350204 ยาวิเศษ แด่นักรบฯ โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350204 ยาวิเศษ แด่นักรบฯ โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
ยาวิเศษ แด่นักรบ-นักหลบ โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2535 ณ ปฐมอโศก
ที่อาตมาพยายามแก้ไขสัมมาทิฏฐิ แก้ไขให้จากมิจฉาทิฏฐิ ให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ในพวกเราชาวอโศกนี่มาก แก้ไขมาจนกระทั่ง วันนี้ก็ยังยากอยู่เลยที่จะแก้ไข คือ เลือดฤๅษีนี่ เลือดฤๅษีนี่ แก้ไม่ตก แก้ยังไงก็ยังยากอยู่เลย อาตมาก็ขอพูดซ้ำซาก แล้วก็ขอให้ตั้งใจฟังดีๆ ถ้าไม่ฟังดีๆ จะจมไปตลอด มันเป็นเรื่องลึกซึ้งละเอียดมากมายเลย พวกฤๅษีนี่ จะมองคนขวนขวายในการงาน จะมองคนขวนขวายในการงานนี่ว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติผิด อาตมาขอยืนยันว่า คนขวนขวายการงานนี่นะ ไปออกทางมหายานนี่ เป็นพวกมีบุญ พวกที่ขวนขวายการงานนี่ แม้จะตกร่วง แม้จะตกร่วง ก็เป็นผู้มีบุญ พวกขวนขวายการงานนี่ อย่างมหายานนี่ ออกนอกลู่นอกทางของศาสนาพุทธไปไกล แต่เขามีบุญ เพราะเขาสร้างประโยชน์เขาสร้างคุณค่าเป็นบุญ เหมือนพวกศาสนาคริสต์ ศาสนาฤๅษีกรุง ฤๅษีกรุง มีสองอย่าง ฤๅษีกรุง กับฤๅษีป่า ฤๅษีป่านี่ จะเป็นเถรวาท จะเป็นพวกที่ติดภพ ภวตัณหา กามตัณหา ไม่ค่อยจัดจ้านหรอก พวกฤๅษีภพนี่ กามตัณหานี่ไม่จัดจ้าน แต่เป็นภวตัณหา แล้วพวกนี้นี่ตกนรกลึกพวกภวตัณหานี่ เพราะว่านรกของภวตัณหา นี่เป็นอัตตา เป็นภพ เป็นชาติ แล้วไม่ค่อยหยาบ ละเอียด มันเป็นนามธรรม ลึก ตกนรก ที่เป็นนรกล่อด้วย นรกล่อ ก็คือ นรกที่สงบ นรกพวกนั้นนะ แล้วมันก็ได้หยุด หยุด หยุด นิ่งเบา ว่าง ง่าย ไม่รับรู้โลก ไม่เอาโลก มันก็เหมือนกับพ้นโลกน่ะ ไม่เอาโลก อันที่จริง จมโลก จมโลกภวตัณหานั่นเอง โลกมันมีสองด้าน โลกของกามตัณหาที่จะต้องผัสสะด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย รับรู้ในกามภพทั้งหมด มีลาภ มียศ มีสรร- เสริญ มีอะไรต่ออะไรต่างๆ ที่เรียกว่าโลกียะธรรมดา ธรรมชาติ แ
อ่านต่อ
ต่พวกนี้ จะหนีไม่เหนือน่ะ ไม่ใช่โลกุตระ นะ หนีเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่ง คือโลกแห่งภวตัณหา โลกภพ แล้วจมดิ่ง ไม่ค่อยมีปัญญา เพราะว่า ได้แต่ทิ้ง ได้แต่ลืม ได้แต่ไม่รับรู้ จมนาน พวกนี้หลายมหาแสนกัปป์ กัลป์ กว่าจะได้ผุดหรือกว่าจะได้เข้ามาปฏิบัติธรรม ช้านานแล้วก็รู้ยาก ไม่ค่อยเจริญทางปัญญาด้วย ซึมเซื่อง เซ่อ โง่ ไม่ค่อยรู้เท่ารู้ทันอะไรทั้งนั้น แล้วไม่ละเอียด ไม่ละเอียดลออ รู้แต่ของหยาบ คือรู้กามภพที่มันของหยาบ แล้วก็กลัว แล้วก็หนี แล้วไม่กล้าสู้ อ่อนแอ ป้อแป้ ฤๅษีอย่างนี้ มีมาก ในอินเดียและง่าย สอนง่าย เข้าใจง่าย เพราะมันตื้น มันตื้น มันง่าย สอนง่าย คนรู้ได้ง่าย คนไม่ฉลาด ก็รู้ได้ คนโง่ๆ ก็รู้ได้ เรียนได้ไว และรู้กันเยอะ รู้กันเยอะ ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านมาแก้ มาแก้ปมเรื่องนี้ มาแก้จริงๆเลย มีมรรคองค์ 8 มรรคองค์ 8 นี่ทำงาน ขอยืนยัน ว่าทำงาน ต้องคิด ต้องนึก ต้องมีพหูสูต ต้องโลกวิทู ต้องรู้โลก มีผัสสะเป็นปัจจัย จะพ้นมิจฉาทิฏฐิ ก็ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย ด้วยทวารทั้งหกนี่เลย คนมีมิจฉาทิฏฐินี่ พ้นสักกายะทิฏฐิ ก็ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย มีในมิจฉาทิฏฐิสูตร สักกายทิฏฐิสูตรนี่ อัตตานุทิฏฐิสูตร อาตมาก็เอามายืนยันให้ฟังแล้ว แต่ผู้ที่ไม่ค่อยมีปัญญานี่ก็ฟัง ก็ยาก อาตมาก็อธิบาย แต่จริตนิสัย ทิฏฐิ ความเห็น ความต้องการของตัวเองมันเยอะ มันจมดิ่งไปในทางพวกนี้ มันเป็นโลกอัตตา เป็นโลกสองอย่างโลกอัตตา ความเอาแต่ใจตัว ความเอาแต่ความเห็นของตัว ความยึดติดผิด ความคิด ความเห็น ความเข้าใจของตัวเอง นั้นอันหนึ่ง อีกอันหนึ่ง ก็คือ โรคของความขี้เกียจ สองโรคนี้เป็นโรคใหญ่ของพวกฤๅษี โรคใหญ่ของพวกฤๅษี เพราะฉะนั้น มาเรียนมรรคองค์ 8 นี่ยากมันก็เข้าใจยาก แล้วจะไปเพ่งโทษคนขยัน เพ่งโทษคนขวนขวายการงาน เพ่งโทษว่านี่ทำอย่างนี้แล้วก็ตกร่วง อาตมาพูดเมื่อกี้แล้วว่า คนตกร่วง ที่ขยันหมั่นเพียร นี่ ยังนรกตื้น นรกง่าย และโดยเฉพาะยิ่ง มาเรียนกับอโศกนี่ ผู้ที่จมดิ่งอยู่ในภพ อยู่ในพวกเรานี่นะ เป็นนรกลึกกว่าพวกที่ตกร่วงนี่ไปเยอะ ขอบอกให้ทราบน่ะทีนี้พวกเรา นี่เป็นพวกภวตัณหา ตกอยู่ในนรกลึกนี่ ไม่ได้ออกไปจากหมู่นี้หรอก อยู่ในหมู่นี่แหละ แต่เลี่ยงๆ หลบๆ อยู่ในนี้ พวกนี้จมดิ่งอยู่ในภวตัณหานี่ นรกต่ำ หรือนรกลึกกว่าพวกตกร่วงออกไปจากชาวอโศก ไปในโลกกาม ไปในโลก จะเห็นบางที บางคน เข้าไปมีอบายมุขด้วยซ้ำ แต่พวกนี้ตื้น พวกนี้หยาบพวกนี้น่ะ ให้สังเกตอย่างนี้ พวกที่ตกออกจากอโศก ตกร่วงจากอโศกไปแล้วนี่ แม้จะไปเสพอบายมุข ไปดื่มเหล้าบ้าง ไปสูบบุหรี่ ไปกินเนื้อสัตว์ ไปแต่งงาน อะไรก็ตาม พวกนี้นี่ถามเขาดู ว่าชาวอโศกนี่ต่ำไหม ชาวอโศกนี่ ผิดหรือเปล่า ถ้าเขายังตอบว่า ชาวอโศกถูกดีมาก เขายังศรัทธาเลื่อมใสชาวอโศก คนพวกนี้ นรกตื้นกว่าพวกที่อยู่ในอโศก ไม่ออกไปจากอโศก แต่ใจบางครั้ง บางคราว นี่จะอึดอัด อยากจะออกจากอโศก แต่พออกไปแล้ว มันก็สู้อยู่ในอโศกไม่ได้ เพราะอโศกนี้ มีหลุมหลบภัยเยอะ กินก็มีกิน อยู่ก็มีอยู่ เพราะพวกขยันเขาทำ เขาสร้าง เพราะฉะนั้น มีกิน มีอยู่ เจ้าพวกนรกนี่ มีทั้งบาป มีทั้งหนี้ เป็นหนี้ เพราะกินของเขา ตัวเองหลบๆเลี่ยงๆ ไม่ค่อยคุ้ม ได้ทั้งบาป ได้ทั้งหนี้ แล้วก็นรกลึก แล้วก็ไม่ค่อยออก เพราะออกไปยาก ไปก็ไปสู้กับเขาไม่ไหว ไปที่อื่น ก็จะไปในภพเดียวกันไปได้ ไปกับไอ้ลัทธิอื่นๆ น่ะ แต่ก็ได้ยินได้ฟังที่นี่พูดว่า เอ้อ! ลัทธิอื่นๆ หรือว่าสำนักอื่นๆ อะไรมันก็จะพอมีปัญญาบ้าง พอมีปัญญา มีสามัญนี่ พอเข้าใจว่า มันก็สู้ที่นี่ไม่ได้ ก็เลยหลบอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น บาป และหนี้ จะมากกว่าพวกที่ตกร่วง พวกตกร่วง นี้ออกไป ถ้าอย่างที่อาตมาบอกแล้วว่า ถ้าถามเขาว่าเขาศรัทธา แต่ว่าเขาเอง น่ะ เขาแพ้กิเลสเขามาก เขาสู้ไม่ได้ คนพวกนี้รู้แล้ว ว่าอโศกทำอะไร คืออะไร อบายมุขเขาก็ยอมรับ เรื่องชั่ว เรื่องต่ำ ขนาดนั้น ขนาดนี้ ที่เขาเป็น เขาก็ยอมรับ สักวันหนึ่ง เขาจะโดนแตะกลับเข้ามาในอโศก และจะพ้นทุกข์ และจะเจริญก่อนผู้ที่จะจมดิ่งอยู่ในนรกลึก นรกภวตัณหา ฟังดีๆ อาตมาพูดเหตุผล อาตมาไม่ได้ว่าใคร แต่ใครเป็นก็โดน อาตมาไม่ได้ว่าใคร แต่ใครเป็นอย่างนั้น ก็โดน เพราะฉะนั้น คนที่ขวนขวายนี่นา คนที่ขยันหมั่นเพียรนี่ มันจะตกร่วงไปนั้นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง ก็จะป่วย ป่วยเพราะอะไร ป่วยเพราะมัชฌิมาของตัวเองไม่ได้อย่างนี้ อีกอย่างหนึ่ง ก็คือมีโรค มีโรคทางจิต โรคทางจิตมีมากมายในพวกเรา อาตมาก็พูดซ้ำ พูดซาก มีมากในพวกเราเพราะอะไร เพราะอาตมาเคี่ยวเข็น และตัวเองก็ขี้เกียจ พออาตมาเคี่ยวเข็ญ ตัวเองขี้เกียจ ขี้เกียจจะออกไปทางจากอโศก ก็ไม่กล้าออก เพราะฉะนั้น ทางออกคืออะไร ป่วยซะรู้แล้วรู้แรด ฟังให้ดีนะ นี่คือ สภาพของโรคทางจิตที่ชัดเจน ทั้งๆที่มันไม่ได้เป็นโรคอะไรเลย ไปให้หมอตรวจเถอะ หมอตรวจไปหาเหตุไม่เจอสมุฏฐานโรคหรอก แต่ปวดจริงๆ เจ็บจริงๆนะ โรคทางจิต นี่ไม่ใช่ว่า ไม่ปวดจริง เจ็บจริงน่ะ ปวดจริง เจ็บจริงน่ะ แล้วก็ปวดมันจนได้แหละ เพราะจิตเป็นเหตุ แล้วก็ทำให้ตัวเองปวด ปวดหัว ปวดหู ปวดท้อง ปวดนั่น ปวดนี่ ปวดไปแล้วแต่มันจะปวด ไปหาหมอฮ้อ หมออะไร นี่ อยู่ไม่ได้หยุดน่ะ แต่ขอยืนยันหมอฮ้อ รักษาให้ตายก็ไม่หาย เพราะมันไม่มีเหตุ เหตุมันมาจากจิต มันไม่ได้ไปดับที่เหตุ ใครรักษาก็ไม่หาย อาจจะบรรเทาเล็กๆน้อยๆ จิตมันลึกกว่าเราแต่รักษา แต่ประเดี๋ยว ไอ้โรคจิตจะมายืนอย่างเก่า มันมาอย่างเก่า ปวดอีก ดีไม่ดีปวดหนักกว่าเก่า ดีไม่ดีปวดหนักกว่าเก่า ฟังให้ชัดน่ะ ฟังดีๆ เพราะมันเป็นจุดที่จะหลบ อาตมาไม่หยุดเร่งรัดพัฒนา ไม่หยุดจี้ อาตมาเตือนให้ขยัน ให้ขยันอยู่เรื่อย ใช่ไหม ไม่เคย ได้ให้ขี้เกียจ ไม่เคยได้ให้ดูดาย ให้ขยัน ทีนี้ มาอยู่ที่นี่แล้ว โอ้โฮ จะว่าแต่อาตมาคนเดียวเลย คนอื่นรับช่วงด้วย องค์นี้ไปช่วยตีต่อ ผมจะช่วยตีต่อ ฆราวาสก็จะตีต่อ เน้นกันให้ขยันอยู่ทั้งนั้นเลย แต่ละคนๆ รับอาวุธใส่มือ ต่อไปได้เรื่อยๆ เสร็จแล้ว โรคขี้เกียจนี่ มันก็แหม! ออกไปข้างนอก ก็รู้อยู่แล้วว่า มันไม่ดีกว่าอยู่ที่นี่ มันเหมาะกับคนขี้เกียจน่ะ อยู่ที่นี่เพราะ คนขยันมี มันก็มีอยู่มีกินน่ะนา แล้วเราก็ไม่ติดโลกๆ โลกียะ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอะไรมากมาย นี้ หรือไม่ติด ไม่ต้องไปหวือหวา ไปเอารส แสบ ทางโลกมากนัก มันพอได้ พออยู่ได้ มันก็ไม่อยากออก ไม่อยากออก ก็ไม่มีทางเลือกแล้ว ป่วยมันซะให้รู้แล้วรู้แรดไปเลย นี่แหละ คืออาการทางจิต ทำให้เป็นเหตุ เกิดโรคเจ็บปวด ป่วยอะไรก็แล้วแต่ ระวังเป็นมะเร็งน่ะ จริงๆ โรคอย่างนี้แหละระวังเป็นมะเร็ง เพราะฉะนั้น ก็เลยเป็นทางพาเป็นเจ็บเป็นป่วยกับก็เลยเห็นว่า นี่แหละเพราะ ไปขยันการงาน เอาการงาน แท้จริงคนที่ว่านี้ ไม่ขยันการงานหรอก ไปทำเสร็จแล้วก็หลบเลี่ยง คือว่าจะหลบเลี่ยง โดยการหนีโดยตรงไม่ได้ นอกจากหาทางออกว่าต้องป่วย เพราะฉะนั้น เมื่อหายป่วย หรือว่าเมื่อไม่ป่วย ก็ต้องเข้าไปทำงานกลายเป็นคนต้องขวนขวายต้องขยัน เพราะถ้าไม่ขวนขวายไม่ขยัน เอาอะไรแก้ตัวละ ถ้าไม่ป่วย เพราะฉะนั้น ตอนไหนไม่ป่วย ก็ต้องไปขยัน คนก็เลยเห็นว่า คนนี้ทำงาน คนนี้ขยันขวนขวาย นี่มันมีภาวะซับซ้อน ปะทะกัน ซ้อนกันที่อยู่ในใจเยอะแยะ ทีนี้ ผู้ที่มีทิฐิ ความเห็นว่า คนทำงาน หรือ ขวนขวายนี่ ผิดทาง ผิดทาง มันจะต้องอยู่อย่างยถาสุขัง อยู่อย่าง "ยถา สุขัง" คือ อยู่อย่างไม่ได้ขวนขวาย อย่าไปลำบาก อย่าไปลำบากอะไรมันทุกข์ อยู่เบาๆ อยู่ง่ายๆ ไม่ต้องไปทำอะไรมากหรอก ทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็พอแล้ว มันได้บำเรอความขี้เกียจของตัวเอง มันก็สบายใจ มันเป็นสุข ขยันมันไม่ได้ ขยันมันขี้เกียจ มันก็ไม่ได้ มันยาก มันทรมาน มันลำบาก มันทุกข์ ไปขยัน ไปขวนขวาย น่ะ ทั้งๆที่รู้ว่า ขยันน่ะดี แต่เข้าใจผิด พอไปขยันแล้ว มันผิดทางปฏิบัติ ไปขวนขวายผิดทางปฏิบัติ ไปเอาภาระรับหน้าที่ไอ้โน่นไอ้นี่ไป พยายามช่วยเหลือเฟือฟายมาก ประเดี๋ยวมันจะตกร่วง ประเดี๋ยวมันจะเจ็บป่วยโอเวอร์ทำงานมากไป มันมักจะถูกโรคขี้เกียจทั้งนั้นแหละ เป็นตัวหลักตัวใหญ่ ตัวเห็นแก่ตัว เพราะมันไปยินดีในความอยู่นิ่งๆ เป็นภวตัณหา ยินดีในความอยู่ง่ายๆ เป็นสุข ดี มันเบา มันง่าย มันว่าง มันไม่ต้องไปทะเลาะกับใคร ไม่ต้องไปขัดแย้งกับใคร ไม่ทำอะไรก็ไม่ต้องไปขัดแย้งกับใคร มันอยู่เฉยๆ ไม่ต้องไปออกความเห็นอะไร ทำอะไรไปจะผิด จะถูกอะไร ก็ไม่ได้ทำ ไม่ทำก็ไม่มีใครมาติมาท้วง อัตตาไม่ต้องไปถูกกระทบ มานะไม่ต้องถูกใครมาว่า มาติ มาเตียน มันก็ง่าย มันก็ชอบ เบา สบาย วันๆ อยู่ไปกินๆ นอนๆ อะไรต่ออะไรไปเสร็จแล้ว ก็ไม่รู้จักสัจจะความจริง ไม่เห็นกิเลสของตัว มีแต่จะปกจะปิดแล้วบำเรอ ไม่รู้ว่า ง่ายนะบำเรออารมณ์ที่ตัวชอบน่ะ ไม่รู้ง่ายๆ มันเป็นภพที่ติดว่าตัวชอบอย่างนี้ มันก็เป็นสุขน่ะซี มันได้บำเรอกิเลส มันก็เป็นสุข พระอรหันต์เจ้า ท่านพูดไว้ชัดเจนว่าทุกข์เท่านั้น ที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นแหละดับไป มันไม่มีสุขหรอก เพราะฉะนั้น คนไหนที่มีสุข คนนั้นเสพแล้ว ฟังให้ดีนะ พระอรหันต์พูดนะ ทุกข์เท่านั้นแหละเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นแหละตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นแหละ ดับไป เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ ท่านอยู่กับทุกข์ แต่ท่านยังทุกข์ เพราะท่านรู้อยู่ว่า เมื่อมีชีวิตมีอาหารปริเยฏฐิทุกข์ ก็เป็นการงาน คนเราต้องอยู่กับกรรม อยู่กับการงาน ยังกุศลให้ถึงพร้อม ยังกุศลกรรมก็ทำงานที่เป็นกุศล กุศลเท่าไร ท่านก็ไม่สันโดษน่ะ พระอรหันต์ และพระพุทธเจ้าไม่เคยสันโดษในกุศล แล้วก็ตั้งตนอยู่ในความลำบาก ก็รู้ว่ามันลำบาก ก็รู้ว่ามันทุกข์ เพราะทำงานมันก็ต้องลำบาก ทำงานมันก็ต้องทุกข์ แต่เป็นทุกข์ ที่รู้อย่างชัดเจนว่ามันเป็นทุกข์ที่ตั้งอยู่ มันเป็นทุกข์ที่ยังไม่หมดจากชีวิต แม้แต่ขันธ์มีรูปนาม ขันธ์ 5 มันก็ยังทุกข์ แบกรูปนามขันธ์ 5 นั่งอยู่เฉยๆ มันก็ยังทุกข์เลย สภาวทุกข์ เดี๋ยวก็แก่ เดี๋ยวก็ปวด เดี๋ยวก็เจ็บ เดี๋ยวก็ป่วย มันก็ทุกข์ ยิ่งไปทำงาน ทำไมมันจะยิ่งไม่ทุกข์เล่า ทุกข์อันนี้เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้เป็นทุกข์ที่เรารู้ดี พระอริยเจ้า พระอรหันต์เจ้ารู้ดี ว่าเป็นทุกข์ ตราบที่ยังไม่หมดรูปนามขันธ์ 5 ยังไม่ปรินิพพาน ไม่ตายสูญไปเลย ยังมีรูปร่างตัวตน ยังมีร่างกาย ยังมีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีเท่าไหร่ ก็ยังทุกข์อยู่เท่านั้นแหละ แต่ทุกข์นี้ ไม่ต้องไปทำอะไร ทุกข์นี้ เราก็ตั้งตนอยู่บนทุกข์นี้ ก็คือตั้งตนอยู่บนความลำบาก คั่นทุกขายะ ภาษาบาลี ก็ตัวเดียวกัน ทุกขะ นี่แหละ ทุกขายะ ตั้งตนอยู่กับทุกข์นี่แหละ "ทุกขายะ อัตตานัง" ตั้งตนอยู่กับทุกข์ ไม่ต้องไปแปลทุกข์ว่าตั้งตนอยู่บนความลำบาก แปลว่าตั้งตนอยู่กับทุกข์ ก็ตรงตัว บาลีตัวเดียวกันเลย ทุกขายะ อัตตานัง อัตตานัง ก็คือตน ปทหะ แปลว่าตั้ง ปทหะ นี่แปลว่า ตั้งตนอยู่บนความลำบาก หรือตั้งตนอยู่บนทุกข์ กุศลกรรมเจริญยิ่ง เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ท่านยังกุศลให้ถึงพร้อมอยู่ทุกวาระเวลา พยายามที่สุด นอกจากเวลาพักท่านก็พัก เวลาเพียร ท่านก็เพียรกับทุกข์นี่แหละ ให้มันก่อเกิดสิ่งที่เป็นคุณค่าไป ผู้ที่ปฏิบัติธรรมโดยไม่มีสัมมาทิฏฐินี้ จะเห็นได้ว่า ไปขวนขวาย การไปขยันหมั่นเพียรนั้น ตัวเองสู้ไม่ได้ ตัวเองจะสู้ไม่ได้ ก็ไม่ทำ ตัวเองจะไม่เบา จะไม่ว่าง จะลำบาก ก็ไม่สู้ เพราะฉะนั้น คนเหล่านี้เป็นคนไม่มีทมะ ไม่มีขันติ ไม่มีความอดทน ไม่มีความข่มฝืน ไม่มีการต่อสู้ คนนี้จมอยู่ในนรกก่อนที่จะได้ก้าวหน้าเหมือนนักรบ นักรบนี่ เมื่อไปรบ ก็คือการปฏิบัติธรรมที่มีผัสสะ เป็นปัจจัย ผู้ที่มีผัสสะเป็นปัจจัย ตามฐานะของเรา แล้วเราก็ตั้งศีลที่สมาทานเอาไว้ อันไหน มันเกินเอาไว้ก่อน เกินฐานะ เรายังไม่สู้ เราแพ้มันไว้ก่อนเลย แล้วเราหลบไปก่อน แต่ต้องมีบทปฏิบัติ ต้องมีข้าศึกที่เราจะต้องต่อสู้ ไม่ใช่หนีข้าศึกไปหลบมุม ศาสนาพระพุทธเจ้า ไม่ใช่หนีข้าศึกไปหลบมุม ต้องสู้ ต้องเป็นนักรบ เข้าไปสู้ เข้าไปรบ ในขณะที่รบนี่นอนเลย นักรบนี่ต้องมีแพ้ และต้องมีตาย นักรบนี่ จะต้องมีชนะ จะต้องมีแพ้ จะต้องมีตาย ตายถือว่า คนตกร่วง แพ้ถือ ว่าคนที่รบแพ้ เดี๋ยวเอาใหม่ สู้ใหม่ คนชนะก็ถือว่า คนชนะ แน่นอน ศาสนาพระพุทธเจ้า เป็นนักรบ มีชนะ มีแพ้ มีตาย แต่คนที่ไม่ใช่ปฏิบัติธรรมมรรคองค์ 8 นั้น ไม่ใช่ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่นักรบ นักหลบ แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นนักรบ ไม่ได้เข้าสายพระพุทธเจ้าเลย แพ้แล้ว ตายแล้ว ลงนรกแล้ว อยู่ในนรกตัวเองนั่นแล้ว อยู่ในภพภวตัณหานั่นแล้ว ฟังดีๆน่ะ ฟังดีๆ เพราะฉะนั้น ในภาวะภาคปฏิบัติ ภาคภาวะปฏิบัตินี่ คนนั้นก็ทำงาน คนนั้นก็มีผัสสะ คนนั้นต้องรบแน่นอน คนที่รู้จักเลยว่าผัสสะเหล่านี้แล้วนี่ เอาคำภาวนา ภาวนาต่างๆ คือ มีสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา นั่นเอง เราสู้ได้ไหม สู้ได้เราก็รู้ของเรา แพ้เราก็รู้ของเรา ชนะเราก็รู้ของเรา รู้ให้จริง แล้วก็ประมาณ ไปเรื่อยๆ เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา ข้อเสียของนักรบมันอยู่ที่ว่าอวดดี ทำเกินตัว ทำเกินตัวก็แพ้ตะพึด แพ้อยู่เรื่อย ก็แน่นอน สักวันหนึ่งก็ตาย ตกร่วง จะเจ็บป่วยก็ตาม มันโอเวอร์โลด มันทำงานขวนขวาย เรียกว่าเอาภาระเกินไปก็หนัก ไม่หนักก็เจ็บป่วย เพราะฉะนั้น มัชฌิมาเขาประมาณตัวเองได้พอดี แล้วและตัวเองก็อ่านตัวเองว่า เป็นนักรบ ชนะหรือแพ้ คนอื่นไม่สามารถรู้ด้วยได้ แต่นักหลบ ไม่ใช่นักรบนี่น่ะ จะคำนวณเขาผิดมาก คำนวณเขาผิดเสมอ เพราะอะไร เพราะตัวเองไม่รู้เลยว่า นักรบที่เขามั่นแล้ว มีวรยุทธ์เท่าไหร่ๆ เขาไปรบนี่ เขาจะได้เก่งนี่ซี มีฝีมือจัดจ้านได้ ไอ้คนที่ไม่ใช่เป็นนักรบนี่ ประมาณขนาดเขาเก่งใช่ไหม เขานักรบที่จะรบเก่งขึ้นไปเรื่อยๆ คนที่ไม่ได้ไปรบกับเขาเลยนี่ก็บอก อู๋ย ไอ้นี่มันรบมากไปแล้ว รบมากไปแล้ว ก็นอนอยู่ไม่ไปรบกับเขา คนนักหลบ มันจะคำนวณผิดเสมอเลย จะเห็นว่า พวกนี้ทำมากไป พวกนี้ขวนขวายมากไป โอเวอร์ มากไป ก็ไปว่าเท่านั้น เป็นหลักฐาน ถ้าผู้ใดป่วย ก็เอาหลักฐานข้อมูลมาให้แก่ตัวเองอ้าง ว่านั่นเห็นไหมล่ะ ฉันเอง ฉันไม่ป่วย ฉันอยู่สบาย ฉันไม่ป่วย เพราะฉันไม่ทำงาน ที่จริง ป่วยชนิดหนึ่ง น่ะ ไม่ทำงานนี่ คืออ่อนแอ คนไม่ทำงาน นี่อ่อนแอ ป่วยชนิดหนึ่ง คนไม่ทำงาน ไม่ได้ป่วยเพราะประเภทที่ว่า คนป่วยที่โอเวอร์ ทำงานเกินการเกินตัวเอง บางทีก็ไปป่วยแน่นอน ป่วยอย่างนั้น ป่วยอย่างหนึ่ง ไอ้ป่วยไม่ทำงานนี้ ก็ป่วยอย่างหนึ่ง คือ อ่อนแอๆ และตายไว จริงๆแล้ว จะป่วยง่ายกว่าด้วย คนที่ไม่ค่อยทำงาน ถ้ามีโรคมีไอ้มีโรคระบาด อะไรต่ออะไรขึ้นมานี่ รับรองเข้าไวกว่า ก็เข้าไวกว่า ภูมิคุ้มกันต่ำกว่า ทีนี้ คนที่ท่านมองคนนักหลบนี่ จะเข้าไปมองเขาว่า อยู่ที่นั่น ตกร่วงไปแล้ว นี่ป่วยแล้ว มาให้คะแนนตัวเอง อาตมาขอถามหน่อยว่า ชาวอโศกนี่ นักหลบก็มีพอสมควร คนขยันก็มีพอสมควร สมมติอาตมายังไม่ได้ สำรวจสถิติ ที่แน่นอนน่ะ นักหลบของชาวอโศก กับนักขยันนี่ สมมติให้เท่ากัน สมมติอย่างโก้เลยน่ะ สมมติอย่างโก้เลย แต่อาตมาไม่ชัดเหมือนกัน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านักหลบ ว่านักหลบที่จริงๆ มันไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่ มันมีแต่นักหลบ ที่มันพรางๆไว้ แล้วก็กลายเป็นพวกที่เป็นโรคทางจิตน่ะ เยอะใช่ไหม กับนักขยันจริงๆ แล้วก็ป่วยนี่ ก็เลยไม่รู้ว่า นักหลบแล้ว ก็เป็นโรคจิตแล้ว ก็ป่วย กับนักขยัน ที่เกินแล้วก็ป่วย ว่าตัวไหนเป็นตัวไหนแน่ แต่พวกคุณแต่ละคน บอกตัวเองได้ อาตมาขอถามหน่อยซิ ทำงานขยันเกินแล้วป่วย มีกี่คน เอ้า! ยกมือ ที่ตัวเองว่า โอ้โฮ!เราทำงานเกินเลยนี่ แล้วจนป่วยนี่ มีกี่คนยกมือซิ ทำงานมากเกินไป จริงๆก็ป่วย เจ้าตัวก็ต้องถามเจ้าตัว ไม่ใช่คนอื่นรู้แทน อันนี้ก็จะรู้เลยว่า ตัวเองมีกำลัง หรือว่าหลบในตัว หรือว่าตัวเอง มีกำลังพอที่จะทำได้อยู่ต่อไป ไม่ได้เกินหรอก ไม่ๆๆๆ อย่าไปตอบแทน ตอบแทนไม่ได้ คนอื่นตอบไม่ถูกหรอก ตัวเองจะรู้ตัวเองเลยว่า ตัวเองหลบ ตัวเองขี้เกียจ แล้วตัวเองก็ป่วย จะเป็นโรคป่วย เพราะหลบมากกว่าขยันเกิน ถ้าคนที่เขาไม่มีโรคทางจิตนี่น่ะ เขาขยันอาตมายังไม่เห็นเลยว่า เขาจะต้องป่วยง่ายๆ พรพิชัย ขยันไหม ขยันไหม และป่วยเพราะการขยันเกินไหม แล้วพวกคุณขยันเท่าพรพิชัยไหม เท่าหรือ แล้วมันจะไปป่วยได้อย่างไร ก็ขยันขนาดพรพิชัย เขายังไม่ป่วยเลย อายุยังน้อย เอาละ เอาอายุเท่าๆกันก็ได้ พวกอายุเท่าๆกัน ก็ได้ คนแก่หน่อย มีทางเลี่ยง แก้ตัวว่า อายุมากแล้ว เอาถามคนอายุเท่าๆกันก็ได้ ขยันเท่าพรพิชัยเขาไหมล่ะ ไม่เท่า แล้วมันจะไปป่วยได้อย่างไร โอเวอร์โลด ได้อย่างไร เพราะฉะนั้น คือ โรคจิตถ้าป่วย อีกอันหนึ่ง ที่จะรู้วา โรคจิตหรือไม่โรคจิต ก็คือ ไปหาหมอตรวจ อย่าไปหาหมอฮ้อนา ไปหาหมอสากล ตรวจเลย สมุฏฐานที่แท้จริง หมอสากลตรวจไม่เอาน่ะ หมอแมะ หมอสวด หมอเดาสวดอะไรพวกนี้ ไม่เอา ให้หมอเขาตรวจทางวิทยาศาสตร์นี้เลยตรวจ ให้เช็ค เมื่อเขาบอกว่า ไม่มีอะไร ก็เห็นเป็นอะไร ไอ้คุณจะปวดนั่นปวดนี่ จะไอ้โน่นไอ้นี่ ก็ตามแต่เถอะ มันปวดจริงๆ ด้วยน่ะ คนก็คือโรคจิตนั่นแหละ ชัดเลย นี่ก็ประเด็นสำคัญ ทีนี้ ขอถามอีก ชาวอโศกนี่น่ะ ตกร่วงปฏิบัติของชาวอโศก แล้วก็ขยันๆๆๆ แล้วก็ตกร่วงออกไป ฟังดีๆนะ ตรงนี้น่ะ แต่ชาวอโศกที่หลบๆเลี่ยงไม่ขยัน ขี้เกียจหลบๆ เลี่ยงๆนี่ จำนวนคนหลบๆเลี่ยงๆนี่ กับชาวอโศกที่ขยัน จนตกร่วงไป นี่จำนวนไหนมากกว่ากัน ตอบ! จะอะไรว่าอะไรกันแน่ บอกว่าแน่ะ พวกนั้น ยังไม่ทันตกร่วง แต่ตัวเอง ก็ตกร่วง นรกลึกด้วย นกเอี้ยง นี่ก็บอกแล้ว พวกตกนรก พวก นกเอี้ยง นี่ตกร่วงเหมือนกัน แล้วพวกนี้ นานด้วย นานช้ากว่าด้วย ฟังดีน่ะ วันนี้อาตมาว่าอาตมาได้มีผลมากสุด มากสุดส่วนนี้ มากสุดส่วนนี้ ก็เลยกระจ่างขึ้นอีกเยอะ มีบัญญัติ มีภาษาที่จะเอามาอธิบายตัวสภาวะพวกนี้ออกมาได้อีกเยอะเลย วันนี้ แหม! มันชัดเจน แล้วมันมีอะไรขึ้นมาเยอะ นานแล้วน่ะ อาตมาว่า เอ! จะทำอย่างไรจะทำ ที่จริง มันเรื่องเก่าทั้งนั้นแหละ คุณฟังใช่ไหม เรื่องเก่าทั้งนั้นแหละ เรื่องอัตตา มานะ เรื่องขี้เกียจ เรื่องภพ ภวตัณหา กามตัณหานี่ แต่วันนี้ชัด อาตมาว่า มีปฏิภาณขึ้นมา หยิบผัสสะพวกนี้มาพูดสู่กันฟังนี่ได้มากทีเดียว เพราะฉะนั้น พวกมิจฉาทิฏฐิ นี่ อาตมาขอให้มาพยายามศึกษาอ่าน มาอ่าน มันให้ดีๆ ว่า มันเป็นกิเลส มันเป็นมิจฉาทิฏฐื ขอยืนยันอีกว่า ศาสนาพระพุทธเจ้านั้น ต้องขวนขวาย ต้องขยันทำงาน ถ้าไม่ขวนขวาย ไม่ขยันทำงานแล้ว ผู้นั้นไม่ลำบาก เมื่อไม่ลำบาก ก็เป็นยถา สุขัง เป็นพวกที่ปล่อยตัวตามสบาย ปล่อยตัวตามยถา ไม่ใช่ยถากรรมน่ะ ยถากิเลส แล้วก็ไปอย่างนี้ ไม่ค่อยขวนขวายน่ะ ไม่กระตือ รือร้น ไม่อะไร ทำอะไร นั่นแหละ อกุศลเจริญยิ่งแล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้ว่า อกุศลเจริญยิ่งแล้ว ไม่ใช่สุขาปฏิปทาน่ะ อาตมาเคยอธิบายไม่ใช่สุขาปฏิปทาน่ะ คนอธิบายสุขาปฏิปทากับอธิบายทุกขาปฏิปทา ก็อธิบายผิดๆ เพี้ยน กับตัวทุกขายะ อัตตานัง กับตัวยถา สุขังนี่ อธิบายผิดๆ เพี้ยนๆกันตลอดมา การขวนขวาย ขยันทำงาน เราก็รู้ว่าลำบาก เราก็รู้ว่าหนัก เราก็รู้ว่า ต้องต่อสู้ ต้องแบกหาม ถ้าคนนั้นมีสัมมาทิฏฐิแล้ว เช่น เมื่อขยันหมั่นเพียร ก็ได้สร้างสรร มีบุญมีกุศล คนนั้นก็เกิดปีติ รู้ว่าลำบากน่ะ อย่างอาตมานี่แสนรู้ว่า ตัวเองลำบาก โอย! ต้องพาก- เพียร ต้องอุตสาหะ เอานั่นเอานี่จุกๆจิกๆ ก็ประเดี๋ยวต้องดูแล ไอ้โน่น เจ้ากระ- ทรวง การทุกอย่างเลย ไม่รู้กระทรวงอะไรบ้างนี่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงครัว กระทรวงช่าง กระทรวงนั่น กระทรวงนี่อะไร ต้องไปรับรู้กับเขาไปหมด ต้องไปบริหารไปหมด กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการค้า กระทรวงทุกอย่างเลย กระทรวงยุติธรรมยิ่งย่ำยิ่งแย่ กระทรวงยุติธรรมยิ่งเมื่อยจะตายอยู่แล้ว กระทรวงยุติธรรมด้วย ทุกกระทรวง อาตมาก็ลำบาก อาตมาก็เหนื่อย แต่อาตมาก็ไม่มีอุปกิเลสเท่าไหร่เหมือนกับพวกเรา จะว่ามีก็แล้วแต่เถอะ ใครจะว่ามี แต่อาตมาก็ว่าไม่มี จะบอกว่าไม่มีเสียเลย ประเดี๋ยวจะอวดอุตริมากไป คนที่ขยันหมั่นเพียร ลำบากก็รู้ว่า ตัวลำบาก แต่รู้ว่าผลดี เป็นคุณค่าเป็นประโยชน์ เป็นบุญ แล้วเขาก็มีอุปกิเลสยินดีภาคภูมิปีติกับผลงาน ยินดีกับงานนั้น เป็นสุขไหม เป็นสุข จะลำบากไหม นี่คือสภาพของทุกขายะ อัตตานัง ไหม ยิ่งอ่านใจตัวเองออกว่า ฉันกำลังปีติยินดีเป็นอุปกิเลส แล้วลดลงไปอีก ยิ่งทำให้ฌานนั้นสูงขึ้นก็ยิ่งเป็น แต่ถ้าคุณไม่รู้กิเลสตัวนี้ไม่รู้ปีติตัวนี้ เป็นอุปกิเลสตัวนี้ คุณจะอาศัยตัวนี้เป็นกำลังอาศัยตัวนี้เป็นตัวสร้างสรร แล้วจะสบายใจ สุข มันลำบากรู้ลำบาก แต่มันเป็นสุขนะ ฟังให้ดีน่ะ มันสุขน่ะ นี่แหละ สุขาปฏิปทา ในทุกขายะ อัตตานัง ฟังออกไหม สุขาปฏิปทานี่ สุขาปฏิปทาอยู่ในทุกขายะ อัตตานัง แต่คนที่ปล่อยตัวตามสบาย ยถาสุขัง ปล่อยตัวตามสบาย นั้นน่ะ ส่วนมากจะไม่มีทุกขายะ อัตตานัง จริงๆ เพราะมันคนละตัวอยู่แล้ว ตัวเอง จะเป็นทุกขาปฏิปทา ด้วยก็ยังได้เลย อะไรนิดก็ทุกข์ ทำอะไรหน่อยก็ทุกข์ ไม่ได้ขยันอะไรเลย ทำอะไรหน่อยก็ทุกข์ ใครมาพูดนี่ทำงานหน่อยซี ทุกข์แล้ว มีวิภวทุกข์แล้ว พวกนี้พวก ทุกข์ที่สุดเลย เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่ายิ่งมิจฉาทิฏฐิแบบนี้นะ เลี่ยงแบบนี้นะ ยิ่งจม ฟังออกไหมว่ายิ่งจม ยิ่งนรกลึก ยิ่งช้า ยิ่งไม่มีทางเห็นเดือน เห็นตะวัน เห็นฝั่ง เห็นฝาเลย ยิ่งเป็นฤๅษีที่บำเรอตัว ชอบอยู่หยุด ตัวขี้เกียจ ตัวไม่เอาถ่าน ตัวไม่เอาโลก ไม่รับรู้อะไร ไม่มีปรโตโฆสะ ไม่มีการงาน ไม่มีอะไรเลย ฤๅษีแบบนี้อีกนานับกัปกาล จะอยู่อย่างจม จะจมกับจม ไม่มีฟู ไม่มีลอย จมอยู่กับ จมกับบาปกับหนี้ แล้วอยู่ในนี้ เป็นหนี้เขา เพราะว่ากิน เพราะว่าใช้ ไม่ขยัน ไม่ทำงาน ไม่สร้างสรร ไม่มีบุญ ไม่มีประโยชน์ไม่มีคุณค่า ไม่มีการงานคุ้ม ยิ่งเป็นหนี้ เป็นทั้งหนี้ทั้งตกนรก เป็นทั้งบาป อกุศลเจริญยิ่ง เพราะยถาสุขัง สุขาปฏิปทากับเขาก็ไมได้ ได้เป็นสุขัลลิกะ บำเรอภพของตัว ไม่ใช่กามนะ บำเรอภพ สมใจในตัวที่ตัวเองหลงว่าดี แล้วก็ได้ดี คือได้หยุด ได้อยู่เฉยๆ ได้ไม่เหนื่อย ได้เบา ได้ว่าง ได้ไม่รับรู้ แล้วหลงว่าเป็นสงบ สงบนั่นคือกิเลสมันตาย มันหยุดบทบาท มันไม่มีแรงแล้ว มันจึงสงบ หยุดดิ้นแล้ว กิเลสหยุดดิ้นนั่นคือสงบ นี่ไม่รู้ว่ากิเลสเป็นอย่างไร ยังไม่รู้เรื่องเลย กิเลสไม่ถูกกวนเลย มันก็นิ่งๆ มันเป็นอนุสัยก็ได้ แล้วยิ่งไปกดไปข่ม ไปลืม ไปทิ้ง ไปวาง ไปไม่เอาถ่านกับมันด้วย แล้วก็ไม่มีเหตุปัจจัย ไม่มีอะไรจะไปยั่วยุด้วย มันก็เหมือนกับมันนิ่ง มันก็เหมือนกับไม่เกิด พระพุทธจึงไม่ยอมรับฤๅษี แม้แต่โสดาบัน ฤๅษีที่กดข่มเก่งๆ มากๆ มีมักน้อยสันโดษมากๆ โอ้โฮ แก้ผ้าโทงๆ งานการไม่ทำ นั่งพัดนั่งวี อย่างกับไอ้เดี๋ยวอูย มักน้อยแล้ว สันโดษแล้ว เมตตา เดี๋ยวก็เชื้อโรค ปาด โอ ก็เอาไอ้นี่มาค่อยๆ ปาด อย่าปาดแรงน่ะ เดี๋ยวถูกตัวเล็กตัวน้อยปาด พวกฤๅษีนิครนถ์นาฏบุตรน่ะ นี่ จมอยู่อย่างนั้น ในนรกลึก เสร็จแล้ว จะไปมองเพ่งคนที่ทำงานเก่ง ไปมองอย่างไร มองว่าพวกนี้นี่ ที่จริงแล้วคนทำงานเก่ง เขาจะทำงานมาก ทำงานมากก็
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive