทธเจ้า ต้องลดให้ท่านบ้างนิดหนึ่ง ถ้าจะให้เป็นก็หมายความว่า พระพุทธเจ้าต้องเอา100% เราตรวจสอบเรียบเรียงแล้วเสร็จว่า เอ๊ ! เราระลึกไปกี่ชาติก็ระลึกไป การเกิด การดับ ละเอียดขนาดไหน เราทำได้แค่ไหน ท่านเรียบเรียง คืนนั้นทั้งคืน เสร็จแล้ว ไม่ใช่คืนนั้นทั้งคืนหรอก คืนอื่นท่านก็นับเข้าไป ท่านก็พยายาม แต่คืนนั้นแหละ ท่านนั่งคืนเดียว ท่านก็บริบูรณ์แล้ว เรียบเรียงจนกระทั่งพรั่งพร้อมเสร็จ เออ! เรา 100 % แล้วละ หรือจะ 99.99% นี่มันพูดเป็นประมาณน่ะ อย่างขนาดที่เรียกว่า ไม่มีแล้ว เป็นอฐานะ ที่คนจะมาได้อย่างนี้ ตรวจโลก ตรวจคน ตรวจอะไรจริงๆ ไม่ได้ลำเอียงอะไร เราสมควรจะปฏิญาณตนเป็นพระพุทธเจ้าได้แล้ว ควรจะให้คะแนนว่าสอบผ่านแล้วสุดยอดแล้ว เอาละ ต่อไปนี้ ประกาศว่าเราเป็นพระพุทธเจ้า ก็นั่นแหละ ก็ท่านทำอย่างนั้นของท่าน เราก็เหมือนกัน เรียบเรียงของเรา เราจะประกาศว่าเรา เป็นอรหันต์ได้ เราก็จะต้องเรียบเรียงของเรา แน่ใจจนสิ้นสงสัยว่า เราได้แล้ว 85% ขึ้นไป สอบผ่านแน่นอน จะมีเศษจรอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ ไม่มีใครรู้กะเราได้ง่ายๆ หรอก อหเมตัง น ชานามิ อหเมตัง น ปัสสามีติ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ถึงอย่างนั้น เราก็จะประกาศเล่นไม่ได้ง่ายๆ มันก็จะรู้อยู่เหมือนกันว่าเราไม่ 100 นะ เราแค่ 85 นะ เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นก็จะไม่พูดล่ะ อรหันต์เนี่ย ถึงแม้เราจะตอบได้เป็น 85 แล้ว ก็มันรู้อยู่ว่ามันไม่ร้อย ถ้าร้อยแล้ว ก็อย่าถามเชียวนา ถ้าอันไหน 100 แล้ว อย่าถาม ถ้า100 แล้วเหรอถามปุ๊บ ตอบปั๊บเลยละ 100 แล้วละ โถ! มันจะขวางใจอะไรเล่า มันไม่มีเศษ ไอ้นี่ มันยังมีเศษ 15% มันรู้ คนเราน่ะ มันรู้ตัว มันจะตอบ ไม่ดี อ๊ะ! ทั้งที่เหมาะสม ก็ยังไม่ดี อย่าเพิ่งตอบเลย มันแน่นอนเลย แต่ถ้าเผื่อว่า ทั้งเหมาะสม ทั้งสมควรแก่กาละบุคคล หมู่กลุ่ม ทุกอย่างแล้วพร้อม แล้วเราก็ 100% ด้วย นี่แหละ ถามเชียว อย่างพระพุทธเจ้าออกมา อุปกาชีวก ถามปุ๊บ ตอบปั๊บเลย เราสยัมภู เราตรัสรู้เอง โดยชอบเอง เราเป็นผู้ที่เหนือกว่าเทวดา มาร พรหม แตะปุ๊บ ก็บอกปั๊บเลย แหม มันจะไปช้าอะไรล่ะ มัน 100% หรือมัน 99.99% ก็เถอะคุณ คุณจะเอาอะไรไปถ่วงไว้ มันก็ลงเอยแล้ว แหม ตาเต็งนี่ มันไวเหลือเกิน มันปั๊บเลยล่ะ เพราะมันแน่ใจจริงๆ คือมันมั่นคงเหลือเกิน มันไม่ได้โอ่อวดหรอกนะ มันของจริง อสโถ อมายาวี ไม่ได้ อวดหรอก มันบอกของจริง ถ้าคุณมีของจริง คุณอวดอะไร คุณมีสิทธิ์อวดด้วย ถ้าพูดกันไป ไม่ได้อวดด้วย เพราะเราเป็นของจริง แล้วอวด คล้ายๆ กับว่า มันไม่มีแล้ว มานั่งขี้โอ่ ขี้อวด หรือมีนิดเดียว ก็มาโอ่ว่ามีมากนี่ เรียกว่าอวด อันนี้ไม่ได้โอ่อวด มันมีของจริงเปิดเผยเท่านั้นเอง เปิดเผยนะ ไม่ได้อวดหรอก เปิดเผย เปิดเผยความจริง ของจริง ของแท้ๆ มีจริงๆ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ของอวด อสโถ อมายาวี ไม่ใช่ของโอ่ของอวดจริงๆ แต่เมื่อผู้มีภูมิแล้วจะรู้ ว่าถึงแม้อย่างนั้นเราก็ต้องมาทวนกลับอีก อย่าว่าแต่เรามี 85 เลยเรามี 100 แล้ว ก็ลงได้ทันที พระพุทธเจ้าก็เลยต้องมีสัญญาณภัย มาเจออุปชีวกแลบลิ้นปั๊บ ไอ๊ย่า! มีสัญญาณภัย ต้องประมาณแล้วตอนนี้ ต้องประมาณต้องดูนิดหน่อย ดูตาม้าตาเรือ แต่ถึงอย่างนั้น ท่านก็หว่านตลอด ใครพูดยังไงท่านก็พยายาม เสร็จแล้ว ได้โอกาสกาละแล้วบรรยายเสียก่อน พอบรรยายจนกระทั่งเชื่อมั่นในธรรม ศรัทธาพระพุทธ ศรัทธาพระธรรม พระสงฆ์แล้วนะ ศรัทธาแล้ว เราเป็นสยัมภู อ่านซิ อยู่ในสีลขันธวรรค นี้ชัด ชัด ท่านบรรยายท่านก็ต่อสู้อะไรๆ จนกระทั่ง เขานับถือสัญญา เขานับถือเชื่อมั่น มีศรัทธา แล้ว ตอนนี้เปิดเลย คุยโม้เลย ถ้ายังไม่ศรัทธา ยังไม่มีอะไร ท่านคุยโม้เข้าไป มัน แหม อะไร มันอยากโม้น่ะซี้ มันอวดแน่ แต่ถ้ารู้แล้วว่าสมควรในกาละ สมควรแล้วในสาระพร้อมพรั่ง พอที่จะเป็นไป ถ้ายิ่งเสริม มันยิ่งเกิดศรัทธาสูงด้วยซ้ำ ก็ดำเนิน นี่ ก็ดำเนินไป ให้พอเหมาะพอสม ไม่ใช่อยู่ๆ ก็อยากอวด อยากโอ่จนเกินไป จนไม่มีเหตุปัจจัยก็โอ่ ก็อวด ไม่ได้ ไม่เข้าท่า แต่นี่อะไรต่างๆ ทั้งเหตุปัจจัย ที่เอามายกอ้าง เป็นชาดก เป็นเรื่องเก่า อย่างเอาพระพุทธเจ้ามาอ้างนี่ ก็เป็นเรื่องเก่าเป็นชาดก เมื่อไหร่ เมื่อไหร่ มันก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ ถ้าเราทำถูกต้อง เราจะเป็นอรหันต์ เราก็เป็นอย่างนี้ มันมีปริมาณที่ไม่เท่ากันอยู่บ้าง มีขั้นตอน พระพุทธเจ้าก็เป็นพุทธวิสัย เราเองก็เป็นสาวกวิสัย เราก็ทำไปตามขั้นตอน เมื่อเรารู้ว่าอรหันต์ อรหัตตา อัตตาส่วนขนาดใด อัตตาอย่างหยาบ อัตตาอย่างกลาง อัตตาอย่างละเอียด เราก็จับมั่นคั้นตาย หมดอัตตา ไม่มีอัตตาใดเหลือ เราก็รู้ว่าเราเป็นอรหันต์ ส่วนจะเปิดจะเผย บอกแล้วเมื่อกี้ เราจะเปิดจะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน