350615 เห็นธรรมต้องเห็นคุณค่าโดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350615 เห็นธรรมต้องเห็นคุณค่า โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
เห็นธรรมต้องเห็นคุณค่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2535 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
เทศน์ทุกทีก็ไม่มีทางอื่นนะ ไม่ได้ไปพูดโฆษณาเรื่องราวอะไรที่มันออกนอก รีตนอกทาง แม้แต่ว่า อาตมาจะพูดถึงเรื่องทำบุญทำทาน บอกบุญบอกบุญให้ทำนั่นทำนี่ ก็ไม่ได้ชักจูง หรือว่าไม่ได้มอมเมา หรือว่าหาเรื่องหาเงินหาทองอะไรจนเกินการ อะไรมากมายนัก ก็เน้นให้เข้าหาเนื้อหาสาระ แม้แต่การทำบุญ ทำทาน ก็เทศน์ย้ำ พยายามบอก แนะทุกอย่างว่าลึกซึ้งขึ้นไป ที่มันจะเป็นปรมัตถสัจจะ เป็นประโยชน์แห่งการปฏิบัติประพฤติ เพื่อทำความเจริญให้แก่ตนๆ อย่างไร ถ้ามี เวลาพอที่จะพูดได้ ก็จะแนะนำอธิบายให้ละเอียดลออแทรกซ้อนขึ้นไปเสมอ บอกได้อย่างเดียวว่าอาตมามันเป็นตัวจริง และมันเป็นตัวเอง เป็นโดยปกติ เป็นโดยปกติที่ว่า มีเจตนาลึกซึ้งอย่างนั้นตลอดเวลา แล้วก็ใจมุ่งมั่นอย่างนั้น ว่าจะต้องอธิบายธรรมะ อธิบายจนกว่าจะตาย อธิบายให้มากให้หมด อาตมารู้เหมือนกัน โดยจิตวิทยานี่นะว่า พูดมากๆแล้วมันก็กลายเป็นเรื่องเฟ้อ เป็นเรื่องที่มันเยอะไปแล้ว คนเขาก็รู้สึกไม่เห็นคุณค่า ไม่รู้สึกคุณค่าอะไรเท่าไหร่ ในพวกเรานี่แหละฟังกันจนปากเปียกปากแฉะ หูจะหนวก หูจะแฉะแล้วละ ฟังอาตมาพูดน่ะ แต่อาตมาก็มีความตั้งใจ และมีความเข้าใจอันหนึ่งอยู่ว่า เป็นเจตนาดีของตนเอง แล้วก็คิดว่า มันเป็นเรื่องลึกซึ้งที่จะต้องรีบพูดเอาไว้น่ะ ที่อาตมามองเห็นอยู่มากก็คือ พวกเรานี่ หลายผู้หลายคนนะ ประมาทน่ะ จะเป็นกิเลสของตนเองก็ตาม ประมาทความหมายนี้ หมายความว่า คือมันไม่เห็นคุณค่า มันไม่ใส่ใจที่จะรับฟัง ปล่อยปละละเลยนะ มีมากคนเป็นประจำเลย ไม่ค่อยจะฟัง ใส่ใจฟังธรรมอาตมาเท่าไหร่ๆ แล้วรู้สึกว่าตนเอง
อ่านต่อ
ได้ฟัง เพราะอะไร เพราะว่าเสียงอาตมามันได้ยินเสมอ แต่ตัวเองไม่ได้ใส่ใจฟังหรอกนะ ฟังผ่านๆ เผินๆ ฟังอย่างเสียไม่ได้ หรือว่าฟังอย่างก็มันกรอกหูอยู่แล้ว ก็ได้ฟังอยู่แล้ว คนอยู่ที่ไหน ก็แล้วแต่ โดยเฉพาะ สันติ- อโศก หรือปฐมอโศก ได้ฟังเสียอาตมากรอกหูอยู่แล้วเป็นปกติ แล้วเขาก็ถือว่า ไอ้ที่กรอกหูนั่นแหละ คือเขาได้ฟัง แต่ความจริง เขาไม่ได้ตั้งใจฟัง อาตมาขอยืนยันเลยนะวา แม้แต่คนตั้งใจฟัง ก็ไม่ใช่จะฟังธรรมะอาตมาเข้าใจได้ลึกซึ้งละเอียดทันที ไม่ใช่ว่าอวดเก่ง ไม่ใช่ว่าอวดกล้าอะไรหรอก คนประมาทอย่างนั้นแหละ เจริญๆช้า แล้วก็จะตกร่วง สังเกตดูซิ คนจะตกร่วงนี่ ส่วนมากไม่ค่อยจะมาฟังธรรมหรอก ไม่ค่อยจะฟังแล้ว คนจะตกร่วง หรือคนที่จะออกจากอโศกไปนี่ แม้ใหม่ๆ หรือวาระใดก็ตาม ที่ แหม ขมีขมันเลยนะ ชอบฟังธรรม ฟังไป ฟังไป ฟังมาแล้ว พอเริ่มต้น เห็นลีลาเท่านั้น ไม่ค่อยจะฟังแล้ว ฟังธรรมนี่ ไม่ค่อยจะฟัง ออกห่าง ออกแยก ฟังก็ฟังเผินๆ ฟังผ่านๆฟังเสียไม่ได้อย่างที่ว่าน่ะ ก็มันกรอกหู แล้วมันก็ต้องฟัง แล้วก็ไม่ใส่ใจ ไม่ได้พยายามตั้งใจฟังอย่างดีๆ ใช้สติให้มันเป็นสติสัม-โพชฌงค์ ให้มันเป็นสติที่แหลมลึก ตั้งใจมีธรรรมวิจัยที่ดี ฟังดีๆเลยนะ ขนาดนั้น ยังเข้าใจยาก อาตมายืนยันเลยนะ ไม่ใช่ว่าอวดเก่ง ว่ามันเข้าใจยาก เข้าใจยาก แล้วอาตมาว่าคนเราเจริญได้นี่ ด้วยการฟังธรรม เจริญได้จริงๆ ด้วยการฟังธรรม เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่ใส่ใจฟังธรรมด้วยยินดี ด้วยมีฉันทะ มีอิทธิบาท ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา จริงๆนี่นะ คนนั้นฟังธรรมได้ประโยชน์ อาจจะบรรลุได้ ด้วยการฟังธรรมไป จนกระทั่งสุดท้ายนั่นแหละ ได้บรรลุก็ด้วยการฟังธรรม เพราะว่าฟังธรรม มันจะนำพามีฤทธิ์ มีแรงพอ ให้เราปฏิบัตนิ ประพฤติได้ด้วย ฟังธรรมนี่ มันจะเกิดความลึกซึ้ง ทำให้ศรัทธา เกิดเป็นศรัทธินทรีย์ เกิดเป็นศรัทธาพละได้ด้วย อาตมาเองที่จริงน่ะ อาตมาไม่ได้ไปจ้ำจี้จ้ำไชอะไรมากมายหรอกนะ ว่าใครจะฟังธรรม หรือไม่ฟังธรรมอะไร จะเห็นได้ว่า อาตมาก็พูดบ้าง เป็นครั้งเป็นคราว ใครจะมา ซึ่งสามัญสำนึกก็คงรู้ล่ะนะ ก็ควรจะชักชวนกันให้มาฟังธรรมเป็นสามัญ สำนึก แล้วอาตมาก็ไม่ได้จู้จี้จุกจิก จู้จี้อะไรมากนัก เห็นรู้อยู่น่ะ เขาจะฟังธรรมกันหลายผู้หลายคน บางคนนี่เห็นเลยปีทั้งปีแหละ ไม่ค่อยจะใส่ใจมาฟังธรรมอะไรเท่าไหร่หรอก ไม่ได้ใส่ใจฟังจริงๆ ฟังไปอย่างนั้นแหละ แล้วอย่างที่ว่าแหละ อย่างที่อาตมาพูดแล้วว่า เขาหลวมตัวประมาทว่าเขาได้ฟังธรรม เพราะมันกรอกหู แต่ความจริงไม่ได้ฟังหรอก เผิน เพราะแนวลึก แนวละเอียดนี่ ต้องใจ แล้วก็จะต้องจับหลัก การฟังธรรมที่จะต้องรู้เรื่องนี่นะมันจะมีหลัก หัวข้อ มันจะมีเรื่องราวที่เรารู้ดี กับรายละเอียดที่เป็นพลความ หรือเป็นแนวลึกที่มันจะขยาย เราฟังเมื่อไหร่ เราก็จะฟังไอ้ที่เรารู้นี่ฟังง่าย พอได้ยินปั๊บก็รู้ปั๊บ พอได้ยินปั๊บ ก็จับหลับอันนั้น จับแล้วทีนี้ไอ้ตัวละเอียดลึกซึ้งที่เรา มันจะขยายไปยาวๆหน่อย นี่ถ้าไม่ตั้งใจฟังจนเข้าใจนะ มันจะไม่รู้เรื่อง แล้วมันจะผ่าน เพราะฉะนั้น ไอ้ที่มันไม่รู้เรื่อง แล้วมันจะผ่านไอ้ตัวที่ขยายความไปเป็นความสำคัญ จะเป็นโดยความหมาย หรือพลความ หรือเป็นหัวข้อก็ตาม เมื่อเรารู้จักมันดี มันจะผ่าน เมื่อมันจะผ่าน มันก็จะผ่านเสมอแหละ คนนั้นก็จะฟังได้ แต่ไอ้เรื่องที่เก่าๆแหละ ก็นึกว่าตัวรู้แล้ว จะมีตัวใหม่ ก็ตัวใหม่ใกล้ๆ ไม่ลึกซึ้งอะไรหรอก ตัวใหม่ใกล้ๆ เพราะฉะนั้น จะเดินช้า จะฟังได้ จะได้ประโยชน์ที่ช้า ไปอย่างนั้นละ ช้าไปเรื่อยๆ น่ะ สิ่งนี้ทำให้พวกเราไม่เจริญ หรือว่าเจริญช้า หลายคนถึงขั้นไม่เจริญ แล้วก็ตกร่วง แล้วก็หลุดไป เพราะไม่ใส่ใจฟังธรรม นี่มีอยู่จริงๆ แล้วก็เกิดไปแล้ว อาตมาเองอาตมาบอกตรงๆนะว่า อาตมาเอง อาตมาก็เสียดาย แต่เสียดาย แต่เสียดาย อาตมาก็จะไม่แสดงการเสียดายอะไร ในการเสียดายน่ะ จิตใจจริงๆ อาตมาบอกบอกได้เลยว่า อาตมามีโดยโวหาร โดยสมมติสัจจะนั่นน่ะ เรียกโดยโลก เรียกได้ว่าเสียดาย แต่ใจจริงๆ อาตมาไม่ได้เสียใจอะไรหรอก ใจจริงๆ อาตมาไม่ได้เสียใจที่คนที่จะต้องตกร่วงไปนะ ไม่ได้เสียใจ หรือว่าคนได้ดีขึ้นมา นี่อาตมาก็ยินดีในภาษา หรือสมมติสัจจะโดยโวหาร ก็ยินดี แต่ว่าใจจริงๆ อาตมาก็ไม่ได้ตื่นเต้น ไม่ได้มีฟู่ฟ่าจนกระทั่งต้องยึด ยึดคนดี ได้ดี แล้วก็ต้องเจ็บปวด ถ้าดี หรือคนดีเหล่านั้น จะต้องจากไป ต้องหลุดไป ต้องร่วงไป ต้องเลิกลาจากกันไป อาตมาว่า อาตมาไม่ได้ทุกข์ เพราะเหตุว่า พรากของรักจากไปก็เป็นทุกข์ หรือว่าไม่ได้สมใจที่เรารักเรา เราต้องการก็เป็นทุกข์ อาตมาว่า ปกิณกทุกข์อันนี้ อาตมาไม่ได้ทุกข์อันนี้จริงๆ แต่อาตมาก็รู้ตามโลก ว่าควรหรือไม่ควรอย่างไร ควรจะเสียดาย พูดโดยโวหารก็ได้ รู้อยู่ว่า มันไม่ควรนะ มันควรจะอยู่ด้วยกัน มันควรจะเจริญไป เจริญไปด้วยกันดีๆ รู้แสนรู้นะ รู้เหมือนกับใครๆที่ควรรู้นั่นแหละ ที่มีปัญญาพอสมควร อาตมาก็รู้ ไม่ใช่ว่าอาตมาจะโง่กว่าผู้ที่รู้นั้นๆ ก็พอรู้ไม่ใช่ว่าโง่เง่าอะไร แล้วถ้าใครก็เชื่อคิดว่า อาตมาน่าจะรู้ดีเหมือนกัน หรืออาจจะรู้ดียิ่งกว่าก็ได้ด้วยซ้ำน่ะ ถ้าใครคิดว่าอาตมามีปัญญามากกว่านะ ก็ๆก็ได้อย่างที่ว่านั้นน่ะ เพราะฉะนั้น ธรรมะที่ทำอยู่ทุกวันนี้ นี่นะ อาตมาก็เห็นว่า พวกเราก็ได้ พยายามกระทำ เทศน์ไว้ ก็อัดไว้เป็นเทป เป็นอะไรไว้ ดีไม่ดี ไม่ใช่ว่าดีไม่ดีล่ะดี ดีกว่านั้นด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่เทศน์แล้วก็เก็บไว้เป็นเท็ปเลย เอามาถอดเทป ถอดเทปแล้วก็พิมพ์เก็บไว้ เก็บไว้เป็นตู้ๆเลย เดี๋ยวนี้ หลายตู้ ก็ดีนะ ที่ผู้เห็นค่าอย่างนั้น อาตมาก็ไม่ได้ฟูใจอะไรหรอกนะ แต่ว่าก็เห็นว่า เออ ก็ดี เป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต อาตมาเอง ไม่มีปัญหาหรอก จะได้ดิบได้ดีอะไรต่ออะไรในตัวอาตมา อาตมาก็ว่า มันก็ดี ถ้าจริงๆ ต่อไปในอนาคต มันก็จะได้ใช้ที่ถอดเทป แล้วเก็บไว้เป็นตัวหนังสือก็จะได้เอาไปใช้เรียบเรียง ไปใช้เป็นหลักฐาน ไปใช้เป็นอะไรที่จะเรียนรู้กันในอนาคต เป็นเทปที่มันรักษาได้ ก็พยายามรักษากันไป สูญหายไปกันก็บ้าง เหลืออยู่บ้างก็เป็นไป บางครั้งบางคราวนี่ เทศน์ดีๆ ทำหายเสียบ้าง น่ะ อาตมาก็ๆๆ ก็เห็นใจละนะ ที่จริงก็ พวกเราก็ใส่ใจอยู่แล้ว แต่มันก็มีข้อบกพร่องได้ ก็ไม่ได้ไปว่า หรือว่าลงโทษลงโพยอะไรหรอกนะ มันย่อมเป็นไปได้ แล้วมันก็หายบ้าง ซึ่งผู้ทำงานนี่ ก็น่าขอบคุณอยู่แล้ว แต่เทศน์แล้ว ผู้ไม่ฟังนี่ซี จะช่วยเอาภาระ อย่างที่เขาเอาภาระ ก็ไม่ได้เอาอยู่แล้ว จะช่วยดูแลรักษา จะช่วยทำอะไรต่ออะไรในเรื่องเหล่านี้ ก็ไม่อยู่แล้ว เอาละ ถึงไม่ได้ทำงานนี้ก็ทำงานอื่น บางคนทำงานอื่นก็จับจดไปอย่างนั้นแหละ อยู่ๆไป ร่องๆแร่งๆ วันๆ จับจดนั่นจับจดนี่ไปวันๆ ผ่านเดือน ผ่านวัน ผ่านปีไปประเดี๋ยวก็ตาย ประเดี๋ยวก็ถึงวาระตายน่ะ มันก็เท่า นั้นเอง คนเราก็เดินทางไปสู่หลุมฝังศพ อย่างที่อาตมาก็เคยพูดแล้วพูดเล่า ไม่พูดคุณก็รู้ คนมันก็เดินไปสู่หลุมฝังศพนั่นแหละ แต่ในวาระที่เรายังไม่ถึงหลุมฝังศพนั่นซี เราอย่าโมฆะ เราอย่าสูญเปล่า อย่าโมฆะ อย่าทำตนให้เป็นคนโมฆะ เป็นคนสูญเปล่า เป็นคนไม่ได้ดิบได้ดีอะไร ป่วยการกล่าวไปไยกับไอ้ที่วันเดือนปีที่ผ่านไปนั้นน่ะ นอกจากไม่ได้ดีแล้ว ยังแถมความชั่ว สั่งสมหนี้ สั่งสมบาป สั่งสมชั่วให้แก่ตนเองด้วย นั่นมันยิ่งกว่าโมฆะ จะรวมเรียกว่าโมฆะ ก็โมฆะด้วย โมฆบุรุษด้วย แต่เป็นโมฆะที่น่าสมเพชเวทนา เป็นการโมฆะที่มันเกิดมาทั้งที เสียชาติเกิด ถ้าไม่เกิดเสียก็จะได้ไม่ต้องสั่งสมบาป ไม่สั่งสมหนี้อะไรไปขนาดนั้นด้วยซ้ำ ได้เกิดมาแล้ว ก็ดันผ่าไปสะสมบาปสะสมหนี้ไป ไอ้ดีไม่ได้แล้วยังมีไอ้นั่นไปอีก นี่มันเกิดซวย เกิดมาก็เสียชาติเกิดจริงๆ ไม่ควรได้เกิด จะยังจะดีเสียกว่า นี่เกิดแล้ว ก็ยังได้รับสิ่งที่เลวร้าย ได้รับบาป ได้รับเวร ได้รับอกุศลอะไรติดตัวไปด้วยนี่ ไม่ใช่เรื่องไม่สำคัญนะจุดนี้ แม้แค่นี้ เกิดมาแล้ว เราก็ไม่น่าจะให้แต่ละวินาที แต่ละชั่วโมง จริงเราจะพยายามสั่งสมกุศลให้มันได้ทุกวินาที มันก็เป็นไปได้ เป็นไปได้ไม่ง่าย เป็นไปได้ยากก็ตาม แต่ถ้าผู้ที่เข้าใจดีแล้ว สังวรสำเหนียก พยายามดูกรรมของตัวเอง บอกแล้ว ว่ากรรมนี่เป็นเรื่องสำคัญ ศาสนาพุทธเรานี่ กรรมเท่านั้นแหละ เป็นสัจจะ กรรมเท่านั้นแหละ เป็นของที่เที่ยงแท้ กรรมเท่านั้นแหละเป็นเรื่องของสาระสัจจะที่อันพึงเป็นพึงมีอยู่ ยังไม่ถึงปรินิพพานนี่ กรรมจะเป็นตัวกำหนด หมด กรรมจะเป็นตัวกำหนดหมด เพราะฉะนั้น ถ้าเราระมัดระวังกรรมของเรานี่ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม โดยเฉพาะ มโนกรรม จะเป็นตัวเลือก เป็นตัวแข็งแรง เป็นตัวปัญญาที่มันจะเลือก เลือกเอาสิ่งที่เป็นกุศลตามจริงที่เราเห็นจริงแล้ว ว่า นี่สิ่งกุศล แล้วเราพยายาม พยายาม พยายาม พยายามได้เท่าไหร่ เราก็ทำให้สุดที่ อุตสาหะ วิริยะ มีฉันทะให้ได้ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มีจริงๆ พยายามให้มีอิทธิบาทจริงๆ ถ้าเผื่อว่า เรามีอิทธิบาทได้จริงๆ แล้วเราก็สังสมไป ขณะแต่ละขณะ กาละเวลาที่ผ่านไปแต่ละ วาระๆ ที่ผ่านไป มันจะเกิด มันจะสร้าง มันจะเกิด มันจะสร้างเป็นทรัพย์ เป็นสิ่งที่ได้ที่มีที่เป็น ก็คือกรรม เป็นมรดกนั่นแหละ กรรมเป็นของตนนั่นแหละ สะสมไป ไม่มีอะไรเป็นทรัพย์สมบัติเป็นมรดกนะ กรรมเป็นมรดก จริงๆ กรรม ที่เราจะรับไปเป็นมรดกแท้ๆ ซึ่งในนัยละเอียดกว่านั้น ถ้าเราขยายกรรมออกมา เราก็จะต้องพยายามที่สั่งสมทั้งศรัทธา และปัญญาที่มันจะเป็นเนื้อหัว เนื้อหางของทรัพย์ ซึ่งเราก็เรียนกันมาแล้ว ตั้งแต่ศรัทธา ศีล หิริโอตตัปปะ สุตะ จาคะ ปัญญา ที่เป็นทรัพย์แท้ๆที่เราก็พูด ก็ได้แนะนำอะไรต่ออะไรกันมาแล้ว ความเชื่อนี่ เราเชื่อเท่าใด ก็เป็นทรัพย์เท่านั้น ปัญญาเรามีขนาดนี้ เราก็เชื่อแค่นี้ อย่างนี้ เราไม่เชื่อ มันก็เป็นทรัพย์ติดตัวเราไปแหละ ก็เป็นฐานราก หรือเป็นทุนไป คุณเชื่อในพระพุทธเท่าไหร่ พระธรรมเท่าไหร่ พระสงฆ์เท่าไหร่ ในคำว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันก็มีสิ่งที่ลึกซึ้งเข้าไปตั้งเท่าไหร่ พุทธคุณ หรือพุทธธรรม คุณมีความรู้เท่าไหร่ มีความรู้แต่ปริยัติ ปริยัตินี่ร่วงง่าย ปริยัติ ภาษาบัญญัตินี่ง่าย ลืมง่าย ร่วงง่าย เพราะฉะนั้น ต้องเอาให้เป็นเนื้อเป็นตัว เอาไปปฏิบัติ เกิดปฏิเวธ ธรรมเป็นเนื้อเป็นตัว จึงจะเป็นทรัพย์แท้เข้าไปจริงๆเพราะฉะนั้น ในหลักศีลนี่ คือ หลักปฏิบัติ ปฏิบัติเพื่อให้เกิดศรัทธา เกิดปัญญา สั่งสมลงไปสมบูรณ์ที่สุด ก็คือ ตัวศรัทธา และปัญญานี่ เป็นหลักใหญ่ เพราะฉะนั้น ศีลเป็นตัวที่จะมีไว้สำหรับเพื่อสั่งสมปฏิบัติประพฤติ สั่งสมให้เกิดเพราะหลักการศีลพรต หลักการที่ปฏิบัติให้แก่ตนนี่ แล้วมันก็จะก่อเกิด ถ้าเราไม่มีแม้แต่หลักการ ที่จะทำให้แก่ตนให้เป็นอธิศีล ศีลที่มัน คือหลักเกณฑ์ที่จะประพฤตินี่ เออ วันนี้นี่ เราจะเริ่มต้นทำอะไรไปแค่ไหน เราจะเพิ่ม เพิ่ม พยายาม สังวรระวังของตัวเราเองมากขึ้น ตั้งใจ ตั้งหลัก ตั้งเกณฑ์ ตั้งศีล ตั้งพรตให้แก่ตน หรือตั้งกัมมัฏฐานให้แก่ตน จะเอาอย่างนี้ให้ฝึกไปเรื่อยๆๆๆ ถ้าเราไม่ตั้งใจเลยนี่นะ ไม่มีทางเจริญได้หรอก จึงไม่มีศีล ไม่มีทางเจริญ ความหมายของศีล มันกินความอย่างนั้น ขนาดที่เรามีศีล เรายังรู้เลยว่า มันไม่ง่าย นอกจากไม่ง่ายแล้วนี่นะ มันยังทำไม่ค่อยคงทนด้วย ประเดี๋ยวก็เลิกราแล้ว ไม่เอาแล้ว ศีลนี่เลิก เพราะฉะนั้น คนไม่ตั้งใจเลย แล้วก็ไม่รู้เลยว่า หลักเกณฑ์ของชีวิต ควรจะทำอย่างไร เขาได้อะไร เขาไม่ได้อะไรเลยนะ เขาศรัทธาเหมือนกัน เชื่อ เชื่อตามโลกียะ เชื่อว่าเรานี่แหละ ใช้วิธีอย่างนี้ โกงคนนะ เอาเปรียบ เอารัดคนได้ ได้เงินได้ทองมาบำเรอสุข โอ้โห สุขอย่างนี้นี่ สุขที่เจ๋ง ต้องจำไปตลอดอีกนิรันดร์เลย ประทับใจเหลือเกิน อย่างนี้เป็นโลกียสุขที่ติดใจ คนนี้ก็จะเชื่ออย่างนี้จริงๆ เชื่ออย่างปุถุชนเชื่อ เป็นศรัทธา แล้วเขาก็จะเห็นว่าอันนั้นละ คือชีวิตชีวา ธาตุวิญญาณ หรือวิบากที่สั่งสมความรู้ ความรู้สึก ความเข้าใจ ยึด ยึดติดอยู่อันนั้น อันนั้นก็จะเป็นความรู้สึกยึดติดที่เขาบอกว่า เออ อย่างนี้แหละ เกิดมาเป็นคน มันต้องสั่งสมอย่างนี้แหละ จะต้องแสวงหาอย่างนี้ จะต้องเสียแรง เสียทุนรอน กำลัง แรงงาน เวลาอะไรก็เสีย ทุนรอน แรงงาน เวลา อะไรต่างๆนานามาเพื่อที่จะสั่งสม หรือเพื่อที่จะเสพ จะเสพอย่างนี้ที่เราเชื่อ เชื่อแล้ว ศรัทธาแล้วว่าอย่างนี้ คือชีวิตชีวามนุษย์ เพราะฉะนั้น คนทางโลกเขาก็หมุนเวียนอยู่กับไอ้โลกียะอย่างนั้น เสร็จแล้วมันก็ไปตามวิบาก มันไม่ได้มาเสพสมตลอด สมใจตลอดกาลนานหรอก มันอยาก มันก็เป็นกิเลส เสร็จแล้วมันไม่ได้เสพตามอยาก ยิ่งไปลงนรก เป็นเดรัจฉาน เป็นอะไรไป มันไม่ได้ดังนั้นหรอก ไม่ได้ดังใจนั้นเลย ไม่ได้ดังอยากนั้นเลย ไอ้ที่ไม่ได้ดังอยากโลกียะนั่นก็ทุกข์ ไม่ได้ดังอยาก ก็ทุกข์ มันเป็นทุกข์โลกีย์ธรรมด๊า ธรรมดาด้วยซ้ำ มันไม่ใช่ทุกข์ที่มันเพ่งเข้าหาอริยสัจอะไรนักหนา ไม่ใช่ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ทุกข์ที่ปฏิบัติด้วยอริยสัจ 4 ของพระพุทธเจ้าแล้วจะหาย ทุกข์อย่างที่ว่าไปแล้วนั่น ทุกข์เพราะว่าเรามีสมุทัยหรือมีกิเลสเป็นต้นเหตุ กิเลส ตัณหา อุปาทาน นั้นเป็นๆๆๆ เป็นสมุทัยจริงๆ เมื่อไม่มาเรียนรู้นี้ ไม่มีทางที่จะจริงจัง ไม่มีทางที่จะเป็นคุณค่าประโยชน์ ตนก็พ้นทุกข์ตนก็สบาย เบา ตนก็จะเป็นประโยชน์คุณค่าให้แก่คนอื่น แม้ในโลกปัจจุบัน ปัจจุบันไหนก็ตามเถอะ ถ้าเผื่อว่ารู้แล้ว ทำได้มากขนาดไหน ก็มีบุญ มีกุศล มีคุณค่ามีประโยชน์ขนาดนั้นๆ ตามที่เราเป็นจริงมีจริงเข้าใจจริงน่ะ พวกเรามากคนขึ้น แรงงานมันรวมขึ้น เมื่อแรงงานรวมขึ้น มันก็สร้างสรรมากขึ้น แล้วเราทิศทางของพวกเรานี่ เป็นผู้ที่มักน้อย สันโดษ อยู่ในคุณภาพที่พอใช้ทีเดียวนะ เราถึงได้อยู่ได้อย่างที่เรียกว่า หลายคนเห็นว่า เอ๊อ มันง่าย จริงๆไม่ง่ายนะ คุณลองไปดูซี ลองไปมีชุมชน หรือว่ามีหมู่กลุ่มที่ไหนก็แล้วแต่ มีคนอยู่ร่วมกินร่วมใช้กันนี่ เป็นร้อยๆนี่ แต่ละวัน แต่ละวันนี่ เช้าโผล่หน้ามา ก็กินกันอยู่ในนี้เป็นร้อยๆ โดยเราไม่ต้องไปกังวลกังวานเลยว่า เออ มันจะได้มาทางไหน บางคนก็ทำงานเข้ามาเกื้อหนุนอยู่ในนี้ หรือว่าได้แม้จากบริจาคก็ตาม แล้วเราก็ได้อยู่ได้กินของเราไปนี่ บางคน ไม่นึก โอ๊ มันง่ายดีแล้วล่ะ พอลองนึกสิว่า มันไม่ใช่เรื่องธรรมดานะ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แล้วเป็นเรื่องที่เราเองนี่ ถ้าเผื่อว่า เราไม่สร้างบุญ ไม่กอบก่อบุญ ไม่ทำให้ตัวเองเจริญขึ้น แล้วก็ไม่เสียสละมากขึ้น เราก็เป็นหนี้นะ นอกจากเป็นหนี้แล้วไม่เจริญ แล้วก็เป็นแบบอย่างที่เหลวไหล มันบาป หลายซับหลายซ้อน เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า เราเองเราได้เข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว เราก็พยายามพากเพียร อย่าให้สิ่งที่ไม่ดีเหล่านี้ ก่อเกิดในตัวเรา ตั้งแต่เป็นสมณะโน่นแหละมา เราก็อยู่สบายแล้ว ได้แป้น ยังไงๆ ก็มีกิน ไม่มีอะไร ก็เดินถือบาตรออกไป ก็คนเลวกว่าพวกเรา ยังไปบิณฑบาตได้เลย สังคมประเทศไทยนี่ เพราะว่า สังคมพุทธ- ศาสนิกชน สังคมพุทธศาสนา ให้เป็นสมณะเลวกว่าเราไปบิณฑบาต ไปเลี้ยงตัวยังได้เลย ป่วยการกล่าวไปไย อย่างพวกเรา ที่มีสมณสารูป มีคุณธรรมพอสมควรไปบิณฑบาตก็เลี้ยงตนได้ แต่อย่านึกว่ามันฟรีนะ ไปบิณฑบาตเขามากินนี่ ไม่ได้ฟรีนะ โดยภาษาโลกนั่นว่า ไปกิน ไปบิณฑบาตมากินนั่น เราได้เขาเอามาให้เรา เราก็กินนั่น ฟรี แต่โดยค่าในตัวมันเอง มันไม่ใช่ฟรีนะ ถ้าเผื่อว่า เราไม่ได้ประพฤติสิ่งที่ดีงามคุ้มกันเพียงพอ หรือจนแน่ใจแล้วว่าคุณจะไม่รู้ตัวว่าคุณเอง เออ เราทำอะไร พากเพียรตัวเองด้วย แล้วเราก็พยายามที่จะเกื้อกูล หรือว่าช่วยเหลือสร้างสรร สร้างสรรด้วยอะไรล่ะ กายกรรม วจีกรรมขนาดไหน ที่เราจะต้องลงทุนลงแรง มีกายกรรม วจีกรรม ที่เป็นพฤติกรรมสร้างสรร เป็นพฤติกรรมที่กอบก่อ ไม่ใช่ว่าเรามานั่งกิน นั่งใช้ เบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งเป็นหนี้แน่ๆ ก็พอจะรู้ล่ะ อาตมาแน่ใจว่า พอเข้าใจ เพราะได้พูดซ้ำซากมามากมายแล้ว น่ะ แล้วอาตมาก็เคยตีราคาให้ฟังอย่างชัดเลยว่า ฆราวาสนี่ กินข้าวก้อนเดียวเท่าๆกันน่ะข้าวก้อนละขนาดหนึ่งเขากินนี่ เขาก็เป็นหนี้แค่นั้นแหละ แต่สมณะนี่ กินข้าวก้อนเท่ากันนี่ บาปแพงกว่าค่าแพงกว่า เขาได้บุญ เขาก็ได้บุญกว่า ถ้าทำกับสมณะ ทำกับฆราวาสได้บุญ ก็น้อยกว่า พร้อมกันนั้น มันได้บุญมากกว่า มันก็บาปมากกว่าฉันเดียวกัน ข้าวก้อนเดียวที่กินของฆราวาสของทายกเขาฆราวาสด้วยกัน กินข้าวก้อนเท่ากันนั่นแหละ เขาจะให้ก็ตาม ด้วยความเต็มใจก็ตาม ค่ามันต่างกัน มันเป็นหนี้ต่างกัน เพราะฉะนั้น คนได้บุญ ได้บุญมากกว่าจริงเราจะเป็นบาป ก็เป็นบาปมากกว่าจริง ค่าของมันต่างกันอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เราจะไปทำอะไรให้พอคุ้ม นึกว่าเอ้อ เราเป็นสมณะแล้ว กินข้าวกินอะไรก็น้อยแล้ว กินเท่านี้ๆ แต่เท่านี้ๆ น่ะ ราคามันแพงนะ ถ้าเข้าใจในแง่ของบุญแล้ว มันแพง เพราะฉะนั้น เราตัองลงแรง จะต้องสร้างสรรออก ต้องมีกายกรรม วจีกรรม ที่ตอบแทนคืนเป็นแรงงงาน หรือเป็นคุณค่า ที่ต้องคุ้ม ถ้าไม่คุ้ม มันก็ไม่คุ้ม นี่อาตมาพยายามวินิจฉัย วิเคราะห์ให้ฟังนี่ ฟังดูดีๆ เถอะ โดยเฉพาะสมณะ หรือผู้ที่บวชฐานะสูงๆขึ้นมาก็เป็นลำดับ ค่าของมันจะขึ้นตามลำดับ ขึ้นตามลำดับ คนที่ให้เราด้วย ด้วยศรัทธา ยิ่งศรัทธามากนี่ ค่ายิ่งสูงมาก เพราะฉะนั้น คำที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เลี้ยงตนอะไร ไม่ใช่ เลี้ยงตนที่เขาให้ด้วยศรัทธา อะไร เลี้ยงอะไร มีชีวิต ที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ใน ไอ้นั่นโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว อะไรนั่นน่ะ ก็จำไม่แม่นอีกเหมือนกัน แล้วก็ไม่มีใครจำได้เหมือนกัน ก็พอๆกัน ที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วนี่ ยังมีหน้าว่ามันเป็นของผม ยังมีหน้าเป็นสำนวน ของผม คำว่าเขาให้ด้วยศรัทธานี่นะ ความหมายของพระพุทธ- เจ้า นี่ ท่านตรัสนี่ มันกินใจและลึกซึ้ง ที่อาตมากำลังขยายความให้ฟัง ให้ดีๆเถอะ เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ ของเรานี่นะ เรากินอาหารเขา โดยเฉพาะเป็นสมณะแล้วนี่นะ ดูเหมือนมันไม่มากนะ ข้าวก้อนหนึ่งนี่ แพงยิ่งกว่าข้าวเหลานะ จะบอกให้ ค่าของมันจริงๆนะ ที่เขาให้ด้วยศรัทธานี่ ข้าวจานหนึ่งนี่ กะละมังหนึ่งนี่ สมณะกินนี่แหละ แพงกว่าเขาตีราคาในเหลา จานหนึ่ง เขาจะบอกว่า เอา ข้าวเปล่าจานละ 20 บาทก็ตาม ไอ้นี่แพงกว่า 20 บาทด้วยจะบอกให้ อย่านึกว่ากินของราคาถูกนะ เพราะคุณค่าของบุญนี่ คุณค่าของศรัทธา คุณค่าที่ให้ด้วยศรัทธา คุณค่าที่จะยกย่องนับถือบูชานี่ มันเป็นค่าจริงๆเลย นี่มันซับซ้อนอย่างนี้ธรรมะ อย่านึกว่า ยิ่งเขาให้ด้วยศรัทธา ยิ่ง แหม บูชา เชิดชูเรา ยิ่งโอ้โห เหลิงใจเลยว่า ไม่เป็นไรหรอก ยังไงเขาก็ให้เรากินได้ละ หลงตัวหลงตนไปนะ ระวังจะพังระวังจะเป็นหนี้ เพราะฉะนั้น ในมุมอีกมุมหนึ่ง ที่ท่านอธิบายเล่ากันมา ว่าผู้มาบวชเป็นพระแล้วนี่ ตกนรกมาก จนกระทั่งที่พูดเป็นรูปธรรมเลยว่า เหล็กที่พาดอยู่ปากบ่อนรกนี่ จีวรที่พาดอยู่นั่น จนเหล็กนั้นแอ่น ตกท้องช้างเลยแหละ แสดงว่าจีวรมากเท่าไหร่ คนตกนรกนี่คือพระ จีวรมันมากจนทำให้เหล็กเท่าต้นตาลนี่ แอ่นตกท้องช้างได้ เพราะน้ำหนักของจีวร มันเป็นไปได้ยังไง เหมือนพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คนเราเกิดมาแล้วๆเล่าๆ ชีวิตวนเวียนนี่ มันมีทุกข์จนกระทั่งน้ำตามันเท่ากับ 4 มหาสมุทร เอากองกระดูกนี่ มากองเรียงกันแล้ว เท่ากับภูเขาเวปุลลบรรพตอะไรอย่างนี้เป็นต้น ถึงแม้จะเป็นข้อเทียบเคียง แต่ก็เป็นเรื่องจริงนะ เพราะเราไม่รู้หรอกว่า วัฏสงสารเราเกิดมานี่ เราเกิดมานานเท่าไหร่ ไม่รู้หรอกนะ ไม่รู้ได้ง่ายๆ ยิ่งคนไม่ปฏิบัติธรรม วนเวียนอยู่ชาติแล้วชาติเล่า นับชาติไม่ถ้วน นับไม่ถ้วนจริงๆ ทุกข์ร้อน ทรมานอยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้น ผู้จะเจริญจริงๆ นี่จะต้องเอาใจใส่จริงๆ พากเพียรจริงๆ ฝึกฝนจริงๆนะ พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสว่า ผู้ที่พบศาสนาพุทธนี่นะ มันเป็นบุญจริงๆนะ พบศาสนาพุทธ ผู้ที่เกิดมา มีชีวิตที่ไม่ตาย ชีวิตรอดได้ ก็ถือว่าบุญแล้วนี่ ที่ท่านตรัสเอาไว้อะไร ผู้ที่เกิดมาไม่ตาย ก็บุญแล้ว มีชีวิตรอด ได้พบศาสนาพุทธก็ยิ่งบุญ บุญจริงๆเลยนะ บุญจริงๆ ไอ้บุญที่ว่านี่ อาตมาก็ไม่รู้ว่าจะขยายความยังไง โดยเฉพาะคำว่าพบศาสนาพุทธนี่ ต้องลึกซึ้งขึ้นไปอีกว่า พุทธแบบไหน พุทธแบบมิจฉาทิฏฐิ พุทธแบบอย่างทุกวันนี้ เขาก็ว่าเขาดีนะ เขาเกิดมาได้พบศาสนาพุทธ แต่เสร็จแล้ว ไม่ได้บุญหรอก บาป เพราะไม่เข้าใจศาสนาพุทธเลย แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรที่มันเข้าร่องเข้ารอยกับที่พุทธท่านสอนไว้ ศีลตัวหนึ่งก็ไม่มี สังวรอะไรก็ไม่มี ศึกษาจะมีสัมมาทิฏฐิพอที่จะพบพระอริยะ พอที่จะนำพาไปสู่ความเจริญก็ไม่ได้ ดีไม่ดี ไปพบพระที่ไม่พาไปสู่ความเจริญด้วย เป็นพระมิจฉาทิฏฐิ นึกว่าตัวเองเป็นพุทธด้วยนะ ทั้งพระที่มิจฉาทิฏฐิ ทั้งตัวเองลูกศิษย์นั่น พากันลงนรกกันไปอยู่ไม่แล้วไม่รอด หนักกว่าเก่าด้วย เขาก็นึกว่า เขาพบพุทธศาสนา มันไม่ใช่บุญนะ มันตกนรก จะเป็นบุญอะไรล่ะ เกิดในชื่อว่าเกิดในพุทธศาสนิกชนนี่แหละ เกิดเป็นพุทธศาสนิกชนนี่แหละ แต่ตายจากชาตินี้แล้วนี่ ตกนรก แล้วมันบุญตรงไหนล่ะ ตายจากชาตินี้ แทนที่จะ เอ้อ ค่อยยังชั่วกว่าเก่าหน่อย กลับช่วยตัวเองให้พ้นนรกก็ยังไม่ได้ ยังตกนรกอยู่นั่นแหละ เขาพบพุทธ แล้วพระพุทธเจ้าก็ตรัสเอง ก็คนในพุทธนี่แหละ ขนาดพบพุทธแล้ว ไม่ใช่จะรอดตัวได้ง่ายๆ ไม่ได้รอดตัวได้ง่ายๆเลยน่ะ ที่อาตมาพูดไปนี่ ดูเหมือนมันไม่มีอะไรมากมาย แต่อาตมาขอยืนยันว่าที่พูดไปนี่ แม้แต่วันนี้ที่พูด ค่อยๆพูดมาถึงนาทีนี้ วินาทีนี้แล้วนี่ก็ตาม ขอยืนยันว่า อาตมาพยายามซอยลึก ซอยละเอียดให้เห็นความจริงที่มันลึกซึ้งในชีวิตมนุษย์นี่ แล้ว แม้แต่การสังวรระวังของมนุษย์นี่ สำคัญนะ สำคัญจริงๆ ผู้ใดไม่มีปัญญารู้ว่าสติปัฏฐาน 4 ลักษณะกาย เวทนา จิต ธรรม ไม่รู้เลยว่า ลักษณะพวกนี้ มันหมายความว่าอะไร นั่นเป็นตัวเริ่มต้น ถ้าไม่รู้เลย ก็ปฏิบัติไม่ได้ แม้แต่คุณจะรู้แล้ว เข้าใจแล้วว่ากาโย คือองค์ประชุม องค์ประชุมกายกรรมอย่างนี้ องค์ประชุมวจี-กรรมอย่างนี้ องค์ประชุมมโนกรรมอย่างนี้ องค์ประชุมของสิ่งที่มันเกิดพฤติ- กรรมอะไรก็แล้วแต่ แล้วมีสิ่งแวดล้อม มีสิ่งมีเหตุเป็นปัจจัยแวดล้อม องค์ประชุม แม้คุณจะเข้าใจ๊ เข้าใจไปถึงปรมัตถ์ เจตสิก จนกระทั่งคุณเข้าใจซับซาบได้ว่านี่คือเวทนา อาการอย่างนี้แหละ คือเวทนา คือความรู้สึกนี่คือเวทนา นอกจากเป็นองค์ประชุมของจิตวิญญาณ องค์ประชุมของสัญญา สังขาร ที่เป็นจิตวิญญาณแล้ว แล้วสังเคราะห์กันขึ้นมาแล้ว เกิดรส รสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดรส รสนั่นแหละ คือเวทนา แล้วจะต้องวิเคราะห์รสนั้นออกด้วยว่า เป็นโลกียรส หรือเป็นธรรมรส แล้วจะต้องแยกวิเคราะห์ไอ้ที่มันปรุงมาเป็นรสนั่นแหละ มันมีกิเลสเข้าไปร่วมปรุงเท่าไหร่ สังขารเข้าไปเท่าไหร่ ถ้าคุณไม่รู้อย่างนี้จริงๆละนะ คุณสังวรไปก็ไร้ประโยชน์ จากสติปัฏฐาน 4 แล้วก็มีสัมมัปปธาน 4 สัมมัปปธาน 4 ข้อแรก ก็คือสังวรปธาน สังวรปธาน เพราะฉะนั้น ต่อให้คุณเข้าใจสติปัฏฐานทั้ง 4 ความหมายนี่ เข้าใจดีหมดแล้ว แต่คุณสังวรไม่เป็น ชีวิตไม่ได้สังวร ฟัง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive