350425 พลเมืองดี ตอน 2 ธรรมก่อนฉัน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350425 พลเมืองดี ตอน 2 ธรรมก่อนฉัน โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
พลเมืองดี ตอน 2 ธรรมก่อนฉัน เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2535 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
จะบอกว่า อย่างเช้าที่อาตมาอธิบายแล้ว ก็อธิบายต่อเลยก็แล้วกันนะ เรื่องของการเมืองกับเรื่องของพลเมือง เมื่อเช้า อาตมาก็ตั้งชื่อเรื่องว่า พลเมืองดี กับการเมืองดีๆ มันเป็นเรื่องของพลเมืองกับการเมือง ซึ่งเมื่อเราเป็นพลเมืองในประเทศ เราก็จะต้องอยู่ด้วยระบบการเมืองของประเทศ เสร็จแล้วเราไม่รู้ระบบ ไม่รู้ว่าการเมืองคืออะไร ผู้ที่เข้าไปทำหน้าที่การเมือง ถ้าเขามีจิตไม่ดี ขี้โลภ เห็นแก่ตัว หรือว่าเบ่งอำนาจ เขาก็ตีกิน ขี้โกงได้ เพราะเราไม่รู้นี่ เขาจะทำยังไง ก็ปู้ยี้ ปู้ยำไปตามความโลภ ความเห็นแก่ได้ของเขา แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นมา การเมืองที่ไม่เจริญ มันเป็นอย่างนั้นน่ะ ผู้ที่เข้าไปครองอำนาจบริหาร ก็ตั้งกลุ่มฮั้วกัน แล้วก็... ทำมาหากิน เรียกว่าทำงานการเมืองโดยโลภโมโทสัน ช่องทางได้อะไรต่ออะไร เขาก็จัดช่องจัดทางของเขาเอาหมด แบ่งกัน โลภโมโทสันกัน อยู่ในพรรคในพวกในหมู่ในกลุ่มพวกที่บริหาร เพราะฉะนั้น คณะนักการเมือง จึงเป็นงานอาชีพที่เขาหากิน แล้วกลายเป็นธุรกิจการเมือง ซึ่งมีความฉ้อฉล การเมืองเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องดีของประเทศ การเมืองที่ดี จะต้องเป็นผู้ที่เสียสละ เหมือนนักการศาสนานั่นแหละ มันเป็นวรรณะหนึ่ง วรรณะสมณพราหมณ์ คือวรรณะทางด้านศาสนา วรรณะกษัตริย์ ก็คือวรรณะผู้บริหารประเทศ วรรณกษัตริย์ ผู้บริหารประเทศเสร็จแล้วก็มีวรรณแพศย์ วรรณะศูทร ที่เป็นวรรณะแห่งผู้ที่มีสัมมาอาชีพอยู่ในโลก สัมมาอาชีพที่ว่านั้น ก็แบ่งออกเป็นแกนใหญ่ๆ อยู่แค่ 1.ผู้ผลิต ผู้กระทำ 2.เป็นผู้ที่ใช้แรงงาน เอานำสิ่งผลิตไปแจกจ่ายกั
อ่านต่อ
น ทีนี้ ผู้ผลิตนี่ก็ซ้อน ผลิตวัสดุโดยตรง หรือผู้ให้แรงงาน ไปรับจ้างแรงงานก็ได้ ทีนี้ผู้จำหน่ายจ่ายแจก ก็เอาค่าบริการจำหน่ายจ่ายแจกในวรรณะแพศย์ จำหน่ายจ่ายแจก มีวิธีการจะเฉลี่ยไปให้ถึงมือ ถึงเรียกว่า ลักษณะของวรรณแพศย์ คือเศรษฐกิจโดยตรง ลักษณะของมันโดยตรง เป็นผู้ดูแลเศรษฐกิจ วรรณแพศย์นี่ เศรษฐกิจการกระจายกระจายผลผลิต กระจายรายได้ แบ่งแจกส่วนที่จะเฉลี่ยให้แก่กันและกันให้ถ้วนทั่ว วรณะแพศย์นี่คือ เศรษฐกิจโดยตรง เสร็จแล้วนักเศรษฐกิจหรือ นักเศรษฐศาสตร์ ที่ขบถเห็นแก่ตัว ก็เหมือนกันกับนักบริหาร นักบริหารเห็นแก่ตัว ก็หาทางโลภโมโทสันเห็นแก่ตัว ออกกฎระเบียบออกจารีตประเพณีออกแบบอย่าง ออกอะไรต่ออะไรเป็นทิศทางที่มันจะไหลเข้าสู่ตัวเองมาก พลพรรคพลพวกของตัวเองมาก มันเรื่องของการขี้โลภ วรรณะแพศย์ก็พยายามที่จะผลักดันให้เกิดระบบแบบแผน เขาก็วาง วรรณะแพศย์นักการค้า นักการธุรกิจต่างๆ เขาก็วางธุรกิจแบบแผนของเขาเหมือนกัน ผลักดันให้เป็นกฎ ระเบียบ วินัยของเขาเหมือนกัน อันไหนที่ต้องจดทะเบียน ที่เคยไปพาดพิงถึงด้านรัฐ รัฐจะต้องกำหนดเป็นกฎหมายขึ้นมาก็ตาม ถ้ากฎหมายไม่ออก เขาก็ทำของเขา หรือพยายามใช้อำนาจของตนเองที่จะผลักเบนให้มันเป็นกฎหมายด้วยซ้ำ ทางด้านนักเศรษฐกิจนี่ ผลักเบนให้เป็นกฎหมาย หรือเป็นหลักเกณฑ์ของประเทศ ที่เขาจะได้เปรียบอีกแหละ ที่สุดพรรคศูทร์ หรือว่าวรรณะศูทร์ ผู้ผลิต หรือผู้ใช้แรงงานล่างสุดนี่ ถ้าเผื่อว่าโง่เง่านะ โง่เง่าต่อการต่อลักษณะเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ โง่เง่าต่อการบริหาร หรือแม้แต่โง่เง่าต่อการศาสนา ศาสนาก็ถูกซ่อนแฝงแอบแฝง โลภโมโทสัน สร้างอำนาจเหมือนเดิม ศาสนาก็ตาม เพราะฉะนั้น ในวรรณะของศูทร วรรณะของผู้ที่ใช้แรงงาน หรือผลิตโดยตรง นี่ ซึ่งเป็นผู้ที่มีบุญมากนี่ ที่จริง นักผลิต และนักใช้แรงงาน คือรับใช้เป็นผู้ที่เสียสละจริงๆเลย เป็นฐานแห่งผู้ที่เสียสละและรับใช้จริงๆ เสร็จแล้วก็กลายเป็นผู้ถูกเอาเปรียบ เอารัด อย่างหนักหนาสากรรจ์ วรรณะสมณพราหมณ์ เป็นวรรณะที่จะต้องเข้าใจพวกนี้ให้มากให้หมด และเป็นผู้ที่เสียสละแท้ๆเสียสละแท้ๆก็คือ เป็นผู้ที่จนที่สุด เป็นผู้ที่ไม่เอาเปรียบที่สุด เป็นผู้ที่มักน้อยสันโดษที่สุด วรรณะสมณะ วรรณะสมณพราหมณ์ พวกเรานี่จะเป็นวรรณะสมณพราหมณ์ ถ้าจะเป็นแบบอินเดียเขานะ พวกเราเป็นวรรณะนี้ วรรณะสมณพราหมณ์ แล้วก็จะมีวรรณะบริหาร ฝ่ายคุณจำลอง เขาอยู่วรรณะบริหารซิ ใครอยู่พรรคคุณจำลอง ใครอยู่วรรณะคุณจำลอง ก็ไปอยู่วรรณะบริหาร ถ้าคุณจำลองไม่ออกมา ถ้าเผื่อว่า จะทำงานด้านนั้นไปตลอด อยู่ทางด้านบริหาร แต่จะวรรณะไหนก็ตามแต่ ต้องมีศาสนา ต้องมีธรรมะ วรรณะไหนก็แล้วแต่ ถ้ามีศาสนา มีธรรมะดี ก็ดีหมดเลย เพราะฉะนั้น วรรณะพราหมณ์ หรืออวรรณะสมณพราหมณ์นี่จึงเป็นวรรณะที่จะต้องสร้างคนให้มีศาสนา ให้คนมีธรรมะ จะต้องสร้างจึงต้องสอน สอนคนทุกวรรณะ ไม่ว่าจะเป็นวรรณะกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นวรรณะแพศย์ ไม่ว่าจะเป็นวรรณะศูทร สอนหมด แล้วสมณพราหมณ์นี่แหละ จะสอนคนที่เสียเปรียบมากที่สุด คนที่เสียเปรียบมากที่สุด คือ วรรณะศูทรๆ จะสอนวรรณะศูทร จะมีพลเมือง หรือจะมีบริวารเป็นวรรณะศูทรมาก อย่างน้อยก็ให้เขารู้เท่าทัน ไม่เสียเปรียบ หรือไม่โง่เง่าที่จะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ ให้เขาโกง ให้เขารีด ให้เขาใช้เป็นบริวาร เครื่องมืออะไรที่ผู้ฉลาดกว่าเขาจะทำ ส่วนผู้ฉลาด ในวรรณะแพศย์ วรรณะบริหาร นี่เป็นคนฉลาด ฉลาดขึ้นมา แล้วก็ฉลาดแบบเฉกตา หรือเฉโก เป็นการฉลาดที่เอาเปรียบเขารัด ฉลาดมีบาป เป็นผู้ฉลาดที่มีบาป เราก็สอนสอนเพิ่มเติมขึ้น แต่ก็น้อย จะเห็นได้ว่า ในชาวอโศกเรานี่นะ มีชาวไร่ชาวนาเยอะ หรือแม้สัมมาอาชีพที่ไม่ได้เป็นสัมมาอาชีพ ที่ไปเป็นทางที่ได้เปรียบมาก เช่น การบริหาร เพราะฉะนั้น การบริหารนักการเมืองนี่จะน้อย หรือแม้พ่อค้า ที่เป็นพ่อค้าวรรณะแพศย์ พ่อค้าที่เขาฉลาดๆ พ่อค้าที่เขาได้เปรียบมากๆนี่ จะมาน้อย พวกอโศกเรานี่ เพราะพวกนั้น เขายังรักในผลได้ รักในสิ่งที่เขาหวงเขาแหน สิ่งที่เขายังได้เปรียบอยู่ เขาจะยังไม่กล้าเสียสละ แม้เขาจะมีปัญญา ฟังแล้วเข้าใจอยู่บ้างก็ตาม เพราะฉะนั้น ข้าราชการก็ตาม ผู้บริหารก็ตาม ที่จริงข้าราชการก็คือผู้บริหารส่วนหนึ่งอย่างสำคัญเหมือนกัน ข้าราชการนี่ ไม่ได้หมายความว่าเป็น...โดยเฉพาะในวัฒนธรรมไทย นี่นะ นับถือข้าราชการเหมือนเจ้าเหมือนนาย เหมือนผู้บริหารโดยตรง แท้จริงน่ะเป็นข้าราชการก็คือ ผู้รับใช้ประชาชนโดยตรง แต่ว่า มันก็ยังไม่ตรง มันยังสับสนอยู่นั่นแหละ กินเงินเดือน ก็เอาภาษีอากรราษฎรจากราษฎรนั่นแหละ ไปเป็นเงินเดือน รับจ้างราษฎร ที่จริงน่ะ รับจ้างราษฎร ทำหน้าที่ของตนๆ แต่ละหน้าที่ข้าราชการ แต่เสร็จแล้ว กลายเป็นเจ้าเป็นนาย เพราะเข้าไปมีความรู้สู้ระบบของสังคม แต่ละหน้าที่ๆ ของระบบของสังคม แล้วก็จะต้องมาช่วยเหลือ รู้แล้วจะต้องมาช่วยเหลือประชาชน รู้ระบบของสังคม แล้วก็รู้หน้าที่การงานอันนั้นๆ มาช่วยประชาชน แล้วก็เอาค่าบริการที่ตนเองมาช่วย เสร็จแล้วก็ฉวยโอกาส ไม่ใช่เอาค่าบริการ เอาเปรียบมันซะเลย รู้มาก ก็เลยเอาเปรียบมันซะเลย ทำซะเองเลย ที่จริงแล้วนะ ยกตัวอย่างง่ายๆ แล้ว ข้าราชการกระทรวงเกษตร ถ้าเผื่อว่า จะไม่ให้ทำเกษตรส่วนตัว เพราะถ้าเผื่อว่า ไปทำงานเกษตรส่วนตัวแล้ว จะไปเอาเปรียบ เพราะว่ามันมีทั้งได้ศึกษา มันมีทั้งอุปกรณ์ มันมีทั้งอะไรๆ ที่ทางรัฐจะได้มาไว้สำหรับอุปัฏฐาก อุปถัมภ์ ช่วยเหลือ ประชาชนมีทั้งทุนรอน ชาวเกษตรก็จะฉวยโอกาสก่อน เพราะว่ามีช่องทางที่จะให้เข้ากระเป๋าตัวเอง เพราะว่าทำกิจการของตัวเอง ทำเกษตรของตัวเอง เพื่อจะเข้ากระเป๋า เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า มันไม่ไว้ใจกันอย่างนั้น เขาจะต้องออกกฎระเบียบว่า ทำงานกระทรวงเกษตรฯ ห้ามทำ การเกษตร จะต้องเป็นอย่างนั้น แต่แท้จริงแล้ว ถ้าชาวเกษตร ข้าราชการที่อยู่กระทรวงเกษตรฯจะทำงานการเกษตร โดยเป็นคนมีธรรมะ ทำไปเลยได้ แล้วเขาจะไม่ทุจริต ไปเอาของหลวงมาเป็นของตน จะไม่แอบแฝง จะไม่ซ่อนเชิงฉ้อฉลอะไรอยู่ในนั้น แล้วเขาก็จะทำการเกษตรในเวลาส่วนตัว แล้วทำการเกษตรที่เป็นตัวอย่าง ยืนยันว่า เราเป็นผู้มีความรู้ในด้านเกษตร แล้วเราก็ทำเกษตรตัวอย่างให้แก่ประชาชน ตัวได้กินได้ใช้ ในกิจการอันนั้นของตน แล้วก็เป็นการเกษตรที่เจริญงอกงาม เป็นตัวอย่างให้แก่ประชาชน จริงๆแล้วเป็นได้ แต่นั่นแหละ ทุกวันนี้ให้เป็นไม่ได้ เป็นได้มันก็ตายกันพอดี ยิ่งการค้าการขาย ถ้าเป็นข้าราชการ หรือเป็นข้าราชการเมืองด้วยซ้ำ เขาจะตัดเลย ไม่ให้ค้าให้ขาย ไม่ให้ทำกิจธุรกิจนั้นๆ ถึงได้มีกฎหมายกั้นกัน ไม่ให้ข้าราชการการเมือง นักการเมืองมีบริษัท มีห้างหุ้นส่วน มีกิจการอะไรต่ออะไรที่มันจะยุ่งจะยาก มันจะต้องกลายเป็นช่องทางที่จะลำเอียง ซึ่งมันป้องกันก็ยาก ถ้าคนมันจะทุจริตแล้ว มันก็หาวิธีที่จะฉ้อฉล หาวิธีที่จะเอาเปรียบ ได้ทั้งนั้นแหละ ทำเป็นแกล้งทำโดยนิตินัย แต่โดยพฤตินัย มันก็ทำได้ ไม่ได้เป็นนิตินัยไม่ได้ลาออกจากนิตินัย แต่พฤตินัย มันเป็นเจ้าของอยู่ หรือมันก็เป็นหมู่เป็นพวกอยู่ มันก็ทำได้ ถ้าคนเรามันลำเอียง ถ้าคนเรามันเห็นแก่ได้ มันมีช่องทางทั้งนั้น มันฉลาด จริงๆแล้ว ถ้าเผื่อว่า คนดี เป็นพลเมืองดี คนดี สุจริต เสียสละ มีธรรมะ มีศาสนาในตัวเองจริงๆ เป็นคนที่มีธรรมะสูงจริงๆ ไม่เห็นแก่ได้ ไม่เห็นแก่ตัว บริสุทธิ์สะอาดดีนะ ต่อให้เขาทำการค้า ทำธุรกิจก็ได้ จะเป็นธุรกิจอย่างบุญนิยม การค้าอย่างบุญนิยม แล้วก็ไม่เอาเวลา ถ้าเราเป็นข้าราชการ เขาก็ไม่เอาเวลาของราชการมาทำ เอาเวลาอื่นมาทำ เวลาราชการก็ทำไปเต็มที่เลย แล้วก็จะเป็นงานของตัวเองนี่ เช่น เป็นข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ เราก็มีร้านค้า มีบริษัทของเรา ก็เอาเวลาของส่วนนอกเวลาทำราชการ ไปทำของเขา บริหารอย่างเป็นแบบพาณิชย์บุญนิยม เป็นตัวอย่าง เพราะว่าเรามีความรู้นี่ เรามีธรรมะ เรามีความรู้ที่จะสร้างบริษัทให้มันเป็นบริษัทหรือเป็นห้างร้านหุ้นส่วน อะไรก็แล้วแต่เถอะเป็นร้านค้า ร้านขาย กิจการการพาณิชย์ อย่างที่มันเป็นการพาณิชย์ บุญนิยมที่เยี่ยมยอด บุญนิยม ในระดับวิเศษเลย ในระดับค้าที่ต่ำกว่าทุน แจกฟรีด้วย อะไรโน่นได้ เชิญซิ เชิญสร้างตัวอย่างอันดีงามให้แก่สังคม ถ้าคนสุจริตจริง ถ้าขยันด้วย ทำราชการด้วย ทำงานส่วนตัวด้วย เอาซี! ก็ข้าราชการก็มีเวลาราชการเราก็ทำให้เต็มงานเต็มมือราชการ เวลาส่วนตัว ก็ทำของส่วนตัวไปซี ถ้าจะขยัน มีเรี่ยว มีแรงนะ แต่ทุกวันนี้ คนมันไม่ดี มันไม่มีธรรมะ มันไม่มีศาสนา มันมีความโลภ ความเห็นแก่ตัวมาก และฉลาดเอาเปรียบเอารัดด้วย ฉลาดหาช่องทางด้วย มันก็เลยเละไปหมด สำหรับวรรณะศูทร วรรณะผู้ผลิต วรรณะแรงงานนั้นน่ะ ผลิตนี่มันต้องใช้เวลามาก แรงงาน ก็ต้องใช้อยู่มาก เพราะในโลกนี้ ต้องอาศัยแรงงาน ต้องอาศัยการผลิต โลกยิ่งพร่องจนกระทั่งอะไรก็จะไม่เหลือแล้วนี่ ยิ่งอาศัยแรงงาน ยิ่งอาศัยการผลิตมาก คนจะต้องพยายามสร้างให้มาก แล้วคนก็มีแนวโน้มไปทางเห็นแก่ตัว ขี้เกียจ หนีงานหนักสมัครงานเบา เอาแต่เรื่องไม่ขยันหมั่นเพียร ไม่ทำอะไรได้นั่นแหละ ได้เปรียบ ได้เท่าไรก็ชอบ กิเลสมันเอนโน้มเอนไปทางโน้น เพราะฉะนั้น วรรณศูทร จึงเป็นวรรณะที่มีบุญมาก ต้องคุ้มครอง ต้องเลี้ยงดู ต้องเกื้อกูลสังคมโลกมนุษยชาติอยู่ ไม่มีโอกาสที่จะได้ทำบุญจนไม่มีที่สิ้น ไม่มีที่สุดละ ศูทรนี่ ผู้ใช้แรงงานกับผู้ที่ผลิตนี่ ทุกวันนี้ ยิ่งขาดแคลน แนวโน้มที่คนจะเลิกเป็นผู้ผลิต ผู้ใช้แรงงานน้อยลงๆทุกที ยิ่งมาเป็นแนวโน้มผู้ผลิตแบบบุญนิยม ใช้แรงงานแบบบุญนิยม เขายิ่งไม่รู้เรื่องเลย อย่างพวกเรานี่ ใช้แรงงานที่จะคิดค่าแรงงานต่ำลงๆ คือความเจริญ จนกระทั่งไม่คิดค่าแรงงานเลย คือผู้ประสบผลสำเร็จ มาทำงานฟรี ผลิตก็ผลิตสิ่งที่ดี ผลิตสิ่งที่ดีที่จะต้องเอาออกไปจำหน่ายจ่ายแจกให้แก่ประชาชน ในราคาที่จะถูกลง คุณภาพดี จนกระทั่งถึงแจกฟรีได้ ตามหลักบุญนิยม โดยเจตนารมณ์เลย โดยความมุ่งหมายจริงๆ ยิ่งหากได้ยากๆๆ เพราะฉะนั้น ตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว สิ่งที่หาได้ยาก และมีความจำเป็นเหลือเกินของสังคม จึงเป็นดีมานด์ (DEMAND) ค่าสูงมาก เพราะฉะนั้น คนที่จะมาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ หรือมาเป็นนักผลิต นักใช้แรงงาน ที่เป็นนักใช้แรงงาน หรือนักผลิตแบบบุญนิยม จึงเป็นคนที่มีความต้องการของสังคมสูงมาก ราคาค่าของบุญ หรือค่าของสุจริตธรรม มันจึงแพง ต้องการมาก สิ่งใดที่สังคมต้องการมาก สังคมโดยสัจจะนะ แต่เขามองเผิน เขาไม่รู้ว่าสังคมต้องการอันนี้ สังคมต้องการคนที่จะมาเป็นคนผลิตดังกล่าวนี้ เป็นคนเสียสละสร้างสรร ค่าตัวต้องแพง มันซ้อนมันซ้อนกันอยู่ คนที่ยิ่งไม่เอา ไม่โลภโมโทสัน ไม่เห็นแก่ได้นั่นแหละ คือผู้ที่มีค่าที่แพง มีราคาที่แพง เรายิ่งไม่เอา ก็คือยิ่งได้ ก็คือยิ่งแพง ไม่เอาก็ยิ่งได้ ก็ยิ่งแพง มันเป็นลักษณะย้อนศร ทวนกระแสอยู่อย่างนี้ ในตัวของมันเอง ยิ่งจริงเท่าไร นั้นแหละ ยิ่งแพงเท่านั้น ยิ่งจะไม่โลภให้แก่ตัวเองเท่าไร นั่นแหละยิ่งราคาเหล่านี้มีคุณค่า เป็นคนมีคุณค่า เป็นคนมีราคา เป็นคนที่มีประโยชน์ เป็นคนที่น่าบูชาเทอดทูนอย่างแท้จริง นี่คือค่าของบุญ เราได้พิสูจน์กันมาเรื่อยๆ พวกเรามีความจริงเกิดขึ้น เป็นคนที่ทำงานฟรีได้จริงๆ แม้จิตใจของเรา เราก็รู้แล้วว่า ใจเรายังมีส่วนที่ยังไม่ได้สละสูงสุดหรอกนะ ยังมีการโลภโมโทสันอยู่ในใจ เห็นแก่ได้เห็นแก่จะต้องหวงแหนอยู่บ้าง อะไรบ้าง มันยังมีอยู่บ้าง ปัญญาที่เข้าใจลึกซึ้ง ซับซ้อน ก็ยังไม่ทะลุทีเดียว หยาบๆ ก็พอเข้าใจ ละเอียดซับซ้อนขึ้นมาก็ชักจะคิดไม่ค่อยจะรอบแล้ว เราก็ค่อยๆศึกษาไป แต่ถ้าผู้ที่จับทิศจับทางของโลกุตระ กับโลกียะได้ชัดเจนจริงๆแล้ว ก็จะฝึกฝนอบรมเพื่อให้เกิดความเป็นทางพฤติกรรม ทางประสบการณ์ทางเกิดจริงเป็นจริงขึ้นมา ในบทบาทลีลาที่เราอยู่กับสังคมนี่แหละ เสร็จแล้วเราก็จะได้เรียนรู้ทั้งวัตถุ และอารมณ์จิตใจของเรา อะไรที่มันผิดทิศทางเป็นมิจฉานี่ อะไรที่มันถูกทิศทาง เราจะค่อยๆเกิดจากความจริงพวกนี้ ทำให้เราได้เกิดความจริงให้เราอ่าน ไม่ใช่เดา หลายๆอย่างบางที มันทวนกระแส แล้วมันย้อนแย้ง ปฏินิสสัคคะ จนเรา เอง เราจัดทิศไม่ได้เลยว่า อันไหนเป็นทิศที่ถูก อันไหนเป็นทิศที่ผิดอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น พฤติกรรมในสังคมนี่ ม้นเป็นพฤติกรรมที่ซับซ้อน คนเรานี่มันยอดที่จะรู้เท่าทันอะไรได้ง่าย รู้เท่าทันไปในเชิงเห็นแก่ตัวนะง่าย แต่จะรู้เท่าทันในเชิงที่เสียสละยาก เพราะฉะนั้น รู้เท่าทันในเชิงเห็นแก่ตัวมันไว แล้วมันจะรู้ๆๆๆ มันฝึกมาตั้งไม่รู้กี่ชาติแล้ว พอเวลาจะเป็นเชิงรู้เท่าทันในเรื่องเสียสละ ซึ่งเป็นทิศกลับกัน มันก็เลยจะสับสน แล้วบางทีเราต้องแสดงออก หรืออะไรนี่ จะต้องย้อนแย้งกันอยู่ในที เรียกว่ามารยาท หรือเรียกว่ามายา วิธีลวงของคนนี่ สามัญสำนึกของคนรู้ว่าเสียสละหรือให้นี่ดี เพราะฉะนั้น โลก จะฝึกวิธีการทำด้วยมายา หรือวิธีให้ได้อย่างเก่ง แต่ใจจริงนั้น โลภจัดขึ้นๆ ทีนี้ คนที่ใจจริงขึ้นๆ แล้วนี่มันก็จะ เอ๊ เราไม่ให้ เราไม่อยากให้จริงๆ เราก็ไม่ให้ มันก็จะย้อนกันแล้ว ใจจริงมันว่า เอ๊ เราไม่อยากให้ เราก็ไม่ทำมารยาท เหมือนเขาไม่ทำตามที่เป็นมารยาท เพราะฉะนั้น คนที่ยังมีมารยาทดีๆ หรือว่า มารยาเก่งๆใจจริงนั่น จะเอามากขึ้น แต่ข้างนอก หลอกคนอื่นให้เขารู้สึกว่า ฉันได้ให้มากขึ้น มันทวนกระแสกันอยู่นี่ ฉันจะเอามากขึ้น แต่ฉันทำทีเป็นให้มากขึ้นมันย้อนอยู่อย่างนี้ คนที่จริงใจขึ้นมา คนที่เข้าใจตัวเองขึ้นมามาก แล้วก็อยากจะทำตรงๆ ไม่ให้เป็นมารยา เขาก็เลยลด ลดมารยาท ลดมารยาท คนเขาก็เลยมองผิดว่า ไอ้นี่ มันไม่ใจดีมันไม่ให้ เพราะมายาทของโลกมันหลอกกัน มันหลอกให้ทางรูปนอกมาก แต่ใจจะเอามาก หาวิธีซับซ้อนฉ้อฉล เพื่อที่จะได้เปรียบมาก โลกสะสมแต่วิธีอย่างนั้น พอคนจริงใจขึ้นมา มาทำอย่างที่กล่าวแล้ว เอ๊ะ ไม่ให้ก็ไม่ให้ ให้น้อยก็ให้น้อย ก็เลยกลายเป็นเหมือนกับว่า คนๆนี้มารยาทไม่ดี หรือว่าไม่เป็นคนที่ใจดี เป็นคนที่จะไม่เสียสละ แต่แท้ที่จริง ใจของเขาตรงขึ้นมามากแล้ว จนกระทั่งเขาแข็งแรงขึ้นได้ มีมากได้ มีให้ได้ก็ให้ไม่เก่งเท่าคนมารยาหรอก เพราะคนที่เป็นโลกุตรบุคคล ก็บอกแล้ว ไม่ใช่สะสม ไม่ใช่กอบโกย เพราะฉะนั้น จะไม่มีมากเท่ากับคนโลกๆ ที่เขาสะสมกอบโกยมารยาเป็นอันขาด เพราะฉะนั้น จะมีไปให้แก่คนโลก ไม่ได้มากเท่า ยังไงๆ ก็ไม่ได้มากเท่า รูปของการให้นั้น ก็จะไม่มาก ไม่หรูหรา เหมือนอย่างกับวิธีการของคนที่มารยานอก ไม่จริงใจใน เพราะหลักความจริงว่า ไม่ะสม ไม่ได้เอาเปรียบเอารัด มันก็จะไม่ได้มาก จะมีมากมาจากไหนกันละ ก็มีแต่ให้ไปๆเป็นส่วนมาก เพราะฉะนั้น ก็จะเอามาให้น้อย คนที่เผินๆ ในโลกก็ถึงจะเห็นค่าของคนที่ให้ด้วยมารยานี่ น่าศรัทธาเลื่อมใสมากกว่าคนที่ให้จริงๆ นั่นก็เป็นโลกุตระ บุคคลแท้ๆเข้าไปมากๆ คนเผินๆ ในทางโลกก็มองคนที่เป็นโลกุตรบุคคลที่แท้จริงไม่ค่อยออก ดูไม่ออก เรียนรู้ไม่ได้ ไม่ถึงหรอก เพราะฉะนั้น หมู่ของคนพวกนั้นมากหมู่ของโลกุตระนี่น้อย เป็นธรรมดา หันกลับมาพูดถึงการเมือง ที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตมา บอกว่า การทำหน้าที่ พลเมืองดีของชาติบ้านเมืองนี่ ในฐานะนอกชน หรือปัจเจกบุคคลนั้นคนเรายังเข้าใจไม่ได้หรอก การทำหน้าที่พลเมืองดี สังคมเขาทุกวันนี้นี่นะ เขาเข้าใจอะไรยังไม่ได้ เขาถือสาเรื่องการเมือง เพราะว่าเขาได้ประกาศเรื่องการเมืองกันว่า มันเป็นเรื่องของฉ้อฉอ แล้วก็คนทำการเมืองนี่ฉ้อฉลมาแต่ไหนๆ จนไม่น่าเลื่อมใส ส่วนคนที่มาทางศาสนา เป็นคนที่บริสุทธิ์สะอาด มันไม่น่าจะไปยุ่งเกี่ยว ถ้าเราไปคลุกกับนักการเมือง ไปทำงานอยู่ในระบบการเมือง เขาก็ไม่ไว้ใจ เพราะว่านักการ-เมืองมันไม่น่าไว้ใจแล้ว มันไม่มีเครดิต เพราะฉะนั้น เขาก็เลยไม่อยากจะให้ทางด้านนักการศาสนา ที่มีเครดิตว่ายังบริสุทธิ์ยังสะอาดเข้าไปคลุกคลี เกี่ยวข้องแปดเปื้อนได้ชื่อว่า ชื่อนักการเมือง หรือชั่ว งานการเมือง เพราะว่างานการเมืองเอาดีไม่ได้ มันยังเอาดีไม่ได้ มันยังเอาสุจริตไม่ได้ เขาก็เลยไม่อยากให้ไปแปดเปื้อนเลย นี่เป็นความรู้สึกของคน จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ก็ยังเป็นความรู้สึกอย่างนี้อยู่ เพราะฉะนั้น เขาก็เลยถือสา คนที่มางานศาสนาแล้วนี่นะ ไม่อยากจะให้ไปยุ่งเกี่ยวกับงานการเมือง แล้วเขาก็ยังเข้าใจได้ไม่พอ ว่า ไม่ยุ่งเกี่ยวน่ะ มันยังไงกันแน่ ขนาดไหน เพราะฉะนั้น จะเป็นงานศาสนา หรือแม้แต่รัฐบาลก็ตาม แล้วอาตมาก็เคยบอกแล้ว เคยอธิบายแล้วว่า พวกเฉโกนี่ มันก็เลยฉลาดด้วย ตีขลุมเลย ดีแล้ว นักการเมืองเป็นพวกที่ยังบริสุทธิ์สะอาด เพราะฉะนั้น มันก็ตัดเลยพยายามออก กฎหมย ก็ออกตามเลยว่า อย่าให้นักการศาสนาเข้ามายุ่งกับนักการเมืองเลย เพราะถ้าขืนเข้ามาแล้ว นักการศาสนามันรู้ เดี๋ยวนักการศาสนา จะมาเปิดโปงหรือจะมาร่วมรู้ความลึก ถ้าเข้ามาให้มายุ่งเกี่ยวให้มาทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด อยู่ในแนวลึกด้วย รู้อะไรลึกๆ เข้าไป ตาย! เปิดโปงนักการเมืองตายเลย นักการ-เมือง ก็เลยรีบฉวยโอกาสตีขลุมเลยว่าดีแล้ว นักการศาสนา อย่ามายุ่งการเมือง ก็เลยออกกฎหมายออกอะไรต่ออะไร กันนักการศาสนาไว้หมด นักการเมือง เป็นคนออกกฎหมายของประเทศ นักการศาสนาไม่ได้ไปออกกฎหมาของประเทศหรอก ผู้บริหารนี่ นักบริหารบ้านเมืองนี่แหละ ทำไว้หมด อาตมาถึงบอกว่า อันนั้นคือความล้มเหลวของการเมืองด้วย ของการศาสนาด้วย เพราะการเมืองที่จริงนั้น ต้องให้การศาสนานี่เข้าไปดูแล แต่นั่นแหละ นักการศาสนาที่เฉโก นักการศาสนาที่ไม่สุจริต ก็ไปอาศัยการเมืองตีกินอีกเหมือนกัน ก็เลยสมคล้อยกันเลยบอก เมื่อยังไม่เจริญทั้งสองด้าน ก็เอากฎนี่แหละ ระเบียบ หรือกฎหมายนี่แหละ ห้ามไว้ก่อน ทีนี้ ค่านิยมของคน ความรู้สึก ถ้าการศาสนาไปยุ่งเกี่ยวการเมือง เขาถือสามาก เขาเข้าใจยังไม่ได้ เพราะฉะนั้น เช้านี้ได้อธิบายไปแล้วว่า จะตัดขอบเขตอยู่ที่ไหน อาตมาก็บอกอีกว่า อาตมาตอบตายตัวไม่ได้ เราจะต้องประมาณดูกลุ่มหมู่บุคคล ต้องใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 ประการ บุคคลอย่างไรเราถึงจะวางท่าที ทั้งพูด ทั้งแสดงกรรมกิริยา เราจะแสดงได้กับหมู่ชนนี้ เพราะหมู่ชนนี้เข้าใจเรา ไว้ใจเรา เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจเรา เราก็พูดได้ เข้าใจได้ เป็นอุปสัมบันด้วยกัน คุณจะทำยุ่งเกี่ยวกันยังไง แค่ไหน งานศาสนา งานการเมือง จะยุ่งเกี่ยวกันแค่ไหนก็ได้ สำหรับคนในระดับนั้นกัน แต่ในระดับกว้างออกไปอีก ที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้ ถ้าไปละลาบละล้วงเข้าไปอย่างนักการศาสนา เข้าไปละลาบละล้วงการเมือง เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือเข้าไปอะไรต่ออะไร ไปเสนอหน้า ไปแสดงความรู้ก็ตาม เขาถือสา เพราะว่าเขาได้รับการเชื่อ ได้รับความเชื่อมาแล้ว แต่ไหนๆว่า การเมือง การศาสนาต้องแยกจากกันเด็ดขาดไม่ยุ่งไม่เกี่ยวกัน ซึ่งเรื่องนั้นเป็นเรื่องผิดสัจจะ เป็นไปไม่ได้ มันผิดสัจจะ แล้วมันก็ล้มเหลว เพราะว่าการเมืองนั่นน่ะ เมื่อจัดอย่างนั้น นักการ-เมือง ก็ไม่พยายามที่จะมาศึกษาศาสนา ทั้งๆที่ไม่มีกฎหมายห้ามนักการเมืองมายุ่งเกี่ยวกับศาสนา ไม่มีกฎหมายห้ามนะ เหมือนกับที่พูดกันน่ะว่า ผู้ที่เป็น ส.ส.แล้ว จะไปดำเนินการนอกสภาผิด ทั้งๆที่กฎหมายไม่ได้ห้าม ไม่ผิด ฉันเดียวกันกับพวกนักการเมืองนี่ จะมายุ่งเกี่ยวกับนักการศาสนา มาศึกษาศาสนา ธรรมะนี่สมควรอย่างยิ่ง ไม่มีกฎหมายห้าม แต่กฎหมายห้ามนักการศาสนาไปยุ่งการเมืองกฎหมายมี ห้ามนักการศาสนาไปยุ่งการเมือง แต่ไม่มีกฎหมายห้ามนักการเมืองมายุ่งการศาสนา ฉันเดียวกันกับอย่างที่ว่าแล้วว่า รัฐธรรมนูญ ไม่ได้บอกว่าจะมาทำงานการเมือง หรือว่าหาเสียงส่วนคะแนนเสียงจากประชาชนโดยตรง โดยไม่ต้องไปหาคะแนนเสียงแต่เฉพาะสมาชิกในสภาเท่านั้น หาคะแนนเสียงกับประชาชนโดยตรงหาได้ กฎหมายรัฐธรรมนูญประเทศไหน ประชาธิปไตย ไม่เคยห้าม ห้ามไม่ได้หรอก ผิดหลักการ แต่เขาบอกว่า นี่ทำผิด ผิดหลักการ ส.ส.ก็ต้องไปสู้แต่ในสภา มายุ่งเกี่ยวกับประชาชนไม่ได้ เอ๊อ! มันเป็นยังไงกันล่ะ ประชาธิปไตย มายุ่งเกี่ยวกับประชาชน มาหาเสียงจากประชาชนโดยตรง มาเอาความเห็นจากประชาชนโดยตรงเลย ไม่โดยอ้อมแบบให้ประชาชนเลือกคุณไว้ใจคุณ แล้วก็คุณไปออกเสียงในสภาอีกทีหนึ่ง นั่นเป็นโดยอ้อม แต่โดยตรงนี่กับประชาชนโดยตรงเลยนี่ มีมากเท่าไร ยิ่งมาก ในประเทศเลย ในประเทศ 50 ล้านคนนี่ ประชาชนที่เห็นด้วย 40 ล้านคน ยิ่งเป็นคะแนนประชาชน 100% เป็นเสียงสวรรค์ จริงๆเลยแหละ คุณสามารถทำได้ไหม ยิ่งคุณสามารถทำได้เท่าไร ยิ่ง direct เลย โดยตรงเลย ไม่มีกฎหมายไหนในโลกเขาจะมาห้ามได้หรอก ไม่ผิดกฎหมายใดๆทั้งสิ้นเลย แล้วแค่นี้ ก็เข้าใจกันไม่ได้คิดดูซิ การเมืองในประเทศ ไทย ก็สิทธิในทางคิดเห็น เขามีสิทธิจะไม่ไว้ใจส.ส. ไม่ไว้ใจระบบสภา เขาก็มาเอาเสียงจากประชาชนโดยตรง เขาไม่ไว้ใจระบบสภา เขามีสิทธิที่จะไม่ไว้ใจ มาห้ามเขาได้อย่างไร บังคับเขา บังคับเขาได้หรือ บังคับเขาไม่ได้ซิ เขามีสิทธิในการที่จะคิด จะเห็นจริงๆ เป็นความจริงใจของเขาที่เขามีสิทธิที่เขาไม่ไว้ใจ ส.ส. ไม่ไว้ใจระบบรัฐธรรมนูญ เขาก็เห็นแล้วว่า ระบบรัฐธรรมนูญฉ้อฉล ส.ส.ก็ฉ้อฉล ส.ส.ก็ไว้ใจไม่ได้ เขาก็มาหาเสียงจากประชาชนโดยตรง มันไม่ผิด ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดระบบ ระบอบอะไรทั้งนั้นแหละ แค่นี้ก็เข้าใจกันไม่ได้ นี่มองกัน เถียงกันอยู่นี่ แล้วผู้ไปบริหารบ้านเมืองก็ยังไม่เข้าใจเลย ไปเป็นนายกฯ ยังพูดเอาแง่ของตัวเอง ต้องมาสู้ในสภาๆ นอกสภาไม่เอาไม่ใช้ ก็ขนาดนายกฯ ยังมีความรู้แค่นี้ แล้วว่าเขาผิด ผิดตรงไหนล่ะ มาตราไหน ระบบนี้ รัฐธรรมนูญ กฎหมายฉบับไหน แม้แต่ออกกฎหมายฉ้อฉล ยังไม่อาจจะออกได้อย่างนั้น มันเป็นสามัญพื้นฐานที่ทุกคนต้องเข้าใจ สำหรับนักวิชาการ แล้วเขาต้องเข้าใจ เอ๋ย! ตัวแทนประชาชนทั้งหมด ก็แทนก็ใช่ แต่เขาไม่ไว้ใจสภาไง แทน! ใช่ ตัวแทน ไม่ใช่ตัวจริง ประชาชนคือตัวจริงใช่ไหม ก็เขาไม่ใช้ตัวแทน เขาจะใช้ตัวจริง มันผิดกฎหมายตรงไหนละ เลือกมาแล้ว แล้วเขาไม่ไว้ใจไงละ ไม่ไว้ใจผู้ถูกเลือกมา ไปห้ามเขาได้หรือ ก็เขาไม่ไว้ใจ เขาก็เลยไม่ต้องใช้ตัวแทน เขาจะใช้ตัวจริง มันก็ไม่ได้ผิดนี่ สัจจะไม่ได้ผิดเลย ไม่ได้ไม่จริง ประท้วงได้ ประเทศไหน ประชาธิปไตย เขาก็ต้องทำได้ทั้งนั้นแหละ นี่แค่ความรู้ประชาธิปไตย แค่นี้ก็เข้าใจกันไม่ได้ แล้วมันจะไปรอดอะไร เพราะฉะนั้น ประเทศที่เขาเข้าใจมากกว่านี้ เขาจึงมีการใช้ออกสิทธิออกเสียงไฮปาร์ค ประท้วงอะไรกันอยู่เยอะเลยในประเทศอื่นๆน่ะ แต่เขาก็รู้แล้ว เขามีวัฒนธรรมดีแล้ว เขาไม่รุนแรง ขอบเขตของการประท้วง มีแค่ไหน มันหยาบคายแล้ว ไปแสดงสภาพหยาบคายเกินไป เมืองไทยยังป่าเถื่อน แสดงไฮปาร์ค แสดงสิทธิประชาชนก็แสดงหยาบๆคายๆ ด่าเขาหยาบๆ คายๆ ไม่เป็นผู้ดี ไม่เป็นผู้มีความรู้ จะไปด่าเขาทำไมล่ะ ไอ้เหี้ย ไอ้โหง อะไรไปด่าเขาไม่เข้าเรื่อง ไม่มีปัญญารู้ว่าไปยุแหย่เขาโกรธขึ้นมา เขาก็ตีเอา เขามีอำนาจ เขาก็เอาปืนมายิง ก็เห็นไหมล่ะ โดนวิบากแล้วไหมล่ะ มันทำไม่พอเห
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive