330000 อย่าแต่งงานเลย
เนื้อหาในไฟล์
"อย่าแต่งงานเลย"
โดย ท่านโพธิรักษ์
ณ บรรณอโศก
คนนอกจากจะมีความต้องการกินอยู่หลับนอนเยี่ยงสัตว์อื่นแล้ว คนก็ยังมีความต้องการก่อเผ่าสืบพันธุ์เหมือนดังสัตว์อื่นอีกด้วย และดูจะเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าสัตว์ทั้งหลายในโลก ปัญหาของคนขี้โลภ สะสม หอบหวง กักตุน สร้างความวุ่นวายกันอยู่ในทุกวันนี้ ย่อมเกิดมาจากคนที่ยังหลง การก่อเผ่าสืบพันธุ์อย่างบ้าคลั่ง จนทำให้สมดุลในโลกนี้ต้องขาดไป หากมนุษย์จะอยู่ด้วยคุณงามความดี ช่วยเหลือกันตามประสาที่มนุษย์จะช่วยกันได้ โดยไม่ต้องสร้างคน มาปลูกฝัง ผูกขาดแต่เฉพาะเผ่าพันธุ์ของตน มันมิเป็นความดีอันล้ำค่า เยี่ยงองค์พระศาสดาพากระทำหรือ "อย่าแต่งงานเลย" เป็นคำบรรยายที่พระโพธิรักษ์ได้รับอาราธนาจากผู้สนใจชีวิต และพุทธธรรม
อ้าว เรามาฟังกันเรื่อง "อย่าแต่งงานเลย" เอาว่า อย่าแต่งงานเลยนี่ ฟังดูคล้ายว่ามาขวางโลกเค้าอย่างมากมาย เพราะว่า สัตวโลกเกิดมา ก็มีแต่แต่งงาน มีแต่ต้องมีคู่ผัวตัวเมีย หรือว่าสืบพันธ์อะไร สร้างลูกสร้างหลานอะไรต่อ ต่อ ต่อ ต่อกันออกไป อันนั้นก็ใช่นะ สิ่งเหล่านั้น เป็นเรื่องของธรรมชาติ หรือเป็นเรื่องที่ก่อโลก เรื่องที่สร้างโลกมาแต่ไหนแต่ไร สัตวโลกที่ได้เกิดมาในโลก ก็ล้วนแล้วแต่ถูกโลกเป็นเจ้า เป็นผู้มีอำนาจ สามารถที่จะบีบรัด หรือว่าบังคับให้แต่งงาน หรือให้สืบสัมพันธ์ ที่เราเรียกสั้นๆกันว่า สืบพันธุ์ ต่อเผ่าพันธุ์ ไม่ให้ขาดสาย ให้มันพัฒนาติดต่อ ต่อ ต่อ ต่อไปอยู่เรื่อยๆ เป็นเรื่องของพลังงานที่มีแนวโน้มไปทางก่อโลกก็ไม่อยากจะหยุดโลก ก็จะต้องก่อต่อไป สืบต่อไปเรื่อยๆ
ส่วนสัตวโลกอีกชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่ามนุษย์ชั้นสูงที่สุด ซึ่งได้เข้าใจต่อ
ความเป็นจริง เข้าใจต่อแนวดึงดูด ความดึงดูดของโลก หรือแนวดูด แนวผลักของโลกแล้ว แล้วก็มีความเข้าใจจนกระทั่งถึงคำว
อ่านต่อ
่า กิเลส หรือคำว่า ตัณหา หรือที่เราใช้ภาษาเรียกว่าแรงดูดกันอย่างหนึ่ง แล้วเรียกภาษาใช้ในสำหรับสัตวโลกหรือคน หรือเรียกว่าตัณหา คือความปรารถนาเอามาเกาะกุมไว้ เอามารวมกลุ่มไว้ ซึ่งเป็นอำนาจที่โลกนั่นแหละ แหม เป็นผู้สร้าง เมื่อมีในคน หรือมีในสัตว์โลก ก็มีอำนาจนั้น และก็มีกำลังเหนือกว่าสัตว์โลกนั้นๆอยู่ สัตว์ที่ประเสริฐ จนกระทั่งมีความเข้าใจ และทำตัวเองอยู่เหนือความดึงดูดอันนี้ได้ ไม่เป็นธาตุของความดึงดูด อันที่เรียกว่า ตัณหา หรือเรียกว่า แรงดูดนี่ได้ เป็นสัตว์ชนิดประเสริฐที่สุด เหนือกว่าโลก เหนือกว่าธรรมชาติ
เพราะฉะนั้น การอธิบาย หรือการบรรยายที่ว่า "อย่าแต่งงานเลย"
คราวนี้ จึงเป็นเรื่องของเหนือโลก เป็นความเหนือโลก หรือเป็นเรื่อง การ
เหนือธรรมชาติ เราเรียกเป็นภาษาว่าโลกุตระที่แท้จริง เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดมีเจตนาคิดเอาแต่แค่ว่า จะมาฝืนธรรมชาติทำไม จะมาเหนือโลกทำไม ก็อยู่เป็นทาสโลก อยู่ตามโลกๆ เขานั่นแหละ เอ้า ผู้นั้นก็ฟังเรื่องนี้ก็ไม่ๆ รู้สึกสนุกล่ะ หรือว่าอาจจะไม่ศรัทธาเลื่อมใส และอาจจะไม่ได้ปัญญาเอาด้วย แต่ถ้าผู้ใด เข้าใจจุดเป้าหมายนี้ซะก่อนว่า "อย่าแต่งงานเลย" นั้นเป็นเรื่องที่จะพยายามฝืนธรรมชาติ หรือจะอยู่ให้เหนือธรรมชาติ เหนือโลก เหนืออำนาจดึงดูดของโลก หรือ เหนืออำนาจตัณหา ที่มีอยู่ในมนุษย์ เพื่อที่จะไม่ต้องเป็นทาสมันจริงๆ และมันเป็นไปได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ค้นพบ หรือแม้แต่ไม่ถึงขนาดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาก็ค้นพบกันมาก่อนแล้ว ในเรื่องการทำตนให้เหนือกว่าความรู้สึกทางเพศ หรือความรู้สึกทางโลก หรือเหนือกว่าตัณหาราคะ เรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงผู้ชายเนี้ย ศาสดาศาสนาอื่น ที่ไม่ต้องมีคุณธรรมสูงละเอียดลออ เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรอก เป็นเรื่องแค่กามตัณหา หรือเรื่องแค่เมถุนธรรมนั้นนะ เขาเข้าใจดีแล้วว่า เป็นภาวะอันหนัก เป็นภาระอันยุ่งยาก ที่มันดึงเราไว้ มันผูกพันเราไว้ ที่มันทำให้เราไม่มีอิสระ ที่ทำให้เราทำงานอยู่ในวงแคบ ทำงานเพื่อคนอื่น หรือกว้างขวางแก่ผู้อื่นไปนั้นได้โดยยาก
เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีความเข้าใจกว้างขวาง ละเอียดลออ เข้าใจเหตุปัจจัยมาแต่ต้นแล้ว เขาก็จะไม่แต่งงาน หรือจะไม่สร้างห่วง ไม่สร้างเครื่องร้อยรัดไม่สร้างสิ่งที่เราจะต้องทำขึ้นมาแล้ว เราจะต้องมีความรับผิดชอบ เราจะต้องจะทิ้งก็ไม่ได้นะ จะต้องรับผิดชอบ เราจะต้องดูแล ประคบประหงมไปจนกว่าจะสามารถปล่อยไว้กับโลกได้อย่างไม่เป็นภาระของสังคม ไม่เป็นภาระของโลก มีผู้รับช่วงต่อ หรือว่าตัวเขาเอง ช่วยตัวเองได้ เพื่อที่จะไปกับโลกเค้า อย่างนั้นอย่างนั้นแหละ โดยไม่โหดร้ายเกินไป ไม่ทารุณเกินไป เพราะถ้าผู้ใด ไม่สร้างซะเลย ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปรับผิดชอบ แล้วก็ไม่ต้องเป็นภาระอะไร ที่จะต้องมาจัดสรรให้เขาอยู่ได้โดยดีพอสมควร เป็นผู้ที่มีอิสระปราศจากห่วง จะทำงานอะไรๆ ต่ออะไร เพื่อใครอะไรก็ได้ สบายดีที่สุด ไม่ต้องเป็นกังวล ไม่ต้องเป็นภาระ ถึงเรียกว่าเป็นผู้ได้กำไร เพราะฉะนั้นคำว่า อย่าแต่งงานเลย เป็นภาษาที่ชักชวนคน ที่จะทำประโยชน์ให้แก่โลกได้สูงที่สุด ผู้เห็นดีเท่านั้น ที่จะยินดี และก็จะพยายามตัดตัณหา หรือพยายามอยู่เหนือธรรมชาติ พยายามที่จะตัดดึงแรงดึงดูดที่มันจะต้องโน้มน้าวดึงเราไปให้เราสืบพันธุ์ หรือว่าไปเอา...หรือไปกระทำกิจอันใดนี้ขึ้น แต่งงานเนี้ย ซึ่งเราหมายเอาจุดที่เรียกว่า เราจะต้องสมสู่ และก็ทำกรรมวิธีอย่างหนึ่ง ผสมพันธุ์ และก็มีเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นลูกเป็นหลานอะไรไล่ๆออกมาโดยการสร้างชนิดหนึ่ง เป็นการสร้างอย่างธรรมชาติ เป็นการสร้างที่แนบเนียนที่สุด และมันก็จะสืบต่อออกมาจริงๆ โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรกันมาก มีกรรมวิธีกดเหมือนกดปุ่ม หรือกรรมวิธีเหมือนที่จะแตะไว้ หรือว่าสัมพันธ์ไว้ง่ายๆ เริ่มต้นจุดแรกแล้ว ทุกอย่าง มันจะดำเนินกันไปเองโดยอัตโนมัติ และมันก็จะสืบสานขึ้นมาเป็นตัวคน ตัวบุคคล ซึ่งมันลึกลับซับซ้อน สำหรับผู้ไม่รู้
แต่ถ้าผู้ที่รู้แล้ว ก็ไม่ลึกลับซับซ้อนอะไร มันเป็นโรงงาน โรงงานอัตโนมัติ ที่แนบเนียนเหลือเกิน มีแรงงานใช้อณูต่างๆใช้ปรมาณูต่างๆ ใช้วัตถุต่างๆใช้ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟต่างๆไปประกอบกันขึ้นมาได้อย่างแนบเนียนมาก ไม่ใช่ของแปลกประหลาดอะไร ไม่ใช่เรื่องไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย มันมีเหตุ มีปัจจัยของมันจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า ผู้ใดเข้าใจแล้วว่า ไอ้เรื่องสมสู่กัน ก็เพื่อการสืบเผ่าต่อพันธุ์เท่านั้น ถ้าโลกนี้อย่างทุกวันนี้ ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปสืบเผ่าต่อพันธุ์ออกมาทำไม เพราะคนจะล้นโลกอยู่แล้ว และเขาก็พยายามสืบต่อสร้างบุคคลกันอยู่ถ้วนทั่วทุกมุมโลก โดยความไม่เข้าใจว่า มันเฟ้อแล้ว พลโลกจะล้นโลกแล้ว เกิดการแย่งชิงกัน เกิดการเข่นฆ่ากัน แย่งสิ่งที่ตัวเองนั่นแหละมามอมเมาลงไปในโลก สร้างขึ้นมายั่วยวนโลก แล้วก็ให้คนในโลกนั้น หลงงมงาย แย่งชิงกัน ฆ่าแกงกันเอง แล้วเราก็ทุกข์ทรมานเอง หาสันติไม่ได้ สิ่งเหล่านั้น มีอยู่ในโลกมากมาย เพราะฉะนั้น ถ้าเราเผื่อว่า เราเกิดสร้างคนขึ้นมาอีก คนหรือลูกของเราก็จะเกิดมาเป็นคู่ต่อสู้ หรือคู่แข่งแย่งอยู่ในโลกอีก ก็เป็นทุกข์เพิ่มขึ้นๆ ปริมาณผู้แย่งคนเท่าใดเท่าใดมันก็ยิ่งจะมีการต่อสู้ มีการแก่งแย่งมีการลำบากยากเข็ญแก่งแย่งกันมาก มันก็ถึงกับการฆ่าแกงกันขึ้นมากมาย สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้รู้สามารถรู้ได้ เราไม่จำเป็นจะต้องมาสร้างคู่แข่งขึ้นมาในโลก เราได้เกิดมาแล้ว แล้วก็เป็นความไม่รู้ของพ่อแม่ ที่สร้างเราเกิดมา ไม่มีเจตนา บางคนก็อาจจะมีเจตนาด้วยซ้ำไป คือมีจิตใจอยากจะได้ลูก อยากจะสร้างเผ่าสร้างพันธุ์ขึ้นไว้ โดยความหลงตัวหลงตนว่า เผ่าพันธุ์ของตัวควรจะสืบต่ออยู่ หรือไม่บางที มีลูก มีหลานมา เขาก็เป็นภวตัณหาอย่างหนึ่ง เขามีลูกมีหลานขึ้นมา ก็จะรู้สึกว่ามีความสุข มีการแสดงความสามารถในการเลี้ยง หรือบางคนเลวกว่านั้น มีลูกขึ้นมา เพื่อที่จะได้ใช้สร้างมันขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นของใช้ เป็นเครื่องใช้ หรือเป็นผู้รับใช้ แม้ที่สุดแก่เฒ่าเขาก็จะได้รับใช้เราอะไรเหล่านี้ เป็นต้น นั้นเลวยิ่งกว่าการมีลูกขึ้นมาเพื่อที่จะมาเป็นผู้สร้างสรรในโลกเท่านั้น หรืออย่างมีลูกขึ้นมาอย่างพรหมนี้ มีลูกขึ้นมาอย่างจะใช้ลูกนั้นเลวขึ้นไปอีก หรือยิ่งผู้ใด มีลูกขึ้นมา เพื่อที่จะทำให้เป็นข้าทาสบริวารเลยทีเดียว ก็ยิ่งเลวลงไปอีก หรือที่สุด ผู้ที่ไม่อยากให้มีลูกเลย แต่แต่งงาน ก็เป็นภาระสองต่อ เป็นภาระตรงที่เรียกว่า เราจะทำกรรมวิธีเหมือนกันกับสืบพันธุ์สมสู่ เพื่อที่จะต่อเผ่าต่อพันธุ์ เป็นกรรมวิธีของธรรมชาติ แต่เราจะฝืนธรรมชาติโดยไม่พยายามให้มันก่อเกิดเผ่าก่อพันธุ์ออกมาตามธรรมดาจึงยุ่งยาก ในการทำคุมกำเนิด โดยวัตถุกัน หากรรมวิธีต่างๆนานา ที่สุด แม้ใช้หยูกใช้ยา หรือพยายามแม้แต่จะนับวันที่ นับอะไรต่ออะไร ซึ่งเป็นการสร้างผลิตขึ้นมาจากในวงวัฏจักรของสังขาร ในร่างกาย หรือ สรีระกาย ที่มันสร้างไข่ สร้างการเดินทางของไข่
สร้างอะไำรต่ออะไรออกมาสืบพันธ์ ในจังหวะการเดินทางของมัน ก็คนพยายามเรียนรู้ และก็พยายามที่จะผสมพันธุ์ ไม่ให้เกิดจังหวะที่สมดุล และก็จะไม่เกิดลูกขึ้นมาอย่างนั้นก็มี
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีการตกค้าง และมีการพลาด มีการก่อลูกขึ้นมา ก็ให้เดือดร้อน ลำบากด้วยความไม่อยากมีลูก เพราะรู้ว่า มันเป็นภาระแล้วรู้เป็นห่วงแล้ว แต่ตัวเองก็ยังตัดกิเลสตัณหา ตัดไอ้ความรู้สึกว่ามันเป็นรสอร่อย เป็นเรื่องที่จะต้องยึดถือ ที่จะต้องเสพย์ ต้องมี เป็นรสเป็นชาติอยู่ตามที่โลกได้หลอกกันไว้แต่เดิมนั้น มันไม่มีเหมือนกับต้นไม้มันสืบพันธุ์ ต้นไม้มันผสมพันธุ์กัน มันไม่มีรส ไม่มีชาติอะไร มันสืบพันธุ์ ไม่สืบพันธุ์ มันก็เฉยๆ มันไม่มีการดิ้นรนกันจนรุนแรง จนลำบากลำบน จนแย่งชิง
พอเป็นสัตว์โลก มีอารมณ์รุนแรง แล้วก็จะแย่งคู่กันแรงหน่อย บางที ลงทุนถึงขนาดฆ่ากัน แกงกัน เจ็บปวด เจ็บป่วย ยอมลงทุนลงแรง เหมือนสัตว์โลก สัตว์ต่างๆ หลายชนิด ซึ่งเราเห็นอยู่แล้ว แม้แต่หมู หมา วัว ควาย ม้า ช้าง อะไร ก็จะเห็นได้ว่า มันแย่งชิงการสมสู่ แย่งชิงสัตว์ตัวผู้ตัวเมีย อะไรกัน มันมีความรัก ความชอบกัน ตัวเมีย บางทีก็เลือกตัวผู้ ตัวผู้ก็แย่งตัวเมีย อะไรกันไป ซึ่งเป็นการยังติดอยู่ในอารมณ์ที่จะต้องเสพย์ เสวยอารมณ์ที่จะต้องสืบพันธุ์ อันนี้ก็รุนแรงขึ้นตามลำดับ เมื่อมาเป็นคน ก็ยิ่งหลอกล่อกันมากยิ่งขึ้น มอม
เมายิ่งขึ้น ถือว่าเป็นของควรได้ ควรมี ควรเป็น และก็ปรับปรุงพัฒนา มีการสร้างสมมุติว่า เป็นรสเป็นชาติ อย่างโน้นอย่างนี้ มีอะไรต่ออะไรต่างๆ ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มากมายที่จะโน้มน้าวเข้าไปในตัวบุคคลต่อบุคคล หรือเรียกว่า ขั้วบวก ขั้วลบ หรือเรียกว่าผู้หญิง กับผู้ชาย และก็จะพยายามที่จะดูดกันให้ได้มากที่สุด ให้สัมผัสเสียดสีกันให้บ่อยที่สุด ให้เร่งเร้าที่สุด ให้มีจังหวะที่จะสืบสัมพันธ์ออกมาได้ มีจังหวะถี่ที่สุด มากที่สุด
แต่โดยแท้จริงแล้ว มีความรู้ว่า ถ้าเผื่อเกิดการมีลูก หรือการต่อเผ่าต่อพันธุ์ออกมามาก ก็เลี้ยงกันไม่ไหว แต่อารมณ์ซิ กลับไปเร่งเร้า มอมเมากัน สร้างภวตัณหา สร้างกามตัณหา สร้างอารมณ์เป็นรูปภาพ เป็นจิตที่จะวางภพวางชาติเอาไว้ด้วยว่าได้อย่างโน้น ได้อย่างนี้ เป็นรูปรอยลักษณะอย่างโน้นอย่างนี้ ต่างๆนานา วาดไว้เป็นวิมาน ไว้ก่อนก็มี เสร็จแล้ว ก็ได้สมกับวิมาน เมื่อได้สมกับวิมาน ตาอย่างนี้ หูอย่างนี้ กลิ่นอย่างนี้ รสลิ้นอย่างนี้ รสสัมผัสเสียดสีอย่างนี้ สมครบ สมใจครบไปอีกห้าทวารนั้นแหละ เรานึกว่าเราได้ เราสมใจที่เราได้สัมผัส ได้รับรู้ทั้ง หรือว่าได้รับลิ้น ครบทั้งทวารทั้งหก แล้วเราก็จะรู้สึกว่ามันเป็นสุขสมใจ อร่อยถึงที่สุดแห่งความสุข เรียกว่าสุดยอดแห่งความสุข ที่เราเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Climax อะไรพวกนี้ ก็เหมือนกัน แล้วเราก็จะพยายามแย่งกัน แข่งกัน หาอะไรต่ออะไรที่เรามันจะให้สมใจ ที่เราวาดไว้ในจิตของเรา ที่เรายึดเอาไว้ เรียกว่าอุปาทาน หรือสร้างสมมุติอย่างนั้นๆเอาไว้ว่า เราจะต้องให้ได้รับสัมผัสอย่างนี้ ทั้งรูป ทั้งรส ทั้งกลิ่น ทั้งเสียง ทั้งสัมผัส ทั้งใจที่เป็นภพที่เราปั้นล้ำหน้าไปว่า ถ้าอย่างนี้แล้ว เอ้...อย่างนี้ ก็รู้สึกว่ามันก็อย่างนี้หล่ะ เซ็ง จะพยายามประดิษฐ์ขึ้นในใจ สร้างภพ สร้างชาติให้มันมีแปลกๆ เปลี่ยนๆ มีอะไรที่พิลึกพิลืออะไรออกไปอย่างไร วิตถารออกไปอย่างไร ก็ตามแต่ ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของภพชาติ ที่นำล่วงหน้าไปก่อนทั้งสิ้น แล้วก็มาหลอกล่อกัน เปลี่ยนแปลงกัน แล้วก็มาทำการสัมผัสเสียดสีกัน เพื่อที่จะให้ได้รสชาติตามที่เราไปอุปาทานเอาไว้ ยึดหวังเอาไว้ เราจะต้องได้มาตามนั้น ต้องมีตามนั้นอย่างนี้ตลอดเวลา คนจึงเป็นขี้ข้าตัวเอง เพื่อที่จะบำบัดสิ่งที่ตัวเองไปสร้างเอาไว้ เป็นภวตัณหา และกามตัณหา เป็นมโน เป็นอรูปมยอัตตา ถ้าได้เป็นมโนมยอัตตา สมใจในรูปในจิต โตใหญ่ออกมา จนกระทั่งเป็นโอฬาริกอัตตา เป็นอาหารทางนอก 5 ทวารที่จะรับสัมผัส จะเอาไปให้มันสมใจชูใจเอาไว้ เลี้ยงชีวิตเอาไว้ ก็จะต้องมาแสวงหาอีก
ถ้าเห็นการสะสมพวกนี้แล้วจะเข้าใจได้ว่า ล้วนแล้วแต่คนทั้งนั้น ที่มันหลอกตัวเอง หรือไปสร้างอารมณ์ ไปสร้างความยึดถือมาให้แก่ตัวเอง แล้วตัวเอง ก็เป็นขี้ข้าตัวเอง เพื่อที่จะแสวงหาสิ่งที่ตัวเองสมมุตินั้นตลอดไป ยิ่งมาก ก็ยิ่งจะต้องซมซานมาก ถ้าเผื่อว่า ไม่มากอะไรนัก มันก็ยังซมซานน้อยเหนื่อยน้อย เป็นภาระน้อย ถ้าผู้ใดลดได้ ไม่พยายามที่จะมีอารมณ์เหล่านี้ แม้คำว่าแต่งงาน หมายเอาว่า คู่ผัวตัวเมีย ซึ่งเราไม่แต่งงาน ถ้าผู้ใดยังไม่หมดอารมณ์ ยังไม่ได้ตัดอารมณ์ ที่ว่าจะต้องสมสู่ ที่ว่าจะต้องบำบัดด้วยอารมณ์สัมผัสเสียดสี ด้วยทวารทั้งห้า ทั้งหกดังกล่าวแล้ว ที่อธิบายมาแล้วเมื่อกี้ ผู้นั้นก็ยังซมซานหาสิ่งที่มาบำบัดสัมผัสเสียดสีได้ อารมณ์ทั้งห้าทั้งหกอยู่เท่านั้นเอง แม้ไม่ได้ใช้คำว่าแต่งงาน คือมีคู่ร่วมบำบัด ร่วมสัมผัส เสียดสีให้ได้ ในสภาวะธรรมชาติอย่างนั้น อย่างที่เรายึดถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เหลือเกินนั้นน่ะ
เพราะงั้น ผู้ใดที่จะยังไม่ได้ล้างความยึดถือ ล้างความติดยึดในรสชาติสัมผัสทั้งหกทวารนี้ออก ผู้นั้นแม้ไม่ได้แต่งงาน ก็จะยิ่งเสาะๆ ซมซาน วุ่น กังวล เพราะเราไม่มีอะไรอยู่ที่จะบำบัด อยู่ในมือของเรา หรือว่าอยู่เป็นชิ้นส่วน หรือว่าเป็นของของเราที่ใกล้ตัวที่ได้ตกลงแล้ว เหมือนกับคนที่จะมีอาหารอยู่ในบ้าน จะกินเมื่อไหร่ก็ไม่กังวลอะไร ไม่ห่วง ไม่ลำบากใจ ก็สบายใจอยู่ช่วงหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ผู้ใดยิ่งไม่มี แต่ว่าอารมณ์ใคร่ อารมณ์อยาก อารมณ์เมถุน
อารมณ์ที่จะต้องร่วมสัมผัสในทวารทั้งห้าทั้งหกนี้ ยังไม่ลดถอยแล้วละก็ยิ่งจะเป็นผู้ที่กระเจิงด้วยความกังวล กระแสของความกังวลที่จะต้องให้ได้มาสมใจ เมื่อมันใคร่อยากขึ้นมาแล้วล่ะก็ มันจะเป็นทุกข์มาก เพราะฉะนั้นกระแสของความกังวลพวกนี้จะมีตัวสติของตัวเองอยู่เสมอ จึงอดไม่ได้ ที่จะต้องพยายามแสวงหาสิ่งที่จะเป็นกรรมสิทธิ์ หรือสิ่งที่จะอยู่อยู่ในครอบครอง เหมือนเราหาข้าวมาไว้ในบ้าน จะกินก็ควักออกมาจากบ้านเลย สบาย ก็จึงต้องพยายามสายตาก็เฝ้าแล หูก็เฝ้าเลือกเสียง ทุกอย่างก็พยายามแสวง เพื่อเอาสิ่งนั้นมาไว้เป็นสมบัติเสีย ถ้าได้แต่งงานเสียก็รู้สึกสบายใจ เหมือนมีข้าวอยู่ในบ้านหน่อยหนึ่ง แล้วก็จะนั่งกิน นั่งบำบัดอยู่อย่างนั้นแหละ และก็ผลของการบำบัดนั้น มันก็จะก่อลูก ก่อหลาน ก่อภาวะ ก่ออะไรต่ออะไร ออกมามากมาย อย่างน้อยที่สุดเรามีคนมาเกี่ยวข้องกันสองคน เราก็จะมีทุกข์ขึ้นไปอย่างหนึ่ง ดีกว่าหนักกว่าอยู่อย่างอิสระ เพราะว่าภาวะการแต่งงาน มันจึงเป็นภาวะเมื่อเริ่มต้นมีคู่แล้ว ก็เป็นภาระไปแล้ว เป็นภาระจริงๆ อย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ใช่ใจเรา ไม่ใช่ตัวเราแท้ๆ เนื้อหนังมังสา ก็ไม่ใช่ อารมณ์ก็ไม่ตรงกัน จึงเกิดการทะเลาะกันได้ ขัดแย้งกันได้ ต้องอดออม ถนอมน้ำใจกัน อะไรต่ออะไร บางทีก็ต้องอดทน มันไม่ตรงกันเลยเสียทีเดียว ใจเราจะเอาสมใจเราตามที่เราต้องการยังไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้น ยิ่งมีใจสองใจ สองคนขึ้นมา มันก็ลำบากขึ้น ยิ่งมีลูกมีหลาน มีอะไรต่ออะไรขึ้นมา แม้เราจะเลี้ยงมันจริงๆ เราก็เลี้ยงหัวใจมันไม่ได้ เราจะเลี้ยงได้แต่กายเท่านั้น หัวใจมัน มันก็ชอบตามใจของมันเหมือนกัน จึงจะต้องมาคอยบังคับดูแล เลี้ยง พยายามฝึกฝนให้ใจมันดี ให้ใจมันสูง ให้ใจมันไปในทางดี ปั้นให้มันเป็นประโยชน์แก่โลก ก็เป็นภาระยุ่งยากมากมาย
นี่พูดวนไปวนมาให้เห็นทั้งเนื้อของที่ที่มาเป็นห่วงในสภาพที่ต้องแต่งงาน และก็จะมีผลพลอย ที่ติดตามออกมาเป็นการสืบต่อ และก็พูดไปจนกระทั่งถึงอารมณ์ของจิตเราเอง ซึ่งเป็นความหลงว่าจะต้องได้รับรสอร่อย จะต้องได้รับรสสัมผัสเสียดสี สมอกสมใจ ตั้งแต่ทวารห้าข้างนอกไปจนถึงทวารข้างใน ซึ่งเราคิดว่าเราเองเป็นผู้ได้อร่อย ได้เสพสุขเป็นโลกียสุข ได้สมใจในอารมณ์ของอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องมีอย่างนี้ ต้องได้สัมผัสอย่างโน้นอย่างนี้ เราจะเป็นผู้คอยบำบัดตัวเอง คอยรับใช้ตัวเอง คอยหามาป้อนให้แก่ตนเองอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ผู้ที่ยังไม่ตัดกิเลส หรือพยายามทำความเข้าใจด้วยปัญญา ให้เห็นแจ้งชัดว่า มันไม่มีหรอก ไอ้ที่ว่า ความสุขความดิบอะไรของมันนั้นนะ มันไม่มี มันเป็นสภาพที่เราไปหลงตามๆ คนเขาหลอกเรา ถ้ามีต้นไม้ ก็ต้องมี เพราะเป็นการสืบพันธุ์ กระทบมีปฏิกิริยาบวกกับลบเหมือนกัน ถ้ามี สัตว์ก็จะต้องมีจัดจ้านเหมือนกัน เท่าคนต้นไม้ก็ต้องเท่าคน แต่แท้จริง มันไม่เท่ากัน มันมีน้อยกว่ากัน แล้วมันก็ไปหลงสมมุติกว่ากัน ต้นไม้หลงสมมุติน้อยหน่อย สัตว์ก็หลงสมมุติน้อยกว่าคน คนก็ไปหลงสมมุติมากกว่าสัตว์อีก จึงมีมากกว่าสัตว์ บ่อยกว่าสัตว์ บ่อยมากทีเดียว ทุกวันนี้ ไม่ว่ากลางวัน กลางคืน ไม่มีเวล่ำ เวลา ไม่มีฤดูกาลไม่มียกเว้น บางทีบางสิ่งบางอย่างที่ดูกาละน่าเกลียด น่าชังด้วยซ้ำไป ก็ไม่มีการยกเว้น ไม่มีการอดกลั้นได้ จึงดูกลายเป็นลามก
และคนมันก็โง่ซ้อนโง่ลงไปอีก ทั้งๆที่คนก็แสนที่จะเฟ้อ แสนที่จะมาก เรื่องของเมถุนธรรม ด้วยเรื่องของตัณหา กิเลส ไอ้เรื่องอย่างนี้ จัดจ้านแล้ว วิตถารมากแล้ว เพราะว่ามันไม่ใช่เป็นเรื่องของการสืบพันธุ์ ก็มากแล้ว มีแต่จะสัมผัสเสียดสีกันเฉยๆ ให้ได้ครบทั้ง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ตามที่ตนเองปั้นยึดและก็จะได้สัมผัสได้กระทบเกิดปฏิกิริยาอย่างนั้น มากเกินกว่าอะไรอยู่แล้ว แต่ตัวเองก็ไม่รู้ หลงเป็นวักเป็นเวรอยู่ว่า ตัวเองต้องจะได้รับรสชาติอย่างนั้น มีปฏิกิริยาอย่างนั้น จะได้สมใจตามที่เราหลงนั้น ไปหลงคนที่วิตถาร ก็วิตถารหนักไปใหญ่ ถ้าได้สัมผัสเสียดสีกับผู้ชายต่อผู้ชาย ก็ยิ่งดีกว่าผู้ชายกับผู้หญิงอีก อะไรอย่างนี้ หรือกับผู้หญิงกับผู้หญิง ดีกว่าไปร่วมกับผู้ชายอะไรอีก อย่างนี้ ซึ่งมันเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปเป็นแต่เพียงการสัมผัสเสียดสีเท่านั้น มันไม่ใช่เรื่องของการสืบพันธุ์ต่อเผ่าต่อพันธุ์อะไรตามธรรมชาติแต่ดั้งเดิมเลย สัตว์มันก็ไม่วิตถารถึงปานนี้ แต่คนมันวิตถารออกไปอีก ซึ่งเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปสร้างสมมุติลงมารับใช้ตนเอง แล้วตนเองก็โง่ ไปซมซานไปเดือดร้อน ดิ้นรน อย่างนี้ เป็นต้น
ซึ่งเป็นความโง่หลงสมมุติ เห็นได้ชัดว่า มันเป็นสมมุติ เป็นเรื่องยึดถือ
เป็นอุปาทานที่ตั้งขึ้น ว่าได้กระทบสัมผัสเสียดสีอย่างนี้ มีปฏิกิริยาอย่างนี้ เป็นความสุข เป็นความมัน เป็นความอร่อย เป็นรสชาติ เป็นชีวิตชีวา เป็นอะไรก็ตามแต่ ที่เอาภาษาเรียก แล้วเราก็ไปหลงมัน จะต้องไปกระทำสิ่งนี้ ให้เกิดอยู่ เป็นอยู่ มีอยู่ ทำนานๆแล้วจะต้องติดในอนุสัย จะต้องเร่งเร้า จะต้องก่อความอยาก จะต้องพยายามโตขึ้นโตขึ้น เร่งเร้า ให้ถึงจุด พอถึงอารมณ์ ถ้าเผื่อว่า นานๆนานไปแล้วไม่ได้ จะต้องมีภาวะนี้เสพ
เพราะฉะนั้น บางคน อดรนทนได้วันหนึ่ง สองวัน ห้าวัน เจ็ดวัน บางคนอดได้เดือนหนึ่ง และก็ทนไม่ได้ อดกลั้นไม่ได้ เพราะสภาวะที่มันโตอยู่ข้างในจิต เป็นราคะ มันก็ค่อยๆฟักตัว จะต้องได้นะ อย่างนี้ อารมณ์อย่างนี้ เพราะมันยังไม่สูญหายเชื้อเหง้าอยู่ในรากเหง้าของจิต มันจึงก่อฟักตัว และก็เติบโตขึ้นมาจนมีฤทธิ์ มีแรงความต้องการนั้นมาก พอถึงรอบก็บังคับให้ตนเองไปแสวงหา ไปเอามาบำบัด มาทำกรรมวิธีอย่างนี้ มาสัมผัสอย่างนี้ให้ได้สมใจให้ได้ ถ้าไม่ได้แล้วทนไม่ได้ นั่นก็เป็นความโง่ของคนชั้นหนึ่ง หรือเป็นความเก่งของโลกียะของธรรมชาติของโลกที่มันจะต้องบีบบังคับบุคคลให้อยู่ใต้อำนาจ แล้วคนนั้นจะต้องไปทำตามที่มันต้องการ แต่คนก็ฉลาดเลี่ยงออกอยู่นิดหนึ่ง ตรงที่ว่า ทำอย่างนั้นก็ได้ แต่ว่าไม่ให้มีการสมดุล ไม่ให้เกิดภาวะการก่อเกิดโดยการคุมกำเนิด ด้วยวิธีต่างๆ หรือไปทำเลี่ยงไปทางอื่นเสีย เพราะฉะนั้นผู้ใด ที่ไปมีอารมณ์อันนี้ไม่ลดถอย แต่ว่าถ้าไปทำก็รู้ ถ้าไปสมสู่ก็รู้ว่ามันจะเกิดภาวะทุกข์ติดตามมา จึงเลี่ยงไปสมสู่ หรือเรื่องอะไรต่ออะไร ซึ่งเลอะเทอะ เป็นแต่เพียงการหลงใหลในการสัมผัสเสียดสีเท่านั้น เป็นผู้หญิงต่อผู้หญิง เป็นผู้ชายต่อผู้ชาย หรือไม่เกี่ยวกัน ไปสัมผัสอะไรกัน ก็ได้ ไปเสียดสีอะไรก็ได้ ไปสมมุติอะไรก็ได้ ไปยึดอะไรก็ได้ เป็นสภาวะใช้วัตถุอื่นๆ หรือใช้ลมใช้แล้งอะไรก็ตามแต่เถอะ บางทีก็เป็นเพียงอารมณ์ของจิตไปกระทบสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบสัมผัสถึงใจ ถึงความสัมผัสนั้นเต็มที่ก็เกิด Climax ไคลแม็กซ์ ขึ้นได้ หรือเกิดการสุขสมใจที่ตัวเองมีภาวะตัณหาในจิตก็ได้ อย่างนี้ก็เป็นการหลง เป็นกิเลสตัณหาอยู่ในจิต ก็คิดให้ได้
เพราะฉะนั้น เรารู้แล้วว่า การแต่งงานเป็นทุกข์ การแต่งงานเป็นภาระ การแต่งงานลำบาก ต้องรับผิดชอบ ตั้งแต่นอกจากตัวเราเอง ซึ่งแสนหนักอยู่แล้ว จะต้องประคบประหงมกันพอสมควร เราจะต้องไปคอยดูแลอีกคนหนึ่งที่เป็นคู่ และยิ่งต่อจากนั้น ก็มีเผ่ามีพันธุ์ มีลูก มีเต้า ซึ่งจะแผ่ขยายไปจากหนึ่ง สอง เป็นสาม เป็นสี่ เป็นห้า เป็นหก เป็นเจ็ด เป็นแปด เป็นเก้า เป็นสิบ สมัยก่อนนี้เป็นสิบ เป็นยี่สิบ เป็นอะไรต่ออะไรกันมากมาย และก็พยายามวิ่งเต้น เลี้ยงกัน แต่ก่อนนี้ แข่งขันกันน้อยมีแต่หาผักหาหญ้า หาอาหารมาให้กินกัน และก็ได้กินอาหาร และก็เติบโตขึ้นไป ขยายเนื้อขยายตัวขึ้นไป มันก็ไม่มีอะไรมาก แต่สมัยนี้ มันมีสมมุติมาก มีข้าว มีน้ำ อะไรเลี้ยงให้โต แต่ตัวก็ยังไม่พอ มันจะต้องบรรจุปัญญาลงไปในสมอง เพื่อที่จะแก่งแย่งด้วยเล่ห์ด้วยกล แย่งชิงลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แย่งชิงความมีอำนาจ แย่งชิงวัสดุ แย่งชิงอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา ซึ่งล้วนแล้วแต่จะต้องกระทำด้วยแข่งขันกันด้วย เพราะไม่ถือว่า การเป็นอยู่ในร่างกายชีวิต กินข้าว และก็โตวันโตคืน หรือขยับไปขยับไป ตามภาวะของการสังเคราะห์ อาหารกับร่างกายนี้เท่านั้น เขาไม่พอใจ เขาจะต้องประกวดประขันกัน หรือว่าแสดงค่าของความเป็นมนุษย์ ด้วยการที่จะเสวยสุขบ้าง หรือไม่ก็เสวยสรรเสริญ มีสรรเสริญเยอะแยะ หรือไม่ก็จะต้องมียศสูงๆ หรือมีลาภแยะๆอย่างที่เขาถือว่าเป็นค่าของมนุษย์ เป็นสิ่งที่แสดงความเจริญ แสดงความใหญ่โต แสดงความเฟื่องฟูของมนุษย์ สิ่งนั้นเป็นเรื่องธรรมด๊าธรรมดา ไม่ต้องพูดที่ฟังอยู่ในนี้ก็ต้องรู้แล้ว
เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ ไม่จำเป็นจะต้องมาเรียน ทำไมทุกคนแสวงหา และทุกคนก็ทำเพื่อเป้าหมายอย่างนี้อยู่แล้ว แต่เป้าหมายทางธรรมนี้ซิ มันตรงกันข้ามกัน แม้เรามีลาภ เราก็อยู่เฉยๆ ไม่สะดุ้งสะเทือน มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ แม้มีแล้ว ก็เอามาแจกจ่ายจนหมดตัว ก็แสนจะไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลย มียศ ถ้าใครเอายศมาแต่งตั้ง ถ้าเผื่อว่าโลกมันจะตำหนิติฉิน เราก็ไม่รับเอาตำแหน่งนั้นด้วยซ้ำไป เราจะปล่อยคืนให้แก่โลกไป ใครจะแย่งใครจะชิงกัน ใครจะฆ่า ใครจะแกง ช่างหัวเขาไปเลย เราก็ไม่จำเป็นจะต้องไปคู่แข่งของโลก ไม่ว่าจะแย่งลาภ ไม่ว่าจะแย่งยศ หรือแม้ที่สุด ใครจะมาแข่งขันกันสรรเสริญ เยินยอว่า โอ้ คนๆ นี้มีความสุขเสพย์สุข มียอดของความไคลแม็กซ์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอะไร ยังไง ยังไง ก็จะได้สมใจ ชี้นิ้วเอาได้ หรือมีวัตถุแลกเปลี่ยนเอาได้ มี
อำนาจที่จะกระทำมาให้แก่ตนได้ โดยอำนาจต่างๆนานา ก็แสนที่ไม่จำเป็นจะต้องแย่งชิงใคร ผู้ที่ถอดตนถอดตัวได้ปานนี้ ก็เป็นผู้ที่จำเป็นที่จะต้องไปแสวงหาไอ้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
นี่พูดออกมาไกล เกินกว่าการแต่งงานมาก เพื่อที่จะให้รู้การเกี่ยวข้องหรือเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา หรือ ปัจจยาการของมันว่า มันโยงเชื่อมต่อกันออกมาหมด ไกลๆๆๆ ไปจนกระทั่งถึงลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แม้ที่สุด ถือตัวถือตน ว่าไอ้นี่เป็นของของเรา คู่คนนี้เป็นของๆเรา หวงแหนใครมาแย่งชิงเอาไปไม่ได้ ใครมาร่วมสมสู่ไม่ได้ หรือใครแม้แต่จะมาปรายตามอง มาชมเชยด้วยสายตา ลิ้มเลียด้วยสายตาก็ไม่ได้ ใครจะมาจับ มาแตะมาต้องก็ยิ่งไม่ได้ใหญ่ อย่างนี้ เป็นต้น
มันก็เป็นสภาวะที่หวงแหน เป็นสภาวะที่ถือว่าของตัวของตนมากมาย แล้วตนเองก็จะมีทุกข์ ถ้าเผื่อว่ายึดมากใครมามองหน่อย ก็ไม่ละ หรือใครมาจับ มาต้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive